เทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว)

    ตอนที่ 146 พิณอัสนีบาต

    “ นี่คือห้องพักของหอสดับพิณของเรา ที่นี่เป็นตึก 90 ชั้นศิษย์ที่พลังยุทธ์สูงจะอยู่ที่ชั้นที่เก้าสิบ แต่ละชั้นมีทั้งหมด แปดห้อง  เจ้ามาใหม่คงได้อยู่ชั้นที่ 1-10 โควต้าของหอสดับหิมะของเราให้เจ้าอยู่ได้แค่ห้องชั้นที่สองเท่านั้น  นี่คือกุญแจห้องชั้น 2 ห้องที่ 8 เจ้าขึ้นไปเองนะ ข้ามีธุระไม่ขึ้นไปด้วยล่ะ กลางคืนเจ้าปิดประตูให้สนิท หากมีเสียงอะไรยามค่ำคืน ก็ไม่ต้องไปเปิดประตูนะ ข้าขอเตือนเจ้าไว้เท่านี้”

    ไน่เกิงเอ่ยจบ ก็รีบเดินลิ่วกลับไปทันที ไม่ทันที่เสี่ยวเทียนจะถามเลย ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่ให้เปิดประตูตอนกลางคืน  เอาไว้ค่อยถามพรุ่งนี้ก็แล้วกัน เสี่ยวเทียนเดินขึ้นไปชั้นสอง ที่มีห้องอยู่ แปด ห้อง เสี่ยวเทียน อยูที่ห้องเลขที่ 8 ในชั้นที่สอง  พอเปิดประตูเข้าไป ก็ปะทะกับลมเย็นเยียบทันที  กลิ่นไอวิญญาณหนาแน่น เสี่ยวเทียนหรี่ตามอง เงาสีดำที่อยู่ด้านหลังม่านประตูห้องนอน  พอเปิดเข้าไปดู กลับหายไป ทิ้งไว้แต่กลิ่นไอวิญญาณเหลืออยู่เท่านั้น

    “ พวกเจ้าปรากฏตัวออกมาซะ หากไม่ออกมาอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” เสี่ยวเทียนส่งเสียงขู่ผีที่ทำเป็นหลอกคนแวบไปแวบมา  แต่ว่าทุกสรรพสิ่งกลับนิ่งเงียบไร้เสียงตอบ มีแต่ไอเย็นเริ่มพวยพุ่งออกมาจากเสาทุกต้น เสี่ยวเที่ยว ใช้นิ้วเขียนยันต์แปดทิศ สำหรับจับปีศาจ แล้วปล่อยยันต์ออกไปจากฝ่ามือ

    ยันต์แปดทิศพุ่งออกไป ยึดตึดบนหลังคาห้อง ส่องแสงออกมา  ปรากฏร่างปีศาจเด็กน้อยแต่งชุดขาวผมยาวสีดำยาวปกปิดใบ หน้าส่งเสียงร้องกรี๊ด ๆ ๆ  นอนดิ้นไปมากับพื้น ที่แท้เป็นผีเด็กหญิงน้อยนี่เอง

    “ นายท่านข้าเจ็บปวดเหลือเกิน ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด”

    “ ตายไปแล้วไม่ยอมไปผุดไปเกิด ยังมาปรากฏตัวแดนมนุษย์ทำไมอีก”

    เสี่ยวเทียนเริ่มสงสารปล่อยผีน้อยตนนี้ออกมา

    “ ข้ารอให้ท่านแม่กลับมารับข้าไปอยู่ด้วย นายท่านช่วยตามหาท่านแม่ข้าที”

    ผีน้อยเริ่มอ้อนวอนเสี่ยวเทียนอีก  เสี่ยวเทียนส่ายหัว ดูจากสำเนียงพูดของผีน้อยนี่ไม่น่าจะใช่คนที่ดินแดนแถบนี้ แต่การสื่อสารทางวิญญาณนั้นไม่ใช่ภาษามนุษย์ทั่วไปจึงสามารถเข้าใจได้

    เสี่ยวเทียนไม่สนใจ แล้วก็เดินไปทำความสะอาดห้องนอนเพื่อเตรียมตัวที่จะพักผ่อน ระหว่างทำความสะอาดนั้น ก็เลยเอ่ยถามผีน้อยว่า

    “ เจ้าชื่ออะไร  แล้วจำอะไรได้บ้าง  แม่เจ้าเป็นใครอยู่ที่ไหน บอกมาให้ละเอียดแล้วข้าจะตามแม่เจ้ามาให้”

    ผีเด็กน้อยยืนนิ่งเหมือนรวบรวมสติคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วเริ่มเอ่ยว่า

    “ ข้าชื่อ จือจือ ท่านแม่ข้าเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ ท่านพ่อข้า เป็นมนุษย์ ท่านทั้งสองรักกัน ท่านแม่ถูกท่านย่าพากลับสวรรค์ ทิ้งให้ท่านพ่อกับข้า ต้องอยู่อย่างเดียวดาย ทำให้ท่านแม่พ่อของข้าต้องโศกเศร้า ข้าเองก็เศร้าใจตามไปด้วยทำให้ล้มป่วยเสียชีวิต วิญญาณข้าก็ลอยล่องมาที่ตึกแห่งนี้”

    เสี่ยวเทียนฟังผ่านๆ แต่ไม่ใส่ใจคิดว่า ผีน้อยคงจะลืมความจริงในวัยเด็กไปหมดแล้ว ดูจากวิญญาณ ผีน้อยมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีแล้ว คงฟังนิทานเทพธิดาสวรรค์ กับ หนุ่มเลี้ยงวัว จึงทำให้คิดเป็นตุเป็นตะ ว่าตนเป็นลูกที่ถูกทอดทิ้ง

    เสี่ยวเทียนเห็นสิ่งปกติ ที่เสาต้นใหญ่อยู่สี่ต้น

    “ แล้วเจ้าสี่ตาที่อยู่ในเสาทั้งสี่ต้นนี่เป็นเพื่อนกับเจ้าด้วยใช่ไหม”

    “ ใช่แล้ว นายท่านเห็นเขาด้วยหรือ?”

    “ โผล่ออกมาเห็นแต่ดวงตา ปากก็ไม่มี ตกลงพวกมันเป็นตัวอะไรกันแน่?”

    “ พวกเขาบอกว่า หลายพันปีก่อนที่นี่เป็นประตูเมือง พวกเขาเป็นสตรีท้องแก่ใกล้คลอด ถูกจับโยนลงไปใต้หลุม แล้วปล่อยเสาประตูเมืองต้นใหญ่ทับลงไป พวกเขาที่อยู่ใต้หลุมจึงต้องตายพร้อมกับบุตรในท้อง เสาต้นนี้มีอาคมเวทย์กักขังเอาไว้ สั่งให้พวกเขาต้องคอยเฝ้าดูศัตรูที่จะเข้ามาบุกเมืองในสมัยนั้น แล้วแจ้งเตือนภัยกับท่านจอมปุโรหิต ทุกครั้งที่มีภัย  สุดท้ายถึงแม้พวกนางจะเตือนภัยยังไง บ้านเมืองที่ปกครองไร้ซึ่ง ความเมตตา ก็ล่มสลายอยู่ดี”

    “ ชั่วช้าเกินไปแล้ว”  เสี่ยวเทียนใช้จิตสัมผัสส่งเข้าไปใต้หลุมลึก พบว่ามีกระดูกหญิงสาว พร้อมกับกระดูกเด็กอ่อน อยู่พร้อมกันทั้งสี่หลุม มียันต์กักขังวิญญาณเอาไว้ใต้หลุมอีก เสี่ยวเทียน ไม่มีของวิเศษทำลายคำสาป ไม่มีทางขุดหลุมลงลึกข้างในแล้วทำลายยันต์นั้นได้เลย  ได้แต่ถอนใจ ที่ตนเองทำอะไรไม่ได้เลย  นี่ถ้าท่านอาจารย์อยู่ด้วย คงช่วยปลดปล่อย พวกนางแม่ลูกออกมาได้แล้ว

    “ ข้าช่วยปลดปล่อย พวกเขาไม่ได้เลย”  เสี่ยวเทียนเอ่ยอย่างหมดปัญญา

    “ พวกเขาบอกว่า ไม่เป็นไร พวกเขาอยู่แบบนี้มานานจนชินแล้ว” จือจือ เอ่ยเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

    “ แล้วทำไมพวกเจ้าถึงได้มาอยู่ที่ชั้นสองเท่านั้น ไม่ขึ้นไปชั้นอื่น?”

    “ ชั้นสองนี้เป็นจุดสูงสุดของเสาประตูเมือง ส่วนที่ต่อเติมพวกเขาไม่สามารถขึ้นไปได้ ข้าเห็นว่า ที่นี่มีพลังวิญญาณหนาแน่น ข้าก็เลยอาศัยอยู่กับพวกเขาที่ชั้นสองนี้”

    “ ข้ารับปากจะหาทางช่วยหาพ่อแม่ของเจ้า และจะช่วยปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ แต่ตอนนี้ออกไปซะ ข้าต้องการพักผ่อน”

    เสี่ยวเทียนไล่ทุกคนออกไปแล้ว นั่งสมาธิสงบจิตใจ ตรวจสอบว่า ในร่างกายของเขานี้มีพลังอะไรที่ยังคงหลงเหลืออยู่หรือไม่  หลังจากตรวจสอบพลังทั้งหมดไม่ว่าพลังเทพเจ้าทั้งหลาย พลังเซียนทั้งหมด ล้วนหายไปหมดสิ้น ต้องใช้เวลาฝึกกันใหม่หมด คงเหลือแต่ความทรงจำ และวิธีการฝึกฝน

    “ คงต้องฝึกเดินพลังเพื่อดึงพลังจักรวาล นำมาใช้ต่อสู้ให้ได้ มิเช่นนั้น หากเจอคู่ต่อสู้ที่มีพลังที่เหนือกว่า ได้ตายแน่ๆ” คืนนั้นเสี่ยวเทียนเริ่มฝึกพลังหมัดสยบฟ้าพิชิตจักรวาลก่อนวิชาอื่นๆ  ถึงแม้จะไม่สามารถดึงพลังมาได้เหมือนก่อน

    แต่ก็สามารถดึงพลังมาใช้ได้เพียงสามส่วน รวมกับใช้ เพลงท่ากระบี่เซียนมายา ก็น่าพอจะหาทางเอาตัวรอดได้   จากนั้นก็นั่งเขียนยันต์เกราะเพชร เพื่อประทับเอาไว้ในร่างกายอีกด้วย

    พอถึงตอนบ่าย ศิษย์พี่ไน่เกิงก็มารอด้านล่าง เห็นเสี่ยวเทียนเดินมาก็รีบเข้าไปถามทันที

    “ ศิษย์น้อง เจ้าเจออะไรหรือไม่?”

    “ เจอผี ตนหนึ่งเห็นมันลอยไปลอยมาอยู่”

    “ แล้วเจ้าไม่กลัวเลยหรือ?”

    “ กลัวทำไม มันต่างหากซิ ต้องกลัวเรามากกว่า”  ไน่เกิงฟังแล้วตกใจยิ่งไม่คิดว่า เสี่ยวเทียนจะพูดเช่นนี้

    “ เจ้านี้ใจกล้าจริงๆ เป็นข้า แค่มันโผล่เป็นเงาข้าก็วิ่งป่าราบแล้ว”  เสี่ยวเทียนไม่ตอบ เพราะว่าเวลานี้ มาถึง หน้าหอสดับพิณแล้ว

    “ อาจารย์รอเจ้าอยู่ ไปกันเถอะ”

    เสี่ยวเทียนก้าวเข้าไปพบ หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง หน้าจะเป็นอาจารย์เจ้าหอสดับพิณ นั่งอยู่แท่นตรงกลางห้อง

    “ ข้าเฉินเสี่ยวเทียน คำนับท่านอาจารย์เจ้าหอ”

    “ เจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับ ท่านรองเจ้าสำนักซ่างกวน เจ้าถึงได้เข้ามาศึกษาที่สำนักชิงหลงได้  โดยไม่ต้องมีการคัดเลือก”   หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา  เสี่ยวเทียนรู้อยู่แล้ว ว่าต้องมีคนถามคำถามเช่นนี้ สำนักเทวาลัยเร้นลับเลยบอกคำตอบเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

    “ ท่านพ่อเคยพบท่านเจ้าสำนักซ่างกวนมาก่อน เคยมีความสัมพันธ์อันดีมาก่อน ท่านรองซ่างกวน พบข้าแล้วเกิดเมตตา ให้ข้ามาเล่าเรียนที่นี่ขอรับ”

    “ ให้เจ้ามาเรียนวิชาพิณเนี่ยนะ? ใช่ว่าให้เจ้ามาสืบเรื่องราวภายในหอสดับพิณของข้าหรือเปล่า”

    “ มิได้ ข้าเพียงมาศึกษาหาความรู้เท่านั้น” เสี่ยวเทียนยืนยันทันที  เจ้าหอสดับพิณหันไปหา ศิษย์พี่หนีเว่ยหนาน แล้วทำสัญญาณให้ลองทดสอบเสี่ยวเทียนทันที

    “ ศิษย์น้องรับมือ” หนีเว่ยหนาน มีพลังปราณระดับ ที่ 70  แล้ว ขั้นราชันแล้ว

    ส่วนเสี่ยวเทียนมีเพียงพลังปราณแค่ระดับที่ 40 ยังห่างกันถึง 30 ระดับ ฝ่ามือกรงเล็บมังกร ของหนีเว่ยหนานพุ่งออกมา คล้ายกับว่าเชื่องช้า แต่ความจริงนั้นรวดเร็วยิ่งนัก

    เสี่ยวเทียนไม่สามารถใช้พลังปราณระดับที่ 40 ตอบโต้ เพราะมันคนละชั้นเลย จึงได้แต่เพียงใช้ พลังเกราะเพชรต้านรับ แล้วปล่อยฝ่ามือออกไป  ตูม !!  ร่างของเสี่ยวเทียนถอยหลังไปหลายสิบก้าว แล้วแสร้งทำเป็นกระอักเลือดออกมา

    หนีเว่ยหนานยิ้มอย่างลำพองใจ แต่อาจารย์เจ้าหอขมวดคิ้ว เหมือนรู้ว่าเสี่ยวเทียนไม่ยอมแสดงฝีมือออกมา

    “ เจ้ายังแสแสร้งแกล้งออมมืออีกหรือ?”  อาจารย์เจ้าหอเอ่ยเสียงเหี้ยมอีก

    “ ข้าจะแสแสร้งไปทำไม?”

    “ เว่ยหนาน หากมันไม่ยอมแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมา ก็ลงมือได้เลยไม่ต้องยั้ง”

    “ เจ้าค่ะท่านอาจารย์”  หนีเว่ยหนาน กวาดมองเสี่ยวเทียนด้วยสายตาเหยี่ยวล่าเหยื่อ แล้วปล่อยกรงเล็บมังกรออกมา  เสี่ยวเทียนได้แต่ถอนใจ ไม่อยากทำแต่ในเมื่อกดดันกันเช่นนี้ ก็ต้องเจอกันหน่อยแล้ว  ฝ่ามือกรงเล็บมังกรโผล่มาคราวนี้กระบวนท่าแปรเปลี่ยน กลับกลาย พลิกแพลง มากกว่าท่าเดิมหลายเท่า พลังที่ บรรจุมาในฝ่ามือ ครั้งนี้บรรจุพลังปราณ ระดับ 70 เต็มเปี่ยม เสี่ยวเทียนได้แต่ต้องใช้วิธี จัดการอย่างรวดเร็ว  โดยใช้เท้ายันเข้าที่ท้องน้อย ร่างของหนีเว่ยหนานสะท้องแรงถีบ ถอยหลังไปนั่งก้นจำเบ้า นางคว้าพิณออกจากแหวนมิติ แล้วใช้พิณเจ็ดสาย ดีดพลังปราณใบมีดออกมา เสี่ยวเทียนเห็นแล้วต้องหลบออกมา มิเช่นนั้นร่างได้ขาดเป็นสองท่อนแน่

    “ นี่จะฆ่ากันให้ตายเลยหรือยังไง?”

    เสี่ยวเทียนตะโกนบอกเสียงดัง แต่หามีใครฟังไม่ ยิ่งพลังปราณที่ส่งออกมาจากพิณ เริ่มมีดาบโผล่ออกมาอีก เสี่ยวเทียนเลยใช้เหรียญทองที่สำนักเทวาลัยให้ติดตัวมา คนละยี่สิบเหรียญออกมาใช้ ยิงเข้าใส่พิณเจ็ดสาย จนสายพิณขาดจนหมด

    หนีเว่ยหนานอัดพลังปราณเข้าไปในพิณ  ถึงกับถูกพลังตนเองตีกลับ เลือดพ่นออกจากปากเป็นสาย   หงายหลังสลบไปในทันที ทุกคนต่างตกใจ หันมามองเสี่ยวเทียนด้วยความแปลกใจ

    “ ฝีมือดีเช่นนี้ เจ้าจะมาเรียนที่หอสดับพิณ ของข้าทำไมกัน?”

    “ ข้าอยากเรียนวิชาพิณจริงๆ หากว่าท่านเจ้าหอไม่อยากรับข้าไว้  ขอให้เอ่ยมาคำเดียว ข้าจะไสหัวไปในทันที”

    เจ้าหอสดับพิณ ได้แต่นิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าเสี่ยวเทียนจะโต้ตอบเช่นนี้ จึงได้แต่ถอนหายใจออกมา

    “ เอาล่ะ เจ้ายังไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าไม่สามารถไล่เจ้าออกไปได้ อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้ามีเจตนาร้ายเมื่อใด ข้านี่แหละจะระเบิดหัวเจ้าด้วยมือของข้าเอง” ท่านเจ้าหอขู่เสี่ยวเทียน แล้วสั่งให้ ไน่เกิงพาเสี่ยวเทียนไปเลือกพิณ แล้วนางก็ลุกจากไป

    “ยัยป้านี่มีปัญหาอะไรกับ เรามากไหมนี่?”  เสี่ยวเทียนสงสัย ไน่เกิงเอ่ยว่า

    “ ข้าไม่เห็นอาจารย์ อารมณ์เสียกับศิษย์เช่นนี้ เจ้าไปทำอะไรให้อาจารย์ไม่พอใจมาก่อนหรือไม่?”

    “ ข้าเพิ่งเจอนางครั้งแรก จะไปทำให้นางไม่พอใจตอนไหน”

    “ นั่นซิ ปกติ อาจารย์ใจดีจะตาย  เจ้าทำร้ายศิษย์พี่บาดเจ็บ ต่อไปเจ้าต้องระวังตัวด้วยนะ นางต้องหาโอกาสเอาคืนเจ้าแน่”

    “ หวังว่านางอย่า ได้คิดแบบนั้นเลย”

    ทั้งสองมาถึงห้องเก็บพิณ ซึ่งมีพิณหลายร้อยคันวางเรียงกันอยู่ พร้อมกันมีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่

    “ท่านปู่ชาง ข้ามาขอเบิกพิณให้กับศิษย์ใหม่”

    “ เข้าไปเลือกเอาเองเลย อยากได้พิณคันไหน แล้วก็หยิบมาที่นี่ ข้าจะช่วยตั้งสายให้” 

    “ เจ้าอยากได้พิณแบบไหน เป็นแบบพิณผีผา พิณกู่เจิ้ง  พิณพระจันทร์ พิณน้ำเต้า มีมากมาย ตั้งแต่พิณสายเดียว ไปจนถึง พิณ 26สาย”  ไน่เกิงพยายามอธิบาย รายละเอียดของพิณทั้งหมด

    เสี่ยวเทียนเดินดูไปรอบๆ เกิดติดใจ พิณสีดำเก่า ๆ คันหนึ่ง อยู่ด้านหลังตู้ด้านบน ถ้าไม่สังเกตจะไม่มีใครเห็น  มีสายพิณเพียงแค่ 5 สายเท่านั้นและมีรูปสายฟ้าสลักอยู่ เสี่ยวเทียนเลยลองปัดฝุ่นออกแล้วลองสัมผัสมันดู ทำให้รู้สึกว่ามีบางสิ่ง บางอย่างในพิณ 5 สายนี้ ร้องเรียกเขาอยู่

    “ ข้าเอานี่ พิณ 5 สายสีดำนี้แหละ”

    “ พิณ 5 สาย ทำไมข้าไม่เคยเห็นนะ   ปกติพิณกู่เจิ้ง จะมี 21 สายตามมาตรฐาน หากลดลงมา 7 สาย จะกลายเป็นพิณพิฆาต ที่คนนิยมกันมากที่สุด แต่ห้าสายคันนี้ข้าไม่เคยเห็นใครเขาใช้กัน”  ไน่เกิงเอ่ยแนะนำ

    “ ข้าอยากลองศึกษาดู”  เสี่ยวเทียนไม่สนใจ ยกพิณสีดำนี้ออกไปในทันที

    พอ ปู่ชางเห็นพิณสีดำที่เสี่ยวเทียนออกมาตั้งไว้ตรงหน้าก็ตกใจ

    “ นี่... นี่ เจ้าจะใช้พิณอัสนีบาต นี้รึ?”

    “ มันคือพิณอัสนีบาตหรือท่านปู่”  ไน่เกิงก็ตกใจเช่นกัน

    “ ใช่ ข้าตัดสินใจแล้ว” 

    ปู่ชางถอนหายใจออกมายาวๆ แล้วเอ่ยว่า

    “ มีคนหลายคนที่คิดฝึกพิณอัสนีบาตนี้  แต่พอฝึกไม่นาน สุดท้ายธาตุไฟเข้าแทรก สุดท้ายกลายเป็นบ้าไป”

    “ ไม่เป็นไร ข้าจะลองดู ข้าขอวิธีฝึก แล้วช่วยตั้งสายให้ข้าด้วย”

    “ พิณอัสนีบาตนี้ไม่มี หยกฝึกสอนเหมือน กับพิณ คันอื่นๆ แล้วก็ไม่มีใครตั้งสายพิณนี้ได้ เพราะมันไม่ใช้เส้นไหม หรือ โลหะ มันเป็นเส้นสายฟ้า คนที่ฝึกมันได้ต้องเป็นคนตั้งสายเอง”

    “ ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปหาวิธีศึกษาเอาเอง”

    “ ศิษย์น้อง ข้าว่าเปลี่ยนเถอะ นี่เจ้าไม่ได้ฟังท่านปู่เตือนเลยหรือ ว่ามีหลายคนเป็นบ้า ไปเพราะฝึกพิณอัสนีบาต คันนี้”

    “ ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะปราบเจ้าพิณอัสนีบาตคันนี้ไม่ได้” เสี่ยงเทียนหยิบพิณอัสนีบาตออกไปโดยไม่สนว่า ปู่ชางกับไน่เกิงจะคิดอย่างไร......

    คล้ายกับเรื่องเทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน