คนสำคัญเกือบทุกคนในตระกูลหยางรวมตัวอยู่ในห้องโถงหงอู่ และในเวลานี้พวกเขาต่างนั่งประจำที่ของตนเอง
ทุกคนเพิ่งได้ประสบพบเจอกับการต่อสู้ที่ดุเดือดและเพิ่งกลับมาถึงเมืองพฤกษาหมอก พวกเขาได้จบการต่อสู้ลงแล้ว และทุกคนต่างรู้สึกว่าภาระหนักอึ้งได้ถูกปลดเปลื้องออกไปจนสิ้น
ครั้งนี้ ตระกูลหยางต้องเผชิญกับความหายนะ แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ทุกคนตระหนักดีว่าที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะคนผู้หนึ่ง ดังนั้นในเวลานี้ ขณะที่พวกนั่งอยู่ในห้องโถงหงอู่ พวกเขาต่างจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่เงียบ ๆ
ความขัดแย้งกับตระกูลไป๋ได้สิ้นสุดลงในที่สุดและตระกูลหยางก็เป็นฝ่ายชนะ พวกเขาบดขยี้ยอดฝีมือของตระกูลไป๋จนสิ้นซาก ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลไป๋ต่างหลบหนีไปจนหมด ผู้หญิงและเด็ก ๆ เหล่านั้นมิอาจคุกคามตระกูลไป๋ได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงนับได้ว่าตระกูลไป๋ได้สูญสิ้นไปแล้วอย่างสมบูรณ์
หลังจากที่เมืองพฤกษาหมอกได้เผชิญกับพายุที่โหมกระหน่ำในครั้งนี้ ผู้คนต่างได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้มาบ้าง แต่หลังจากทราบผลลัพธ์ พวกเขาทุกคนต่างนึกถึงคนผู้หนึ่งในใจ --- หลงเฉิน
ตระกูลไป๋วางแผนโค่นล้มพวกเขาถึงสองครั้งสองครา แต่เป็นเพราะหลงเฉินที่สามารถพลิกสถานการณ์และได้รับชัยชนะ ผู้คนต่างคิดไปได้ว่าหากตระกูลหยางไม่มีหลงเฉิน พวกเขาคงกลายเป็นผีและวิญญาณในปรโลกไปแล้ว
ตระกูลหยางเองก็เห็นชัดในข้อนี้ เมื่อพวกเขามองหน้าหลงเฉิน พวกเขาก็แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่างจากเดือนที่ผ่านมา
ทั้งความเคารพยำเกรง และความหวาดกลัว สายตาเหล่านั้นทำให้หลงเฉินรู้สึกตื้นตัน
ผู้นำตระกูลหยางที่นั่งอยู่หัวโต๊ะและได้สติจากห้วงความคิดที่ลึกซึ้งของเขา ดวงตาของเขามองกวาดไปยังทุกคนและในที่สุดก็หยุดลงที่หลงเฉิน
“ตระกูลหยางของข้าต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่ถึงสองครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครต้องตายจากเหตุการณ์เหล่านั้น เรียกได้ว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้คนผู้หนึ่ง”
จากคำพูดของผู้นำตระกูลหยางที่แฝงน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทุกคนเข้าใจถึงความซาบซึ้งและความตื้นตันของเขาเป็นอย่างดี
“เขาเองที่เอาชนะเหล่าลูกหลานตระกูลไป๋ในการแข่งขันล่าสัตว์อสูรและช่วยพวกเจ้าไว้ เขาเองที่ใช้พวกลูกหลานตระกูลไป๋เป็นตัวประกันเพื่อช่วยพวกเราจากการถูกวางยาพิษ ในวันนี้ เป็นเขาเองที่เอาชนะไป๋เซิง ไป๋ลี่ และยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ เป็นอีกครั้งที่เขาช่วยพวกเราทุกคนไว้...”
ทุกคนต่างเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ดวงตาของพวกเขารื้นไปด้วยน้ำตา โดยเฉพาะหยางเสวี่ยชิง หลังจากต้องเผชิญเรื่องราวมากมาย หัวใจของนางเปราะบางยิ่งนัก เมื่อมองไปที่เด็กหนุ่มที่ยังคงนิ่งเงียบ นางจึงรู้สึกฟุ้งซ่านไปด้วยอารมณ์มากเกินกว่าใคร
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของนางเอง และนางก็เคยดูถูกดูแคลนเขามาก่อน
อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่มิอาจปฏิเสธได้ว่าการดูถูกของนางเป็นพลังขับเคลื่อนให้หลงเฉินพยายามอย่างมากที่จะแข็งแกร่งขึ้น
ผู้นำตระกูลหยางพยักหน้าให้หลงเฉินและเอ่ยขึ้น
“เฉินเอ๋อ ความดีความชอบของเจ้านั้นทำให้ข้าถึงกับทำตัวไม่ถูก ข้าไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนเจ้าอย่างไร ข้ารู้ดีว่าพวกเราที่นี่ปฏิบัติต่อเจ้าและพ่อของเจ้าไม่ดีนัก อย่างไรเสีย เจ้ากลับไม่ฝังใจเจ็บและยอมเสี่ยงชีวิตของเจ้าเพื่อช่วยพวกเราไว้ หากพูดตามความจริง ชายแก่คนนี้ไม่เคยรู้สึกตื้นตันเช่นนี้มาก่อนในชีวิต เพียงคำว่า “ขอบใจ” คงไม่เพียงพอที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของข้าได้ ข้าคงพูดได้เพียงว่าตระกูลหยางคือครอบครัวของเจ้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า และพวกเราจะพยายามแก้ไข ชดใช้ให้กับเจ้าสำหรับทุกสิ่งที่เราเคยทำผิดพลาดกับเจ้าไปในอดีต”
ทุกคำที่ผู้นำตระกูลหยางเอ่ยออกมานั้นมาจากใจ และทุกคนในตระกูลหยางต่างเห็นพ้องต้องกันกับเขา
ทันใดนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังซาบซึ้ง หลงเฉินก็พูดอะไรไม่ออก เขารีบหัวเราะออกมาและเอ่ยขึ้น
“ทุกคน ได้โปรดอย่ามองข้าแบบนั้นเลย! แม้ว่าข้าจะหล่อเหลาเอาการก็ตาม ทว่าข้าไม่คิดว่าตนเองสมควรได้รับสายตาเคารพนับถือจากทุกคนเช่นนี้หรอกนะ...”
คำพูดหยอกล้อของหลงเฉินทำให้เด็กสาวต่างหัวเราะออกมา หยางชิงเสวียนและคนอื่น ๆ ส่ายศีรษะ แต่มุมปากของพวกเขาเผยให้เห็นความขบขัน
“ทำไมเจ้าถึงได้อิ่มเอมใจนักล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพราะข้าช่วยเจ้าฆ่าคนผู้นั้น เจ้าจะมานั่งอยู่ที่นี่ได้รึ?”
หลิงซีที่อยู่ในกระบี่หลิงซีได้ตื่นขึ้นมาแล้ว นางเยาะเย้ยและบ่นเขา แต่ไม่ว่าใครที่ได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของนางจะต้องบอกได้ว่านางรู้สึกปีติยินดีเพียงใดที่หลงเฉินมีวันนี้ได้
ผู้นำตระกูลหยางส่ายศีรษะพลางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“เฉินเอ๋อร์ เจ้าไม่ใช่คนใจจืดใจดำ การที่ข้าพูดมาแบบนี้คงฟังดูไร้เหตุผลไปสินะ เอาล่ะ... ถ้าเช่นนั้นก็มาพูดถึงเรื่องจริงจังกว่านี้ก็แล้วกัน ในเวลานี้ เมืองพฤกษาหมอกไม่มีตระกูลไป๋อีกแล้ว เช่นนั้นแล้วในภายภาคหน้า ตระกูลหยางจะเป็นผู้ครองเมืองนี้ เมื่อเรากำจัดพวกเขาไปได้เราจึงได้ผลประโยชน์มากมาย และหนึ่งในนั้นคือผลกระจัดวิญญาณสามผลนี้ เฉินเอ๋อร์ ผลกระจัดวิญญาณทั้งสามนี้ล้วนได้มาจากความพยายามของเจ้า ดังนั้นเจ้าอยากจะจัดการกับมันเช่นไรก็สุดแท้แล้วแต่เจ้าเถอะ”
แววตาของผู้นำตระกูลหยางนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ หลงเฉินจึงรู้ว่าเขาหมายความตามที่พูดจริง ๆ อย่างไรก็ตาม เขารีบโบกมือเป็นพัลวัน
“ท่านตา ท่านเป็นผู้นำตระกูลหยาง ท่านน่าจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้มากกว่า...”
“เลิกพูดเช่นนี้เสียที แล้วข้าจะเอาหน้าไปไหว้ที่ไหนได้อีก? หากเจ้ายังทำเช่นนี้กับตาของเจ้า เจ้าต้องรับผลกระจัดวิญญาณพวกนี้ไปทั้งหมดนั่นแหละ”
เมื่อพูดจบ เขาก็เอาผลกระจัดวิญญาณออกมาจากถุงมิติ หลงเฉินจำต้องพูดเอ่ยออกมาอย่างเสียมิได้
“ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะแบ่งมัน ในเมื่อมีอยู่สามผล ข้าจะรับไว้แค่ผลเดียว ที่เหลือข้าขอมอบให้ท่าน ท่านตา พวกเราจำต้องมียอดฝีมือระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกป้องที่นี่ ดังนั้นผลกระจัดวิญญาณนี่เป็นของท่าน ในฐานะผู้นำตระกูล ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ห้ามปฏิเสธ”
เมื่อได้ยินเหตุผลจากเขา ผู้นำตระกูลหยางตระหนักถึงความหมายในคำพูดนั้น เขาจึงพยักหน้ารับ
ในเวลานี้ ตระกูลหยางมีเขาเพียงคนเดียวที่บรรลุขอบเขตชีพจรขั้นเก้า ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่จะสามารถบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ได้ภายในระยะเวลาสั้นที่สุดและยืนหยัดเพื่อตระกูลนี้ต่อไป
“สำหรับผลสุดท้าย...”
หลงเฉินมองไปที่หยางชิงเสวียนและหยางเสวี่ยชิง เมื่อเขามองไปที่หยางเสวี่ยชิง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่นางครู่หนึ่ง เขาอยากจะมอบมันให้กับนางเพื่อที่หยางเสวี่ยชิงจะได้แข็งแกร่งขึ้นและไม่ตกอยู่ในอันตราย
อย่างไรก็ตาม เขาตระหนักได้ว่ายิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด ก็ต้องพบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้น
“ในเวลานี้ ผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดก็คือท่านลุงใหญ่และท่านแม่ ดังนั้นขอตัดสินแบบนี้ก็แล้วกัน ผลกระจัดวิญญาณจะเป็นของผู้ที่บรรลุระดับพลังได้เป็นคนแรก”
แน่นอนว่าคนตระกูลหยางไม่คัดค้านการตัดสินใจของหลงเฉิน
สำหรับพวกเขา ความปลอดภัยของตระกูลหยางสำคัญที่สุด การที่ใครจะแข็งแกร่งกว่าใครไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย หลังจากหายนะทั้งสองผ่านไป คนตระกูลหยางทุกคนต่างสามัคคีกันและรวมกันเป็นหนึ่ง
สายตาของผู้นำตระกูลหยางเคลื่อนไปมองที่ทางเข้า ขณะที่เขามองออกไป ท้องฟ้าค่อย ๆ กลายเป็นสีแดง แสงของตะวันตกดินแผ่กระจายปกคลุมทั่วท้องฟ้า ทำให้มันแลดูงดงามสุดพรรณนา
‘เมื่อดวงตะวันขึ้นในวันพรุ่ง ตระกูลหยางของข้าจะได้เกิดใหม่อีกครั้ง...’
ผู้นำตระกูลหยางมองเห็นภาพของตระกูลใหม่ที่เกิดขึ้นในเมือง ไม่เพียงแต่ตระกูลนี้จะมียอดฝีมือระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังมีอัจฉริยะผู้เก่งกาจอีกหนึ่งคนด้วยเช่นกัน
ด้วยการสนับสนุนของผู้นำตระกูลหยางและศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของหลงเฉิน ทุกคนในตระกูลหยางต่างรู้สึกวางใจอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับความปลื้มปีติยินดี หลงเฉินกลับนิ่วหน้า หลังจากแจกจ่ายผลกระจัดวิญญาณเรียบร้อยแล้ว เขาก็ทุบลงบนโต๊ะและเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ทุกคน เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อที่ตายอยู่บนภูเขาเดียวดายเป็นหนึ่งในผู้คุมกฎของลัทธิเซียนโลหิตแห่งนครหยวนหลิง...”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหยางชิงเสวียนก็เปลี่ยนไปในทันที
“เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อต้องการผลกระจัดวิญญาณจึงลอบเข้ามาที่นี่อย่างลับ ๆ หากเป็นเช่นนั้น ลัทธิเซียนโลหิตอาจจะไม่รู้เรื่องที่เขาทำก็เป็นได้?”
ผู้นำตระกูลหยางเองก็นิ่วหน้าพลางส่ายศีรษะ
“พวกเขาจะต้องสืบสวนเรื่องนี้อย่างแน่นอนหากมีคนระดับผู้คุมกฎตายไป เสวี่ยเยวี๋ยนจื่อและตระกูลไป๋มีความสนิทสนมกัน ในตอนนี้คงเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะแกะรอยทุกอย่างมาที่เมืองพฤกษาหมอก...”
จากคำพูดของผู้นำตระกูลหยาง สีหน้าของทุกคนก็ซีดเผือดลง บรรยากาศผ่อนคลายก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวลอีกครั้ง
หยางชิงเสวียนยิ้มอย่างขมขื่นพลางส่ายศีรษะ
“ดูเหมือนว่าตระกูลหยางของเรามีอุปสรรคมากมายจริง ๆ ท่านพ่อ ท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของลัทธิเซียนโลหิตหรือไม่?”
สีหน้าของผู้นำตระกูลหยางเคร่งขรึมขึ้น
“ลัทธิเซียนโลหิตอาจจะมีชื่อเสียงเลื่องลือในนครหยวนหลิงที่กว้างใหญ่ ทว่าไม่เป็นที่รู้จักนักในบริเวณนี้ เป็นที่รู้กันว่าลัทธิเซียนโลหิตมีผู้คุมกฎทั้งหมดแปดคน และผู้อาวุโสใหญ่อีกสี่คนที่มีพลังอย่างน้อยก็อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ สำหรับผู้อาวุโสทั้งสี่ พวกเขาต่างอยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นจากข่าวลือที่ได้ยินมา ผู้นำลัทธิเซียนโลหิตได้บรรลุแก่นปฐพีที่น่าสะพรึงกลัวแล้วด้วย!”
คำพูดของผู้นำตระกูลหยางทำให้คนอื่น ๆ หายใจเอาอากาศที่เย็นเยียบเข้าไป และสีหน้าของหลงเฉินเริ่มบิดเบี้ยวจนไม่น่ามอง
“การต่อกรกับตระกูลไป๋และเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อก็นับว่าเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ของพวกเราตระกูลหยางมากพอแล้ว หากพวกเราต้องเป็นศัตรูกับลัทธิเซียนโลหิตอีกละก็ ต่อให้ตระกูลเล็ก ๆ อย่างพวกเราต้องตายนับพันครั้งก็คงไม่พอ ในวันนี้ข้าอาจจะปกป้องตระกูลหยางเอาไว้ได้ แต่ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?”
“หลังจากที่บรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้าก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนมากมายที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ ส่วนคนที่เหนือกว่าระดับแก่นมนุษย์นั้น... ข้าแทบไม่อยากจะนึกถึงมันเลยจริง ๆ ตระกูลหยางต้องพบกับจุดจบแล้วหรือนี่?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองหยางหลิงชิงและหยางเสวี่ยชิง พวกนางคือผู้ที่หลงเฉินสาบานจะปกป้อง
หลงเฉินเริ่มรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นหลังจากที่มองพวกนาง คงกล่าวได้ว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่ทำให้เขาสามารถเดินต่อไปอย่างมีพลัง
‘ข้าทนเห็นพวกนางตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นก่อนที่จะเกิดเรื่องเช่นนั้น...’
ความกดดันที่เขาได้รับนั้นเริ่มหนักอึ้งขึ้นอย่างมาก เมื่อได้ยินคำว่า ‘ระดับแก่นปฐพี’ สามคำนี้ ในตอนแรกหลงเฉินรู้สึกสิ้นหวัง ทว่าไม่นานความรู้สึกของเขาก็เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของการต่อสู้
‘ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะพยายามอย่างเต็มที่ หากพวกเขาต้องการกำจัดตระกูลหยางก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!’
หลงเฉินตระหนักดีว่าเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหยาง เช่นนั้นแล้วเขาคงไม่สามารถซ่อนตัวจากการต่อสู้นี้ได้
ทุกคนในตระกูลหยางรวมถึงหยางชิงเสวียนต่างมีสีหน้าหมองหม่นและวิตกกังวลเมื่อนึกถึงลัทธิเซียนโลหิต เพื่อที่จะปลอบโยนตนเอง พวกเขาทำได้เพียงหวังว่าลัทธิเซียนโลหิตจะไม่รู้ว่าเสวี่ยเยวี๋ยนจื่อตายด้วยน้ำมือคนตระกูลหยาง
ผู้นำตระกูลหยางไม่ได้ซื่อจนไม่รู้ความ เขารู้ถึงความประพฤติชั่วร้ายของลัทธิเซียนโลหิตเป็นอย่างดี หากคนโหดเหี้ยมพวกนั้นรู้ว่าเป็นฝีมือตระกูลหยาง ความทุกข์ทรมานที่ตระกูลหยางต้องพบเจอคงไม่ใช่การทำลายล้างตระกูลเพียงอย่างเดียว
‘ข้าจะต้องรีบบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ให้เร็วที่สุด หากลัทธิเซียนโลหิตรู้เรื่องนี้แล้ว ต่อให้ต้องสู้จนตัวตาย ข้าก็จะส่งเฉินเอ๋อร์และพวกเด็ก ๆ ออกไป ด้วยความแข็งแกร่งของเฉินเอ๋อร์ ข้าเชื่อว่าตระกูลหยางจะต้องเจริญรุ่งเรืองในอนาคตและหาทางแก้แค้นให้กับพวกเรา ไม่ใช่เรื่องยากเลย!’
เมื่อคิดได้ดังนี้ สีหน้าของผู้นำตระกูลหยางก็เผยให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของเขา
จู่ ๆ หลงเฉินที่ยังนิ่งเงียบอยู่จนถึงตอนนี้ก็พูดโพล่งขึ้นมา ทุกคนเงยหน้าและแปลกใจว่าเขาจะพูดอะไร
หลงเฉินนึกถึงข้อมูลที่เขาได้รับมาจากคนสองคน เฉินสงโจวและเฟิงหมิงหยาง ขณะที่เขาอยู่ในที่ราบสวรรค์พิโรธ
“ลัทธิเซียนโลหิตอยู่ในนครหยวนหลิง หากพวกเขารู้ว่าพวกเราทำอะไรลงไปและเริ่มลงมือ มันก็คงจะใช้เวลาสักระยะ ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือที่พวกเขาส่งมาไม่น่าจะทรงพลังมากนัก หากท่านตาบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้าคิดว่าพวกเราอาจจะยังพอรับมือไหว”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตระกูลหลิงอู่ในนครหยวนหลิงมักจะรับสมัครคนเข้าตระกูลอยู่เสมอ ฝีมือของข้าก็นับได้ว่าไม่เลวนักและน่าจะเข้าตระกูลหลิงอู่ได้ เมื่อทำได้สำเร็จ ข้าจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลิงอู่และพวกเขาจะให้การคุ้มครองเราอย่างดีเยี่ยม สำหรับข้า หากได้ไปที่นั่นข้าจะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้อย่างรวดเร็วกว่า ...ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปนครหยวนหลิง!”
***********************