นิโคลัสกวาดตามองรอบหอประชุม นักเรียนทยอยหาที่นั่งตนเอง บ้างนั่งประจำแล้ว บ้างยังเดินอยู่
สายตาเขาสะดุดกับร่างที่แตกต่างจากคนอื่น
“เอลฟ์กับดวอร์ฟ… พวกนั้นก็มาเรียนด้วยงั้นหรือ?”
เขาเปรยเบาพอให้ซีรีนที่เดินข้างได้ยิน
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ซีรีนส่ายหน้าน้อย ๆ คล้ายบ่น
“ทุกปีจะมีนักศึกษาพิเศษจากอัลมอรีสหกสิบคน กระจายไปแต่ละห้อง ห้องละห้าคน รายละเอียดก็มีเขียนไว้ในหนังสือแนะนำแล้ว เจ้าควรหัดอ่านบ้างนะ”
นางหยุดหายใจสั้น ๆ ก่อนพูดต่อ
“ที่เจ้าคิดว่าพวกเขาไม่ค่อยออกจากอาณาจักรก็ไม่ผิด เอลฟ์ชอบเก็บตัว ส่วนดวอร์ฟก็หมกมุ่นอยู่แต่โรงงานประดิษฐ์ จะโผล่มาหามนุษย์ก็ตอนถูกว่าจ้างเท่านั้น”
นิโคลัสเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้น พวกเขาจะมาเรียนกับเราทำไมกัน ไม่เห็นจำเป็นเลย”
“เพื่อสร้างสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธุ์ไง”
ซีรีนยักไหล่
“บางเรื่องพวกเขาก็สู้เราไม่ได้ เช่น เกษตรกรรมหรือปศุสัตว์ เอลฟ์ไม่กินเนื้อ ไม่ชอบเพาะปลูก ก็ต้องพึ่งผลผลิตจากเรา ส่วนมนุษย์เองก็อยากได้ยุทธภัณฑ์จากดวอร์ฟกับม้วนเวทชั้นสูงของเอลฟ์”
“อืม เรื่องนี้ข้าพอรู้ แต่ไม่คิดว่าจะจริงจังถึงขั้นส่งมาศึกษาด้วย”
“ผู้นำรุ่นใหม่ล้วนจบจากที่นี่ การสร้างสายสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ก็ทำให้ติดต่อกันง่ายขึ้น”
นางเอ่ยพลางหยุดก้าว
“ไปนั่งที่เจ้าซะ ที่นั่งข้าอยู่ท้าย ๆ แถวนี้เอง”
พูดจบ ซีรีนก็นั่งลงเก้าอี้ตัวที่ห้าจากท้ายสุด ท่าทีสบายราวกับคนชมละคร
นิโคลัสก้าวต่อไปด้านหน้า เขาแทบไม่ต้องเดา คะแนนรวมสูงสุดอันดับสิบ ย่อมได้ที่นั่งหมายเลขหนึ่งของห้องแน่นอน
เมื่อถึงหัวแถว สายตาเขาพบเก้าอี้ด้านหน้าที่เหนือศีรษะปรากฏร่างเวท อัลลิคอร์น ม้ามีปีกสีขาวบริสุทธิ์ เขางามกลางหน้าผาก ล่องลอยไปมาราวกับมีชีวิต แสงเวทสะท้อนทั่วห้องจับตาทุกคู่จนเขายังอดชื่นชมไม่ได้
หัวแถวห้องอื่นก็เช่นกัน สัตว์วิเศษประจำห้องล้วนแผ่รัศมีอวดสง่างามแข่งกันราวงานประชันโฉม นักศึกษาหลายคนต่างมองตาไม่กะพริบ
เซนทอร์ไนท์ – ครึ่งคนครึ่งม้า สวมเกราะเวทบางส่วน ร่างกายกำยำ
อิกนิสไลโอเนล – สิงโตยักษ์ แผงคอเพลิงแดงทอง ลุกวาบดังภูเขาไฟหายใจ
ไลแคนลูเมียร์ – หมาป่าเวทสีเงิน ขนสะท้อนแสงจันทร์เงางาม
อัลลิคอร์น – ม้ามีปีกสีขาวสะอาด เขางามกลางหน้าผาก
เกรฟฮอร์น – วัวกระทิงใหญ่ เขาเรืองแสงสีคราม
ซิลฟ์วิง – นกสีฟ้าใส ปีกกว้างเหมือนทำจากลม
เทอร์ราคอร์น – ญาติยูนิคอร์น ขนสีน้ำตาล–เขียว เขาเป็นลายหิน
อควารีน่า – ม้าน้ำยักษ์โปร่งใส ร่างดั่งกระแสน้ำ
โวลต์ราพเตอร์ – นกนักล่า ปีกแฝงประกายไฟฟ้า
คริสตัลสแควร์เรล – กระรอกเล็ก กระดูกเป็นผลึกใส
โอบซิเดียนฮาวล์ – หมาป่าดำขนมันวาว ดวงตาแดงจัด
เซรูลิแอนฮาร์ป – นกขนาดกลาง ขนฟ้าเงิน ปีกเป็นลายเส้นคล้ายสายพิณ
ชายหนุ่มกวาดมองไปยังผู้นั่งหัวแถวของแต่ละห้องตามคาด เกือบทั้งหมดล้วนเป็นระดับผู้นำสิบอันดับแรก
เซนทอร์ไนท์ถูกจับจองโดย อเล็กซ์ ฟาร์เมียร์ ผู้เพียงเหลือบตามาทักทายเบา ๆ
อิกนิสไลโอเนลตระหง่านคู่กับ ลูคัส วาลเดียลา เส้นผมสีเพลิงตัดกับแผงคอเพลิงของสิงโตราวภาพเดียวกัน ไม่มีรอยยิ้มใด ๆ บนใบหน้าชายหนุ่มนั้น
ส่วนห้องอควารีน่า เจ้าชายเฟรเดอริก ไครอัลด์ เจ้าชายน้ำแข็งรูปงาม ยิ้มเจิดจ้าเมื่อเห็นนิโคลัสมองมา
‘จะยิ้มอะไรนักหนา…’
แม้จะคิดเช่นนั้น เขาก็ยังยิ้มตอบตามมารยาท
เมื่อกวาดตามองครบทั้งสิบสองแถว นิโคลัสก็พลันนึกถึงเจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจ
‘ไม่แปลกที่เจ้าหญิงอันดับสิบสองจะไม่ได้ตำแหน่งหัวแถว ผู้รักษาไม่ค่อยนิยมเป็นผู้นำ’
นิโคลัสกำลังจะนั่งลง แต่เหลียวไปด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ หัวใจเขาสะดุดทันที ความปวดตื้อแล่นขึ้นขมับราวเส้นเลือดเต้นระรัว
‘บ้าจริง… ใครจงใจแกล้งข้าอีกแล้ว’
หญิงสาวผมสีคราม นัยน์ตาประกายสีเดียวกัน ใบหน้าคมสง่าสมตำแหน่งเจ้าหญิง จ้องเขาอย่างเดือดดาลความทรงจำเก่าแล่นวาบ
กลางป่า วันนั้นเจ้าหญิงหนีองค์จักรพรรดิออกล่าสัตว์กับองครักษ์ไม่กี่คน แล้วถูกลอบสังหาร โชคดีที่เขี้ยวอัสดงผ่านมาทัน… และโชคร้ายที่เขาเผลอพึมพำว่า
‘นกน้อยที่ขนยังไม่ขึ้นแต่อยากบิน’
ตั้งแต่นั้นนางก็ติดใจโกรธเขาไม่เลิก
เสียงนางก้องสะท้อนห้องทันที
“ไม่เคยเห็นคนหรือไง หรือเจ้ากำลังคิดว่าข้ายังเป็นนกน้อยที่ยังบินไม่ไหวอยู่หรือเปล่า!”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดทำเอาบรรยากาศเงียบวูบ นักเรียนรอบข้างหันมามองแทบพร้อมกัน แม้แต่ซีรีนจากแถวหลังยังเห็นชัด
เสียงหัวเราะสดใสดังแทรก
“ชีวิตเจ้าลำบากแล้วนะ นิค ฮ่าฮ่าฮ่า”
ซีรีนกุมท้องหัวเราะราวกับสนุกกับโชคร้ายคนอื่น
นิโคลัสไม่ตอบโต้อะไร เพียงนั่งลงเงียบ ๆ ถอนหายใจยาว
‘ต้องมีใครเล่นตุกติกแน่… คิดจะบังคับให้ข้าดูแลเด็กเอาแต่ใจนี่สินะ ทำไมไม่โยนไปให้เจ้าอเล็กซ์แทนก็ไม่รู้’
เขาส่ายหัวเบา ๆ ทว่าท่าทีเล็กน้อยกลับไปสะกิดคนด้านหลังเต็ม ๆ
พลั่ก!
เก้าอี้สั่นสะเทือนเมื่อถูกยันด้วยปลายเท้าเรียวงาม
“เจ้าส่ายหัวทำไม ด่าข้าในใจอยู่หรือ?!”
นิโคลัสกดริมฝีปากแน่น ถอนหายใจอีกครั้ง
‘เฮ่อ…’
เขายกมือทำท่ายอมแพ้ ก่อนนั่งตัวตรง ไม่ขยับเขยื้อนอีก
‘ข้าเพียงอยากใช้ชีวิตสงบ ๆ ทำไมมันยากเย็นนักหนา…’
เพียงเริ่มต้น เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนแล้ว
ประตูหอประชุมค่อย ๆ ปิดลงด้วยเสียงหนักแน่น ความอื้ออึงเงียบวูบ สัตว์ประจำห้องเลือนหายกลายเป็นละอองแสง ลอยสู่เพดานจำลองดุจท้องฟ้าประดับด้วยหมู่ดาวเต็มฟ้า
ทันใดนั้น แสงเจิดจ้าแหวกกลางอากาศ วงเวทมหึมาคลี่ตัวลงครอบเวทีไว้
ภาพชายชราผมเคราขาวโพลน ปรากฏขึ้นในอากาศ ชุดคลุมเวทสีเทาอ่อนพลิ้วตามแรงเวท ร่างนั้นไม่ใช่กายจริง ทว่าชัดเจนยิ่ง
ทุกย่างก้าวของเขาเหยียบอากาศทิ้งเสียงสะท้อนแข็งกร้าวดุจหินผา ทั้งที่ใต้ฝ่าเท้าไม่มีสิ่งใด
เพียงแค่สบตาคมกล้าคู่นั้น นักศึกษาหลายคนก็รีบยืดตัวตรงโดยไม่รู้ตัว ออร่าที่แผ่ออกมาช่างเป็นทั้งขุนเขาและพายุในคราเดียวกัน
“นักศึกษาทุกคน ขอต้อนรับสู่สถาบันวาลเดียลา”
เสียงก้องสะท้อนทุกพยางค์ เหมือนดังอยู่ข้างหู
เขาเดินพลางเอ่ย น้ำเสียงหนักแน่นประหนึ่งประกาศิต
“ที่นี่มิใช่เวทีสำหรับผู้ใฝ่ความสนุกหรือชื่อเสียงเลื่อนลอย แต่คือกำแพงแรกของจักรวรรดิวาลเดีย และของโลกใบนี้ ต่อสรรพสิ่งที่พวกเจ้ารู้จัก…และสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของเจ้า”
มือเหี่ยวย่นโบกวูบเดียว ท้องฟ้าเหนือศีรษะปั่นป่วน ภาพสัตว์อสูรโผล่พรั่งพร้อม เสียงคำรามสะท้อนจนห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน
วูบถัดมา มือชราตวัดลง เสียงโกลาหลหายวับ เหลือเพียงภาพร่างมหึมาที่คลุ้มคลั่งจ้องลงมาเบื้องล่าง
“พวกมัน คือศัตรูที่แท้จริง”
เสียงตรึงหัวใจนักศึกษาทุกคนแน่นหนา
“นักศึกษาวาลเดียลาทุกรุ่นล้วนลุกขึ้นเผชิญหน้ามาแล้ว หลายชีวิตดับสูญ เหลือเพียงความทรงจำให้สหายได้ร่ำไห้ แต่ไม่ว่าหนทางจะแสนสาหัสเพียงใด เรา…ไม่เคยถอย”
เขาโบกมืออีกครั้ง คราวนี้ภาพนักรบ นักเวท และผู้ฝึกฝนหลากวิถีปรากฏขึ้นพร้อมอาวุธและวงเวท โรมรันเข้ากับฝูงอสูร บรรยากาศกลายเป็นสนามรบจำลองเต็มไปด้วยพลังและโลหิต
“นี่คือภาระที่นักศึกษาวาลเดียลาจะต้องแบกรับ”
เสียงเขาก้องหนักราวสายฟ้า
“หากใครคิดว่าหนักเกินไป ภายในสัปดาห์นี้ ไปทำเรื่องลาออก เราจะเขียนใบรับรองการสอบเข้าให้ เพื่อเจ้าจะได้เข้าสถาบันอื่น”
ชายชราหยุดก้าว สายตาคมกริบกวาดไปทั่วห้อง แรงกดดันกดทับจนหลายคนร่างงองุ้มลง เก้าอี้สั่นสะเทือน ร่างทรุดลงทีละคน
ทันใดนั้น เสียงตวาดก้อง
“โลกนักสู้นี้ ไม่มีที่สำหรับคนขลาด!
หากเจ้าหวาดตัวกลัวตาย จงไปทำอาชีพอื่นเสีย!
หากไร้หัวใจรับผิดชอบ อย่าเอาชีวิตผู้อื่นมาเสี่ยงแทนเจ้า!”
เสียงนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดกลางห้อง นักศึกษาหลายคนหน้าซีดเผือด ร่างสั่นสะท้าน บางคนแทบล้มจากที่นั่ง… มีเพียงส่วนน้อยที่ยังนั่งอย่างมั่นคง
นิโคลัสรู้สึกเพียงตึงเครียดเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับการลอบสังหารในโลกก่อนเลยด้วยซ้ำ
เขาเหลียวไปข้างหลังแล้วตกใจเมื่อเห็นครึ่งหลังของแถวแทบจะร่วงลงกองกับพื้น
ไม่มีอาจารย์คนใดลุกช่วย มีเพียงนักศึกษาที่นั่งติดกันพยุงกันเอง แต่ช่วยได้ไม่นาน ก็พากันล้มต่อกันเป็นแถบ
นิโคลัสลุกพรวดตามสัญชาตญาณ คว้ามือเซอรินาที่นั่งด้านหลังทันที แต่ก่อนที่นางจะเปล่งเสียง เขารีบกล่าวสั้น ๆ
“ช่วยคนก่อน”
แล้วเงยหน้าตะโกนก้อง
“ผู้รักษา! รีบช่วยเพื่อนห้องตัวเอง ถ้าช้าไป ร่างกายพวกเขาจะได้รับผลกระทบ!”
เหล่าผู้นำได้สติ เร่งกระตุ้นผู้รักษาของตนเข้าช่วยเหลือ
เจ้าหญิงที่กำลังจะต่อว่ากลับชะงักค้าง เงียบไปครู่ ก่อนบ่นงึมงำขณะวิ่งตาม
“ปล่อยข้าได้แล้ว ข้าวิ่งเอง”
เขาปล่อยมือนางทันที ก่อนพุ่งไปหาซีรีนด้านหลัง
สาวน้อยยังนั่งอยู่ สีหน้าซีด เหงื่อชุ่ม แต่ไม่ถึงกับล้ม เขารีบประคองมือ ส่งพลังกายเข้าไปเล็กน้อย จนใบหน้าคลายความซีด
“พักก่อน ข้าไปช่วยคนอื่นต่อ”
แม้เขาไม่ใช่ผู้รักษา แต่การส่งพลังกายให้ผู้อื่นเป็นสิ่งที่นักฝึกฝนสามารถทำได้ หากร่างกายแข็งแรงพอ
ทว่านักเวททั่วไปซึ่งมีพลังกายน้อย มักไม่ใช้วิธีนี้ ยกเว้นนักเวทรักษาหรือผู้สนับสนุนที่มีเวทฟื้นฟู
จากนั้นชายหนุ่มรีบวิ่งวนไปช่วยคนอื่นด้านหลัง เมื่อดูแลห้องตนเองครบแล้ว เขายังยื่นมือช่วยห้องอื่นที่อยู่ท้ายแถวด้วย
‘แทนที่จะรีบช่วยคนเจ็บหนักก่อน กลับเลือกช่วยคนใกล้ตัว ผู้รักษาพวกนี้ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์เลย…’
เขามองไปยังผู้รักษาส่วนใหญ่ที่รักษาเพื่อนข้างเคียงก่อนเสมอ แทนที่จะมองภาพรวม แม้แต่เจ้าหญิงก็ยังเริ่มจากคนแรกที่เธอวิ่งผ่าน
กว่าทุกอย่างจะสงบลง กินเวลาร่วมสิบห้านาทีเต็ม
อธิการบดีเพียงยืนมองเงียบ ๆ สายตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มผู้มีปอยผมขาวข้างขมับ รอยยิ้มมุมปากแวบผ่านก่อนเลือนหาย
เมื่อเงียบสงบลง เสียงกังวานของเขาก็กลับมา คราวนี้นุ่มนวลกว่าก่อน
“ถือว่าพวกเจ้าโชคดี มีคนตัดสินใจได้รวดเร็ว หากชักช้า ครึ่งหนึ่งในนี้คงต้องไปนอนห้องพยาบาลและคงไม่ได้เข้าเรียนในสัปดาห์แรก”
น้ำเสียงเขาผ่อนลงเป็นคำสอน
“จำไว้…เพียงลำพัง ไม่มีผู้ใดเอาชนะอสูรได้ มีเพียงความร่วมแรงและความรับผิดชอบต่อเพื่อนพ้องเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด ผู้ฝึกฝนที่คิดจะฉายเดี่ยว ไม่เคยมีอายุยืนยาว”
เขายกคทาขึ้น ร่ายวงเวทมหึมาครอบนักศึกษาใหม่ อักขระเรืองแสงไหลลงสู่ร่างกายทีละคนก่อนสลายหายไป
“ข้าร่ายเวทห้ามเผยแพร่เรื่องในวันนี้ หากใครดื้อรั้นจะเล่าความลับนี้ออกไป เจ้าคงได้รับประสบการณ์ความเจ็บปวดที่ไม่อาจลืมเลือน แต่วางใจมันไม่ถึงตายแน่นอน…และหากเจ้ายอมเสียสละตนเองเพื่อให้น้อง ๆ ได้รู้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าก็ไม่ว่า”
เขากวาดตามองทั่วห้อง ก่อนเอ่ยปิดท้าย น้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น
“ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะรอดจนถึงวันจบการศึกษา พยายามให้สุดกำลัง เพื่อจะไม่ต้องสิ้นใจไปพร้อมคำว่า ‘หากพยายามอีกนิด คงดีกว่านี้’”
สิ้นคำ ร่างสูงหันหลัง ก้าวขึ้นสู่ท้องฟ้า ภาพพร่างพราวเลือนหาย ท้องฟ้าจำลองค่อย ๆ มลายกลับเป็นเพดานหอประชุมดังเดิม
“ทั้งหมด—ตรง!”
เสียงดังกระหึ่มดังทันทีที่อธิการบดีหันหลัง นักศึกษาส่วนใหญ่ลุกขึ้นพร้อมกัน มีเพียงไม่กี่คนที่เหม่อลอยลุกช้ากว่าคนอื่น ตกอยู่ในสายตารุ่นพี่ที่เฝ้ามองอยู่ ก่อนจะสั่งนั่งเมื่อร่างปราชญ์เวทจางหายไป
ไม่มีพิธีการยืดยาว พอท่านอธิการบดีจากไป ร่างสตรีชราผมขาวสั้นดูกระฉับกระเฉงเดินออกมาหน้าเวที เสียงเดียวกับตอนเรียกเข้าหอประชุม พลางส่งสัญญาณห้ามรุ่นพี่ออกคำสั่ง
“สวัสดีนักศึกษาทุกคน ข้า เมเรียล ลูเมียเรน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยเวทมนตร์และอัลเคมี ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนอย่างเป็นทางการ”
เธอพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง น้ำเสียงอบอุ่นเหมือนเดิม
“แต่ข้าจะไม่บอกว่าน่ายินดีนัก ขอย้ำสิ่งที่พวกเจ้าคงทราบดีอยู่แล้ว ผู้เรียนจบหลักสูตร มีเกิน เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทว่า ‘จบแบบยังหายใจ’ มีเพียงราว เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เท่านั้น”
รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า แต่ยามนี้กลับกลายเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุกในความรู้สึกของทุกคน
เรื่องราวของนักศึกษาที่ได้เสียชีวิตระหว่างศึกษาอยู่ จะถูกบันทึกว่า 'จบการศึกษา' โดยเรื่องนี้ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนนานแล้ว
‘ช่างเป็นรอยยิ้มโจ๊กเกอร์จริง ๆ’
นิโคลัสรำพึงในใจ
“ข้าจะไม่เสียเวลาพวกเจ้า เช้านี้รุ่นพี่ปีสองประจำห้องจะพาไปดูอาคารเรียน พื้นที่ต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยง และสุดท้ายจะพาเข้าที่พัก”
เสียงอื้ออึงเริ่มดังขึ้นเล็กน้อย นิ้วเรียวบนเวทีดีดดัง แชะ ความเงียบก็กลับมา
เมเรียลเอ่ยต่อ
“หลังมื้อกลางวัน บ่ายโมงตรง กลับมารวมกันที่นี่ จะมีเวทีแนะนำ วิชาเลือก ที่ต้องเลือกตั้งแต่ปีหนึ่ง… จงจำไว้ให้ขึ้นใจ คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ แม้ปีหน้าจะเปลี่ยนได้ แต่เจ้าจะเสียโอกาสเรียน ‘สองขั้นสุดท้าย’ ของวิชาเลือก ในปีห้าและปีหก นักศึกษาแทบไม่ได้อยู่ในสถาบัน ดังนั้นโอกาสเลือกเรียนจะหายไป จงตัดสินใจให้ดี”
เมเรียลกวาดตามองไปรอบ ๆ สายตาหยุดที่นิโคลัสชั่วครู่ก่อนเลื่อนไป
‘นั่นไง ถึงไม่อยากเป็นที่สนใจ…’
เขาถูขมับคลายเครียดตามสัญชาตญาณ
“แม้พวกเจ้าต้องพยายามอย่างเต็มที่ ข้าก็อยากให้พวกเจ้ามีความสุขกับชีวิตวัยรุ่นบ้าง อย่าปล่อยให้ช่วงชีวิตหนึ่งขาดหายไปเพียงเพราะมัวแต่วิ่งตามอนาคต”
น้ำเสียงอบอุ่นช่วยคลายความตึงเครียดของทั้งหอประชุมลง
รองอธิการบดีไม่กล่าวยืดเยื้อ สั่งปิดการปฐมนิเทศและเปิดประตูหอประชุมทันที
ประตูทางเขาเลือนหายไป เบื้องนอกมีนักศึกษาปีสองยืนถือป้ายรูปสัตว์ประจำห้องชูขึ้นเป็นสัญลักษณ์
นิโคลัสเดินตามแถวออกไป ด้วยความที่เขาอยู่หัวแถวจึงออกเป็นคนท้าย ๆ โดยมีรุ่นพี่ปีสองที่อยู่ในหอประชุมตั้งแต่ต้นเดินตามหลังมา
“ยอดเยี่ยมมากรุ่นน้อง ปีนี้ห้องเรามีหวังได้ลำดับดี ๆ แน่นอน”
น้ำเสียงอารมณ์ดีจากด้านหลังทำให้เขาหันกลับไป
“ท่านพี่อย่าเพิ่งคาดหวังกับข้าเลย ข้าทำไปตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง”
นิโคลัสยิ้มเจื่อนตอบ
“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่แหละที่ต้องการ มีคนเคยว่าไว้ ในสนามรบ สัญชาตญาณที่ดีมีค่ากว่าความสามารถสูง”
เสียงหัวเราะยังไม่จาง ชายหนุ่มผู้นั้นก็แนะนำตัว
“ข้า กีเดียน กรีมัลด์ อัศวินฝึกหัด หัวหน้าห้องอัลลิคอร์น ชั้นปีสอง ยินดีที่ได้รู้จัก”
เขายื่นมือมา
นิโคลัสกระชับมือพอเป็นพิธี ก่อนถามขึ้น
“ท่านเป็นอะไรกับซีรีนหรือเปล่า”
“ลูกพี่ลูกน้องน่ะ และ…ขอบใจที่ช่วยซีรีน”
“เธอเป็นเพื่อน ข้าก็ต้องดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องขอบคุณก็ได้”
กีเดียนยิ้มรับ ก่อนขอตัวไปทำหน้าที่
ระหว่างยืนรอ มีเด็กปีหนึ่งหลายคนแวะมาขอบคุณที่เขาช่วยไว้ทันก่อนอาการจะหนัก
แม้เขาไม่ได้ทำเพื่อหวังผล แต่ผลลัพธ์กลับดีเกินคาด คนที่เขาช่วยส่วนใหญ่เป็นนักประดิษฐ์หรืออัลเคมิสฝึกหัด เท่ากับได้ปูความสัมพันธ์ไว้เรียบร้อย
“อัลลิคอร์นทุกคน ฟังทางนี้!”
เสียงกีเดียนดังจากด้านหน้า
“นิโคลัส ออกมาด้านหน้า”
เขารีบวิ่งออกไปทันที ระหว่างผ่านซีรีน มือเล็ก ๆ ตบหลังเบา ๆ เป็นกำลังใจ
“พวกเจ้าคงไม่ขัดข้องใช่ไหม หากข้าจะแต่งตั้งเขาเป็น หัวหน้าห้อง”
กีเดียนถามเสียงดังพอให้ทั้งแถวได้ยิน
ผู้มีลำดับต้น ๆ หลายคนแม้ไม่ค่อยพอใจ โดยเฉพาะเซอรินา แต่เมื่อมองคุณสมบัติและสิ่งที่นิโคลัสเพิ่งทำ ก็ยากจะคัดค้าน
นิโคลัสรู้สึกกระอักกระอ่วน รีบเอ่ยขึ้น
“รุ่นพี่ที่เคารพ ข้าขอเรียนตามตรง ข้าอาจไม่เหมาะเป็นหัวหน้าห้อง แม้คะแนนข้าจะสูง แต่อีกไม่ถึงเดือน คะแนนด้านต่อสู้ของข้าอาจตกลง เพราะข้าเลือกวิชาเลือก นักประดิษฐ์ แทนสายต่อสู้”
“อะไรนะ!”
เกือบทุกคนอุทานพร้อมกัน แม้แต่รุ่นพี่บางคนยังเผลอหลุดสีหน้า
“ทำไมเจ้าเลือกสายประดิษฐ์ ทั้งที่เจ้าเป็นนักเวท?”
กีเดียนถามทันควัน
“แม้ข้าเป็นนักเวท แต่ข้าเป็นนักประดิษฐ์มาก่อนปลุกพลัง และยังสร้างสิ่งของมาตลอด เรื่องนี้ ซีรีน เป็นพยานได้”
เขาหันไปทางสาวน้อย เพื่อขอเสียงสนับสนุน
ซีรีนยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายจริงใจ เปล่งเสียงใสกังวานด้วยความมั่นใจ
“นิคเป็นนักประดิษฐ์จริง ๆ พี่กีเดียน… แต่ท่านไม่ต้องกังวล ถึงเขาเลือกสายประดิษฐ์ แต่ถ้าเขาลงมือสู้เต็มที่ ต่อให้ลูคัสยังสู้เขาไม่ได้”
ถ้อยคำที่ออกมาจากปากซีรีนทั้งใสซื่อและจริงใจ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบในบัดดล
ราวกับอากาศรอบตัวหนักลงทันที สายตามากมายหันขวับไปยังชายผมแดงเพลิงเป็นตาเดียว
ดวงตาของลูคัสแข็งกร้าวขึ้นทันควัน แสงวาวโรจน์ฉายออกอย่างคุมไม่อยู่
นิโคลัสหัวใจร่วงวูบ แต่ไม่ใช่เพราะหวั่นกลัว หากเพราะความลำบากใจที่ตัวป่วนน้อยดันหาความยุ่งยากมาให้เขา โดยที่เขาหลบเลี่ยงไม่ได้สิ่งเดียวที่ทำได้คือคร่ำครวญในใจ
ซีรีน… นี่เจ้าไม่ได้วางแผนฆ่าข้าอยู่ใช่ไหม!’