"ข้า...รู้... ว่า... เ้า... คือ... ใคร"
ถ้อยคำนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของวาเอริกซ์—ผู้ที่หลายเผ่าพันธุ์ต่างหวาดกลัวในนาม ัเงา—อย่างเชื่องช้า ชัดเจนและก้องกังวานไปทั่วห้องโถง จนเขาแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนของมันในอากาศ
ั์ตาสีอำพันจ้องมองร่างในชุดคลุมดำที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
ฉับพลันแววตาสีม่วงครามคู่นั้นก็ตวัดกลับมาสบตาเขา—เพียงวูบเดียว—มันฉายแววตื่นตระหนกก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความเ็าอย่างรวดเร็ว
แล้วนางก็เคลื่อนไหว
ร่างเพรียวพุ่งทะยานเข้าหาถ้วยอัคนีด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
เร็ว... วาเอริกซ์คิด เร็วกว่าที่คาดไว้
แต่เขาไม่ได้ตระหนก
มุมปากของเขากระตุกยิ้มขึ้นช้าๆ—รอยยิ้มของนักล่าที่มั่นใจว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้น
สัญชาตญาณที่ฝังลึกนับศตวรรษตื่นเพริดไหลเวียนในเส้นเืราวกับไฟัที่พร้อมจะลุกโชน "หนีไปไหนไม่พ้นหรอก... แม่สาวน้อย"เขากระซิบกับตัวเอง
เขาไม่ได้ออกวิ่งตามและไม่ได้ะโเรียกทหารยาม เพราะเขารู้ดีว่านางจะไปที่ไหน
และเขา้า...เล่นเกมกับ 'ผู้แสวงบุญจอมปลอม'จากเมื่อสองคืนก่อน... สักหน่อย
ภาพความทรงจำพรั่งพรูเข้ามาในหัวชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้น
─── สองวันก่อน ───
วาเอริกซ์เดินตรวจตราแนวกำแพงตะวันออกตามปกติภายใต้แสงจันทร์ข้างขึ้นหมวกเกราะครึ่งใบบดบังใบหน้าส่วนบนเหลือเพียงดวงตาคมกริบราวใบมีดที่สะท้อนแสงสีเงิน
ชายแดนระหว่างดินแดนัและแม่มดกำลังตึงเครียดเหตุลอบสังหาร เคเอล—น้องชายของเขา—ยังคงเป็าแสดใหม่ที่ไม่เคยสมาน
ท่ามกลางความเงียบสงัดเขาััได้ถึง "สิ่งผิดปกติ"
ร่างเพรียวบางยืนอยู่หน้ากำแพงอักขระโบราณท่าทางดูไร้พิษสง แต่จังหวะการหายใจและการยืนนั้น ต่างจากคนธรรมดาโดยสิ้นเชิง
"เขตวิหารไม่ต้อนรับผู้แสวงบุญในคืนนี้"เขาเอ่ยเสียงเรียบ เ็า และหนักแน่น
ผู้มาเยือนปริศนาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหมุนตัวกลับมาแสงจันทร์สาดลงบนดวงตาสีม่วงครามคู่โตที่ไหววูบเพียงเสี้ยววินาที
งดงาม...จนเขาเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"อภัยให้ข้าเถิดข้าเพียง้าสวดภาวนา—" น้ำเสียงของนางหวานใสแต่แฝงความหนักแน่น
โกหก
ประสบการณ์หลายร้อยปีทำให้เขารู้ทันทีทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชะงักกลับไม่ใช่คำลวง—แต่เป็แววโศกเศร้าลึกล้ำภายในดวงตาคู่นั้นเศร้าเสียจนคมดาบยังมิอาจเทียบเคียง
อีกทั้งกลิ่นพืชพิษเวทมนตร์ที่นางซ่อนไว้ภายใต้น้ำหอมฉุนกลับทำให้สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาโหยหาอย่างไร้เหตุผล
"ใครบอกเ้า?"วาเอริกซ์สืบเท้าเข้าไปใกล้ประชิดร่างบางจนได้กลิ่นกายหอมละมุน
"ชาวบ้านแถวนี้เ้าค่ะ"นางยิ้มตอบ แต่เป็รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
แม่สาวจอมโกหกทำได้อย่างแเีแต่ภายใต้คำพูดที่ฝึกฝนมาอย่างดี เขาจับได้ถึงความจริงใจบางอย่าง...ความโศกเศร้าที่มืดมนคล้ายกับสิ่งที่กัดกินใจเขาอยู่
เขาควรจะจับกุมนางเสียเดี๋ยวนั้นแต่บางอย่างกลับสั่งให้เขาปล่อยนางไป
"เ้าควรกลับมาเมื่อวิหารเปิดทำพิธี"วาเอริกซ์เอ่ยเสียงพร่ากว่าที่ตั้งใจ"เขตนี้ซ่อนอันตรายไว้สำหรับผู้ที่ร่อนเร่เพียงลำพัง"
ระยะเพียงก้าวเดียวที่นางขยับเข้ามาไหล่ของนางปัดผ่านเกราะแขนเขาเบา ๆ แต่กลับส่งกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง
"บางที...อันตรายอาจเป็สิ่งที่ข้าตามหา" นางกระซิบแ่เบา
แล้วนางก็เดินจากไปกลืนหายไปกับความมืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมปริศนาและคำพูดที่ยังติดค้างอยู่ในหัวเขา
─── ปัจจุบัน ───
วาเอริกซ์ดึงสติกลับมา
แสงพระจันทร์โลหิตสาดทาบบนซากวิหารราวกับรอยแผลเก่าแก่ที่ถูกเปิดออกอีกครั้งร่างสูงยืนนิ่งเหนือเงาหินแตกประหนึ่งรูปสลักแต่สายเืักลับเดือดพล่านอยู่ภายใต้ิัมนุษย์
กลิ่นอายของผู้คนจากหลายอาณาจักรที่เพิ่งออกจากพิธีปะปนในอากาศพลังเวทอัดแน่นจนบีบให้สัญชาตญาณดิบตื่นตัว
ั์ตาสีแดงเพลิงหรี่ลงรูม่านตาหดเล็กลงเป็เส้นแนวตั้งเรียวรีดุจสัตว์ร้ายก่อนที่เขาจะฝืนบังคับให้มันกลับมากลมมนดังเดิม
ร่างในชุดคลุมดำไม่ได้มุ่งหน้าออกจากวิหาร แต่กลับตรงไปยังอารามชั้นใน—ที่ซึ่ง ถ้วยอัคนี ถูกเก็บรักษา
นางไม่ได้มาขอพร เขาคิด นางมา...เพื่อขโมย
รอยยิ้มที่มุมปากผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ คราวนี้เขาจะไม่ปล่อยให้นางหายไปในความมืดอีก
เขาก้าวตามไปอย่างเงียบเชียบมิใช่ในฐานะผู้คุมพิธี แต่ในฐานะ นักล่า ที่รอคอยเหยื่อผู้กระตุ้นให้เืในกายตื่นตัว
หน้าที่ของเขาชัดเจน—ผู้บุกรุกต้องถูกกำจัด
แต่ลึก ๆ ในใจวาเอริกซ์รู้ดีว่ามีอะไรมากกว่านั้น ความ้าที่จะเผชิญหน้ากับนางอีกครั้งเพื่อกระชากหน้ากากจอมปลอมนั่นออก และเพื่อพิสูจน์แรงดึงดูดบ้า ๆ ที่เขารู้สึก มันแผดเผาร้อนแรงยิ่งกว่าหน้าที่เสียอีก
วาเอริกซ์เคลื่อนกายผ่านเงามืดฝีเท้าเงียบกริบดุจนักล่า มือวางบนด้ามดาบพิธีที่เอวนิ้วหัวแม่มือลูบไล้ด้ามดาบขณะจ้องมองแผ่นหลังของเหยื่อสาวไม่วางตา
โถงทางเดินยาวทอดผ่านเสาหินสูงตระหง่านที่ถูกทิ้งร้างแสงจันทร์ลอดผ่านช่องแคบ แต้มแสงสีเงินสลัวเป็ลายพาดผ่านพื้นหินร่างในชุดดำเคลื่อนตัวรวดเร็วและเงียบเชียบประหนึ่งควันหมอกที่ไหลผ่านซอกกำแพง
วาเอริกซ์สะกดรอยตามในระยะที่พอเหมาะไม่ไกลจนคลาดสายตา แต่ไม่ใกล้จนถูกจับได้ เขาจับจังหวะลมหายใจของนางนับเสียงฝีเท้าที่แทบไร้เสียง และคำนวณเส้นทางที่นางจะเลือกเดิน
นักขโมยมืออาชีพ เขาคิดพลางแสยะยิ้ม แต่ยังไม่เคยเจอผู้ล่าระดับข้า
กลิ่นของนาง—ไนท์เชดและเบลลาดอนนา—ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อสองคืนก่อนมันลอยตามลมมาทุกครั้งที่สตรีในชุดดำเคลื่อนไหวและทำให้เืในกายเขาร้อนรุ่มผิดปกติ
อันตราย เขาเตือนตัวเอง นางอันตรายกว่าที่คิด แต่ก็น่าดึงดูดกว่าที่คิดเช่นกัน
หัวขโมยสาวเลี้ยวซ้ายเข้าสู่โถงแคบเงาของนางเล็ดลอดผ่านเสาหิน
วาเอริกซ์เร่งฝีเท้าลดระยะห่างลง
สิบก้าว
เก้าก้าว
แปดก้าว—
ฉับพลันนางก็หยุดชะงัก
ร่างบางเกร็งตัวแข็งศีรษะเอียงเล็กน้อยราวกับกำลังสดับฟัง... นางหูไวกว่าที่เขาคาดไว้
วาเอริกซ์หยุดนิ่งในเงามืดผ่อนลมหายใจให้ช้าลงที่สุด จ้องมองนางด้วยั์ตาสีแดงที่ลุกโชน
หญิงสาวค่อย ๆหันกลับมา ดวงตาสีม่วงครามภายใต้ฮู้ดกวาดมองไปรอบ ๆผ่านจุดที่เขายืนซ่อนตัวอยู่เพียงเสี้ยววินาที
เ้าไม่เห็นข้าหรอก เขาหรี่ตามองอย่างนึกสนุก แต่เ้ารู้ว่าข้ามาแล้ว...ใช่ไหม?
นางออกเดินต่อช้าลง ระมัดระวังมากขึ้น
วาเอริกซ์ก้าวตามเงียบเชียบยิ่งกว่าเดิมบีบอัดเสียงให้เหลือศูนย์ ัในตัวเขาคำรามด้วยความเร่าร้อน มิใช่ความโหดร้ายแต่เป็บางสิ่งที่ลึกล้ำและชวนสับสน
ระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลือเพียงห้าก้าว
สี่ก้าว
สามก้าว...
นางก้าวผ่านประตูใหญ่สู่อารามชั้นใน
วาเอริกซ์พุ่งตัว ไร้เสียง กระโจนผ่านธรณีประตูตามหลังนางไปในพริบตา
แสงสีแดงของพระจันทร์โลหิตสาดส่องลงมาจากยอดโดมที่แตกหักเผยให้เห็นร่างเพรียวที่กำลังเอื้อมมือไปหาถ้วยอัคนี
วาเอริกซ์เดินออกจากเงามืด จงใจกดปลายรองเท้าบูทลากขูดกับพื้นหิน
ครืด—
เสียงนั้นดังพอให้รู้ว่า ผู้ล่า มาถึงแล้ว
นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าดวงตาสีม่วงครามภายใต้ฮู้ดเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
เขายืนกอดอก ั์ตาพราวระยับด้วยความขบขัน สายตาคมกริบจ้องทะลุฮู้ดลึกนั้นราวกับมองเห็นทุกความลับที่ซ่อนอยู่
แล้วเขาก็เอื้อนเอ่ยประโยคที่เตรียมไว้ช้า ชัด และก้องกังวาน
"ข้า...รู้... ว่า... เ้า... คือ... ใคร"
หญิงสาวในชุดดำชะงักไปเพียงอึดใจก่อนจะกลับมาสงบนิ่งราวผิวน้ำแข็ง นางไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนก ไม่กรีดร้อง ไม่เจรจา สิ่งเดียวที่นางทำคือ—ลงมือ