[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม

    บทที่ 39 แยกบ้าน (รีไรต์)

    บทที่ 39 แยกบ้าน (รีไรต์)

             

            ลู่ชิงซุ่นยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วตั้งใจถามพี่ชายคนโต “พี่ใหญ่ พ่อแม่จะไปอยู่กับฉัน พี่กับพี่สะใภ้ก็อย่าถือสากันเลยนะ ถึงยังไงฉันก็มีลูกชายแล้วนี่”

             

            นี่ไม่เท่ากับไปแทงใจกลางของคู่สามีภรรยาคนโตของครอบครัวลู่หรอกเหรอ?

             

            ใคร ๆ ก็รู้ว่าคู่สามีภรรยาคนโตของครอบครัวลู่อายุเลยสามสิบกว่าแล้วแต่ก็ยังไม่มีลูกสักคน

             

            พวกเขาจึงถูกคนนินทาลับหลังอยู่เป็นประจำ

             

            ทั้งสองคนนอกจากจะไปทำงานแล้ว ก็ไม่ไปไหนอีก ทั้งยังไม่พูดไม่จากับใคร

             

            พวกเขาทำงานหนักโดยไม่ปริปากบ่น เหมือนกับวัวแก่ที่ทำงานหนักตัวหนึ่ง

             

            ลู่ชิงเต๋อเป็นชายร่างสูงใหญ่ อายุเพิ่งจะสามสิบต้น ๆ เท่านั้น แต่หลังของเขากลับโค้งงอเสียแล้ว

             

            ถึงแม้จะเป็นลูกชายคนโตของบ้าน แต่สถานะในบ้านกลับเหมือนคนไร้ตัวตน

             

            เฉียวสิ่วจือยืนอยู่ข้างสามีของเธอ นิ้วมือบีบแน่นอยู่ในฝ่ามือ

             

            ถึงแม้ว่าจะโกรธมาก แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

             

            เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าปากของลู่ชิงซุ่นช่างน่ารังเกียจเสียจริง

             

            เธอเคยคิดว่าเจ้าของร่างเดิมร้ายกาจมากพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าลู่ชิงซุ่นจะเลวร้ายยิ่งกว่า

             

            “ในเมื่อทุกคนไม่มีข้อคัดค้าน ก็แบ่งกันแบบนี้แหละ” ลู่ชิงเหยี่ยไม่อยากให้พี่ชายลำบากใจ จึงพูดขึ้นมาตามตรง

             

            ลู่ชิงซุ่นไม่ค่อยพอใจนัก แต่เขาก็ไม่กล้าพูดจาไม่ดีใส่ลู่ชิงเหยี่ยต่อหน้าคนอื่น เหมือนที่เขาทำกับพี่ใหญ่

             

            ตอนที่เขาถูกลู่ชิงเหยี่ยเตะ เขากลับรู้สึกเหมือนจะตายเอาได้ ตอนนี้พอเห็นลู่ชิงเหยี่ยก็รู้สึกปวดท้องโดยทันควัน

             

            เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่มีข้อคัดค้าน พ่อเฒ่าลู่ก็เคาะกล้องยาเส้นพลางพูดกับแม่เฒ่าลู่ว่า “ยายเฒ่า ไปเอาเงินทั้งหมดของบ้านเรามา”

             

            แม่เฒ่าลู่ที่แกล้งนอนป่วยอยู่บนเตียงก็รีบลุกขึ้นทันที ดูคล่องแคล่วว่องไว ไม่มีวี่แววของคนป่วยเลยแม้แต่น้อย

             

            เมิ่งว่านถังมองลู่ชิงเหยี่ยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ลู่ชิงเหยี่ยกลับไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย ราวกับว่าคนที่ถูกหลอกไม่ใช่ตัวเขา

             

            หญิงชราหยิบเงินหนึ่งพันสองร้อยหยวนออกมาจากตู้

             

            เมื่อเห็นจำนวนเงิน เมิ่งว่านถังก็ขมวดคิ้วทันที

             

            “นี่คือเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ในบ้านเรา แบ่งกันครอบครัวละสามร้อย” พ่อเฒ่าลู่พูดขึ้น พลางมองไปยังแม่เฒ่าลู่ที่กำลังแบ่งเงินให้ทุกคน

             

            หญิงชราสืบทราบมาแล้วว่า ลกชายคนที่สองทำงานอยู่ที่สถานีรถแทรกเตอร์ เงินเดือนเดือนละ 20 หยวน

             

            ที่บ้านเขามีเมียที่ดุร้าย เดือนหนึ่งก็คงจะใช้เงินไป 20 หยวนพอดิบพอดี

             

            มีเมิ่งว่านถังอยู่ เงินนี้เธอจะไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย

             

            ที่หญิงชรานอนอยู่บนเตียงลุกไม่ขึ้นสองสามวันนี้ ก็เพราะเรื่องนี้เช่นกัน

             

            พ่อเฒ่าลู่ยังคงแบ่งทรัพย์สินในบ้านต่อไป

             

            “จอบในบ้าน พี่ใหญ่กับน้องสามก็แบ่งกันไป ที่ดินบริเวณบ้านนี้เป็นของลุงของพวแก แต่ก่อนหน้านี้ขายให้พี่ใหญ่ของแกไปแล้ว ต่อไปนี้พี่ใหญ่ของพวกแกก็จะอยู่ที่นี่ บ้านของน้องสามสร้างทีหลัง พรุ่งนี้ฉันจะย้ายไปอยู่กับแม่แก บ้านของน้องรองก็อยู่ที่บ้านหลังเก่า ไม่ต้องย้ายแล้ว บ้านหลังนั้นเป็นของน้องรอง เขาสร้างเอง พวกเราก็ไม่ยุ่ง”

             

            เมิ่งว่านถังฟังแล้วหรี่ตามองอย่างครุ่นคิด

             

            ช่างเป็นละครน้ำเน่าที่น่าตื่นเต้นตาตื่นใจโดยแท้

             

            พ่อเฒ่าลู่กล้าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง?

             

            “ข้าวในบ้านก็แบ่งเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน” พ่อเฒ่าลู่เงยหน้ามองลู่ชิงเหยี่ยแวบหนึ่ง “ลูกชายรอง ไม่ได้แต้มงานสักแต้ม ข้าวในบ้านล้วนเป็นของที่พี่ใหญ่กับน้องสามของแกที่หามาได้ทั้งนั้น”

             

            ความหมายก็คือ เมิ่งว่านถังไม่มีสิทธิ์ในข้าวเหล่านี้

             

            “ได้”

             

            เมิ่งว่านถังเอ่ยปากขึ้นก่อน ทำเอาทุกคนในห้องต่างตกตะลึง

             

            พวกเขายังระแวงเมิ่งว่านถังอยู่ กลัวว่าเธอจะอาละวาดใหญ่โต ใครจะรู้ว่าเมิ่งว่านถังกลับไม่แสดงท่าทีโกรธเคืองออกมาแม้แต่น้อย

             

            “พวกเราก็ไม่เคยกินข้าวในบ้าน ไม่เคยกินแป้งในบ้าน งั้นพวกคุณก็มาคำนวญเงินที่ลู่ชิงเหยี่ยส่งกลับมาตลอดหลายปีนี้ด้วย ตั้งแต่ที่ฉันแต่งงานเข้ามา เขาส่งเงินมาให้ที่บ้านเดือนละ 5 หยวน พวกเราก็คำนวณแบบ 6 ปี ปีละ 12 เดือน รวมเป็นเงิน 360 หยวน”

             

            เมิ่งว่านถังมองหน้าคนแก่ทั้งสองคน “เงินจำนวนนี้ ใครจะเป็นคนให้ฉัน?”

             

            แม่เฒ่าลู่เริ่มร้อนใจ แกล้งร้องโอยขึ้นมา แล้วเอามือกุมหัวนอนลงบนหมอน “เมียลูกชายคนรองพูดแบบนี้ช่างไร้น้ำใจเสียจริง ไม่ว่ายังไงลูกของพวกเธอก็มากินข้าวที่บ้านฉัน คิดว่าข้าวพวกนี้มันหล่นมาจากฟ้าหรือไง? คิดว่าเงินห้าหยวนนั่นฉันเอาไปใช้คนเดียวหมดเลยรึไง?”

             

            เมิ่งว่านถัง พบเห็นใบหน้าที่แท้จริงของคุณยายหลู่ เธอรู้ว่าคุณยายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เธอไม่คิดว่าคุณยายหลู่จะไร้ยางอายถึงเพียงนี้

             

            จริงๆ แล้วช่างไม่รู้จักอายเอาเสียเลย

             

            “ถ้าคุณพูดแบบนี้มันก็ไม่มีความหมายแล้ว ไม่มีบ้านไหนที่ลูก ๆ ต้องออกไปทำงานหรอก พวกเขาต้องได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวอยู่แล้ว ในเมื่อครอบครัวเรายังไม่ได้แยกบ้าน อย่าว่าแต่ลูกชายทั้งสามคนของฉันไม่ได้กินข้าวที่นี่เลย ถึงพวกเขาจะกินข้าวที่นี่แล้วจะเป็นไรไป? พวกคุณจะเอาค่าอาหารของเด็ก ๆ มาคิดด้วยอย่างั้นเหรอ?”

             

            เมิ่งว่านถังไม่อยากทำให้เรื่องราวใหญ่โตจนเกินเหตุ ทว่าเธอทนไม่ไหวกับคนที่ไม่ทำตัวเป็นคนแบบนี้

             

            “เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เธอก็แค่อยากได้เงินจากฉันใช่ไหม?” แม่เฒ่าลู่รำคาญผู้หญิงคนนี้จนแทบบ้า

             

            ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เห้นชัดว่าเป็นคนโง่เง่า แต่ทำไมจู่ ๆ ถึงได้ฉลาดขึ้นมาพรวกพราดแบบนี้ล่ะ? ไม่ง่ายเลยที่จะจับจุดหล่อนได้

             

            “ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ ลู่ชิงเหยี่ยก็ส่งเงินมาให้ที่บ้านเดือนละ 20 หยวน ครอบครัวอื่นล้วนเป็นหนี้หมู่บ้านกันทั้งนั้น แต่ครอบครัวเรากลับเหลือเงิน 800 กว่าหยวนทุกปี ทั้งที่ครอบครัวเราก็ไม่ได้กินดีกว่าคนอื่น แล้วเงินพวกนั้นหายไปไหนหมด?”

             

            ดวงตาคู่นี้ของเมิ่งว่านถังราวกับมองทะลุเข้าไปในจิตใจขงชองคนได้

             

            ยายแก่ลูเริ่มต้านไม่ไหว จนต้องหลบสายตาไป

             

            “เธอก็แค่อยากได้ข้าวใช่ไหม? ได้ ฉันจะแบ่งให้เธอส่วนหนึ่งก็ได้” แม่เฒ่าลู่ตะคอกอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะแกล้งล้มตัวลงนอนบนเตียง แล้วร้องโอดครวญไม่หยุด “เธอแค่อยากทำให้ฉันโมโหตายเท่านั้นแหละ”

             

            “อย่าเพิ่งตายสิ คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ แล้วดูฉันให้ดี ๆ ดูว่าฉันจะใช้ชีวิตได้ดีมากแค่ไหน เพราะคุณไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตฉันอีกแล้ว”

             

            เวลาที่เมิ่งว่านถังจะแกล้งคน เธอมักจะลงมือทันที โดยไม่รีรอรอ

             

            แม่เฒ่าลู่ถึงกับหัวเราะด้วยความโกรธ “ด้วยนิสัยแบบเธอ คิดว่าจะมีความสุขได้งั้นเหรอ? สวรรค์คงจะตาบอดไปแล้วแน่ ๆ”

             

            “ฉันไม่รู้ว่าสวรรค์ตาบอดหรือเปล่า แต่ชีวิตของครอบครัวฉันจะต้องดีกว่าครอบครัวของพวกคุณอย่างแน่นอน”

             

            ลู่กวางจวินปวดหัวกับการทะเลาะกันของแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้ เขาจึงพูดขึ้นแทรกทันที “ถ้าทุกคนเห็นด้วยกับการแบ่งแบบนี้ ก็ให้ประทับลายนิ้วมือลงไปเลย”

             

            เมิ่งว่านถังหยิบเอกสารมาดูอย่างละเอียด แล้วส่งต่อให้ลู่ชิงเหยี่ย

             

            เรื่องเซ็นชื่อประทับลายนิ้วมือแบบนี้ ต้องให้ลู่ชิงเหยี่ยเป็นคนจัดการ

             

            ลู่ชิงเหยี่ยเขียนชื่อของตัวเองลงไปด้านบน แล้วประทับลายนิ้วมือ

             

            เมิ่งว่านถังมองดูลายมือที่แข็งแรงและทรงพลังของลูชิงเย่ ก่อนจะหันไปดูลายมือของลู่ชิงซุ่นที่เหมือนไก่เขี่ย เมิ่งว่านถังก็รู้สึกไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมพ่อเฒ่าลู่กับคุณยายลู่ถึงไม่ชอบลูกชายคนโต ไม่ชอบลูกชายคนรอง แต่กลับไปชอบลูกชายคนเล็กที่เป็นขยะแบบนั้นแทน

             

            อาหารในบ้านมีจำนวนจำกัด แต่ละครอบครัวจะถูกแบ่งตามจำนวนคน ในบ้านของเมิ่งว่านถังมีลูกสามคน พวกเขาจึงรับได้ข้าวไปไม่น้อย

             

            คราวนี้เธอไม่ต้องกังวลแล้วว่าก่อนจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้าแล้วว่าบ้านตัวเองจะไม่มีข้าวกิน

             

            เมิ่งว่านถังวางข้าวของตัวเองไว้ที่ลานบ้าน เตรียมไว้เผื่อขนกลับ

             

            ลู่ชิงเหยี่ยมองท่าทางโลภมากของภรรยา แล้วรู้สึกว่าเธอช่างน่ารักเสียจริง

             

            ถึงแม้ว่าวันนี้เธอจะอาละวาดในบ้าน แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นรำคาญ

             

            เมิ่งว่านถังชะโงกหน้ามองไปที่ประตู

             

            ทำไมเฟิงอวี้เหมยถึงกลับมาช้าแบบนี้ หรือว่าจะมาไม่ได้แล้ว?

             

            ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็มีคนเจ็ดแปดคนเดินเข้ามาที่ประตูบ้าน

             

            เฟิงอวี้เหม่ยเดินนำหน้า ตามหลังมาด้วยชายฉกรรจ์หกคน และผู้หญิงอีกสองคน

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ทะลุมิติทั้งที ดันมาอยู่ในร่างตัวแม่สุดแซ่บพร้อมลูกชายทั้งสาม ที่คุณอ่าน