“ข้าไปรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ชายแดนให้กับพระบิดาทราบพระบิดาบอกว่าทางอาณาจักรเมฆาตะวันตกที่รุกรานชายแดนของพวกเราพึ่งจะส่งสารมาหากจะให้หยุดรุกรานให้ส่งตัวเจ้าไปแต่งงานกับซือเหวินบุตรชายของกษัตริย์อาณาจักรเมฆาตะวันตกแบบนี้จะไม่ให้ข้าหัวเสียกลับมาได้ยังไง”
“แล้วท่านพ่อตัดสินใจยังไงท่านพี่ท่านพ่อจะยอมส่งตัวข้าให้ไปแต่งงานที่อาณาจักรเมฆาตะวันตกหรือไม่?”
“เรื่องนี้ข้าได้บอกกับท่านพ่อไปว่าเจ้ามีคนรักอยู่แล้วและไม่ต้องการที่จะแต่งงานกับเจ้าซือเหวินนั่น ทำให้ท่านพ่อโกรธกริ้วเป็นอย่างมาก”
“ขอบคุณท่านพี่ที่ช่วยพูดแทนน้องแต่เรื่องใหญ่เช่นนี้น้องคงไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ท่านพี่พวกเราควรทำยังไงกันดี”
“ท่านปู่กับท่านย่ายังไงหละพี่คิดว่าน้องควรจะไปขอให้ท่านปู่กับท่านย่าช่วยพูดกับท่านพ่อพี่คิดว่าท่านทั้งสองยินดีที่จะช่วยน้องอย่างเต็มที่เพราะท่านทั้งสองรักน้องเป็นอย่างมากและคงไม่อยากเห็นน้องต้องตกแต่งกับคนที่น้องไม่ได้รักอย่างแน่นอน”
“แต่ว่าท่านพี่บอกกับท่านพ่อไปแล้วว่าน้องมีคนรักแล้วแล้วพวกเราจะทำยังไงหากท่านพ่อให้ข้าพาคนรักมาเจอกับท่านพ่อ”
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนที่จะหันไปมองทางเฟยหลงพร้อมๆ กัน เฟยหลงถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
“เรื่องมันยังไม่เกิดพวกเราอย่าพึ่งไปคิดถึงเรื่องนั้นหากจำเป็นจริง ๆ ก็คงต้องให้เฟยหลงช่วยตอนนี้น้องต้องรีบไปบอกท่านปู่กับท่านย่าให้รู้เรื่องนี้ก่อนพี่จะคุยกับเฟยหลงเอง”
องค์หญิงฟางเซียนรีบเดินจากพวกเขาทั้งสองคนไปนางมุ่งหน้าไปยังตำหนักของท่านปู่และท่านย่าของเขาในทันทีเขารู้ว่าบิดาของเขานั้นหากตัดสินใจอะไรไปแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ อีกทั้งเรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงสงครามระหว่างอาณาจักรด้วยเขาคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับซือเหวิน ได้เมื่อเขาคิดถึงเรื่องแต่งงานกับซือเหวินใบหน้าของเฟยหลงลอยมาในความคิดขององค์หญิงฟางเซียนในทันทีในใจของเขารู้สึกเจ็บแปล๊บๆ อย่างบอกไม่ถูกทั้ง ๆที่เขาพบเจอกับเฟยหลงเพียงไม่นาน
“องค์ชายท่านพูดจริงๆ หรือ?ทำไมบิดาของท่านถึงตัดสินใจเลือกที่จะส่งองค์หญิงไปแต่งงานกับบุตรชายของอาณาจักรเมฆาตะวันตกด้วย”
“เจ้าไม่รู้หรือยังไงว่าอาณาจักรเมฆาตะวันตกนั้นมีนักเวทอยู่ด้วย หากต้องรบกันจริง ๆพวกเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ถึงแม้กำลังรบของพวกเราจะเหนือกว่าแต่ทางฝั่งนั้นมีนักเวทอยู่ด้วย นี่แหละคือสิ่งที่พระบิดาของข้ากังวลและคิดที่จะส่งมอบน้องหญิงให้แต่งงานแทน”
“นักเวทเช่นนั้นหรือ? ทำไมถึงมีนักเวทอยู่ในอาณาจักรเมฆาตะวันได้แล้วพวกเขาเป็นนักเวทระดับใดท่านพอจะทราบหรือไม่?”
“ข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นนักเวทระดับใดแต่ทุกครั้งที่เกิดสงคราม เพียงแค่พวกเขาร่ายเวทโจมตีเพียงครั้งเดียวความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกองทัพศัตรูนั้นต้องสูญเสียไปไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนเลยทีเดียวพลังเวทของพวกเขาไม่มีอาวุธใดสามารถป้องกันได้เลย”
“หากเป็นเช่นนั้นท่านไม่ต้องกังวลไปข้ารู้ว่าจะจัดการกับนักเวทนั้นยังไง”
“เจ้าพูดจริงอย่างนั้นหรือเฟยหลงเจ้าไม่ได้โกหกข้าใช่ไหม”
เฟยหลงค่อยๆ สร้างลูกไฟขึ้นมา มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้องค์ชายใหญ่ถึงกับตกตะลึงและเหงื่อของเขาไหลออกมาด้วยความร้อนก่อนที่มันจะระเหยกลายเป็นไอไป
“ท่านเป็นนักเวทเช่นนั้นหรือ?”
“ท่านอย่าได้บอกใครให้รู้เรื่องนี้ข้าไม่แน่ใจว่าภายในเมืองหลวงของพวกท่านจะมีสายลับของพวกมันแฝงตัวมาหรือไม่ยกเว้นเพียงแค่บิดาของท่านเท่านั้นที่จะรู้เรื่องนี้”
“อื่มข้าเข้าใจดี ในเมื่อฝ่ายนั้นมีนักเวท ฝ่ายข้าก็มีนักเวทเช่นเดียวกันขอบคุณมากเฟยหลง ขอบคุณเจ้าจริง ๆ ที่ยอมช่วยเหลือพวกเรา”
“องค์ชายท่านอย่าลืมสิว่าพวกเราเป็นเพื่อนกันนะ”
“ไปเถอะข้าจะเลี้ยงสุราท่านเอง วันนี้หากไม่เมา ข้าจะไม่ยอมหยุดเป็นอันขาด”
วันนั้นทั้งสองคนดื่มกันจนดึกองค์ชายใหญ่เป็นคนที่รักน้องสาวของเขามาก เขาไม่อยากให้น้องสาวของเขาแต่งงานกับคนที่น้องสาวของเขาไม่ได้รักดังนั้นเขาจึงยอมทะเลาะกับบิดาของเขาตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นยังไงมันเหมือนปลดภาระอันหนักอึ้งออกจากบ่าขององค์ชายใหญ่ทำให้ทั้งสองคนดื่มกันได้อย่างสนุกสนาน
เช้าวันรุ่งขึ้นองค์ชายใหญ่รีบพาเฟยหลงไปพบกับพระบิดาของเขาทันทีเมื่อบิดาของเขาเห็นฟางฮุ่ยบุตรชายของเขาเดินมาพร้อมกับเฟยหลงอารมณ์ของเขาก็พลันเดือดดานขึ้นมาในทันที
“เจ้ามาที่นี่มีอะไรจะพูดกับข้าอีกเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าต้องการพูดกับพระบิดาของข้าและเพื่อนของข้าเพียงสามคนเท่านั้นที่เหลือให้พวกเขาออกไปก่อนได้หรือไม่พระบิดา”
บิดาขององค์ชายใหญ่อดกลั้นความโกรธเอาไว้เขามองไปยังเฟยหลงและคิดว่าเฟยหลงคงเป็นคนรักของฟางเซียนที่บุตรชายของเขาเคยเอ่ยถึง
“พวกเจ้าทั้งหมดออกไปก่อนไม่มีคำสั่งห้ามใครเข้ามาโดยเด็ดขาด”เหล่าขุนนางทั้งหลายที่อยู่ภายในห้องต่างพากันออกไปกันจนหมดเหลือเพียงพวกเขาเพียงสามคนเท่านั้นที่ยืนประจันหน้ากันอยู่โดยบิดาขององค์ชายใหญ่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับบัลลังก์
“เอาหละพวกเขาออกไปหมดแล้วเจ้ามีอะไรก็ว่ามา ข้ามีเวลาไม่มากเท่าไหร่”
“พระบิดาลูกขอแนะนำเพื่อนของลูกให้ท่านได้รู้จัก เขาชื่อเฟยหลง เป็นนักเวทและเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถระดับสูงโอสถที่เสด็จปู่และเสด็จย่าได้ไปก็เป็นโอสถที่เขาหลอมกลั่นขึ้นมาเอง”
กษัตริย์ฟางหยางได้ยินดังนั้นความโกรธที่เขาระงับเอาไว้พลันหายไปจนหมดสิ้นเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาเป็นบุคคลที่เรียกได้ว่าหากอาณาจักรใดได้รับการช่วยเหลือจากคนผู้นี้อาณาจักรนั้นจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นภายในไม่กี่ปีอย่างแน่นอนแต่ว่าบุตรชายของเขาแนะนำว่าเป็นเพื่อนกับบุคคลเช่นนี้ทำให้เขาค่อย ๆนั่งลงบนบัลลังก์
“เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเขาเป็นเพื่อนของเจ้าเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วพระบิดาเฟยหลงเป็นเพื่อนของข้า เขาเป็นนักเวทที่ลูกกล้าคัดค้านท่านพ่อเพราะเฟยหลงยอมรับปากว่าจะช่วยเหลืออาณาจักรของเรา”
“คารวะองค์กษัตริย์ข้าน้อยเฟยหลงขอยืนยันว่าเรื่องที่องค์ชายใหญ่พูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด”
“คารวะอะไรกันบุคคลเช่นท่านไม่จำเป็นต้องคารวะเราหรอก เป็นเราต่างหากที่จะต้องคารวะท่านเสียมากกว่าว่าแต่ท่านพิสูจน์ได้ไหมว่าท่านเป็นนักเวทจริง ๆ ”
คราวนี้เฟยหลงค่อยๆ สร้างลูกบอลขนาดเล็กออกมา มันค่อย ๆ ขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นสายฟ้านับร้อยนับพันเส้นวิ่งแล่นไปทั่วลูกบอลที่เขาสร้างขึ้นมาสายฟ้าที่อยู่รอบ ๆ ลูกบอลนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมากหากปาลูกบอลนี้ออกไปท่ามกลางศัตรูองค์กษัตริย์คาดว่าคงมีคนไม่น้อยที่ถูกสายฟ้านี้สังหารอย่างง่ายดาย
จากนั้นลูกบอลทรงกลมเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะหายไปในที่สุด จากนั้นเฟยหลงจึงได้นำสมุนไพรออกมาเขาหลอมกลั่นโอสถต่อหน้ากษัตริย์อาณาจักรเจิ้นสุ่ย เพียงเวลาไม่ถึงห้านาทีโอสถระดับเจ็ดก็ถูกหลอมกลั่นจนเสร็จสิ้นเขาพลักโอสถที่หลอมกลั่นเสร็จไปยังองค์กษัตริย์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
“เท่านี้คงพิสูจน์ตัวตนของข้าน้อยได้แล้วกระมังฝ่าบาท”
“ได้แล้วได้แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แล้วท่านคิดว่าพวกเราควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ต่อไปเพราะทางอาณาจักรเมฆาตะวันตกคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้จบลงง่าย ๆ อย่างแน่นอน”
“หากพวกเขาต้องการสงครามและคิดว่าสงครามจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้เช่นนั้นพวกเราก็ควรสั่งสอนให้พวกเขาได้รู้ถึงความน่ากลัวของสงครามเสียบ้างเรื่องนักเวทพระองค์ไม่ต้องกังวลไปข้าสามารถจัดการกับนักเวทนั้นได้อย่างแน่นอนท่านวางใจได้ส่วนเรื่องจัดการกับกองกำลังของอาณาจักรเมฆาตะวันตกนั้นข้าคงต้องปรึกษาและวางแผนร่วมกับองค์ชายใหญ่ก่อน ไม่ทราบว่าพระองค์เห็นเป็นเช่นไร”
“หากท่านต้องการเช่นนั้นข้าเองก็คงไม่มีอะไรขัดข้อง และยินดีที่ท่านช่วยเหลืออาณาจักรเจิ้นสุ่ยของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง”
“เช่นนั้นท่านก็ไปแจ้งกับฟางเซียนบุตรสาวของท่านเองคิดว่าตอนนี้นางคงเสียใจไม่น้อยที่ท่านตัดสินใจในครั้งก่อน”
“ได้ได้ ข้าจะรีบไปแจ้งให้กับบุตรสาวของข้าเอง ข้าต้องไปขอโทษนางด้วยตัวของข้าเอง”
“เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน พวกท่านทั้งสองคงมีเรื่องคุยกันอีกหลายเรื่อง”
เฟยหลงเดินออกจากท้องพระโรงไปเหล่าขุนนางที่ยืนรออยู่ด้านนอกต่างพากันแปลกใจเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ถึงได้ออกมาก่อนโดยไม่รอองค์ชายใหญ่เลยแม้แต่น้อยแต่เพียงไม่ถึงห้านาที พวกเขาทั้งหมดถูกเรียกกลับเข้าไป เมื่อขุนนางทั้งหมดกลับมายังท้องพระโรงองค์ชายใหญ่จึงได้เอ่ย
“พวกเราจะทำสงครามกับอาณาจักรเมฆาตะวันตกทุกคนจงเตรียมตัวให้พร้อม ครั้งนี้จะเป็นสงครามระหว่างอาณาจักรเสด็จพ่อได้ตัดสินใจทำสงครามเรียบร้อยแล้ว หากใครไม่ต้องการร่วมสงครามครั้งนี้ข้าก็ไม่บังคับ พวกท่านสามารถถอนตัวได้ทันที”
“มีขุนนางหลายคนที่ไม่ยอมเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ซึ่งองค์ชายใหญ่ได้รับคำแนะนำจากเฟยหลงมาก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่ให้ขัดขวางพวกเขาเพราะจะทำให้ได้รู้ว่าใครที่จงรักภักดีกับอาณาจักรเจิ้นสุ่ยบ้างแต่เขาก็ไม่คิดว่าจะมีขุนนางจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือพวกเขาต่างขัดขวางทุกวิถีทาง
“เอาหละในเมื่อตัดสินใจได้แล้วข้าจะไม่บังคับพวกเจ้า ใครที่พร้อมจะทำสงครามขอให้ติดตามองค์ชายใหญ่ไปและใครที่ไม่พร้อมทำสงครามก็ให้อยู่ที่นี่รอฟังข่าว”
คำพูดขององค์กษัตริย์นั้นชัดเจนขุนนางที่ติดตามองค์ชายออกไปมีจำนวนน้อยกว่าที่อยู่ในท้องพระโรงแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับการทำสงครามในครั้งนี้เพราะตัวแปรหลักในการทำสงครามในครั้งนี้ไม่ใช่กองกำลังจำนวนมากเหมือนในอดีตที่ผ่านมาในครั้งนี้พวกเขามีนักเวทเข้าร่วมด้วย