“ข้อนี้ละครับ ปานระพีตอบแทนเพื่อนๆในห้องหน่อยครับดูเพื่อนๆสนใจเรียนมากครับ”พัศนัยมองรอบๆห้องเด็กนักเรียนส่วนมากยังคงคุยกันเบาๆเหมือนไม่ค่อยสนใจวิชานี้เท่าไรนักหรืออาจเพราะเป็่บ่ายความง่วงจึงบังเกิดพร้อมอาการเบื่อหน่ายตามประสาวัยรุ่นพลันสายตาเขาก็มาหยุดที่ลูกศิษย์คนตรงหน้าที่ยืนรอตอบคำถาม
“หนูตอบได้ค่ะคุณครู” พอตอบเสร็จสายตาก็ไม่วายจ้องคนตรงหน้าแบบไม่ละสายตาทำให้คนถูกจ้องต้องหลบสายตาไปทางอื่นเอง พัศนัยเองทำตัวไม่ค่อยถูกเมื่อเจอลูกศิษย์จ้องไม่กะพริบแบบนี้เขามักจะเฉไฉทำเป็ไม่รับรู้และเข้าสู่บทเรียนได้อย่างเป็ปกติปานระพีกลับมานั่งที่ของตัวเองแต่ยังมองคนที่ยืนหน้าห้องไม่กะพริบตาเช่นเคยศิวาทัตสังเกตอาการเพื่อนสาวมาั้แ่ต้นชั่วโมงจนทนไม่ไหวเลยเขียนข้อความใส่กระดาษแล้วขยำปาใส่หลังปานระพี
“ปึก!” คนถูกปาหันมองพร้อมเก็บกระดาษที่ถูกขยำเป็ก้อนแล้วคลี่ออกอ่าน
‘เห็นคนหล่อไม่ได้เลยนะ ฝันกลางวันไปเถอะ’ คนถูกปามีหรือจะยอมง่ายๆข้อความตอบโต้ถูกเขียนตอบกลับทันที
‘ไปทำหน้าให้หล่อก่อนเถอะ เชอะ!’ กระดาษถูกขยำแล้วปาไปต้นทางตามแรงเหวี่ยงแต่ก็แรงพอให้ไปตกที่ไหล่ศิวาทัต
เพื่อนในห้องเริ่มจับกลุ่มซุบซิบกัน บางคนก็เดาไปต่างๆนานาเื่อาการแปลกๆของปานระพีแต่ยังไม่มีใครกล้าถามตรงๆ
“พี่บีมสอบติดราชการไปฝึกงานแล้วเธอ”การะเกดรายงานข่าวทันทีที่เจอหน้าปานระพีหลังจากที่ไม่เจอตอนปิดเทอมที่ผ่านมาชีวิตที่ราบเรียบเงียบเหงาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งผ่านไปจนปีสุดท้ายของระดับชั้นม.ปลาย เทอมสุดท้ายที่ชีวิตต้องเลือกทางเดินต่อไป
“เรียนต่อที่ไหนกันบ้างพวกเธอคิดหรือยัง” จอมขวัญถามเพื่อนๆที่นั่งล้อมวงคุยกันในห้องเรียน่พักเที่ยง
“ติดที่ไหนเรียนที่นั่นล่ะ”การะเกดบ่นอุบอิบเพราะไม่มั่นว่าจะสอบติดหรือเปล่า
“เราจะไปเรียนที่เดียวกับปาน” ศิวาทัตรีบตอบ
“คิดเองไม่เป็เหรอแกตามทำไม รำคาญวะ!”
ชีวิตวัยรุ่นต่างจังหวัดช่างห่างไกลจากโรงหนัง ห้างสรรพสินค้าปานระพีแทบไม่เคยไปย่างกรายห้างสรรพสินค้าที่ตัวจังหวัดเลยมีเพียง่ปิดเทอมที่ได้มีโอกาสไปหารายได้พิเศษที่กรุงเทพฯบ้างทำให้เด็กสาวมีความคิดอยากเรียนมหาวิทยาลัยเปิดแล้วทำงานควบคู่ไปด้วยเพื่อลดรายจ่ายของครอบครัวแต่ก็ต้องลองสอบแข่งขันดูก่อนเผื่อจะติดที่ไหนบ้าง
“วิชาภาษาอังกฤษเหรอปาน” นิรมลถามแบบเบื่อหน่าย
“อือ ไม่รู้ครูคนไหนนะเทอมนี้เทอมสุดท้ายด้วยสิ” ปานระพีก้มหน้าก้มตารื้อกระเป๋าโดยไม่ทันมองว่าคนที่จะสอนมายืนหน้าห้องแล้วพอเงยหน้าขึ้นเด็กสาวทำสีหน้าใแกมตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
“พี่บีม!” เด็กสาวอุทานเสียงดังพร้อมยกมือป้องปากตัวเอง
พัศนัยเล่าให้ลูกศิษย์ในห้องฟังว่าตัวเขาสอบติดหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งอยู่ใน่ทดลองงานแต่ด้วยสภาพงานและระบบการทำงานที่เขาไม่ค่อยชอบเท่าไรและรู้สึกอึดอัดเวลาทำงานเลยไม่ทำต่อมาสอบเป็ข้าราชการครูและรอผลสอบเลยมาสอนที่นี่ชั่วคราวไปก่อน
พัศนัยกลับมาคราวนี้เขาเริ่มสังเกตลูกศิษย์อย่างปานระพีอีกครั้งเขามั่นใจมากว่าลูกศิษย์คนนี้รู้สึกต่อเขาเช่นไร ชายหนุ่มพยายามเก็บอาการทุกอย่างไม่แสดงอาการใดๆออกมาด้วยเกรงจะมีใครรู้และไปพูดในทางไม่ดีต่อปานระพีและตัวเขาเอง ปานระพีเป็เพื่อนกับการะเกดซึ่งเป็ญาติเขาเท่ากับเป็น้องสาวเขาเช่นกันเขาแก่กว่า6ปี แต่วัยรุ่นอย่างปานระพีอีกไม่นานก็คงลืมไปเองพัศนัยได้แต่บอกตัวเองในใจ เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าอาการแปลกๆของลูกศิษย์ยังเหมือนเดิมทุกประการจะมีเพิ่มบ้างก็คือการที่เขาพูดคุยและทักทายล้อเล่นมากขึ้นแต่ทุกอย่างยังอยู่ในขอบเขตครูกับลูกศิษย์เสมอมา
“สอบเสร็จแล้วอีกไม่กี่วันก็ต้องจากกันแล้วนะ” นิรมลบอกเพื่อนในห้อง
“จากไม่ตลอดหรอกเดี๋ยวเราก็นัดเจอกันไง”ปานระพีจับมือเพื่อนสนิทพร้อมโอบไหล่เบาๆเมื่อทุกคนพูดคุยกันสักพักพอมีจังหวะที่ปานระพีนั่งคนเดียวแถมก้มหน้าก้มตาทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่คลาดสายตาของศิวาทัตได้เลย
“ปานทำไรอยู่”
“พับนกกระดาษไง ตาบอดเหรอไม่เห็น”
“ให้ใคร”
“ต้องบอกเหรอ ยุ่งจริง!”
“เรามีเื่สารภาพกะเธอ หยุดพับนกปัญญาอ่อนก่อนนะ”
“มีไรว่ามาสิ” สาวน้อยเงยหน้ามองคนถามอย่างหงุดหงิด
“เราชอบเธอนะปาน ชอบมานานมาก”ปานระพีวางมือจากนกกระดาษแล้วมองหน้าเพื่อนชายพร้อมผลักหน้าอกสุดแรงจนแทบตกเก้าอี้
“เฮ้ย!บอกชอบก็ผลักแบบนี้ก็ได้เหรอ เขินทำเป็ไหม”ศิวาทัตแกล้งทำเสียงดุใส่เพื่อนสาว
“ไม่เขิน จะทำไม” คนที่บอกไม่เขินก้มหน้าก้มตาพับนกกระดาษต่อ
“แล้วชอบเราบ้างไหม?”คนพูดยื่นหน้ามาแทบชิดใบหูจนอีกคนต้องใช้ฝ่ามือดันหน้าออกไปสุดแรง
“ไม่!!!รับไม่ได้ ขนลุกซู่เลย ออกไปไกลๆไปจะทำงาน”
“พับนกนี่นะทำงาน ให้ใครกัน” ศิวาทัตทำหน้าสงสัย
“ไม่ใช่เธอแน่นอน” ปานระพีตอบแบบไม่มองหน้าเพื่อนชายที่ทำสีหน้าเศร้า
“อือ ให้เขาเหรอ เรารู้นะว่าใคร” คนพูดเสียงเริ่มแ่เบา