ความรู้สึกใยังกระจายอยู่ทั่วเรือนร่าง เมื่อเอ็ดดี้ กิ๊บส์จ้องมองดูเช็คที่ถือค้างอยู่ในมือสมองดูจะไม่ยอมรับในจำนวนเลขที่ระบุไว้ในเช็คใบนั้นเอาเสียเลยยกมือขึ้นลูบคลำตรงขมับด้วยท่าทางงงๆ
“ฉัน...ฉันยังไม่เข้าใจในเื่ที่คุณกำลังพูดอยู่เลยค่ะคุณเว้นท์เวิร์ธ” เธอเพิ่งหาเสียงตัวเองพบและดูมันห้วนห้าวอย่างไรพิกลมองหน้าทนายความที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวที่สามีเคยนั่งเป็ประจำ “ตอนที่คุณโทรศัพท์มาแล้วก็บอกว่าอยากจะพูดเกี่ยวกับเื่การเงินของเราฉันคิดว่า...” เธอเปล่งเสียงหัวเราะปร่าๆ “คุณก็คงทราบดีนะคะว่าฉันต้องใช้เงินทุกเหรียญที่มีอยู่ในบ้านจัดงานศพเขาแล้วก็กำลังคิดอยู่ว่า จะทำยังไงดีถึงจะรักษาบ้านหลังนี้ไว้ตลอดไปได้ฉันคิดว่าคุณจะบอกว่า เรามีหนี้สินอยู่มากมายมหาศาลแค่ไหนเสียอีก แต่นี่มัน...”เธอก้มลงมองเช็คในมือแล้วก็เหลือบตาขึ้นมองหน้าทนายความผู้นั้นอีกครั้ง“นี่มันเื่จริงหรือคะ”
“ขอรับรองเลยครับว่าเป็เื่จริงทุกประการ”ความรู้สึกที่ว่าเขาเป็ผู้นำข่าวดีมาบอกทำให้น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“แต่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะคะว่าโจเขาไปทำประกันอะไรไว้ที่ไหน” เอ็ดดี้จ้องมองดูเอกสารที่ระบุตัวเลขจำนวนไม่น้อยนั้นอยู่“ที่จริงเราก็เคยพูดเื่นี้กันมานานเต็มทีเพียงแต่ไม่สามารถจะเจียดเงินไปเป็ค่าเบี้ยประกันได้เท่านั้น” ซึ่งนั่นก็เท่ากับมีอีกคำถามหนึ่งตามมาเธอมองหน้าทนายอย่างใคร่รู้และแปลกใจระคนกัน “แล้วโจเขาไปหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเบี้ยประกันนั่นล่ะคะ”
“ผมก็กำลังคิดจะพูดเื่นั้นอยู่พอดีทีเดียวครับ”เขาเปิดกระเป๋าเอกสารหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมา
“ขอหนูดูหน่อยได้ไหมคะแม่” ลูกสาวของเธอเอื้อมมาดึงเช็คไปจากมือเอ็ดดี้จึงหันมาให้ความสนใจกับเอกสารที่ทนายความกำลังหยิบออกมาส่งให้เธอเพียงแต่พลิกๆ ดูเท่านั้น เพราะไม่ใคร่เข้าใจข้อความที่เขียนขึ้นเป็ภาษากฎหมายเท่าไรนัก
“ก็แล้วทั้งหมดนั่นมันหมายความว่ายังไงล่ะคะ”อีกครั้งหนึ่งที่ดวงตาคู่สีน้ำตาลเข้มบ่งบอกความสับสนในใจ
“ผมคิดว่าสามีของคุณต้องทำงานหนักมากเลยละครับ”ทนายความเอ่ยขึ้น
“เื่นั้นมันก็เป็เื่ที่รู้กันอยู่แล้วนี่คะ”เอ็ดดี้หัวเราะเบาๆ “ปรกติโจจะใช้เวลาแทบจะทุกนาทีขลุกอยู่แต่ในโรงงานเล็กๆของเขาอยู่แล้ว พอกลับมาจากอู่ซ่อมรถยนต์เขาก็จะอาบน้ำ กินอาหารแล้วก็หายตัวเข้าไปอยู่ในนั้น จะกลับออกมาอีกทีก็ตอนถึงเวลานอนนั่นแหละ” น้ำเสียงที่เล่ามิได้บอกถึงความไม่พอใจในพฤติกรรมของสามีแต่อย่างใดเพราะมันเป็กิจวัตรประจำวันที่เธอยอมรับมานานแล้ว “เขารักงานจริงๆเลยค่ะ”
“และมันก็เป็ความรักที่นำประโยชน์มาให้ได้มากที่สุดด้วยเอกสารทั้งหมดนี่คือสิ่งประดิษฐ์ที่เขาไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้ มีบางรายการที่สามีของคุณได้ขายให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ในดีทรอยท์”จอห์น เว้นท์เวิร์ธ อธิบายช้าๆ
“ลิขสิทธิ์หรือคะ” เอ็ดดี้มีความรู้สึกว่าอาการงุนงงนั้นคงจะไม่มีวันหายไปได้ง่ายๆแน่ ทุกคำพูดของทนายความผู้นี้ฟังดูมันช่างไร้เหตุผลเอาเสียจริงๆ “โจไม่เคยร่ำเรียนถึงระดับปริญญาเสียด้วยซ้ำ” และความที่เป็คนมีความรู้น้อยนี้ทำให้รู้สึกไม่อยากเผชิญหน้ากับใครและเพราะสิ่งนี้อีกเช่นกันที่ทำให้เขาหางานอื่นทำไม่ได้นอกจากเป็ช่างเครื่องที่อู่ซ่อมรถยนต์ อันเป็งานที่เขามีความชำนาญเป็พิเศษเพียงแต่ไม่ใคร่รู้สึกภูมิใจกับมันเท่าไรนัก “อันที่จริงเขาก็เคยใช้ความพยายามอยู่เหมือนกันนะคะหาโอกาสเรียนพิเศษเสมอถ้าทำได้ แต่...” เธอปล่อยประโยคคำพูดให้ทิ้งค้างอยู่เพียงแค่นั้น
“ครับถึงแม้ว่าสามีของคนจะเป็คนมีความรู้น้อยอย่างที่ว่าแต่งานที่เขาใช้ประสบการณ์คิดประดิษฐ์ขึ้นนี่มันก็เป็ยิ่งเสียกว่าสิ่งชดเชยอีกนะครับ”ทนายความกล่าวด้วยน้ำเสียงรับรองแข็งขัน “สำหรับเงินค่าที่เขาขายลิขสิทธิ์ไปมันเป็จำนวนมากพอที่จะทำให้คุณอยู่ได้สบายไปอีกหลายปีทีเดียวคุณนายกิ๊บส์ยิ่งกว่านั้นตอนนี้ผมก็ยังมีสัญญาของอีกสองบริษัทที่ยินดีจะขอซื้อลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดขึ้นไว้อีกหลายอย่างทีเดียวละครับ
ข่าวที่ตนเองกำลังได้รับอยู่มันเป็สิ่งที่เกินกว่าจะคาดคิดไว้และอาการเงียบงันของทั้งลูกสาวกับลูกเลี้ยงที่เป็ผู้ชายก็บอกให้รู้ว่าทั้งสองคนต่างไม่อยากเชื่อในเื่ที่ทนายความกำลังเล่าให้ฟังอยู่เลย
“ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นแหละค่ะ” เอ็ดดี้ส่ายหน้าอยู่ไปมา เรือนผมสีน้ำตาลเข้มปัดอยู่กับ่ไหล่ “ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรโจถึงไม่เล่าเื่นี้ให้ฉันฟังเลย”
“ผมเองก็เห็นจะตอบคำถามของคุณไม่ได้หรอกครับ”จอห์น เว้นท์เวิร์ธถอนใจเบาๆ “ผมรู้เพียงแต่ว่าโจเป็คนที่ค่อนข้างจะขี้อายและไม่ใคร่แน่ใจในความสามารถของตัวเองเท่าไหร่นักโดยเฉพาะเื่งานประดิษฐ์ต่างๆ นี่แล้ว แทบไม่อยากให้ใครเห็นเสียด้วยซ้ำทำอย่างกับว่ามันเป็สิ่งผิดกฎหมายอย่างนั้นแหละดูเหมือนเขามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ยอมให้ใครเห็นในสิ่งต่างๆที่เขาทำขึ้นเลยด้วยซ้ำนะครับ”
“แล้วเขาก็เอาเงินจากการขายลิขสิทธิ์นั่นเองไปจ่ายเงินค่าประกันชีวิตใช่ไหมคะ” เอ็ดดี้อยากจะให้ทนายความเว้นท์เวิร์ธได้ยืนยันในสิ่งที่เขาพูดมาอีกครั้ง
“ต้องเรียกว่าส่วนใหญ่ถึงจะถูกครับ” เว้นท์เวิร์ธพยักหน้า “ดูเหมือนเขามีเจตนาที่จะให้คุณได้เป็ผู้รับผลประโยชน์ในเื่นี้แต่ผู้เดียวก็เท่ากับเป็การทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้านั่นแหละครับ” เขาหยิบเอกสารอีกปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าส่งให้เอ็ดดี้“ในนี้คือการสรุปเื่ทั้งหมดไว้รวมทั้งรายได้ประจำปีที่คุณจะได้รับขณะที่สัญญายังมีอายุอยู่ครับ”
เขาโน้มร่างเข้ามาอ่านพร้อมกันกับเธอเอ็ดดี้มองตามปลายนิ้วที่ไล่ไปตามหัวข้อต่างๆแต่กระนั้นเธอก็ยังรู้สึกคล้ายกับว่ามันไม่ใช่เื่จริงอยู่ดีมันเป็ข่าวที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็เื่จริงขึ้นมาได้เลย
เอ็ดดี้มีความรู้สึกเหมือนตนเองกำลังตกอยู่ในความฝันผิวหน้าที่ค่อนข้างคล้ำนั้นยังเผือดอยู่ด้วยความใแม้ว่าวัยของเธอจะล่วงไปแต่ก็ยังรักษารูปร่างของตัวเองไว้ได้เหมือนสาวรุ่นทนายเว้นท์เวิร์ธอดคิดไม่ได้ว่าเธอยังสาวเกินกว่าที่จะต้องมาเป็แม่หม้ายหรือมีลูกสาวโตขนาดนี้แล้ว แต่จะอย่างไรก็ตามผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้ออกจะสวยมากสวยเกินกว่าที่จะเป็ภรรยาของนายช่างทึ่มๆ เช่น โจเซฟ กิ๊บส์ อย่างแน่นอน
“ผมขออนุญาตแนะนำสักหน่อยนะครับคุณนายกิ๊บส์”เขาเอ่ยขึ้น “ผมจะทิ้งเอกสารเหล่านี้ไว้ให้คุณอ่านสักสองวันผมเชื่อว่าหลังจากที่อ่านจนตลอดแล้ว คุณก็จะต้องมีคำถามที่จะถามผมอย่างแน่นอน สิ่งที่เราควรจะพูดถึงกันอย่างที่สุดก็คือการเอาเงินที่คุณมีอยู่ไปลงทุนเพื่อเป็หลักประกันสำหรับอนาคตนะครับ”
“ค่ะ ฉันเองก็้าเวลาสักสองสามวันที่จะใช้ความคิดเกี่ยวกับเื่นี้อยู่เหมือนกัน” เอ็ดดี้คล้อยตามอย่างมึนงงและทำท่าจะลุกขึ้น
“เดี๋ยวผมไปส่งคุณทนายเองดีกว่าครับ เอ็ดดี้”ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมอาสาขึ้น
ตอนที่ประตูปิดตามหลังทนายความผู้นั้นลงความสับสนวุ่นวายในสมองเริ่มคลายลงบ้างแล้วแต่กระนั้นเอ็ดดี้ก็ยังงุนงงกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นอยู่ดีทันทีที่มีเสียงฝีเท้าเดินกลับมาเธอก็เงยหน้าขึ้นจากเอกสารในมือ
“เธอเคยรู้เื่พวกนี้บ้างหรือเปล่าเจอรี่”มันน่าจะเป็ไปได้เพราะลูกเลี้ยงของเธอมักจะเข้าไปช่วยพ่อทำงานในโรงงานเล็กๆส่วนตัวในวันหยุดเสมอ เธอมองหน้าที่บ่งบอกถึงความซื่อสัตย์สุจริตเช่นเดียวกับพ่อของเขาอย่างสงสัย เจอรี่จะแปลกกว่าโจเซฟอยู่บ้างก็ตรงที่ประกายในดวงตาคู่นั้นมีแววร่าเริงสดใส ริมฝีปากพร้อมจะคลี่ออกเป็รอยยิ้มและเรือนผมสีน้ำตาลทรายหยิกหย็องก็ทำให้เขาดูหล่อไปอีกแบบหนึ่ง
“ผมเคยรู้ว่าพ่อเคยคิดประดิษฐ์อุปกรณ์บางอย่างที่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้อยู่แต่สำหรับเื่นั้นไม่รู้เลยครับ” เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ที่เธอนั่งดึงเอกสารจากมือไปเปิดดู “ผมไม่เคยรู้เื่การจดทะเบียนลิขสิทธิ์อะไรนั่นเลย”
“แม่เก็บเช็คไว้ก่อนดีกว่า” เอลิสันเอาเช็คใส่มือมารดา “หนูไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าเวลานี้เรารวยแล้วเมื่อคืนนี้บอกตรงๆ ว่าหนูแทบจะนอนไม่หลับเลย กลัวว่าจะต้องขายม้าตัวหนึ่งเพื่อที่เราจะได้มีเงินไว้กินไว้ใช้กันต่อไปแต่ตอนนี้เราสามารถจะซื้อม้าทั้งคอกก็ยังได้เลย”
“สำหรับแม่น่ะกำลังคิดจะตัดที่ดินแบ่งขายไปเสียบ้าง” เอ็ดดี้ตอบตามความรู้สึกแท้จริง“ที่จริงทุกวันนี้เราก็มีรายได้พอสมควรจากการรับจ้างเลี้ยงม้าของคนอื่นอยู่แต่เราก็ยังมีทั้งค่าจำนองบ้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้วยังค่าอาหารการกิน แต่ละเดือนๆมันเป็เงินจำนวนมากจริงๆ ...”