Pioneer Era

    ตอนที่ 114 ลัซผู้หื่นกระหาย (2)

    ณ บนท้องฟ้ากว้าง ห่างออกไปทางใต้ไม่ไกลจากดินแดนทะเลสาปไข่มุข

    “มีหอคอยผุดขึ้นมาด้วยดอง! ”

    “อยู่ตรงกลางดินแดนทะเลสาปไข่มุขพอดีเลยแฮะ”

    กลุ่มของโฮปที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ดินแดนทะเลสาปไข่มุขเพื่อช่วยเหลือพรรคพวกของพวกเขา ต่างพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล

    พวกเขาขึ้นขี่รถลากที่ผู้กล้าชนเผ่าม้าเตรียมเอาไว้ให้ แล้วเดินทางตัดมาครึ่งทวีปด้วยความรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 8 ชั่วโมง

    จนในที่สุด พวกเขาก็มาถึงริมขอบเขตของดินแดนทะเลสาปไข่มุข

    และสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงหน้าในตอนนี้ คือดินแดนลอยฟ้าที่มีเสาทะเลสาปพุ่งขึ้นไปจรดผืนฟ้ากว้าง กับหอคอยสีขาวผิวเรียบที่สูงทะเลเหนือหมู่เมฆ

    “รู้สึกไม่ดีเลยค่ะ”

    “ปี้…”

    พรุนกับมังกรวารีตัวน้อยลุกขึ้นมานั่งด้วยสภาพที่มีผ้าพันแผลทั่วทั้งตัว



    *กีส! *

    ในตอนนั้นเอง อสรพิษขนาดยักษ์ [เกล-อาบอก] สัตว์พาหนะของพวกเธอก็หยุดวิ่งกระทันหัน

    “เหวอ!? ทำไมอยู่หยุดวิ่งละเจ้าค่ะ! ”

    เอท กระต่ายขนดำที่คอยควบคุมเจ้าเกล-อาบอกอยู่ที่นั่งด้านหน้าบ่นขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

    พวกเธอล้มหัวคว่ำอยู่บนอานนั่งไม้ตัวยาวที่อยู่บนหลัง จนมีลูกซาลาเปาน่ารักขนาดใหญ่ปูดโปนขึ้นบนศรีษะขึ้นมาหนึ่งลูก

    มันเกิดอะไรขึ้น?

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังคิด

    *กิ… กีสสส…*

    “ดูเหมือนว่ามันจะกลัวอะไรสักอย่างอยู่ค่ะ”

    "... ดูท่าจะใช่อย่างที่ท่านพรุนว่าเจ้าค่ะ"



    ในตอนนั้นเอง

    “ทุกคน หมอบลงค่ะ! ”

    ที่ไฮเจนกรีดเสียงดังเตือนทุกคน

    สัญชาตญาณของเผ่ามนุษย์นกในกายของเธอเริ่มกรีดร้อง และจับสัมผัสได้ถึงเงาของยมทูตเหนือดินแดนทะเลสาปไข่มุข

    ซึ่งยมทูตที่ว่านั้น มันไม่รอช้าที่จะลงเคียวสังหารฟันโจมตีใส่ดินแดนลอยฟ้าที่งดงามตรงหน้า



    เสียงปืนใหญ่ดังกระหึ่มกึกก้อง

    โลหะอาบเปลวเพลิงสีแดงวิ่งลากผ่านผืนฟ้ายามรุ่งอรุณ

    โปรยปรายเรียงรายหน้ากระดาน ร่วงหล่นสู่หอคอย กลืนกินทุกสิ่งทุกตารางนิ้ว มิยอมให้ใครหนีรอดออกไปจากดินแดนตรงหน้า

    เปลวเพลิงสีขาวลุกโชน ระเบิดปัดเป่าหมอกควันให้จางหาย

    ป่ากรีดเสียงร้องโหยหวนเจ็บปวด แผ่นดินแตกระแหง สายธารหยุดเคลื่อนไหว

    ทุกสิ่งในดินแดนของทะเลสาปไข่มุขต่างหยุดนิ่งพร้อมเพรียงกัน ราวกับสิ่งมีชีวิตที่หมดลมหายใจ

    หมดลมหายใจ พร้อมกับการร่วงหล่นของดินแดนสู่ผืนปฐพีเบื้องล่าง…



    ***ว่าที่ราชินี [แฟต]

    “อะ… อะไรกันค่ะเนี่ย!?! ”

    สมองของฉันกำลังเริ่มสับสน เพราะว่าสถานการณ์มันวุ่นวายจนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มรับมือเช่นไร

    มันเริ่มจากที่ฉันสั่งให้คุณเยลโล่พาหน่วยบินไปถล่มเพดานถ้ำ

    พอเพดานถ้ำถล่มลงมา ก็มีจระเข้ติดปีกคล้ายค้างคาวจำนวนมากร่วงตามลงมาด้วย

    แถมพวกศัตรูก็ยังเสียหายน้อยกว่าที่คิด เพราะการนำของเจ้ามนุษย์หมาป่าที่ถือดาบพระจันทร์เสี้ยวคนนั้น

    มันรีบชี้ตำแหน่งปลอดภัยให้กับพรรคพวก แล้ววิ่งไปหลบภัยที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว



    หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มสงบ เจ้าพวกจระเข้ติดครีบก็เริ่มคำรามดังลั่น แล้วแผ่หมอกสีชมพูออกมาเป็นจำนวนมาก

    คนที่สัมผัสกับหมอกนั้น จะมีดวงตาเลื่อนลอย น้ำลายเยิ้มไปทั่วปาก แล้วเริ่มแก้ผ้าจับเอาคนข้าง ๆ มาปลุกปล้ำโดยไม่สนเพศ เผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่ความเป็นศัตรู

    โชคดีที่เผ่ายักษ์มีร่างกายต้านทานพิษโดยธรรมชาติ เลยทำให้พวกเขายังมีสติ แล้วใช้พละกำลังผืนบังคับอุ้มพวกที่คลุ้มคลั่งหนีออกมาจากระยะของหมอกสีชมพูที่กำลังแผ่ขยายออกกว้าง

    หลังจากนั้น ก็มีพ่อบ้านวัยชราเผ่ากอลิล่าตัวผ่ายผอมมีกล้ามเข้าทรงได้รูป กับเมดสาวในชุดสีดำที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น กับพรรคพวกของไพไรต์ปรากฏตัวขึ้นที่บนท้องฟ้าเหนือหัวของพวกเรา

    ในตอนนั้น ฉันรู้คำตอบได้ทันที ว่าทำไมถึงมีหอคอยโบราณผุดขึ้นที่นี่

    พวกไพไรต์คงมาที่นี่เพื่อช่วยพวกเรา พร้อมกับพวกลิลลี่กับโฮปสินะ?



    ตอนแรกคิดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นที่เห็นพรรคพวก

    แต่ทว่าเรื่องราวกลับเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม

    “อ๊างงง~ ลูกค้า~ ลูกค้าที่แสนคิดถึง! ช่างน่ายินดี~ ช่างน่ายินดีนัก~ ฉันจะจัดหนัก ให้บริการความสุขแก่ทุกท่านเองค่ะ! ”

    คนที่สวมชุดเมดน้อยชิ้นพูดจาอย่างคลุ้มคลั่ง แล้วบินขึ้นไปยืนเหนือลม ก่อนจะเปิดท่อขับดันบางอย่างนูนออกมาจากแผ่นหลัง แล้วเริ่มโปรยหมอกสีชมพูออกมา

    หมอกสีชมพูเหล่านั้นมีสีที่เข้มน่ากลัวยิ่งกว่าหมอกที่พวกจระเข้ติดปีกค้างคาวปล่อยออกมาเสียอีก

    คนที่สัมผัสกับหมอกเหล่านั้น ต่างคลุ้มคลั่งหนักยิ่งกว่าเดิม

    ไม่เว้นแม้แต่เผ่ายักษ์ ที่ว่ากันว่ามีร่างกายต้านพิษได้ทุกประเภทอีกด้วย

    นั่นมันยากระตุ้นประเภทไหนกันเนี่ย?



    แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยังวุ่นวายสับสนไม่พอ

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง

    สนามแม่เหล็กที่เคยรบกวนสมองของฉัน ได้ฉับพลันหายไป

    แล้วเวลาถัดมา หอคอยที่ตั้งอยู่ข้างหลังก็เริ่มสั่นสะเทือน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปริแตกพร้อมกับการพังทลายลงของหอคอยสูง

    ไม่ใช่แค่หอคอยที่ถล่มลงมา แม้แต่แผ่นดินเองก็ยังร่วงหล่นลงไปด้วย

    ฉันรู้สึกได้ถึงร่างกายที่เบาโหวงชั่วขณะในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง ก่อนจะรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่กำลังดึงพวกเราลงไปข้างล่างพร้อมกับแผ่นดิน

    ฉันเห็นเสาน้ำที่ใจกลางทวีปหยุดไหล แล้วเทกระจาดลงมาสู่เบื้องล่าง

    เห็นลูกเหล็กโลหะคล้ายไข่มุขขนาดใหญ่จำนวนมาก กลิ้งไปตามพื้นดินอย่างน่ากลัว

    เห็นแผ่นดินแตกระแหง พร้อมกับแยกกระจายออกเป็นส่วน ๆ

    ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนพังทลายลงมา ราวกับเป็นภาพของวันสิ้นโลก



    พอทุกอย่างจบลง ฉันก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนเศษซากของแผ่นดินที่ล่มสลาย

    ไม่มีบาดแผล ไม่มีส่วนใดที่บุบสลาย นอกจากศรีษะที่เคยถูกพวกผู้คุมคุกทุบตีเมื่อตอนนั้น

    “... โชคดีชะมัด”

    ใช่ โชคดีมาก…

    ฉันลองแผ่คลื่นสมองของตัวเองออกไป และพบว่าทุกคนรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์

    คุณเยลโล่กับจาวิสเองก็รอดชีวิตมาด้วยเช่นกัน

    มีคนโชคร้ายที่ถูกหินทับตายหรือไม่นั้น ฉันยังไม่รู้ แต่ที่ตรวจสอบอย่างหยาบในตอนนี้ คือยังไม่มีแม้แต่คนเดียว

    “ทำไมถึงระเบิดขึ้นกันได้ละเนี่ย? ว่าแต่พวกคุณลูกค้าไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ!? ”

    ผู้หญิงที่สวมชุดเมดน้อยชิ้น กำลังบินอยู่ใจกลางอากาศด้วยสภาพที่กึ่งโป๊เปลือย

    ทั่วร่างกายของเธอมีท่อขับดันจำนวนมากผุดออกมา พร้อมกับแผ่ไอรังสี สีแดงประหลาดปกคลุมไปทั่วบริเวณ

    เดียวก่อนนะ?

    “... นี่มัน!? ”

    พอฝุ่นควันเริ่มจางหายไป ฉันก็รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเรารอดชีวิตมาได้

    สตรีผมสีคราม ต้นเหตุที่ทำให้ทุกคนบ้าคลั่ง คือผู้ที่ช่วยปกป้องชีวิตของพวกเราทุกคนเอาไว้

    ไอรังสีที่เธอแผ่ออกไปนั้น มันเข้าปกคลุมพื้นที่ในลักษณะทรงโดมคอยปกป้องพวกเราทั้งหมดเอาไว้อยู่

    ส่วนเศษหิน ดิน และหอคอยที่พังทลายลงมา ต่างถูกรังสีทำให้ลอยตัวอยู่เหนือผิวโดมสีแดงข้างนอก

    ด้วยเหตุนี้ พวกเราทุกคนจึงรอดชีวิตมาได้

    เมดสาวคนนั้นเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่นะ?



    “... คนที่ยังมีสติ ช่วยมารวมตัวกันตรงนี้ทีค่ะ”

    ยัยนี่คือศัตรูหรือมิตรนั้น ช่างหัวมันไปก่อน

    ตอนนี้ต้องให้ความสำคัญกับคนของตัวเองก่อนค่ะ

    “นั่นแฟตใช่ไหม! ”

    “... คุณไพไรต์อย่างงั้นหรือคะ? ”

    ฉันหันไปมองที่ต้นเสียงนั้น

    คุณไพไรต์ คุณโนอาร์ กับคุณโทแพซ พวกเขามาช่วยพวกเราจริง ๆ ด้วยสินะ

    ว่าแต่พวกคุณโฮปอยู่ที่ไหนกันละคะ?

    แล้วทำไมคุณโทแพซถึงมีสภาพเช่นนั้นกันละคะ?

    “แฟต---”

    “เรื่องอธิบายเอาไว้ทีหลังดีกว่าค่ะ”

    ฉันหยุดคุณไพไรต์ที่กำลังทำท่าจะอธิบายยืดยาวน่าเบื่อเอาไว้

    เพราะว่ามีคนอีกกลุ่มกำลังเดินเข้ามาใกล้ตอนนี้พอดีค่ะ



    “แก! แสบนักนะ! ”

    “หน่อย! ไอเทพเจ้าระยำ! ”

    บุรุษหมาป่าขนดำกับสตรีกระต่ายขนสีขาว

    คนที่ดูท่าทางแข็งแกร่งสองคนกำลังยืนประจันอยู่ตรงหน้าของพวกเรา พร้อมกับนักรบสีขาวอีกเป็นจำนวนมากที่ยืนอยู่ข้างหลัง

    “เบริล นายยังไม่ตาย!? ”

    “เออสิวะ! นิล! ทำไมเจ้าไพไรต์กับท่านเทพเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่กันฟะ!? ”

    “ฉันไม่รู้ค่ะ แต่ที่รู้คือทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกมันค่ะ! ”

    “ชิ… เทพเจ้าที่ทอดทิ้งพวกเราก็ไม่ใช่เทพเจ้าอีกต่อไปแล้ว! จัดการพวกมันซะ! ตัวประกันอย่างพวกมันไม่ต้องการแขนขาหรอก! ”

    “โอ๊ว! ”



    “สุดท้ายก็มาจบลงตรงนี้หรือเนี่ย... แฟต ฝากดูโทแพซให้ที! ”

    คุณไพไรต์พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มตั้งท่าต่อสู้ด้วยมือเปล่าพร้อมกับคุณโนอาร์

    “... แล้วพวกคุณซุนไกท์กับวานาติไนด์ละคะ? ”

    “เป็นบ้าอยู่ในหมอกกามรมตรงนั้นนะ”

    ฉันมองไปในทิศทางที่คุณไพไรต์ชี้

    ตรงทางขวามือเลยออกไป มีคนบ้าสองคนที่คุ้นตาดี กำลังยืนแก้ผ้าเต้นระบำกลางแจ้งอยู่สองคน

    … พอค่ะ อย่ามองให้เสียสายตาไปมากกว่านี้เลยดีกว่าค่ะ

    จะว่าไป คุณจาวิสเองก็ติดอยู่ในหมอกตรงนั้นกับใครก็ไม่รู้ด้วยสินะคะ?

    ที่จะหวังพึ่งได้ในตอนนี้ เลยมีแค่คุณเยลโล่กับพวกที่บินอยู่เหนือหมอกบนท้องฟ้า กับกลุ่มคนที่ยืนอยู่รอบฉันซึ่งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น

    ข้างหน้าคือกองทัพศัตรู ข้างหลังคือหมอกสีชมพูที่ทำให้คนคลุ้มคลั่ง

    คงหลีกเลี่ยงการปะทะตรง ๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้วละคะ



    การต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้น โดยที่มีหมอกสีชมพูปกคลุมเป็นฉากหลัง

    เสียงของผู้คนที่มักมากในกามรมสอดประสานกับเสียงคำรามของสงคราม

    ศัตรูนั้นมีจำนวนมากกว่า ส่วนฝ่ายของเรานั้นไร้ซึ่งอาวุธโจมตี

    เผ่าภูติที่อยู่ตรงนี้ ก็คงหวังพึ่งอำนาจพลังสังหารไม่ได้เช่นกัน

    เพียงพริบตาเดียว กองทัพของฝ่ายเราก็ถูกพวกนักรบขาวตัดแขนขา พร้อมกับถูกดันตีวงล้อมให้แคบลงจากทุกทิศทาง

    ส่วนคุณไพไรต์กับคุณโนอาร์นั้น พวกเขาต้องรับมือบุรุษหมาป่าขนดำกับสตรีกระต่ายขนสีขาว จึงไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือการปะทะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างนี้ได้

    นี่ฉัน… จะต้องมาตายตรงนี้อย่างงั้นหรือ?

    ถ้าดำดินหนีไปคนเดียวก็คงจะรอด

    แต่ราชินีที่ทอดทิ้งผู้คน จะกลายเป็นราชินีที่ดีในภายหน้าได้หรือเปล่า?

    ฉัน… ไม่รู้ค่ะ



    “เดียวก่อน”

    ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้เห็นคุณบานาติดรวมอยู่ในนี้ด้วยหรอกหรือ?

    บางที… เขาอาจจะจมอยู่ในหมอกแห่งกามรมสีชมพูก็เป็นไปได้ค่ะ

    ถ้าสามารถดึงเขามาอยู่ที่นี่ได้ ก็น่าจะช่วยเป็นกำลังให้กับพวกเราได้เช่นกัน

    “คุณเยลโล่! เห็นคุณ ผอ.บานาจากข้างบนหรือเปล่าคะ? ”

    “หืม!? เห็นอยู่ปิว! เขาอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง แต่ดูเหมือนว่าจะถูกใครไม่รู้สามคนกำลังรุมกอดอยู่นะปิว! ”

    เยี่ยม! ถ้าอย่างงั้นละก็…

    “ทำยังไงก็ได้ ช่วยล่อเขามาตรงนี้ทีค่ะ! ”



    ***สุภาพบุรุษ [เยลโล่ คาร์เนชั่น]

    “ทำยังไงก็ได้ ช่วยล่อเขามาตรงนี้ทีค่ะ! ”

    แล้วจะ… ให้เราทำยังไงกันละครับ! ปิว!

    เราไม่เหมือนคุณลิลลี่ผู้น่ารักและเก่งกาจคนนั้นหรอกนะปิว

    แต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไร ทุกคนคงได้ถูกตัดแขนขาเป็นไอแขนด้วนกันหมดแน่นอนปิว

    แถมไม่รู้ทำไม พอเห็นภาพของผู้คนที่ลุ่มหลงในกามรมใต้หมอกสีชมพูนั้นแล้ว ตัวเราถึงได้รู้สึกโหยหาอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ไม่รู้ปิว

    ราวกับว่าเคยลืมอะไรสักอย่างที่สำคัญมาก ๆ ในอดีตไป---

    “ระวังข้างหลังค่ะคุณเยลโล่! ”



    “!?! ”

    มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก

    มีผู้หญิงแต่งตัวกึ่งโป๊เปลือยมาปรากฏที่ด้านหลังของเรา

    “อุ้ยตาย~ มีคุณลูกค้าสุดน่ารักอยู่ตรงนี้คนหนึ่งด้วยหรือคะ? ”

    เธอเข้ามากอดเราสุดแรง แล้วใช้ภูเขามาชเมลโล่สีเนื้อเบียดเข้ามาที่ใบหน้า



    *ปริ! *



    รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างภายในจิตใจกำลังจะแตกสลาย

    “ว่าแต่พวกคุณลูกค้าจะมาตีกันแบบนี้ไม่ได้นะคะ~ แบบนี้ที่ฉันทุ่มพลังปกป้องเมื่อกี้มันก็ไร้ความหมายนะสิค่ะ~”

    พะ… พูดอะไรของผู้หญิงคนนี้กันนะปิว!

    ว่าแต่นุ่มจัง~

    นี่มัน… ไอความรู้สึกที่โหยหานี้มันคืออะไรกันปิว?



    *แกร๊ก! ”



    “แย่ละสิ ฉันคนเดียวคงรับมือลูกค้านิสัยเสียไม่ไหวแน่ แต่หอคอยก็ดันพังไปแล้ว ร่างสำรองเลยพังพินาศไปพร้อมกันหมดเลย… งั้น… รบกวนคุณลูกค้าเอเลี่ยนผู้น่ารักตรงนี้มาช่วยเป็นลูกมือให้ฉันทีสิค่ะ”

    สตรีผู้มากไปด้วยมาชเมลโล่สุดนุ่มนิ่มเริ่มกอดแน่นรุนแรงมากขึ้น

    แน่นจนร่างกายเล็ก ๆ ของเราจมหายเข้าไปในภูเขาเนื้อของเธอ

    จะ… จะทำอะไรกับผมกันนะปิ้ว!

    ว่าแต่กลิ่นกายหอมจัง



    *แกร๊ก… แกร๊ก! *



    ในตอนนั้นเองที่มีไอหมอกสีชมพูจำนวนมากแผ่ออกมาปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย

    นี่มัน

    อารมณ์…

    อารมณ์บางอย่างกำลังลุกโชน

    “คุณเยลโล่ ตั้งสติเอาไว้นะคะ! ”

    ได้ยินเสียงของแฟตดังมาจากข้างล่าง

    แต่ทว่าเสียงนั้นไม่อาจส่งมาถึงเราได้

    เพราะว่ามันมีบางสิ่งที่สำคัญกว่ากำลังเกิดขึ้นกับเรา



    *เพล๊ง! *



    ใช่แล้ว

    เพราะเรือนร่างกับกลิ่นหอมแสนรัญจวนของสตรีผู้นี้ เลยทำให้เรานึกออก

    นึกออกถึงสิ่งสำคัญที่เคยสูญเสียไป

    นึกออกถึงอดีตที่เคยร่วมมือกระทำกับเหล่าสาวก [ออกซิเจน] กับ [โอโซน]

    นึกออกถึงผลงานโดจินลามกที่เราเคยวาดขึ้นแล้วผลิตออกขายเป็นล่ำเป็นสัน

    นึกออกถึงสันติภาพระหว่างเผ่าที่เกิดขึ้นจากพลังแห่งความลามกและผลงานของเรา

    นักออกถึง [ลัทธิ] ของเรา

    เราไม่ใช่สุภาพบุรุษเยลโล่ผู้เรียบร้อยและอ่อนโยน

    เราคือ…



    “เราคือ [จ้าวแห่งลัทธิมืด เยลโล่ คาร์เนชั่น] ต่างหาก! ”



    บุรุษผู้เชื่อมสัมผัสระหว่างสองทวีปด้วยพลังแห่งกามรมและตัณหา [จ้าวแห่งลัทธิมืด เยลโล่ คาร์เนชั่น] ได้กลับมาแล้ว! ปิว!



    ***ทางด้านมุมมองของแฟต ณ เวลานั้น---

    “... สถานการณ์ยังวุ่นวายไม่พออีกหรือคะเนี่ย? ”

    ---เธอกำลังบ่นอุบกับตัวเองด้วยความรู้สึกเช่นนั้นแล