กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    เล่มที่ 3 บทที่ 3

    ภายในกระท่อมน้อย หยางอี้ยังคงนั่งศึกษาตำราท่ามกลางแสงเทียนที่ถูกจุดขึ้นในยามราตรีอย่างขะมักเขม้น หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายเมื่อช่วงเย็นไป ชายหนุ่มก็มิได้สนใจเสียงนินทาใดๆอีก ตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือศาสตร์การปรุงยาเฉินกวงและสมุนนั้น หลังจากโดนหยางอี้ทุบตีไปเล็กน้อยก็ทำได้เพียงกัดฟัดมอบกระบี่บินให้กับหยางอี้ด้วยความไม่เต็มใจ ก่อนจะรีบออกจากเขาไป แม้จะมีความสนใจแต่หยางอี้ก็ทำการตรวจสอบเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสำหรับกระบี่บินก่อนจะหันมาทุ่มสมาธิกับการศึกษาตำรากระบี่บินที่ยึดมาจากเฉินกวงนั้นเป็นศาสตราวุธระดับปฐพีขั้นต่ำ มีชื่อว่า กระบี่เหินฟ้า หยางอี้ผิดหวังเล็กน้อยสำหรับกระบี่เหินฟ้านี้ กระบี่เหินฟ้าเป็นสมบัติประเภทพาหนะ ตัวกระบี่สามารถหดเล็กและขยายใหญ่ได้แต่เพียงพอแค่หนึ่งคนเหยียบเท่านั้น ภายในสำนักวิหารสวรรค์นั้นถือเป็นของพื้นเพไปแล้ว หากมีแต้มสักหน่อยก็สามารถแลกมาใช้ได้ ส่วนใหญ่แล้วศิษย์สายในแทบจะมีใช้กันทุกคน“ถ้าหากข้าสามารถนำสิ่งของเข้าไปภายในมิติพิเศษได้จะได้ประโยชน์ขนาดไหนเชียวนะ”หยางอี้ได้แต่ตัดพ้อเล็กน้อย เรื่องนี้ตัวเขาคิดมานานแล้วและทดลองอยู่หลายครั้ง ทว่าเมื่อเข้าไปภายในมิติพิเศษกลับล้มเหลวทุกครั้งในการพยายามจะนำสิ่งของเข้าไป แหวนมิติเองก็ไม่สามารถใช้งานได้เช่นกัน“ฮ่าๆ ไอ้หนู มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี”เสียงโบราณดังขึ้นมาภายในโสตประสาทของหยางอี้ จนชายหนุ่มสะดุ้งออกจากการเหม่อลอย“ท่านยังอยู่? ข้าคิดว่าท่านหลับไปอีกแล้ว”“เฮอะ ตั้งแต่ครั้งนั้นข้าก็เฝ้ามองเจ้ามาตลอดเพียงไม่ได้แสดงตัวออกมาเท่านั้น”“เป็นเช่นนั้น แต่เรื่องที่ท่านพูดเมื่อกี้...”หยางอี้รีบถามออกมาทันทีด้วยความตื่นเต้น เสียงลึกลับนั้นเงียบหายไปนานจนหยางอี้เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย นี่มิใช่เรื่องเล่นๆ หากสามารถทำได้จริง หยางอี้มั่นใจว่ามีอีกหลายอย่างที่เขาจะกระทำได้สำเร็จด้วยเวลาอันสั้น และจะได้รับประโยชน์อย่างมาก“อืม...เรื่องนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแต่เป็นเจ้าเองที่จะต้องมีพลังปราณมากพอในการเปิดใช้งาน”“มากพอ? แล้วมันต้องมากขนาดไหน”“ตามจริงข้าสามารถจัดการให้เจ้าได้ แต่ว่านั่นจะทำให้ข้าต้องหลับไหลอีกครั้ง ดังนั้นเจ้าเลิกหวังไปได้เลย อีกทางหนึ่งคือเจ้าต้องหาแหล่งพลังปราณที่มีระดับเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นปฐพีสูงสุดเป็นอย่างน้อย และให้มุกมิติราชันย์นั้นดูดซับโดยตรงก็น่าจะใช้ได้”หยางอี้กลายเป็นหน้าซีดเหงื่อตก แหล่งพลังงานที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นปฐพีสูงสุดนั้น เขาจะไปหามาจากไหน หากกล่าวอย่างง่ายๆคือเขาต้องหาแหล่งพลังงานที่มากกว่าลูกท้อสีทองถึงสิบเท่า! “โอ นั่นมิใช่เรื่องง่ายเลย”หยางอี้ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะนึกบางเรื่องออกมาได้“อ่า ท่านผู้อาวุโสที่เคารพ ข้านั้นจำได้ว่าก่อนหน้านี้ท่านเคยหลับไหลและตื่นขึ้นมาเมื่อท่านได้รับผลจากการดูดซับผลท้อของข้า...”“พอเลย!”เสียงโบราณนั้นตวาดขึ้นมาเพื่อหยุดหยางอี้ในทันที เขารู้ดีว่าหยางอี้ต้องการอะไรและเขาจะไม่ยอมทำเช่นนั้นแน่นอน“สารเลวน้อย ข้านั้นช่วยเจ้ามามากพอแล้ว อย่าได้โลภเกินไป! มุกมิติราชันย์นั้นมีความสามารถอยู่ 5 รูปแบบ และตามกฎนั้นผู้ครอบครองจะได้รับเพียงความสามารถแรก นั่นคือ การเข้าสู่พื้นที่มิติพิเศษเท่านั้น ส่วนความสามารถอื่นๆอีก 4 อย่างนั้น จะต้องเดินไปยังหุบเขาอสรพิษสวรรค์และตามหาสถานที่ทดสอบเพื่อปลดผนึก!”“ข้านั้นเห็นถึงความสามารถและความอดทนของเจ้าที่ผ่านมา ในตอนนั้นเมื่อเจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดข้าจึงยอมปลดผนึกให้ แต่สำหรับตอนนี้เจ้าต้องทำตามกฎเท่านั้น มิเช่นนั้นก็เลิกฝันไปได้เลย เพียงเท่านี้เจ้าก็โชคดีเท่าไหร่แล้วที่ข้าเบื่อ... แค่กๆ ที่ข้าต้องการสำรวจบางอย่างจึงออกมาจากหุบเขาเอง มิเช่นนั้นหากเป็นผู้ครอบครองในอดีต มีแต่ต้องเดินทางไปยังสถานทดสอบเท่านั้น”เสียงโบราณกล่าวออกมาอย่างชัดเจนทำให้หยางอี้ถอดใจที่จะเกลี้ยกล่อมต่อไป สำหรับจิตวิญญาณโบราณนั้นตอนนี้ที่ถูกผนึกอยู่ในมุกมิติราชันย์คือจิตวิญญาณหลัก ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องการปลดผนึกได้อย่างเต็มที่ เดิมทีในอดีตนั้นจิตวิญญาณที่อยู่ภายในสมบัติสวรรค์ทุกชิ้นจะเป็นเพียงจิตวิญญาณนำทางเท่านั้น เพื่อให้ผู้ครอบครองรับรู้ถึงการมีอยู่ของสถานทดสอบหยางอี้เมื่อยังไม่สามารถหาประโยชน์จากเสียงโบราณได้ในตอนนี้ เขาก็มิกลับไปสนใจอีก หลังจากกล่าวขอบคุณหยางอี้ก็กลับมาสนใจตำราโอสถเช่นเดิม เวลาผ่านไป ราตรีแปรเปลี่ยนเป็นรุ่งเช้า หยางอี้เก็บตำราแล้วจึงลุกออกจากกระท่อมน้อย วันนี้เขาและอีก 59 คนต้องประลองชิงอันดับกับพวกศิษย์เก่าตามกฎ หยางอี้ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย ตัวเขามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะได้ย้ายขึ้นไปอยู่บนเรือนไม้แน่นอนทั้ง 60 คนยืนรอไม่นานผู้อาวุโสจินก็ทะยานลงมาจากฟ้า ก่อนจะแนะนำเล็กน้อยและเดินนำพวกเขาขึ้นไปยังส่วนอาศัยของศิษย์มีอันดับ การชิงอันดับนั้นก็เพียงง่ายๆ ท้าประลองและเอาชนะให้ได้ เพียงแค่นี้ก็จะสามารถครอบครองอันดับนั้นๆได้ในทันที ผู้แพ้ก็ต้องตกไปยังกระท่อมน้อยด้านล่างและรออีกหนึ่งเดือนจึงจะสามารถกลับมาชิงอันดับได้อีกครั้งจวบจนช่วงบ่ายการชิงอันดับจึงสิ้นสุดลง เป็นไปตามคาด นอกจากกลุ่มของหยางอี้แล้วที่เหลือไม่มีใครสามารถเอาชนะศิษย์เก่าได้ ส่วนศิษย์เก่าที่ถูกพวกหยางอี้ท้าประลองนั้นทำได้เพียงร้องโอดโอยในความซวย พวกเขาแน่ใจว่าหากเจ้าเด็กใหม่พวกนี้ท้าประลองกับใครก็ตามใน 100 อันดับแรก ยกเว้นเป่ยลู่ ย่อมชนะได้อย่างแน่นอน เพราะสำหรับอันดับที่หนึ่งนั้นอยู่เพียงปฐพีขั้นที่ 1 เท่านั้น และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเขาจงใจรั้งรอไม่ยอมเลื่อนไปยังศิษย์สายในเองมิใช่ไม่มีความสามารถ เพราะขนาดเฉินกวงยังสามารถเป็นศิษย์สายในได้ พลบค่ำต่างคนต่างแยกย้ายเข้าสู่ที่พักใหม่ หยางอี้ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ถึงจะพูดว่าเป็นเรือนไม้ขนาดกลาง ทว่าหากเทียบกับห้องของเขาในจวนแล้วนี่นับว่าดีกว่าหลายส่วนเมื่อเข้ามาเป็นศิษย์มีอันดับแล้วถือว่าเป้าหมายแรกสำเร็จ สิ่งที่หยางอี้ต้องการมิใช่การเลื่อนเป็นศิษย์สายในแต่เป็นสิทธิ์ในการออกจากเขา เป้าหมายที่เขาเข้ามายังสำนักวิหารสวรรค์นี้คือ ตำรายุทธ์พยัคฆ์เก้าวิถี แต่ตอนนี้ดาบเมฆาพยัคฆ์กลับหักลงในการประลองกับข่งเย่หลง ดั้งนั้นอันดับแรกคือการตามหาผู้อาวุโสที่หลอมดาบเล่มนี้ขึ้นมา หยางอี้มั่นใจกว่า 8 ส่วนว่าต้องอยู่ในสำนักแห่งนี้แน่นอน เพราะดาบเล่มนี้เสี่ยวทันหลางขอร้องให้ผู้อาวุโสเหล่ยโหลวจัดหามาให้วันเวลาล่วงเลยผ่านไป หยางอี้ยังคงใช้เวลาในการศึกษาตำราเทพโอสถในส่วนของสมุนไพรอย่างขยันขันแข็ง ในช่วง 10 วันที่ผ่านมานี้นอกจากช่วงค่ำคืนที่ใช้เวลาในการบ่มเพาะพลังปราณในมิติพิเศษแล้ว นอกเหนือจากนั้นหยางอี้ใช้เวลาทั้งหมดในการทำความเข้าใจกับสมุนไพรและส่วนประกอบต่างๆที่บันทึกไว้ในส่วนแรกด้วยความรู้และประสบการณ์มากมายที่กู่เทียนชางสั่งสมมาทั้งชีวิต ในเวลาสิบวันนี้ แม้หยางอี้จะเป็นคนที่หัวดีค่อนข้างเอนเอียงไปทางอัจฉริยะเสียด้วยซ้ำ ยังทำความเข้าใจได้เพียงไม่ถึง 1 ใน 10 ส่วนของภาคสมุนไพรเลยเสียด้วยซ้ำ ด้วยตัวเขาไม่เพียงมองผ่านแต่ต้องการเข้าใจถึงความลึกซึ้งของสมุนไพรและส่วนประกอบแต่ละชนิดอย่างถ่องแท้ ทำให้หยางอี้ใช้เวลาไม่น้อยในการศึกษาสมุนไพรแต่ละชนิด“สมุนไพรแต่ละชนิดนั้นมีความพิเศษและลึกซึ้งที่ต่างกัน จะเป็นการดีหากข้าสามารถหาของจริงมาทำการศึกษาได้”หยางอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย การได้เห็นและสัมผัสของจริงย่อมดีกว่าอยู่แล้ว แต่เนื่องจากจำนวนมากเช่นนี้จึงทำให้ หยางอี้ปวดใจเล็กน้อยเมื่อคิดถึงแต้มที่ต้องจ่ายไปผ่านไปอีกหนึ่งวันหยางอี้ตัดสินใจออกจากเขาทดสอบ หลายวันมานี้อี้เสวี่ยชิงและซูเฉินได้ออกไปสำรวจภูเขาลูกอื่นๆของสำนักและได้ชวนหยางอี้ไปด้วยเช่นกัน หยางอี้จึงมีโอกาสสอบถามถึงสถานที่ต่างๆวันนี้เป้าหมายของหยางอี้คือเขาลูกที่ 37 ของสำนัก มีชื่อว่าเขาโรงหลอม เขาโรงหลอมที่ตั้งของโรงหลอมอาวุธขนาดใหญ่ ของสำนักวิหารสวรรค์ มีผู้อาวุโสที่ถนัดทางด้านนี้คอยประจำการอยู่ สำหรับศิษย์คนดีมีความสามารถที่ดี และสนใจในศาสตร์การหลอมอาวุธ สามารถสมัครเข้าร่วมได้ แต่การทดสอบนั้นนับว่ายากเย็นอย่างยิ่ง เป็นเพราะสวัสดิการที่จะได้รับนั้นค่อนข้างดีเยี่ยม เพราะกิจการแลกเปลี่ยนอาวุธนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกคนอยู่แล้วก่อนจะออกไป หยางอี้ได้เข้าไปหาซูเฉินเพื่อสอบถามเส้นทางเล็กน้อย ภายในสำนักวิหารสวรรค์นั้นครอบคลุมอาณาเขตกว้างไกลทั่วหุบเขาเทียมฟ้า การไปมายังภูเขาแต่ละลูกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับศิษย์ใหม่เช่นหยางอี้ ซูเฉินเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพียงนำแผนที่ออกมาให้กับหยางอี้ 1 แผ่นหยางอี้มองดูแผนที่พร้อมกับอ้าปากค้าง ตั้งแต่มาถึงเรียกได้ว่าตัวเขาเอาแต่หมกอยู่ในห้องมิได้ออกไปไหนเลย และเมื่อเห็นแผนที่ที่มีรายละเอียดระบุไว้ จึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง 4 สำนักใหญ่นั้นมั่งคั่งเกินไป เพียงภายในเขตทั่วไปของสำนักก็ใหญ่กว่าเมืองหลวงถึง 3 เท่าแล้วหยางอี้มองหารายชื่อเขาโรงหลอม ก่อนจะสำรวจทิศทางและเรียกกระบี่เหินฟ้าออกมากระโดดขึ้นเหยียบทะยานออกจากเขาทดสอบ