เฉินฉี่กลับมาที่เขาแล้ว?
สีหน้าของอวี๋เย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาผุดลุกขึ้นนั่งทันที
เฉินฉี่ย่อมไม่เหมือนไป๋จื่อ นางมาจากหมู่บ้านสกุลไป๋ อย่างน้อยก็ยังเห็นแก่ความเป็บ้านใกล้เรือนเคียง แต่ไอ้ระยำนั่นสันดานดิบเถื่อนอำมหิต
หากมันรู้ว่าเขาถูกขังอยู่ที่นี่ มีหรือจะไม่ฉวยโอกาสลงมือให้หนักกว่าเดิม?
แล้วเื่เผชิญหน้าไต่สวนที่ไป๋จื่อรับปากไว้จะทำอย่างไรต่อ? ถ้าเฉินฉี่ดึงดันไม่ยอมรับผิด ใครจะเอาผิดมันได้?
อวี๋เย่รู้สึกกระวนกระวายใจ
เขารู้ดีว่าสถานการณ์ของตัวเองกำลังย่ำแย่ แต่ไม่นึกเลยว่าวิกฤตจะมาจ่อคอหอยเร็วขนาดนี้
อยากซักไซ้รายละเอียดก็ไม่สะดวกอ้าปากถามกู่ยวี่ ครั้นจะปรึกษาเจียวอิ่ง นางก็พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว
เขาทำได้เพียงเผชิญหน้ากับวิกฤตที่กำลังจะมาถึงด้วยตัวคนเดียว
อวี๋เย่รวบรวมสมาธิ หยิบขวดกระเบื้องสองใบขึ้นมา เทโอสถนับสิบเม็ดกรอกใส่ปากโดยไม่แม้แต่จะมอง ตามด้วยน้ำเปล่าสองสามอึก ก่อนจะลูบท้องแล้วยันตัวลุกขึ้น
การก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่ระดับกลั่นปราณได้ในเวลาอันสั้น สมุนไพรกับโอสถพวกนี้ช่วยชีวิตเขาไว้มาก และสรรพคุณของมันก็รุนแรงกว่าสมุนไพรทั่วไปหลายเท่านัก
อวี๋เย่เดินไปชะโงกหน้ามองลาดเลาที่ปากถ้ำ
ลานหินเบื้องล่างเงียบสงัด ไร้เงาศิษย์เขาเสวียนฮวงแม้แต่คนเดียว
เขาหันไปมองกู่ยวี่ แสร้งทำเป็สงสัย "ทำไมวันนี้ไม่มีใครมาบำเพ็ญเพียรเลยล่ะ?"
"หึ!"
กู่ยวี่นั่งเอนหลังพิงผนังถ้ำบนแท่นหิน เขาส่งเสียงฮึดฮัดเซื่องซึมพลางบ่นอุบ "อย่าว่าแต่ไม่มีใครมาบำเพ็ญเพียรเลย แม้แต่ข้าก็ยังออกไปจากถ้ำมัวหยาไม่ได้"
"อ้อ?"
"ก็เพราะศิษย์พี่เฉินฉี่น่ะสิ สหายที่เขาพามาด้วยเดินกร่างไปทั่วเขาจนคนอื่นไม่พอใจ ศิษย์พี่หญิงไป๋จื่อกลัวจะเกิดเื่ เลยสั่งให้พวกเราหลบหน้าไปก่อน แล้วยังสั่งให้ข้าปิดตายถ้ำมัวหยา ห้ามคนนอกเข้าใกล้ และห้ามข้าก้าวออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว"
"ปิดตายถ้ำมัวหยา?"
"ใช่ ่ครึ่งเดือนจากนี้ ข้าต้องทนอุดอู้อยู่กับเ้าที่นี่แหละ"
"เ้ากับข้าต้องอยู่ด้วยกัน?"
"อ้าว นี่เ้าไม่พอใจรึ?"
อวี๋เย่ส่ายหน้า
กู่ยวี่ล้วงขวดยาสองใบออกจากอกเสื้อมาเขย่าไปมา "ศิษย์พี่หญิงเตรียมโอสถของเ้าไว้ครบแล้ว ข้าเองก็เตรียมโอสถปี้กู่มาสองขวดกันอดตายเหมือนกัน"
ไม่ไกลจากปากถ้ำ มีฟูกรองนอนกับกระบี่ยาวที่เขาพกมาด้วยวางอยู่จริงๆ
อวี๋เย่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดถามไม่ได้ "แล้วตอนนี้เฉินฉี่อยู่ที่ไหน?"
"ได้ยินว่าไปเขาด้านหน้า"
"เขาด้านหน้า?"
"ถ้ำพำนักของท่านอาจารย์"
"แล้วไป๋จื่อล่ะ?"
"ท่านอาจารย์ยังไม่ออกจากด่าน ศิษย์พี่หญิงเลยไปคอยคุ้มกันให้"
กู่ยวี่ตอบรวดเดียวจบ ก่อนจะจ้องด้วยแววตาคาดหวัง "จะไปสนเื่พวกนั้นทำไม เล่าเื่สนุกๆ ตอนเ้าออกล่าสัตว์ให้ข้าฟังดีกว่า..."
อวี๋เย่ตอบเสียงเนือย "ข้าเหนื่อยแล้ว"
กู่ยวี่ถือว่ารู้ความ เขาโบกมือปัด "อืมๆ อาการาเ็เ้ายังไม่หายดี ตามสบายเถอะ!"
อวี๋เย่หันหลังเดินผละไป
เขากลับไปนั่งบนฟูก ใบหน้าที่ซูบเซียวแฝงแววเย็นเยียบขึ้นมาเล็กน้อย
ถ้อยคำสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยคเมื่อครู่ พลันทำให้อวี๋เย่ััได้ถึงวิกฤตการณ์เบื้องหน้าที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น ราวกับพายุร้ายที่ตั้งเค้าเตรียมโหมกระหน่ำ ทว่ามิอาจคาดเดาทิศทางลม
เขาทำได้เพียงปล่อยให้เป็ไปตามเวรตามกรรม นอกเหนือจากนี้แล้วจะทำอะไรได้อีก?
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจระบายความอึดอัด อารมณ์เริ่มสงบลง เขาวางมือประสานไว้หน้าท้อง ปิดเปลือกตาลงครึ่งหนึ่ง รวบรวมสมาธิรักษาความนิ่งสงบ
กู่ยวี่เห็นอวี๋เย่เริ่มโคจรลมปราณก็หัวเราะเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ พอไม่มีคนคุยด้วยก็ชักเบื่อ เขาจึงปูฟูกออกแล้วนั่งขัดสมาธิเงียบๆ บ้าง...
ยอดเขาหลักเสวียนฮวง
บนหน้าผารับแสงตะวัน มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่เช่นกัน ในนั้นมีเฉินฉี่ ไป๋จื่อ และศิษย์เขาเสวียนฮวงอีกแปดคน
นอกจากนี้ยังมีชายวัยกลางคนอีกสี่คน ดูจากหน้าตาและการแต่งกาย ย่อมเป็สหายจากแดนอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย
ใต้หน้าผาชันคือถ้ำแห่งหนึ่ง ปากถ้ำถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจนมองไม่เห็นสภาพภายใน
คนทั้งหมดนั่งล้อมรอบปากถ้ำ ดูผิวเผินเหมือนการชุมนุมของสหายร่วมมรรคา ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึม ทั้งสองฝ่ายแบ่งแยกกันชัดเจน แฝงแววเผชิญหน้ากันกลายๆ
ฝ่ายหนึ่งคือไป๋จื่อกับศิษย์เขาเสวียนฮวงแปดคน พวกเขานั่งคุมปากถ้ำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ส่วนอีกฝ่ายคือสหายต่างถิ่นสี่คนที่มีท่าทีหยิ่งยโสโอหัง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา มีเพียงเฉินฉี่ที่ทำตัวเป็คนกลาง คอยออกหน้าพูดจาเกลี้ยกล่อมทั้งสองฝั่งเป็ระยะ
"ศิษย์น้อง พี่ปู้อี้กับสหายอีกสามท่านตั้งใจมาคารวะท่านอาจารย์ น้ำใจไมตรีนี้ยากจะปฏิเสธนะ!"
"ท่านอาจารย์ยังปิดด่าน ไม่รับแขก" ไป๋จื่อตอบเสียงแข็ง
"ต่อให้ท่านอาจารย์ปิดด่าน พวกเราก็ไม่ควรไล่แขกไปแบบนี้นะ..."
"หึหึ นี่หรือคือวิถีการต้อนรับแขกของเขาเสวียนฮวง? พวกข้าสี่คนอุตส่าห์ดั้นด้นมาเพราะเลื่อมใสชื่อเสียง" ชายคนหนึ่งแค่นเสียง "ถ้าไม่ได้พบท่านอาจารย์ของพวกเ้า ข้าก็ไม่ยอมลงเขาเด็ดขาด ขืนกลับไปแบบนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"
"สหายปู้อี้เป็ถึงยอดฝีมือแห่งฉีโจว ไฉนถึงพูดจาไม่รู้ความ? ท่านพาสหายสามคนบุกขึ้นเขามาตามอำเภอใจ หยามเกียรติศิษย์สำนักเรา พอรู้ว่าท่านอาจารย์ปิดด่าน ก็ยังมาดึงดันรังควานไม่เลิก..." ไป๋จื่อสวนกลับ
"ศิษย์น้องอย่าเพิ่งโมโห พี่ปู้อี้ก็โปรดเห็นใจด้วย!"
เฉินฉี่รีบออกโรงห้ามปราม
วันนี้ไป๋จื่อไม่ได้สวมผ้าปิดหน้า สีหน้าของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ศิษย์เขาเสวียนฮวงแปดคนที่อยู่ด้านหลังต่างมีแววตาคุกรุ่นด้วยความโกรธ
พี่ปู้อี้ที่เฉินฉี่เรียกขาน เป็ชายวัยกลางคนไว้หนวดสั้น สวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ รูปร่างผอมเกร็ง หน้าตาธรรมดา
ส่วนชายวัยกลางคนอีกสามคนแต่งกายเหมือนพรานป่า ทว่าแต่ละคนกลับหน้าตาเหี้ยมเกรียม แววตาดุดันไม่เป็มิตร
เฉินฉี่ยกมือปรามทั้งสองฝ่าย ก่อนจะหันไปทางปู้อี้ "พี่ปู้อี้มาเยือนเขาเสวียนฮวง ดันมาตรงกับ่ท่านอาจารย์ปิดด่านพอดี ช่างไม่บังเอิญเอาเสียเลย พวกข้าเองก็เสียมารยาทไปบ้าง"
"พี่ปู้อี้ลองพักอยู่ที่นี่สักสองสามวันเพื่อรอท่านอาจารย์ออกจากด่านดีหรือไม่? ถ้าไม่เช่นนั้น ข้าคงต้องขอเชิญท่านกับสหายทั้งสามลงเขาไปก่อน"
มันหันไปมองไป๋จื่อ แสร้งทำสีหน้าลำบากใจพร้อมแค่นยิ้ม "เขาเสวียนฮวงของเราแม้จะไม่ใช่ขุนเขายิ่งใหญ่ แต่ก็มีใจกว้างพอจะรับแขก ให้สหายทั้งสี่พักอยู่ที่นี่สักสองสามวันจะเป็ไรไป?"
จากนั้นมันก็หุบรอยยิ้ม ตีหน้าขรึมกล่าวเสียงหนักแน่น "แต่ขอให้สหายทั้งสี่เลิกรังควานศิษย์สำนักเรา ไม่อย่างนั้นข้ากับศิษย์น้องคงยอมไม่ได้แน่!"
ไป๋จื่อร้อนใจ "ศิษย์พี่..."
ปู้อี้พยักหน้า "พูดมีเหตุผล เป็แขกก็ต้องตามใจเ้าบ้าน!"
มันหันไปมองพรรคพวกทั้งสาม "สำนักก็ต้องมีกฎสำนัก พวกข้าเองก็ไม่อยากล่วงเกิน รอท่านหงกูออกจากด่าน ผูกวาสนากันสักหน่อย ได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว พวกข้าก็จะขอตัวลา!"
พรรคพวกของมันทำทีเป็คนรู้ความ หรือไม่ก็เตี๊ยมกันมาดีแล้ว พวกมันประสานเสียงตอบรับ "เอาตามที่สหายเฉินฉี่ว่า!"
เฉินฉี่รีบประสานมือคารวะปลกๆ แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะขยิบตาให้ไป๋จื่อพลางปลอบใจ "มีข้าคอยคุ้มกันอยู่ตรงนี้ทั้งคน เ้าวางใจได้!"
ไป๋จื่ออ้าปากจะเถียง แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ
ห้าวันต่อมา
อวี๋เย่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน
มีเพียงบางครั้งที่ยืดเส้นยืดสาย ยื่นนิ้วจิ้มซ้ายป่ายขวาราวกับกำลังเลียนแบบวิชากระบี่ จากนั้นก็กลืนโอสถลงไปสองสามขวด แล้วโคจรลมปราณต่อไป
กู่ยวี่ยังคงนิสัยอยู่ไม่สุข ไม่ลุกขึ้นมาเตะต่อยฝึกเพลงกระบี่ ก็เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วถ้ำเพื่อฆ่าเวลา อยากหาคนคุยแก้เบื่อแต่ก็ไม่มีใครสนใจ ทว่าเมื่อเขาเดินมาหยุดตรงหน้าอวี๋เย่อีกครั้ง ก็ถึงกับสะดุ้งโหยง
"โอสถหมดแล้ว?"
กล่องไม้ไผ่บนพื้นว่างเปล่า ยาตั้งยี่สิบสามสิบขวดหายเกลี้ยง
"นั่นมันปริมาณยาตั้งครึ่งค่อนเดือนเลยนะ ผ่านไปแค่ห้าวันเ้ากินเรียบเลยเรอะ?"
กู่ยวี่เบิกตาตกตะลึง
อวี๋เย่ยังคงหลุบตาต่ำ ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
กู่ยวี่ยื่นมือไปโบกไปมาตรงหน้าด้วยความงุนงง "นี่เข้าฌานไปแล้ว หรือจงใจเมินข้ากันแน่? เ้าโคจรปราณไม่เป็ด้วยซ้ำ จะเข้าฌานได้ยังไง หรือว่ากินยาเกินขนาดจนธาตุไฟเข้าแทรก? เฮ้ย ตื่นสิ—"
การเดินลมปราณเข้าฌานจนลมหายใจขาดห้วง ร่างกายก่อกำเนิดเป็ฟ้าดินในตัวเอง คือขอบเขตของยอดฝีมือระดับก่อกำเนิด
ทว่ามีเพียงยอดฝีมือระดับที่สูงกว่านั้นเท่านั้นที่จะเข้าฌานต่อเนื่องได้ยาวนาน พรานป่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเขากลับนั่งนิ่งเงียบได้หลายวัน ช่างผิดวิสัยคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
อวี๋เย่ยังคงทำหูทวนลม ไร้การตอบสนองใดๆ
"เอ๊ะ?"
กู่ยวี่คิดจะยื่นมือไปเขย่าตัวอวี๋เย่ให้ตื่น แต่ก็กลัวจะไม่เข้าที
ขณะที่กำลังทำอะไรไม่ถูก จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเย็นเยียบดังขึ้น
"หึหึ มันแกล้งตายอยู่น่ะสิ!"
สิ้นเสียงหัวเราะ ภายในถ้ำก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มอีกคน
ปากถ้ำมัวหยาถูกปิดตายไว้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับฝ่าเข้ามาจากทางปากถ้ำ ทั้งที่ด้านนอกคือหน้าผาสูงชันกว่าสามสิบจั้ง
กู่ยวี่อ้าปากค้าง "ศิษย์พี่เฉินฉี่..."
เป็เฉินฉี่จริงๆ
มันไม่สนใจกู่ยวี่ เอาแต่ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างใจเย็น ก่อนจะแสยะยิ้มผยอง "ถ้าไม่ได้ศิษย์น้องช่วย ข้าคงหาไอ้เด็กนี่ไม่เจอ"
"อวี๋เย่..."
กู่ยวี่เหลียวมอง
อวี๋เย่ยังคงนิ่งเฉย นั่งตัวตรงขึงขังเหมือนเดิม
"ไอ้หนู สุดท้ายแกก็หนีเงื้อมมือข้าไม่พ้น!"
เฉินฉี่ได้ใจ มันเดินดุ่มๆ เข้ามาหา
"ศิษย์พี่หญิงไป๋จื่อสั่งไว้ ห้ามใครทำร้ายอวี๋เย่เด็ดขาด!"
กู่ยวี่ไม่ลืมหน้าที่ รีบกางแขนขวางเอาไว้
"แกจะฟังไป๋จื่อ หรือจะฟังศิษย์พี่อย่างข้า?"
เฉินฉี่ชะงักฝีเท้า สีหน้าเริ่มมีน้ำโห
"ศิษย์พี่หญิงบอกว่านางทำตามคำสั่งท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ก็เป็ศิษย์เหมือนกัน จะกล้าขัดคำสั่ง..."
กู่ยวี่ยังคงดื้อดึง ไม่ยอมถอยให้
คำว่า 'ขัดคำสั่ง' ราวกับไปจี้ใจดำเฉินฉี่
สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนทันควัน มันสะบัดมือตวาดลั่น "ไอ้ไม่เจียมกะลาหัว ไสหัวไปซะ!"
กู่ยวี่ผงะถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าฉายแววหวาดกลัว แต่ก็ยังฝืนยืนบังหน้าอวี๋เย่ไว้ รวบรวมความกล้าอ้อนวอน "ศิษย์พี่ อย่าให้ข้าต้องลำบากใจเลย!"
แต่เฉินฉี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตวัดมือฟาดประกายกระบี่ออกไปทันที!
กู่ยวี่ใจนตาเหลือกค้าง
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ศิษย์พี่ร่วมสำนักที่คุ้นเคยและเคารพรัก จะกล้าลงมือฆ่าคนเพียงเพราะพูดจาไม่เข้าหู
เพียงชั่วพริบตา ประกายกระบี่ก็พุ่งมาถึงหน้า เขาได้แต่ยืนทื่อเป็ไอ้โง่ หมดสิทธิ์หลบเลี่ยงโดยสิ้นเชิง
ในจังหวะที่เขากำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ก็มีมือผลักเขาออกไป ตามด้วยเสียง เคร้ง!
ประกายกระบี่อันเฉียบคมถูกปัดกระเด็นสะท้อนกลับ
กู่ยวี่ถลาไปไกลหลายจั้ง ทรงตัวลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล พอหันขวับไปมองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงอีกรอบ
อวี๋เย่ที่นั่งนิ่งมาตลอด ไม่รู้ว่าลุกขึ้นยืนั้แ่เมื่อไหร่ เขากำลังถอยกรูดไปหลายก้าว แขนกับไม้ไผ่ในมือยังคงสั่นระริก
อวี๋เย่ช่วยเขาไว้?
อวี๋เย่ใช้ไม้ไผ่นั่น รับคมกระบี่ของศิษย์พี่เนี่ยนะ?
ขณะเดียวกัน เฉินฉี่ก็อดอุทานด้วยความประหลาดใจไม่ได้
"เอ๊ะ?"
ไอ้เด็กป่าซอมซ่อที่มันเคยคุ้นหน้า บัดนี้ยืนอยู่ห่างออกไปสามจั้ง ทว่ากลับดูเปลี่ยนไปจนแปลกตา ชุดนักพรตบนร่าง สีหน้าเยือกเย็น แววตาอันสงบนิ่ง กลิ่นอายลมปราณอันยืดยาวและลึกล้ำ ดูไม่ต่างจากยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียร
โดยเฉพาะท่วงท่าที่ถือไม้ไผ่นั่น ดูยังไงก็เป็กระบวนท่ากระบี่ชัดๆ แต่มันไม่มีพลังตบะในร่าง แล้วมันรับกระบี่ของตนได้อย่างไร?
เฉินฉี่หันขวับไปตวาดใส่กู่ยวี่ "ใครสอนวิชากระบี่ให้มัน?"
กู่ยวี่ยังไม่หายขวัญหนีดีฝ่อ "เขาแอบดูทุกวัน แล้วก็ฝึกเองจนบรรลุ..."
ศิษย์สายนอกแห่งเขาเสวียนฮวงผู้นี้ ทั้งน้อยใจทั้งหวาดกลัว เขาทำตามคำสั่งให้มาเฝ้าถ้ำมัวหยา ไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด แต่ศิษย์พี่เฉินฉี่นอกจากจะลงมือกับเขาแล้ว ยังคิดจะฆ่าอวี๋เย่อีก ถึงจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่เขาก็รู้ดีว่าอวี๋เย่กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
"ฝึกวิชากระบี่เอง?"
เฉินฉี่แสยะยิ้มเย้ยหยัน มันสะบัดแขน กระบี่ยาวส่งเสียง วื๊ด! สั่นสะท้าน ปราณกระบี่เปล่งประกายวาบวับ
มันหันไปจ้องอวี๋เย่ด้วยรังสีอำมหิต "ไอ้หนู ข้ารู้ว่าแกลูกไม้เยอะ แต่วันนี้ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก!"
อวี๋เย่ยืนถือไม้ไผ่ เขาไม่ตื่นตระหนก และไม่คิดจะหลบหนีอีกต่อไป
ตลอดห้าวันเต็ม เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียร กลืนโอสถลงท้องไม่หยุดหย่อน ดูดซับปราณิญญาจากยาอย่างตะกละตะกลาม ต่อให้กู่ยวี่จะชวนคุยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ไม่มีเวลาไปสนใจ
แต่ในเสี้ยววินาทีที่เฉินฉี่บุกเข้ามาในถ้ำมัวหยา ััิญญาของเขาก็จับสังเกตได้ทันที จึงแอบเตรียมพร้อมระวังตัว และช่วยกู่ยวี่ไว้ได้ทันหวุดหวิด
ผ่านไปสามสี่เดือน ในที่สุดก็ได้เจอเฉินฉี่อีกครั้ง
ทว่ากลับไม่ได้เผชิญหน้าไต่สวนทวงความยุติธรรมอย่างที่ไป๋จื่อเคยว่าไว้ ไม่มีจุดพลิกผันอย่างที่แอบหวัง มีเพียงการเผชิญหน้าเป็ตาย ไร้ซึ่งหนทางถอยอีกต่อไป...