เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 41 ห้องลับในปราสาทร้าง

    ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาในฤดูหนาว ที่หมู่บ้านนักล่าในฤดูกาลนี้จะเน้นการฝึกในลานฝึกเสียมากกว่า เพราะสัตว์ส่วนมากจะอยู่ในช่วงจำศีลในฤดูหนาว มีบ้างบางชนิดที่สามารถออกล่าได้และมีแค่บางชนิดที่จะหาล่าได้ในฤดูนี้ แต่ถ้าเทียบกับฤดูกาลอื่นๆ แล้วก็นับว่าลำบากกว่าพอสมควร กลุ่มต่างๆ จึงเลือกที่จะฝึกฝนภายในหมู่บ้านเป็นส่วนใหญ่แทนที่จะออกล่า ซึ่งในตอนนี้ทุกคนต่างก็ได้รับแจกยาเบิกจันทราเพื่อเพิ่มความเร็วในการฝึกคนละขวด แต่เนื่องจากกรรมวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อน วัตถุดิบในการสร้างก็ค่อนข้างที่จะมีอยู่จำกัด รวมทั้งการผลิตก็ได้มาวันละไม่กี่ขวดทำให้ไม่สามารถที่จะแจกจ่ายทุกคนได้ในเวลาอันสั้น ตามที่จริงแกรนด์มีแนวคิดอยู่แล้วว่าจะแจกจ่ายให้เพียงคนละขวดเท่านั้น ส่วนใครที่ต้องการเพิ่มก็ต้องนำแต้มมาแลกตามจำนวนที่กำหนดไว้เหมือนกับอาวุธ ชุดเกราะ และตำราฝึก เพราะตามแนวคิดเดิมก็เพื่อให้ทุกคนมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาพลังความแข็งแกร่งด้วยความมุ่งมั่นของตน มิใช่จะรอแต่โอกาสที่คนอื่นหยิบยื่นให้โดยไม่มีแนวทางเป็นตัวของตัวเอง แม้วิธีการหลังอาจจะได้ผลลัพธ์ที่เหล่านักล่ามีพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า แต่นั่นย่อมไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงตามความคิดของแกรนด์ ยกเว้นผู้ที่มีวิถีการฝึกเป็นของตนอย่างกลุ่มของเขาที่จะเอาไปใช้เท่าไหร่ก็ไม่ว่า ทั้งยาเบิกจันทราในตอนนี้สำหรับแกรนด์กับบ็อบแล้วก็ไม่ต่างจากน้ำเปล่า เพราะมันไม่มีผลอะไรกับพวกเขาแล้ว

    ในตอนนี้ผ่านไปสามวันแล้วหลังจากที่กำจัดมิคาเอลลงได้ แกรนด์ฟื้นฟูพลังและรักษาอาการบาดเจ็บเสร็จตั้งแต่วันแรก ส่วนทีมของเขาก็ไม่มีคนที่ได้รับบาดเจ็บอะไร มีแค่สูญเสียพลังไปซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูกลับมา การต่อสู้ในครั้งนี้เทียบกับครั้งก่อนนับว่าดีกว่าอย่างมาก แกรนด์มีความคิดที่จะพาทีมของเขาไปยังปราสาทร้างกลางป่ามรณะอีกครั้งเพื่อไปพบบุคคลที่มิคาเอลเรียกว่านายท่าน ซึ่งตอนนี้แกรนด์ปะติดปะต่อเรื่องเข้าด้วยกันทั้งข้อมูลที่ได้มาจากมิคาเอล ข้อมูลจากที่ไปสืบเองและสายในเมืองส่งมา การสัมผัสพลังรวมถึงการคาดเดาของเขาเอง แกรนด์ในตอนนี้ค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าตัวตนของไอ้นายท่านที่ว่ามันเป็นใคร แต่ครั้งนี้มิใช่จะไปตอนกลางคืนเหมือนครั้งที่แล้วแต่จะไปตอนกลางวันแทน เพราะตอนกลางคืนอาจเสียเปรียบและไม่มีใครเลยในกลุ่มของเขาที่ชำนาญการต่อสู้ในเวลากลางคืน

    “หัวหน้า มีคนต้องการพบท่านครับ”

    นักล่าที่ทำหน้าที่เฝ้ายามหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามารายงานขณะที่แกรนด์กำลังวาดแผนที่อะไรบางอย่างอยู่ในห้อง เขาเดินออกมาก็พบรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ บ้านหลัก ข้างๆ รถม้ามีชายวัยกลางคนหนวดเคราไม่ยาวมาก รูปร่างสันทัด ผูกผ้าโพกหัวสีเหลืองยืนสูบไปป์พ่นควันอย่างอารมณ์ดีอยู่ตรงนั้น

    “ยินดีต้อนรับ ท่านโมรอค”

    “เช่นกันหัวหน้าแกรนด์ หมู่บ้านของท่านดูดีนะ”

    ชายวัยกลางคนยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี ชายผู้นี้คือ โมรอค ช่างทำชุดเกราะที่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองกลอเซน ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักไปแม้แต่เมืองใหญ่ๆ เมืองอื่น งานทุกชิ้นของเขาล้วนประณีตและคงทน สามารถสร้างชุดคุณภาพเยี่ยมได้แม้จะเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายจากท้องตลาด และแน่นอน ค่าฝีมือของเขาก็แพงลิบลิ่วเช่นกัน

    “ขอบคุณครับ นี่ท่านนำของมาส่งด้วยตัวเองเลยงั้นหรอ?”

    “ใช่แล้วล่ะ วัตถุดิบทุกชิ้นที่ท่านนำมาจ้างวานให้ข้าทำชุดให้คุณภาพมันเยี่ยมมากเลยล่ะ นอกจากพวกภาคีอัศวินกับภาคีเวทย์บางคนแล้ว ในเมืองนี้ก็แทบไม่มีใครนำวัตถุดิบแบบนี้มาให้ข้าทำหรอก ช่างเป็นคนหนุ่มที่น่าทึ่งจริงๆ ข้าเพิ่งทำเสร็จเมื่อเช้านี้เองแล้วรีบมาที่นี่เลย จะลองเช็คของดูมั้ยล่ะ?”

    “ไม่ล่ะ ข้าเชื่อใจฝีมือท่าน หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันอีก”

    แกรนด์จ่ายค่าจ้างหลังจากรับของที่สั่งมาแล้ว ครึ่งเดือนก่อนหลังจากที่ทุกคนเลือกวัตถุดิบชิ้นส่วนต่างๆ จากกองสมบัติของโอเกอร์เรียบร้อย แกรนด์ก็นำมันไปให้โมรอคเพื่อแปรรูปของพวกนี้ให้กลายเป็นชุดเกราะ ในทีแรกแกรนด์คิดว่าคงจะใช้เวลาสัก 1 เดือนเพราะโมรอคเองก็ไม่ได้ระบุเวลาไว้แต่ไม่คิดเลยว่าจะเร็วกว่าที่คิด ค่าจ้างในครั้งนี้แกรนด์จ่ายไปกว่า 60 เหรียญทองซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถที่จะสร้างคฤหาสน์หลังย่อมๆ ได้เลยทีเดียว นี่ขนาดแค่ค่าจ้างที่ผู้จ้างวานเตรียมทุกอย่างมาเอง! แต่แกรนด์ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ เพราะถึงยังไงตอนนี้เขาก็มีทรัพย์สินที่เรียกได้ว่ามั่งคั่งอันดับต้นๆ ของเมืองไม่ผิดแน่นอน

    “โอ้ว! ลูกพี่ นี่ชุดของข้าหรอ สวยจริงๆ ข้าชอบมันมากเลยล่ะ”

    บ็อบใส่ชุดเกราะขนาดใหญ่พิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะอย่างตื่นเต้น ชุดของบ็อบนั้นเป็นชุดเดียวที่สั่งทำขึ้นเป็นประเภทของเกราะหนัก สร้างขึ้นจากหนังของกระทิงเขาเกลียวทั้งผืนเสริมด้วยโลหะพิเศษที่แข็งแรงทนทานต่อการโจมตีทุกประเภท ทั้งยังเสริมพลังของธาตุดินและพลังป้องกันอื่นๆ เต็มพิกัด ดูเผินๆ แล้วอาจจะเรียกได้ว่าบ็อบในตอนนี้เป็นป้อมเหล็กเคลื่อนที่เลยทีเดียว

    “เฮ้ยบ็อบ เจ้าดูของข้า อย่างเท่ เหมือนที่ข้าวาดแนบไปว่าอยากได้ประมาณนี้เป๊ะเลยว่ะ”

    ครีทชี้ให้ดูชุดสีดำที่ข้างในเสริมเกราะผ้าที่เบาสบายและเคลื่อนไหวได้ง่าย ทั้งในชุดยังมีกระเป๋าต่างๆ และจุดที่สามารถซ่อนอาวุธลับได้มากมาย

    “เฮ้ย ข้าลืมบอกอีกอย่าง ช่างที่ทำบอกว่าที่มาส่งช้าก็เพราะชุดเจ้านี่แหละ แบบที่เจ้าส่งไปช่างบอกว่านั่งกุมขมับทำความเข้าใจอยู่เป็นค่อนวัน นั่นแบบชุดรึลายแทงวะนั่น”

    แกรนด์อดที่จะกุมขมับตามไปด้วยไม่ได้ เขาดูแล้วก็คิดไว้แต่แรกแล้วว่าช่างต้องปวดสมองรึอาจประสาทกินเอาได้ถ้าเห็นแบบของชุดนี้

    “ขอบคุณนายท่านขอรับ”

    “ขอบคุณหัวหน้า”

    ไคลน์กับเวนไฮร์โค้งคำนับหลังจากที่รับชุดของตนแล้ว ทั้งสองพอใจมากหลังจากที่ได้ชุดตัวใหม่ ของเดิมที่แกรนด์นำมาให้ทั้งสองคือชุดของเอลรอน แต่เมื่อเทียบกับชุดที่ได้มาใหม่แล้วชุดเดิมนั้นเหมือนกับเป็นผ้าขี้ริ้วไปเลย ซึ่งชุดเดิมทั้งสองนำมาคืนให้กับแกรนด์ แกรนด์จึงนำไปห้อยไว้ให้คนที่ต้องการสะสมแต้มมาแลกอีกที ส่วนชุดใหม่ที่ได้มานั้นแน่นอนว่ามูลค่าของมันมหาศาลทั้งยังเสริมพลังธาตุเต็มพิกัดตรงกับผู้ใช้ด้วย ของบ็อบเป็นชุดเกราะหนักเพราะรับหน้าที่เป็นกันชนแนวหน้า ของไคลน์กับเวนไฮร์เป็นชุดเกราะเบาเพราะมีหน้าที่ก่อกวนและเสริมการโจมตี ของแกรนด์เป็นเกราะเบาเสริมเหล็กที่ใส่ไว้ใต้เสื้อผ้าเพราะมีหน้าที่สั่งการและเข้าปะทะต่อสู้โดยตรง ส่วนของเอเลน่ากับครีทเป็นเกราะผ้าและชุดไปในตัวเพราะต้องการความคล่องแคล่ว ทำหน้าที่สนับสนุน

    “เอเลน่าทำไมยังไม่ลงมาจากห้อง?”

    แกรน์สัมผัสได้ถึงพลังของเธอที่อยู่แต่ในห้องตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

    “เห็นว่าไปเก็บแล้วได้สมุนไพรอะไรนี่แหละมาใหม่ คงกำลังผสมอะไรแผลงๆ อีกล่ะมั้ง เจ้าก็เตรียมตัวลองยาใหม่ไว้เลยบ็อบ ฮ่าๆ ๆ”

    “งั้นหรอ เดี๋ยวข้าเอาขึ้นไปให้เองแล้วกัน”

    แกรนด์หยิบชุดของเอเลน่าแล้วเดินตรงไปทางห้องของเธอ พวกที่นั่งอยู่ข้างหลังมองหน้ากันพร้อมกับยิ้มแปลกๆ เหมือนจะรู้ทัน

    “ชู่วววววววว อย่าเสียงดังรบกวนเค้า ไปเมากันต่อเถอะ”

    “เจ้าจะไม่ไปฝึกหน่อยหรอ?”

    “ก็มันหนาว หาอะไรจิบแก้หนาวก่อนสิ”

    “เหรอออออออออออ”

    ...สองวันต่อมา...

    วันนี้ฟ้าเปิดกว่าทุกวันที่ผ่านมา มีแสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านม่านเมฆลงมาที่พื้น อากาศในวันนี้อบอุ่นกว่าหลายวันมานี้เล็กน้อย ฤดูหนาวในแถบนี้หาวันที่มีแดดส่องผ่านเมฆได้ยากมากแม้จะแค่เบาบางก็ตามที เพราะตลอดทั้งฤดูท้องฟ้าจะถูกปกคลุมด้วยชั้นเมฆทำให้มีแสงพอสลัวๆ และในวันนี้คือวันที่กลุ่มของแกรนด์เดินทางไปยังปราสาทร้างกลางป่ามรณะ หลังจากที่แจกจ่ายชุดให้ทุกคนเรียบร้อยแล้วในวันนั้น แกรนด์ก็ได้แจกเสื้อคลุมผืนใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จในช่วงเช้าให้ด้วย เสื้อคลุมผืนนี้สีครามเข้ม ตัดเย็บมาจากม้วนผ้าที่อยู่ในหีบใบเดียวกับสมุดปริศนา ได้เสื้อคลุมสีครามเข้ม 6 ตัว ด้านหลังปักเป็นรูปมังกรคำรามขนาดเท่าฝ่ามือด้วยด้ายสีฟ้าสว่าง และจากนี้ไปเขาจะเรียกกลุ่มของตนว่า มังกรสายฟ้า

    เมื่อเข้าเขตของป่ามรณะ พื้นที่ป่าแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ปราศจากหมอกที่เข้าปกคลุมพื้นที่เหมือนเช่นครั้งก่อนที่เคยย่างกรายมา ต้นไม้มีดำไม่มีใบ บรรยากาศที่เคยดูวังเวงน่ากลัวบัดนี้ดูลดลงมาก คงเป็นเพราะมาในช่วงกลางวันและไม่มีหมอกเช่นครั้งก่อน แต่ถ้านับบรรยากาศโดยรวมในตอนนี้สำหรับชาวบ้านธรรมดามันก็ดูน่ากลัวอยู่ แกรนด์ไม่ได้สนใจบรรยากาศรึอะไรทั้งสิ้น เขารีบเร่งฝีเท้าตรงไปยังปราสาทร้างกลางป่าทันที จนเมื่อมาถึงหน้าปราสาท สภาพของมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย ทั้งยังมีร่องรอยความเสียหายเล็กน้อยจากการต่อสู้ในครั้งก่อนด้วย

    “เข้าไปข้างในกัน”

    แกรนด์ยิ้มที่มุมปากพร้อมกับเดินนำเข้าไปด้วยสีหน้าดูมั่นใจแม้คนอื่นๆ จะรู้สึกหวั่นๆ อยู่ก็ตาม ปราสาทหลังนี้มีถึง 5 ชั้น ตัวปราสาทใหญ่โตพอสมควร เจ้าของที่สร้างมันขึ้นมาคงเป็นผู้มั่งคั่งหรือไม่ก็เป็นผู้มีอำนาจระดับสูงแน่ แกรนด์เดินมาหยุดตรงห้องโถงกลางปราสาทที่กว้างกว่าทุกพื้นที่ในตัวปราสาท ด้านหน้าเป็นบันไดหินขึ้นไปยังชั้นต่างๆ บรรยากาศภายในดูมืด เงียบ และวังเวง

    “ช่างเป็นพวกโง่เง่าที่ชอบรนหาที่ตายซะจริง”

    จู่ๆ ก็มีเสียงปริศนาดังขึ้นมาแต่ไม่สามารถหาต้นเสียงได้ว่าดังมาจากทางไหน เสียงนี้ดูเยือกเย็นแต่เต็มไปด้วยจิตสังหาร คำพูดที่เปล่งออกมาล้วนทำให้ผู้ฟังเข่าอ่อนจนอยากจะวิ่งหนีเสียให้ได้

    “วันนี้ไม่น่าใช่วันตายของพวกข้านะ จะให้ข้าบอกมั้ยว่าใครจะตายวันนี้”

    แกรนด์ตอบกลับเสียงนั้นด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด

    “ไปยั่วมันแบบนั้นจะดีหรอลูกพี่ ยังไงมันก็เป็นถึงคนที่สามารถสั่งคนที่แข็งแกร่งอย่างมิคาเอลได้เชียวนะ ความแข็งแกร่งของมันต้องไม่ด้อยกว่าตาแก่นั่นแน่”

    บ็อบกระซิบข้างหูแกรนด์อย่างเป็นกังวล ถึงเขาจะรู้ว่าแกรนด์มีพลังพอที่จะล้มมิคาเอลได้ก็จริง แต่จะล้มนายท่านของมันด้วยนี่คงจะลำบากเอาการ ทั้งน้ำเสียงที่มันพูดออกมาเมื่อครู่เป็นน้ำเสียงที่มีพลังแทรกอยู่ด้วย พลังระดับนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน แต่แกรนด์คงเตรียมแผนมาแล้ว แม้จะกังวลอยู่บ้างแต่บ็อบก็เชื่อใจในแผนการของลูกพี่เขามากกว่า

    “ลูกพี่ วันนี้ท่านมีแผนเด็ดอีกแล้วใช่มั้ย?”

    “ไม่อ่ะ มาเฉยๆ นี่แหละ สู้กับไอ้ตัวพรรค์นี้ต้องมีผงมีแผนด้วยรึไง?”

    เอเลน่ากับครีทที่อยู่ด้านหลังพอได้ยินถึงกับหน้าถอดสี อะไรวะเนี่ย พามาถึงนี่แต่ดันไม่มีแผนอะไรเลยเนี่ยนะ

    “เจ้าพวกเด็กน้อย ข้าเห็นว่าพวกเจ้าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ จะฆ่าทิ้งก็เสียดาย ครั้งนี้จะเมตตาสักครั้งแล้วกัน ออกไปจากที่นี่ซะแล้วอย่าเสนอหน้ามาอีก ถือว่าข้าเตือนแล้ว ไสหัวไปก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ!”

    เสียงปริศนายังคงก้องกังวานในตัวปราสาท เป็นเสียงเตือนครั้งสุดท้ายพร้อมกับยื่นคำขาดให้กับผู้บุกรุก

    “หึ! ลูกไม้ตื้นๆ นอนรอตรงนั้นอย่าไปไหนล่ะ ข้าจะไปลากคอเจ้าออกมาเอง”

    “หมายความว่าไงหรอลูกพี่?”

    “หมายความว่ามันไม่มีน้ำยาทำอะไรเราได้อย่างที่มันคุยน่ะสิ บุกเข้ามาจวนจะถึงตัวแล้วมันก็ดันเอาแต่ขู่ ถ้ามันฆ่าพวกเราได้มันออกมาแล้ว จะมาขู่ให้เปลืองน้ำลายทำไม ข้าสัมผัสพลังได้ มันอยู่ชั้นบนสุด ตรงนั้นน่าจะเป็นห้องลับอะไรสักอย่างนะ”

    แกรนด์เดินนำพาทุกคนขึ้นไปชั้นบนสุดและเดินมาที่หน้าผนังหนาที่ดูไม่มีอะไรผิดปกติ แต่สัมผัสพลังของเจ้าของเสียงปริศนามันอยู่ด้านในไม่ผิดแน่ ทั้งน่าจะมีกลไกอะไรสักอย่างที่ใช้เปิดเข้าไป

    ตู้ม!!!

    ผนังกลไกพังออกทั้งแถบจากแรงถีบครั้งเดียวของบ็อบ แกรนด์บอกไม่รู้จะหากลไกไปทำไมในเมื่อมีวิธีเปิดที่มันง่ายกว่านั้นอยู่ แม้ในตัวปราสาทจะเป็นปราสาทร้างที่มีหยากไย่ขึ้นเกาะเต็มไปหมด สภาพดูโทรมเหมือนร้างไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมากว่าร้อยปี แต่ภายในห้องลับแห่งนี้กลับมีสภาพต่างออกไป มันสะอาดสะอ้านคล้ายกับมีคนอาศัยในนี้เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งห้องต่างประดับตกแต่งด้วยของมีค่าต่างๆ แต่ละอย่างดูแปลกตาพอสมควร ของตกแต่งพวกนี้มันดูน่าขนลุกมากกว่าความสวยงามที่มนุษย์จะพึงรู้สึก และในห้องแห่งนี้ยังมืดทึบมาก ไม่มีร่องรอยของการจุดคบไฟหรือตะเกียงเลยแม้แต่น้อย ด้านในสุดของห้องมีบัลลังก์หินตั้งอยู่ และด้านหน้าของบัลลังก์หินมีโลงศพไม้ที่ถูกสลักสวยงามตั้งอยู่ตรงจุดนั้น

    “นั่นไง คนที่เราตามหา”

    แกรนด์ชี้คบไฟไปที่โลงศพนั้นให้ทุกคนดู

    “แวมไพร์? นายท่านที่มิคาเอลพูดถึงมันคือแวมไพร์?”

    เอเลน่าอุทานขึ้นมาพร้อมกับขมวดคิ้ว จากทักษะที่มิคาเอลใช้เธอก็รู้จักมันอยู่บ้างว่าเป็นทักษะของเผ่าอันเดธ และยังคาดเดาเอาไว้ต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับที่มาของทักษะเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในข้อสันนิษฐานของเธอคือการได้รับพลังจากแวมไพร์ แต่ข้อนี้ยังชี้ชัดไม่ได้มากนักเพราะตามบันทึกของเมืองแล้ว ในรอบร้อยปีมานี้ไม่มีการค้นพบแวมไพร์ในเขตเมืองกลอเซนเลย มีแค่บันทึกที่ย้อนไปเกือบสองร้อยปีก่อนที่มีบันทึกการล่าแวมไพร์ ซึ่งรายละเอียดข้างในบันทึกเขียนไว้อย่างคลุมเครือและไม่น่าสนใจเท่าไหร่

    แวมไพร์เป็นสายพันธุ์ของเผ่าอันเดธชั้นสูงที่อยู่ในระดับเดียวกับโอเกอร์ แม้ร่างกายและพลังโจมตีจะเป็นรองพอสมควร แต่มีพลังการฟื้นฟูร่างกายที่เรียกได้ว่าสูงจนน่าตกใจ แม้บาดเจ็บหนักก็ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูร่างกาย ทั้งยังมีชีวิตที่ยืนยาวเป็นอย่างมาก สามารถที่จะทำให้มนุษย์กลายเป็นเผ่าอันเดธคอยรับใช้มันได้ ดังนั้นถ้าทางเมืองรู้ต้องรีบมากำจัดมันอย่างไม่ต้องสงสัย ขืนปล่อยมันไว้ก็เปรียบเสมือนหอกข้างแคร่

    “ใช่แล้วล่ะ มันคือแวมไพร์ แต่เป็นแวมไพร์ที่ยังฟื้นพลังไม่สมบูรณ์”

    แกรนด์เดินถือคบไฟเข้าไปใกล้โลงศพที่วางอยู่ เขาใช้พลังสายฟ้าปล่อยขึ้นไปทำลายเพดานและหลังคาจนเป็นรูขนาดใหญ่ แสงจากภายนอกส่องสาดส่องเข้ามาแทนที่ความมืดมิด แกรนด์เดินไปเอามืองัดฝาโลงออก ข้างในนั้นมีร่างของสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งนอนอยู่ในนั้นในท่าแขนวางประสานบนอก ผิวทั่วทั้งร่างสีเทาเข้ม จมูกโด่งงุ้มแหลม ใบหูเรียวแหลมขึ้นด้านบน ริมฝีปากแดงซีด เล็บดูยาวแหลม แม้จะเปิดฝาโลงออกแล้วร่างนั้นยังนอนนิ่ง ไม่ขยับแม้แต่น้อย สภาพตอนนี้เหมือนแค่นอนหลับไปเท่านั้น

    “นี่หรอไอ้นายท่านของตาแก่นั่น ไม่เห็นมันจะน่ากลัวเหมือนที่คิดไว้เลย ทำไมมันอยู่ในสภาพนี้ล่ะ แล้วเมื่อกี้มันคุยกับเราได้ยังไง?”

    ครีทหันมาถามแกรนด์อย่างสงสัย

    “ใช่แล้วล่ะ มันเป็นแวมไพร์ที่สูญเสียพลังไปแล้ว ที่อยู่ในสภาพนี้เพราะมันผนึกตัวเองไว้ไม่ให้ร่างกายเสื่อมสภาพและตายไป ที่มันพูดคุยด้วยเมื่อครู่ก็เป็นพลังเสียงที่มันส่งออกไปนั่นแหละ ตัวมันเองทำอะไรใครไม่ได้หรอก”

    แกรนด์อธิบายให้ทุกคนฟังจากข้อมูลที่เขาสืบหาและประติดปะต่อเข้ากันแล้ว ความจริงแล้วนี่คือร่างของแวมไพร์ที่ผนึกตนเองเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ในอดีตมันเคยถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย มันจึงตัดสินใจที่จะผนึกร่างกายไว้อยู่ในสภาพจำศีลเพื่อรอคอยวันที่จะฟื้นฟูพลังอีกครั้งเพราะอายุขัยของแวมไพร์ยาวนานหลายร้อยปี จนเมื่อสิบกว่าปีก่อนมิคาเอลได้ค้นพบร่างของมันขณะที่เข้ามาสำรวจปราสาทแห่งนี้หลายครั้งจนพบกับห้องลับโดยบังเอิญ มันเสนอที่จะมอบพลังให้มิคาเอลเพราะมันใช้ทักษะอ่านใจจึงทำให้รู้ว่ามิคาเอลในตอนนั้นกังวลอย่างมากเรื่องอายุขัยที่เพิ่มขึ้นของตนเอง เขานั้นคิดว่าตนไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะสามารถฝึกพลังจนไปถึงคลาส 8 ได้ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ ซึ่งผู้ฝึกพลังคลาส 8 จะสามารถย้อนวัยของร่างกายมายังวัยหนุ่มสาวที่ร่างกายของตนอยู่ในช่วงชีวิตที่แข็งแรงที่สุดได้จนสิ้นอายุขัย ทั้งยังมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย ผู้ที่มีพลังไม่ถึงหรือไม่สามารถทะลวงขึ้นไปได้ร่างกายจะแก่ชราลงไปตามวัยและหมดอายุขัยเมื่อร่างกายหมดสภาพ นี่เป็นสิ่งที่มิคาเอลกังวลที่สุดแม้ตนจะเป็นนักบวชและรู้ดีว่าความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาก็ตามที แต่เมื่อตนเข้าใกล้ขอบเขตนั้นเข้าก็อดที่จะกังวลไม่ได้ ที่มิคาเอลใช้ทักษะต่างๆ และมีพลังฟื้นฟูที่น่าทึ่งได้ก็เพราะการถ่ายพลังจนเขาเป็นครึ่งแวมไพร์นั่นเอง นั่นทำให้เขามีช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นจนทำให้คิดได้ว่าสักวันต้องสามารถทะลวงขึ้นไปคลาส 8 และกลับเป็นหนุ่มอีกครั้งให้ได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะหมดอายุขัยตายไปก่อน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนกับแวมไพร์ที่ว่ามิคาเอลต้องหาคนมาทำพิธีกรีดเลือดเพื่อที่จะมอบให้แวมไพร์เพื่อฟื้นฟูพลัง ทุกครั้งที่แวมไพร์ฟื้นฟูพลังจากเลือดที่สังเวยมา มิคาเอลจะได้รับพลังที่แข็งแกร่งขึ้นเช่นกันโดยที่พิธีกรรมจะถูกกระทำขึ้นเฉพาะวันที่เจ้าแวมไพร์กำหนดเท่านั้น และด้วยความบังเอิญพิธีกรรมในวันนั้นก็ถูกกลุ่มของแกรนด์ทำลายมันลง

    “มันไม่ขยับแน่นะ ไหนๆ ข้าลองก่อน เอาส้นตีนไปแดกซะ”

    ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ

    ครีทกับบ็อบเอาเท้ากระทืบเข้าที่ใบหน้าของแวมไพร์ที่นอนนิ่งอยู่ในโลงหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาก เบ้าตา จมูก ปาก ล้วนเปื้อนและเต็มไปด้วยรอยของพื้นรองเท้า และทั้งสองดูสนุกเหมือนเด็กๆ กำลังแกล้งอะไรเล่นสักอย่าง เมื่อกระทืบไปโดนริมฝีปากก็เห็นเขี้ยวสีขาวยาวเฟื้อยที่ยื่นลงมาจากกรามด้วยบน แต่กระทืบเท่าไหร่มันก็ไม่มีทีท่าว่ามันจะตื่นขึ้นมาซะที ไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมาด้วยซ้ำ ทั้งสองจึงเชื่อสนิทใจว่าเจ้านี่มันไม่มีพิษสงอะไรอย่างที่แกรนด์บอกจริงๆ

    “นอนนิ่งเลยนะเจ้าน่ะ ไม่พูดอะไรหน่อยรึไง เฮ้! ใครเหยียบขี้มาเอามาเช็ดหน้าให้มันหน่อย”

    “เดี๋ยวๆ พวกเจ้าถอยไปก่อน”

    แกรนด์เดินตรงมาพร้อมกับเตะเข้าที่โลงอย่างจังจนมันพังกระจาย ร่างของเจ้าแวมไพร์กระเด็นกลิ้งออกมาและมาหยุดยังจุดที่หลังคาทะลุจนแดดส่องลงมาถึงพื้นห้อง ไม่นานร่างนั้นก็ขยับเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงครางออกมาแผ่วเบา ที่ผิวหนังเริ่มมีควันออกมาเหมือนไฟกำลังไหม้ถ่าน แกรนด์เตะร่างนั้นกลับเข้ามาให้พ้นแสงแดด จากนั้นก็น้ำโซ่ออกมามัดร่างของเจ้าแวมไพร์ไว้แน่น

    “มัดไว้กันเหนียวก่อน เจ้าจะไม่พูดก็เรื่องของเจ้านะ แต่ข้าเตรียมของหลายอย่างเพื่อมาเค้นข้อมูลเต็มที่เลยว่ะ ทีนี้เจ้าจะได้รู้สักทีว่าใครกันแน่ที่จะเป็นคนพูดว่าจะเมตตาให้สักครั้งแล้วกัน แล้วข้าก็อยากรู้ว่านายท่านจะปากแข็งได้สักกี่น้ำ หึหึ”


    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน