นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 129 ถ้ำหมื่นสีแสนผลึก

            ตอนที่ 129 ถ้ำหมื่นสีแสนผลึก

             

             

            ถ้ำขนาดยักษ์แห่งนี้เชื่อมอยู่กับภูเขาลูกหนึ่งทางทิศตะวันออกของบาราทรัม จากจุดที่ภูเขาลูกนี้อยู่ นิทานสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นทิศทางที่แร่รูบีออนขนาดยักษ์นั้นเอนมาเล็กน้อย

             

            บางแห่งตรงหน้าถ้ำมีผลึกสีแดงแซมอยู่มากมาย ดูเหมือนว่าหินแร่บางแห่งในถ้ำแห่งนี้จะได้รับอิทธิพลของแร่รูบีออน หินธรรมดา ๆ บางก้อนถึงกับเริ่มปรากฏความใสกระจ่างเหมือนมันกำลังค่อย ๆ กลายเป็นผลึกแก้วสีแดง

             

            แม้พวกเขาจะอยู่เพียงหน้าถ้ำพวกเขาก็สามารถเห็นแสงสะท้อนจาง ๆ หลากสีสันออกมาจากภายใน เพียงแค่นั้นก็ทำให้โอไรออนมีท่าทีตื่นเต้นคึกคักเฝ้ารอยามที่ตนจะได้เข้าไปชมด้านใน

             

            “นี่คือถ้ำหมื่นสีแสนผลึก สถานที่ที่ได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดเป็นอันดับ 3 ในมหาทวีป ความภาคภูมิใจแห่งเผ่ารูเบียส” โรนัลเอ่ยยิ้ม ๆ นัยน์ตาสีแดงไร้ตาขาวของเขาส่องประกายด้วยความภาคภูมิใจ

             

            “โดยปกติแล้วถ้ำหมื่นสีแสนผลึกนั้นไม่ได้เปิดให้เข้าชมโดยทั่วไป ต้องมีการจับจองเวลาที่ถ้ำเหมาะสมแก่การเยี่ยมชมรวมถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลเป็นค่าเข้าชม” เอวานเสริม

             

            “แต่แน่นอนว่าพวกเจ้าย่อมเข้าได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นหนึ่งในคำขอโทษของพวกข้าเอง” เอวานยิ้มกว้าง เขานั้นภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่จะให้คนนอกเข้าชมความภาคภูมิใจของเผ่า

             

            “ปกติเก็บค่าเข้าชมและต้องจองล่วงหน้าหรือครับ” โอไรออนแปลกใจอย่างแท้จริง ในความคิดของเขาหากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่น่าเข้าเยี่ยมชมยากขนาดนั้น

             

            “ใช่ ความงดงามของธรรมชาตินั้นเป็นศิลปะ ศิลปะที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากแผ่นดิน และศิลปะนั้นก็มีคุณค่าของมัน” เอวานพยักหน้า

             

            “ส่วนตัวข้าเห็นด้วยกับการที่ศิลปะเช่นนี้สมควรได้รับการเผยแพร่โดยเท่าเทียมกัน หากเพราะความพิเศษของถ้ำหมื่นสีแสนผลึกเผ่ารูเบียสจึงไม่อาจทำเช่นนั้นได้” โรนัลส่ายหน้าอย่างเสียดาย

             

            “ความพิเศษของถ้ำเหรอครับ?” นิทานถามขึ้น เขาเคยได้ยินชื่อถ้ำนี้มาบ้างแต่เรื่องความพิเศษนี้เป็นครั้งแรก

             

            “นอกจากเรื่องที่ผลึกแร่ต่าง ๆ ในนี้เป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับการรังสรรค์สมบัติ ถ้ำแห่งนี้ยังเกี่ยวพันถึงประวัติศาสตร์ของเผ่ารูเบียส” โรนัลอธิบายสั้น ๆ ก่อนเริ่มออกเดินเข้าถ้ำตามอริยะเข็มโลหิตด้านหน้า ตัดผ่านผู้คนมากมายที่ต่อแถวและพูดคุยกับทหารยามเรื่องการจองเวลาเข้าชม

             

            ทางด้านหน้าของถ้ำ กลุ่มคนที่คับคั่งนั้นต่างต่อแถวเพื่อเข้ารับการตรวจสอบกันอย่างเข้มงวด หากอริยะเข็มโลหิตเพียงชูตราประจำตัวของตนให้ยามเฝ้าได้รับทราบเขาก็สามารถเดินเข้าได้โดยง่าย

             

            สายตาของคนเหล่านั้นปรากฏความริษยาอย่างชัดเจน พวกนิทานสามารถเข้าชมได้โดยตรง ไม่ต้องยุ่งยากดั่งพวกตน

             

            หลังจากเดินเข้าถ้ำที่ถูกประดับด้วยหินเรืองแสงจำนวนหนึ่งกว่า 1กิโลเมตร พวกเขาก็เริ่มเห็นแสงหลากสีจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากรอบตัว ประกายแสงนับพันนับหมื่นสีทางด้านหน้าเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับนัยน์ตาของโอไรออนที่ส่องประกายตื่นเต้นไม่แพ้กัน

             

            “ว้าว” เมื่อพวกเขาพ้นเขตทางเดิน ประกายแสงนับหมื่นนับแสนก็เผยตนออกมาอย่างชัดเจน ผลึกหินแร่หลายพันชนิดต่างส่องประกายเรืองรองหลากสี ภาพอันงดงามนั้นทำให้โอไรออนที่ตื่นเต้นถึงกับพูดออกมาได้เพียงคำสั้น ๆ

             

            นิทานจับจ้องภาพชวนฝันราวกับจินตนาการนั้นอย่างเหม่อลอย ผนังของถ้ำนี้ไม่ว่าตรงใดก็ดูเหมือนจะประกอบขึ้นจากผลึกหินแร่มากมายที่ไม่ซ้ำกัน หากมองใกล้ ๆ ยิ่งสามารถเห็นได้ว่าหินแร่บางส่วนนั้นสะท้อนและใสราวกับแก้ว ยิ่งทำให้เกิดการสะท้อนของสีจากหินแร่อื่นจนผสมปนเปกัน

             

            เขารู้สึกเหมือนเขาถูกกลืนกินโดยอสรพิษสายรุ้งตัวขนาดมหึมา หากสายรุ้งจะมีชีวิตขึ้นมา ภายในของมันก็สมควรเป็นเช่นนี้ เต็มไปด้วยสีสันสุดเกินกว่าจะจินตนาการ

             

            อริยะเข็มโลหิตยิ้มบางเมื่อเห็นท่าทางลุ่มหลงในภวังค์ของทั้งสอง เอวานยิ้มกว้างอย่างไม่มีปิดบัง เขามีความสุขทุกครั้งที่คนนอกชื่นชอบในเผ่ารูเบียส

             

            หินนั่นแร่ปลายสวรรค์นี่นา นั่นก็ผลึกก้นสมุทร อันนั้นแร่สายรุ้งควบแน่นหรือเปล่า ถ้าเอาพวกนี้ไปขายนะ… นิทานคิดอยู่ภายในใจพลางลอบเช็ดน้ำลาย

             

            คีตานั้นไม่ชอบแสงจ้านัก หากภาพหลากสีตรงหน้ากลับทำให้มันตื่นเต้น มันเดินไปมาบนทางเดินกว้าง ชมผลึกและหินแร่มากมายที่รายล้อมอย่างตื่นเต้น สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ปกคลุมด้วยขนดำทั้งตัวอย่างมันการที่มันเดินอยู่ท่ามกลางแสงหลากสีมากมายเช่นนี้ทำให้เกิดเป็นภาพอันแปลกประหลาดแต่ก็สวยงามน่าลุ่มหลง

             

            “ราชาองค์ปัจจุบันของเผ่ารูเบียสนั้นห่างจากท่านบรรพชนนับหมื่นปี เพียงยุคสมัยสุดท้ายที่บรรพชนยังมีชีวิตท่านปู่ทวดขององค์ราชาสมควรพึ่งเกิดเท่านั้น” อริยะเข็มโลหิตกล่าวขึ้น

             

            “เผ่ารูเบียสข้าแม้จะสืบทอดตำแหน่งผู้นำผ่านทางสายเลือด แต่ในมหาทวีปนี้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ระดับขั้นในการขีดเขียนชะตาสูงกว่า ย่อมเป็นใหญ่เหนือกว่าสายเลือดใด ๆ” อริยะเข็มโลหิตนำเขี้ยวทั้งสองเคาะกันเบา ทำความเคารพถ้ำแห่งนี้ โรนัลและเอวานเองก็ร่วมตาม

             

            “หากสายเลือดที่เป็นราชาของเผ่ามานับสิบรัชสมัยยังคงเป็นสายเลือดเวียเซล สายเลือดหลักจากท่านบรรพชนเอง ทั้งหมดอาจกล่าวได้ว่าเพราะสายเลือดหลักนั้นแข็งแกร่ง หากอีกส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นจากถ้ำหมื่นสีแสนผลึกนี้”

             

            นิทานเอียงคออย่างสงสัย เขานั้นเข้าใจแนวคิดเรื่องที่แม้ราชวงศ์จะสืบทอดผ่านทางสายเลือดแต่หากมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าปรากฏขึ้น ตำแหน่งผู้นำก็มีโอกาสสูงที่จะตกเป็นของคนผู้นั้น

             

            ราชวงศ์ไฟกัลป์อาจพูดได้ว่าใช้รูปแบบนั้น เพียงแต่ความแตกต่างก็คืออาณาจักรไฟกัลป์นั้นถือเป็นมหาอำนาจใหม่ องค์ราชินีก่อตั้งอาณาจักรไฟกัลป์ได้ราว ๆ พันปีเท่านั้น และอายุขัยของผู้ที่อยู่ระดับนั้นยังคงเหลืออีกมาก

             

            ประวัติศาสตร์ของอาณาจักรไฟกัลป์นั้นเทียบกับมหาอำนาจอื่นนั้นสั้นเป็นอย่างยิ่ง แถมระหว่างพันปีที่ก่อตั้งมาเกินกว่าครึ่งคือสงครามกวาดล้าง แม้ประชาชนจะอยู่อย่างสงบสุขในเขตแดนหากชายแดนกลับระอุไปด้วยไฟสงครามตลอดหลายศตวรรษ ไฟกัลป์ถือครองอำนาจแท้จริงหลังจากชนะสงครามเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อนเท่านั้น

             

            เรียกได้ว่าเป็นเพราะความแข็งแกร่งขององค์ราชินีเป็นหลัก ราชอาณาจักรไฟกัลป์จึงสามารถพัฒนาและแข็งแกร่งเกรียงไกรได้ถึงเพียงนี้แม้จะเผชิญกับสงคราม เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวเล่าขานของการพัฒนาขุมอำนาจกลางไฟแห่งสงคราม

             

            และเพราะเหตุนั้น อาณาจักรไฟกัลป์จึงไม่เคยมีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ที่เป็นตัวแทนขององค์ราชินีดูแลความสงบบ้านเมืองเท่านั้น

             

            หากเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาสนั้นต่างออกไป พวกเขาเป็นมหาอำนาจมานับหมื่น ๆ ปี มีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดมานานหลายยุคหลายสมัย เผ่าซือบาสนั้นมีการเปลี่ยนสายเลือดราชวงศ์อยู่บ่อยครั้งเพราะหลายครั้งผู้มีพรสวรรค์สูงสุดมาจากนอกราชวงศ์ เผ่ารูเบียสนั้นต่างออกไป พวกเขาสามารถคงสายเลือดหลักจากบรรพชนไว้ได้

             

            ไม่ใช่ว่าเผ่ารูเบียสไร้ผู้มีพรสวรรค์แต่เป็นเพราะราชวงศ์เวียเซลเป็นผู้มีชัยในทุกครา ยิ่งเป็นยุคสมัยของราชาองค์ปัจจุบันที่แข็งแกร่งเกรียงไกรยิ่งกว่าราชาองค์ใดในอดีตเทียบเคียงได้กับตัวบรรพชนเอง

             

            เรื่องที่น่าตลกยิ่งกว่ายังมี นั่นคือตัวตนระดับนั้นกลับผุดขึ้นมาอย่างมากมายในยุคสมัยนี้ ตัวตนที่เทียบเคียงกับบรรพชนของแต่ละเผ่า ไม่เพียงราชาแห่งเผ่ารูเบียส แม้แต่ราชาแห่งเผ่าซือบาส องค์ราชินีไฟกัลป์ หรือตามคำอ้าง 2ราชาโจรสลัดก็เช่นเดียวกัน

             

            “ถ้ำแห่งนี้คือซากร่างของท่านบรรพชน ท่านบรรพชนของเผ่ารูเบียสเป็นเพียงหินแร่ที่มีชีวิตและปัญญาเท่านั้น เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชั้นล่างสุดในยุคสมัยนั้น” อริยะเข็มโลหิตเริ่มอธิบายต่อ

             

            “เมื่อท่านไต่เต้าผ่านอุปสรรคนานัปการ ขีดเขียนชะตาของตนจนสำเร็จ สลักนามไว้ในกาลเวลา เผ่ารูเบียสจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา”

             

            “ท่านปกครองเผ่ารูเบียสอย่างผาสุกนับพันปี จนกระทั่งสิ้นใจภายใต้เงื้อมมือของคู่แข่งของท่าน ซือบาส และแน่นอนว่าซือบาสก็ตกตายไปพร้อมท่านเช่นกัน เกิดเป็นความเกลียดชังที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ามาจนถึงปัจจุบัน” อริยะเข็มโลหิตถอนหายใจเล็กน้อย โอไรออนได้แต่สะดุ้งเมื่อได้ยินชื่อของเผ่าตน

             

            “ยามท่านสูญสิ้นลง ร่างของท่านกลายเป็นถ้ำแห่งนี้ เกิดเป็นหินแร่ปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกับเผ่ารูเบียส”

             

            “งั้นหมายความว่าเพราะถ้ำนี้มีทรัพยากรมหาศาล ทำให้ราชวงศ์เวียเซลสามารถสร้างสรรค์อัจฉริยะระดับสุดยอดขึ้นมาได้ในทุกยุคทุกสมัยเหรอครับ” นิทานถามขึ้น เขาพอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดราชวงศ์เวียเซลถึงยังเป็นใหญ่ได้จนถึงปัจจุบันแม้จะมีอัจฉริยะปีศาจเพียงใดถือเกิดขึ้นมานอกสายเลือดเวียเซลก็ตาม

             

            เนื่องจากท่านบรรพชนทิ้งสมบัติมหาศาลไว้ให้สายเลือดของเขา เพื่อที่จะได้พัฒนาขึ้นไปและมีพื้นฐานที่เหนือกว่าเผ่ารูเบียสคนอื่น ๆ 

             

            ตระกูลพวกคนรวยนี่เอง เด็กเส้นชัด ๆ นิทานบ่นในใจ หางคิ้วกระตุกน้อย ๆ

             

            “ผิดแล้ว ถ้ำแห่งนี้เป็นทรัพยากรร่วม เผ่ารูเบียสคนใดก็ตามที่ผ่านการทดสอบสามารถได้รับทรัพยากรจากถ้ำทั้งสิ้น” อริยะเข็มโลหิตส่ายหน้า

             

            นิทานเอียงคออย่างมึนงง งั้นถ้ำนี้จะเกี่ยวข้องอย่างไรกับความแข็งแกร่งของราชวงศ์เวียเซล

             

            “เป็นเรื่องของจิตใจเท่านั้น” อริยะเข็มโลหิตกล่าวเสียงเบา

             

            โอไรออนอ้าปากค้าง ส่วนนิทานเพียงขมวดคิ้วเท่านั้น เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าชายชราตรงหน้าพยายามกล่าวสิ่งใด

             

            “ราชวงศ์เวียเซลเติบโตมาโดยที่มีร่างของบรรพชนผู้สร้างพวกเขาอยู่ใกล้ชิดถึงเพียงนี้ บรรพชนยังอนุมัติด้วยองค์เองว่าจะมอบทรัพยากรให้ใครก็ตามที่ผ่านการทดสอบ ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือสนับสนุนสายเลือดของตนเองเป็นพิเศษแต่อย่างใด”

             

            “แล้วเจ้าคิดว่า สายเลือดเวียเซลผู้จองหองจะยินยอมงั้นหรือ? ราวกับบรรพชนที่พวกเขาเคารพนั้นเชื่อใจพวกเขาจนไม่จำเป็นต้องสนับสนุนแต่อย่างใด พวกเขาจะยินยอมให้ความเชื่อใจของท่านบรรพชนสูญเปล่าหรือ?” อริยะเข็มโลหิตเริ่มพูดเสียงดังขึ้น

             

            นิทานนัยน์ตาเบิกกว้าง เขาเริ่มเข้าใจขึ้นมาหน่อยแล้ว

             

            “ทายาทแห่งเวียเซลทุกคนจึงถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์ว่าต้องพิสูจน์ตนแก่ท่านบรรพชน ตอบแทนความเชื่อใจนั้น มุ่งมั่นด้วยความทะเยอทะยานว่าสายเลือดเวียเซลจะไม่อ่อนด้อยกว่าสายเลือดใดก็ตามในเผ่ารูเบียส” อริยะเข็มโลหิตพูดอย่างมุ่งมั่น ดูเหมือนตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในสายเลือดราชวงศ์เวียเซลเช่นกัน

             

            “ดังนั้นการมีอยู่ของถ้ำหมื่นสีแสนผลึกก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อใจของท่านและหน้าที่ของทายาทแห่งเวียเซล!”

             

            โคตรบ้า! ง่าย ๆ งี้เลย? ขอโทษครับที่เสียมารยาท นิทานขอโทษในใจ

             

            ก็คือเหมือนมีบรรพชนอยู่ใกล้ เลยไม่ยอมให้ผิดหวังหรือให้ใครเหนือกว่า พิสูจน์กับท่านว่าสายเลือดเวียเซลยอดเยี่ยมที่สุด นิทานสรุปพร้อมกับแอบเบ้ปากน้อย ๆ

             

            หากพูดตามตรง แม้เขาจะมองว่าเหตุผลนี้ค่อนข้างมัดมือชกไปบ้างหรือดูเป็นความดื้อดึงหัวแข็งสมเป็นเผ่ารูเบียส หากในใจเขาก็ต้องยอมรับว่าเขาค่อนข้างนับถือความซื่อตรงและแข็งแกร่งของจิตใจของสายเลือดเวียเซล

             

            พวกเขาอาจมีหรือไม่มีพรสวรรค์ก็ได้ หากทุกคนเต็มใจยอมฝึกฝนเต็มที่เพื่อไม่ให้สายเลือดอื่นนำหน้าไป เป็นเพียงการดื้อดึงและมุ่งมั่นต่อโชคชะตาเท่านั้น ไม่แปลกเลยหากทุกรุ่นจะเกิดยอดอัจฉริยะที่ทำให้สายเลือดเวียเซลยังคงเป็นใหญ่


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน