ตอนนี้ด้วยความสามารถที่มีระดับพลังจิตวิญญาณที่เพิ่มพูนและจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงที่ผ่านมา กังหลงสามารถปรุงโอสถระดับหกขั้นต่ำได้อย่างไม่ลำบากเนื่องด้วยระดับปราณยุทธที่แข็งแกร่งระดับปราณราชันย์ช่วยหนุนเสริมให้พลังปราณมีความเสถียรกว่ากาลก่อนมากมายดุจฟ้ากับเหว
หากได้มีเวลาฝึกฝนการปรุงโอสถให้มีความช่ำชองและต้องการแสดงฝีมืออย่างเต็มที่มิทราบจะสร้างความแตกตื่นชนิดฟ้าถล่มดินทลายปานใดแต่เนื่องด้วยคำนึงว่าด้านวิชายุทธยังขาดทักษะที่เลิศล้ำด้านการเคลื่อนไหวยังขาดทักษะท่าร่างที่ดีเลิศหากแม้นเกิดการต่อสู้ขึ้นแตกหักกับยอดฝีมือระดับเดียวกันอาจเพลี่ยงพล้ำยากจะแก้ไขจึงมิอาจประมาทได้
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันจากญาณที่สัมผัสได้มิทราบมีพยัคฆ์ซ่อนมังกรหมอบอยู่เท่าใด ที่ยังมิต้องการเปิดเผยตัวตน ..ด้วยสิ่งที่ตนมีคือปีกฟ้าวายุคำรณหากเปิดเผยขึ้นเมื่อใดย่อมสร้างความโกลาหลก่อให้เกิดมรสุมการแย่งชิงที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งวิเศษที่ยากจะเกิดขึ้นได้ในรอบหลายล้านปีหากปรากฏขึ้นมาคราใด
ถ้าผู้ครอบครองยังไม่แข็งแกร่งพอ ย่อมคงจะมิอาจรักษาไว้ได้แม้กระทั่งชีวิตก็ต้องพาให้สูญสิ้นไป กังหลงตระหนักในข้อนี้ตั้งใจไว้ว่าถ้าหากยังมิมีท่าร่างทักษะการเคลื่อนไหวและทักษะยุทธที่ดีพอหากแม้นมิถึงคราอับจนหนทางก็จะยังมิยอมเปิดเผยไพ่ตายของตนให้ใครได้รับทราบ
หลังจากที่กังหลงได้ยกระดับปราณยุทธเข้าสู้ระดับปราณราชั้นย์ ก็ยังมิมีเวลาที่จะเปิดผนึกคัมภีร์ที่นำมาจากห้องฝึกยุทธของตำหนักนิลกาลจน์เพื่อศึกษาก่อนหน้านี้คัมภีร์เหล่านั้นโดนผนึกไว้จำเป็นต้องรอให้ผู้มีระดับพลังฝีมือระดับราชันย์เปิดผนึกให้หรือรอจนตนมีพลังฝีมือถึงระดับราชันย์ก่อนจึงจะเปิดผนึกได้
แต่ตอนนี้กังหลงยังมีเรื่องราวต่างๆมากมายที่จำเป็นต้องกระทำ ไม่ว่าจะเรื่องราวต่าง ๆ ในเมืองเหอหนานการไปพบพานผู้นำคระกูลหยางครุ่นคิดแล้วถึงกับว้าวุ่นใจทุกอย่างช่างเข้ามาในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดเกือบทั้งหมดรำพึงกำตัวเองในใจว่า
"เห้อ !!เวลาล้วนมีค่ายิ่งและเหลือน้อยเต็มทีคงต้องรีบจัดการเรื่องราวในเมืองเหอหนานให้เสร็จสิ้นภายในสองสามวันนี้และรีบเดินทางไปเยือนตระกูลหยางกราบคารวะเพื่อนร่วมสาบานของบิดาจากนั้นหากมีเวลาพอก่อนที่จะถึงการแข่งขันเลือกผู้นำตระกูลคงต้องรีบกลับไปใช้ห้องกาลเวลาศึกษาทักษะต่าง ๆจากม้วนคัมภีร์ที่ท่านอาจารย์ได้ทิ้งไว้ หากสามารถทำได้ทันตามที่คิดข้าคงพอจะมีความสามารถยืนหยัดและโลดโผนในวงนักเลงมากกว่าตอนนี้เป็นแน่ !!"
เสียงจอแจเริ่มดังขึ้น กระชากสติกังหลงออกจากห้วงตำนึงมองเห็นทุกคนกำลังต่างเตรียมส่วนผสมเริ่มจุดไฟเพื่อหลอมส่วนผสมตามที่แต่ละคนต้องการ กังหลงจึงนำส่วนผสมจากถุงมิติทองคำออกมาวางมี แก่นอสูรธาตุไม้ระดับสอง ..โสมอัคคีอายุห้าสิบปี...เมล็ดบัวเบญจธาตุ...
"นั่น!!"แก่นอสูรธาตุไม้ระดับสอง"
"โอ๊ะ !!โสมอัคคี "
ผู้คนที่รู้จักส่วนผสมที่กังหลงนำออกมาต่างส่งเสียงพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น เมื่อได้เห็นสิ่งที่หายาก..
"เจ้าหนุ่มนั่นจะทำอะไร ? ส่วนผสมที่นำออกมาล้วนล้ำค่าและหายากยิ่ง "
"เขาจะปรุงโอสถอะไร ?"
ส่วนผสมของกังหลงต่างกระตุ้นความสนใจของผู้คนแม้แต่ นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์สตรีคลุมหน้าชุดขาวร่างบอบบางเปี่ยมเสน่ห์
ทั้งสองต่างเหลียวมามองทางกังหลงเช่นกันเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยจากฝูงชนยามมองเห็นส่วนผสมเหล่านั้นต่างขมวดคิ้วเนื่องจากมิทราบว่าบุรุษหนุ่มบอบบางดุจนักศึกษาอ่อนแอผู้นั้นจะปรุงโอสถชนิดใดกันแน่พวกนางมิอาจทราบได้
แม้แต่ผู้อาวุโสของสมาคมโอสถทุกคนต่างก็แตกตื่นกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน ต่างคำนึงว่า
"เจ้าหนุ่มนี่จะปรุงโอสถชนิดใดกัน..จากส่วนผสม คงมิใช่คิดจะปรุงโอสถระดับสี่กระมัง ..แก่นอสูรธาตุไม้ระดับสองส่วนใหญ่จะใช้ปรุงโอสถระดับสี่ระดับสูงขึ้นไปเท่านั้น หรือเจ้าหนุ่มนี่ จะ... !!"
"คงจะมิใช่อย่างที่ข้าคิดกระมัง...ระดับปราณยุทธปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดเท่านั้น"
................................................................................................................................................................
การแข่งขั้นปรุงโอสถครานี้ทางสมาคมโอสถมิได้จัดเตรียมส่วนผสมหรือวัสดุอื่นใดให้กับผู้แข่งขันเลย เพราะการจัดเตรียมให้นั้น บางครั้งไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่าง การจัดเตรียมให้บางคราอาจไปจำกัดความสามารถหรือลดโอกาสการแสดงความสำเร็จของนักปรุงโอสถไปก็ได้
เนื่องจากแต่ละคนอาจมีประสบการณ์โอกาสและความสามารถเด่นคนละทางบางคนอาจฝึกฝนปรุงโอสถที่ล้ำค่ากว่าโอสถที่จะเกิดจากการเตรียมส่วนผสมของสมาคมโอสถไว้ก็เป็นได้ที่สำคัญคือทางสมาคมโอสถมิต้องมาสิ้นเปลืองวัสดุส่วนผสมอันมีค่าหายากต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย
ในการแข่งขันการปรุงโอสถครานี้จึงต่างเปิดโอกาสให้ผู้แข่งขันทุกคนสามารถจัดเตรียมส่วนผสมอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการปรุงแม้กระทั่งเตากลั่นโอสถ มาเองได้ทุกอย่างขอเพียงท่านสามารถปรุงโอสถได้สำเร็จต่อหน้ากรรมการและต่อหน้าสาธารณชนได้ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดระดับใดทุกคนสามารถเตรียมมาได้ตามความถนัดตามความชำนาญแล้วกรรมการจะตัดสินถึงคุณค่า ระดับ คุณภาพ ของโอสถที่ปรุงสำเร็จแล้วเอง ว่าโอสถของใครจะสูงล้ำกว่ากัน ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะไป
........................................................................................................................................................................
กังหลงมิได้สนใจต่อความแตกตื่นสงสัยของคนเหล่านี้เพียงตั้งหน้าทำหน้าที่ของตัวเองนำเตากลั่นโบราณที่ได้จากร้านขายของเก่าออกมาวางตรงหน้าพร้อมทั้งเกร็งลมปราณจุดไฟขึ้นบนฝ่ามือ
"พรึ่บ"
"โอ !! เปลวไฟสีน้ำเงิน !! นั่นมันไฟชนิดใด ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่จะไม่ธรรมดาซะแล้ว"
จากการทดสอบที่ผ่านมาทั้งสองรอบทำให้กังหลงเริ่มเป็นจุดสนใจของผู้คนและต่างก็ต้องการจะดูว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้จะทำอะไรให้ทุกคนได้แตกตื่นอีกบ้าง หากเจ้าหนุ่มนี้สามารถเอาชนะเป็นที่หนึ่งในการทดสอบรอบสุดท้ายได้อีกเช่นนั้นคำว่าอัจฉริยะคงจะไม่เพียงพอสำหรับหนุ่มน้อยผู้นี้แล้ว คงต้องเรียกว่า"สัตว์ประหลาด" อย่างแท้จริง
"ผู้อาวุโสสูงสุดท่านคิดว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะปรุงโอสถระดับใด จากส่วนผสมที่เขานำออกมาคงมิใช่โฮสถระดับสี่กระมัง "
ผู้อาวุโสที่นั่งด้านขวาของผู้อาวุโสสูงสุดของสมาคมโอสถกล่าวถามขึ้น ผู้อาวุโสสูงสุดซึ่งบัดนี้ได้ให้ความสนใจต่อกังหลงเป็นอย่างยิ่งจับตาสังเกตุอากัปกริยาต่าง ๆ ของกังหลงทุกอย่างจนตาไม่กระพริบ ตอบเบา ๆ ว่า
"อันแก่นอสูรธาตุไม้ระดับสองที่ข้าเคยรู้มาสามารถใช้เป็นส่วนผสมของโอสถระดับสี่ระดับสูงขึ้นไปเท่านั้นมิเช่นนั้นจะเป็นการเสียวัตุล้ำค่าไปเจ้าหนุ่มนี่คงมิใช่คิดจะปรุงโอสถระดับสี่ระดับสูงกระมัง "
เมื่อทุกอย่างพร้อม กังหลงจึงเริ่มกระบวนการปรุงโอสถโดยทันทีโคจรปราณจนไฟสีน้ำเงินคงที่เอามือทั้งสองข้างประกบเข้ากับท่อทั้งสองพร้อมกันปลดปล่อยเปลวไฟสีน้ำเงินเข้าไปในท่อทั้งสองทันทีใช้พลังจิตวิญญาณควบคุมจนระดับความร้อนสม่ำเสมอทั่วทั้งเตา กังหลงดึงมืออกจากท่อเตา
เมื่อระดับความร้อนเหมาะจึงหยิบส่วนผสมแต่ละชนิดใส่ลงไปในเตากลั่นหลอมรวมจนส่วนผสมทั้งหมดหลอมละลายกลายเป็นน้ำไหลไปรวมกันกลางเตาบังคับพลังจิตควบคุมการกลั่น