ตอนที่ 131 รัตนชาติที่เจิดจ้า
“ไพลิน ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นิทานได้รับการยืนยันแล้วว่าบริสุทธิ์ แต่เขาจะค้างที่บาราทรัมสักวันสองวันเพราะตัวดยุคเรนนัสอยากขอบคุณด้วยตนเอง” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสียงเบาจากความว่างเปล่าให้สตรีตรงหน้าที่กำลังช่วยคุณตาคนหนึ่งขนของขึ้นรถม้าด้วยรอยยิ้มได้ยิน
องค์หญิงไพลินชะงักไปเล็กน้อยแล้วจึงเผยรอยยิ้มกว้าง คนนอกย่อมไม่อาจเห็นท่านป้าของเธอได้เธอจึงไม่คิดแสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกไป เธอกำลังช่วยคุณตาคนหนึ่งขนของเพื่อนำไปจัดแผงขายตอนเย็น ลังใส่ผลไม้ในมือของเธอนั้นเต็มไปด้วยกล้วยที่สุกงอมพร้อมรับประทาน
เมื่อเสร็จสิ้นเรียบร้อยเธอจึงนั่งพักผ่อนพร้อมกับร่างของอริยะแปลงเพลิงที่ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า
“แล้วทางฝั่งท่านพี่ล่ะคะ” องค์หญิงไพลินดื่มน้ำอย่างกระหาย เธอปอกกล้วยที่ได้รับมาจากคุณตา
“ไม่มีท่าทีหรือการเคลื่อนไหวใด ๆ สมควรไม่เกี่ยวข้องกับเขา หรือไม่ก็เรายังสืบสวนได้ไม่รัดกุมพอ” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสียงเบา
“ยังวางใจไม่ได้ค่ะ แต่อย่างน้อย ๆ นิทานก็สมควรไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรที่บาราทรัม แต่เพื่อความไม่ประมาท ไพลินติดต่อหน่วยเชื้อไฟแถวนั้นไว้แล้ว ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนิทานก็ยังมีพรรคพวก” ไพลินกล่าว เธอกัดกล้วยลูกโตพร้อมเคี้ยวตุ้ย
อริยะแปลงเพลิงไม่กล่าวอะไร เธอนั้นรับหน้าที่ปกป้องไพลินมานานหลายปีแล้ว เธออยู่เคียงข้างไพลินตั้งแต่เธอยังเยาว์ เธอพบเห็นว่าสตรีตรงหน้าผ่านบททดสอบมามากมายเพียงใด จากหน้าที่จึงค่อย ๆ บังเกิดเป็นความผูกพัน เธอย่อมไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของเธอ ยิ่งในอนาคตอริยะแปลงเพลิงเชื่อมั่นว่าไพลินจะอยู่ในจุดที่สูงเกินกว่าเธอจะจินตนาการ
“เจ้ากังวลเกินไปหรือไม่ เผ่ารูเบียสเป็นเผ่าที่นับถือสัตย์ยิ่งชีพ สมควรเพียงปกป้องจากภัยแอบแฝงก็มากเพียงพอ” อริยะแปลงเพลิงเสนอ เธอคิดว่าเพียงสมบัติ 2ชิ้นที่นิทานมีก็มากเกินพอ
“หากมองเพียงภัยจากภายนอกก็เป็นเช่นนั้นค่ะ แต่ไพลินมิได้เชื่อใจเผ่ารูเบียสถึงเพียงนั้น” องค์หญิงไพลินเช็ดเหงื่อ อีกมือหนึ่งโบกมือรับคำทักทายจากชาวเมืองแถวนั้น
อริยะแปลงเพลิงขมวดคิ้ว เธอแผ่พลังออกรอบด้านเพื่อปิดบังบทสนทนานี้แม้จะไม่มีใครมองเห็นตัวเธอได้ก็ตาม
“ไพลิน ด้วยศักดิ์ฐานะของเจ้าการกล่าวเช่นนั้นมิใช่เรื่องสมควรเลย” อริยะแปลงเพลิงตำหนิ ด้วยตำแหน่งที่พวกเธอถือครองเพียงคำพูดที่แม้จะไม่ทางการก็อาจส่งผลได้มากมายหากเรื่องหลุดออกไป
“ขออภัยค่ะ หากไพลินยังคงยืนยันเช่นเดิม” เธอยิ้มบางเบา ปราศจากสีหน้าสำนึกผิดแต่อย่างใด เมื่อเธอถูกกั้นจากชาวเมืองด้วยปราการเธอจึงกลับมากินกล้วยของเธอต่อ
อริยะแปลงเพลิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เธอยังคงเชื่อมั่นในความคิดของสตรีที่อายุน้อยกว่าเธอหลายสิบปีเช่นเดิม สิ่งที่เธอผ่านมาย่อมหล่อหลอมให้เธอเติบโตทางด้านกระดานการเมือง เธอไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมหญิงสาวตรงหน้า เพียงปกป้องจากภยันตรายทั้งปวงเท่านั้น
ส่วนความรู้สึกหรือปมภายในใจแม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจเยียวยาได้ เพียงหวังว่าเธอจะเลิกดูถูกตัวเองและเชื่อมั่นในอนาคตเพียงเท่านั้น นี่เป็นปัญหาที่เธอรับรู้มาตลอดแต่ก็มิอาจทำอะไรได้ สิ่งแวดล้อมที่เธอเติบโตมาทำให้แม้องค์หญิงไพลินจะชาญฉลาดแต่ก็ถูกดูถูกเมื่อนำไปเทียบกับพี่ชายมากพรสวรรค์ทั้งสอง
องค์หญิงไร้ความสามารถจึงมักเป็นชื่อเล่นของเธอจากหลายฝักฝ่าย ถึงเธอจะดูไม่ทุกข์ร้อนแต่อริยะแปลงเพลิงรู้ดีว่าแท้จริงแล้วภายใต้ภาพลักษณ์อันเข้มแข็งนั้นเปราะบางและดูถูกตัวเองเพียงไร
พักหลังมานี้ดูเหมือนหลาย ๆ อย่างจะเริ่มดีขึ้นหลังจากที่เธอค้นพบคำแห่งพลังคำแรกของตัวเอง ปลดเปลื้อง ที่งานเลี้ยงในครั้งนั้น
หรือต้องบอกว่า ตั้งแต่เธอได้มีเพื่อนที่มองว่าเธอเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
“แม้จะถูกปลูกฝังและเป็นวัฒนธรรมที่ขัดเกลาให้พวกเขาถือในความสัตย์ หากยิ่งเป็นสังคมที่บีบคั้นก็ยิ่งสรรค์สร้างพวกแหกคอกและแตกต่างมากขึ้นเท่านั้น ภายในสังคมเช่นนั้นไพลินเชื่อว่าต้องมีเผ่ารูเบียสมากมายที่ปิดซ่อนความมืดในใจไว้” เธออธิบาย
“เพราะเหตุนั้นเจ้าจึงได้กังวลและเตรียมตัวมากมายถึงเพียงนี้?”
“ค่ะ นิทานเป็นเพื่อนและทรัพยากรบุคคลที่ไม่อาจเสียไปได้ไม่ว่าจะอย่างไร การป้องกันเช่นไรก็ไม่ถือว่ามากเกินไปค่ะ” องค์หญิงไพลินตอบด้วยรอยยิ้ม เธอเก็บเปลือกกล้วยก่อนโยนลงถังขยะอย่างแม่นยำ แม้จะเป็นกิริยาที่ดูไม่สมเป็นเจ้าหญิงนักแต่ในเมื่อมีข่ายปราการอยู่ก็ย่อมไม่มีใครเห็น
“เช่นนั้นเจ้าไม่กังวลเรื่องสถานะของเจ้าบ้างหรือ หากเจ้าเคลื่อนไหวมากถึงเพียงนี้พี่ทั้ง 2 ของเจ้าอาจใช้เรื่องนี้มาโจมตีเจ้าได้ ยิ่งเป็นเรื่องเปราะบางอย่างความสัมพันธ์ระหว่าง 2เผ่าพันธุ์ด้วยแล้ว” อริยะแปลงเพลิงย่นหน้าผากเล็กน้อยกับกริยาไม่สุภาพของไพลินหากเธอก็มิได้พูดอะไร เธอตัดสินใจปล่อยเรื่องเช่นนี้ไปนานแล้ว เมื่อถึงตอนที่จำเป็นต้องรักษามารยาทเธอย่อมรู้ตัวของเธอเอง
อริยะแปลงเพลิงมิได้กังวลเกินความจำเป็น ในช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิ์ชิงตำแหน่งทั้ง 3 ต่างหาพรรคพวกและสร้างชื่อเสียงด้านดีแก่เหล่าประชาชน การเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้อาจเกิดผลลัพธ์ที่ถูกนำมาใช้โจมตีได้ภายหลัง
'องค์หญิงไร้สามารถสร้างความบาดหมางระหว่างเผ่าพันธุ์'
'องค์หญิงไร้พรสวรรค์ทำให้อริยะของเผ่ารูเบียสไม่พอใจด้วยเรื่องเล็กน้อย'
'องค์หญิงแรกเกิดดึงดันใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อสนองเรื่องส่วนบุคคล'
อริยะแปลงเพลิงสามารถคิดถึงวิธีแพร่ข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ที่สร้างขึ้นได้อย่างง่ายดาย แล้วมีหรือที่พี่ชายของไพลินจะมิอาจ
“ก็ให้พวกเขาลองดูค่ะ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าการเกิดก่อนเพียงไม่กี่ปี ระดับขั้นของการขีดเขียนชะตาสูงกว่าเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าไพลินจะต้องด้อยกว่า” นัยน์ตาสีชมพูคู่สวยของไพลินส่องประกายเจิดจรัส
"ยิ่งสงครามประสาทที่ใช้เพียงปัญญาและกำลังคน มิใช่พลังส่วนบุคคลหรือระดับขั้นด้วยแล้ว" เธอหัวเราะบางเบา
อริยะแปลงเพลิงอึ้งไปเล็กน้อย แล้วจึงเผยรอยยิ้มออกมา ทลายปราการปกปิด หายร่างไปราวกับควัน
เติบโตขึ้นมากเลยนะ ช่างเป็นวัยที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน เพียงไม่กี่อาทิตย์ก็เติบโตจนแทบจะหลงลืมความอ่อนแอภายในไปจนหมด ผิดแล้ว ไม่ใช่หลงลืม เธอโอบกอดความอ่อนแอนั้นรวมถึงรักตัวเองมากพอจนสามารถศรัทธาในตนเองเสียมากกว่า อริยะแปลงเพลิงที่พรางร่างอยู่บนฟากฟ้าเผยรอยยิ้มอบอุ่น
เธอเห็นสตรีคนนี้เติบโตจากเด็กหญิงอ่อนแอขี้แยจนกลายเป็นสตรีผู้แข็งแกร่งที่เชื่อมั่นว่าตนจะมีอนาคตที่สดใสและแข็งแกร่งได้ด้วยความสามารถของตัวเธอ
หน้าที่ข้าสมควรเหลือเพียงป้องกันมิให้ความเชื่อมั่นนั้นมากเกินไปจนกลับมาทำร้ายตัวเธอเอง และที่เหลือก็ปล่อยให้เธอขีดเขียนชะตาของตัวเองเถิด ความเยาว์วัยเอ๋ย มิตรภาพสั้น ๆ กลับเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ เธอหรี่ตาลง จับจ้องไปยังราชวังหลักที่ใจกลางเมือง ศัตรูทั้ง 2 ที่มีสายเลือดเช่นเดียวกับเธอนั้นไม่อ่อนแอเลย เธอยังคงต้องปกป้ององค์หญิงไพลินต่อไป
เธอหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตั้งของเมืองบาราทรัม ใบหน้าของชายหนุ่มหน้าใสที่มีสีหน้านิ่งเฉย ขี้รำคาญคน ตัวติดกับหมาป่ายักษ์สีดำจนน่าเป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์กับคน และท่าทางที่ปิดบังหลายสิ่งไว้ภายในปรากฏขึ้นในหัวของเธอ
อัจฉริยะจากเมืองขอบชายแดนกับองค์หญิงผู้ไร้พรสวรรค์งั้นหรือ ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองจะขัดเกลากันและกันจนเปล่งประกายได้ถึงเพียงนี้ ชะตาช่างเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาด เธอยิ้มบาง แล้วจึงหันกลับไปมองสตรีร่างเล็กด้านล่างที่เดินเข้าไปหาคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังกวาดพื้น ในเวลานี้รัตนะชาติดวงนี้กลับส่องประกายเจิดจ้ามากยิ่งกว่าเวลาไหน
———————————————————————————————————————————————————
บรรยากาศของคฤหาสน์ขนาดใหญ่เบื้องหน้านิทานนี้ หากให้เขาพูดด้วยความสัตย์จริง มันช่างดูเหมือนกับคฤหาสน์ผีสิงที่เขาชอบอ่านในหนังสือเมื่อสมัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
คฤหาสน์อันแสนอึมครึม มีเพียงแสงไฟที่ส่องประกายจากคบเพลิงและหินเรืองแสงที่ฝังอยู่ในผนัง ยิ่งการที่คฤหาสน์ถูกขุดขึ้นจากภูเขาทั้งลูก เสริมด้วยเหนือนครบาราทรัมคือนครลอยฟ้าเอเทอรัม แสงที่ส่องลงมาถึงที่นี่จึงน้อยจนน่าสงสาร
สถาปัตยกรรมที่สร้างจากหินแร่และตกแต่งด้วยการสลักรูปปั้นจากศิลานานาชนิดยิ่งสร้างความรู้สึกน่ากลัวให้แก่คฤหาสน์แห่งนี้
หากจะให้พูดจากใจจริงยิ่งขึ้นไปอีก ทหารยามเบื้องหน้าคฤหาสน์รวมถึงคนใช้ล้วนเป็นเผ่ารูเบียสซึ่งก็ขึ้นชื่อด้านหน้าตาที่ดุดัน นัยน์ตาแดงก่ำไร้ดวงตาขาว และสีผิวโทนเข้มพร้อมทั้งเขี้ยวแหลมคมทำให้บรรยากาศโดยรอบดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก
คล้าย ๆ กับนรกที่เคยอ่านเจอในหนังสือเลยแฮะ นิทานบ่นในใจ เขาเคยอ่านวรรณกรรมเรื่องหนึ่งถึงสถานที่ที่เรียกว่านรก เป็นสถานที่ลงทัณฑ์คนบาปหลังเสียชีวิต แม้ตัวเขาจะมองว่าไร้สาระ เหตุใดเขาต้องถูกลงทัณฑ์โดยใครที่ไหนก็ไม่รู้ที่ไม่ได้รู้สถานภาพชีวิตของตนเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับเขาก็เป็นเรื่องราวที่สนุกสนานในวัยเด็ก
ในมหาทวีปแห่งนี้ ที่ที่ใกล้เคียงคงเป็นดินแดนของทีราน เทพแห่งความตาย
อริยะเข็มโลหิตพาพวกเขาผ่านทหารยามนับสิบที่รายล้อม ก้าวเข้าสู่ตัวคฤหาสน์โบราณ เมื่อผ่านประตูใหญ่ ที่เห็นเป็นสิ่งแรกก็คือสวนกว้างที่มีพืชพันธุ์นานาชนิด หากพืชพันธุ์เหล่านี้กลับไม่ได้เป็นสีเขียวสดใสดังทั่วไป เป็นสีเทาหรือดำ ราวกับเขม่าเกาะคลุมทุกพื้นที่
นิทานเห็นดังนั้นจึงพึ่งรู้สึกตัวว่าตั้งแต่เขาเข้าบาราทรัมมา พื้นที่ตัวเมืองจะมีพืชพันธุ์น้อยมาก ต่างกับขอบหลุมและขอบเมืองที่เป็นทั้งภูเขาและพงไพรสีเขียวชอุ่ม
พืชพรรณสีแปลกตาเหล่านี้สมควรเป็นจำนวนน้อยในเมืองนี้ สวนกว้างที่พวกเขาอยู่ยิ่งดูก็ยิ่งแปลกตา ด้วยความที่คฤหาสน์นี้ถูกสร้างขึ้นในภูเขา เบื้องบนหัวจึงไม่ใช่ท้องฟ้าสดใสหากแต่เป็นเพดานสูงภายในภูเขา น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะเพดานที่สูงเหล่านั้นประดับประดาไปด้วยหินแร่มากมายที่ส่องประกายระยิบระยับ ยิ่งมองไกล ๆ แล้วราวกับมองดูดวงดาราบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
ที่ต่างไปคือดวงดาราเหล่านี้ดูใกล้ตัวจนราวกับสามารถกระโดดคว้าได้
คีตามองดวงดาราบนท้องฟ้าอย่างคึกคัก มันชอบดูดาวมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว ตอนกลางคืนเวลาเข้าป่า ช่วงเวลาที่มันชอบที่สุดก็คือการได้นอนเบียดนิทานบนเปล มองดูดวงดาราบนนภาพร่างพรายหมู่ดาว
เพียงเห็นภาพนี้จิตใจของนิทานก็คลายความกังวลไปสิ้น เกิดความผ่อนคลาย โอไรออนทางด้านข้างก็ดูจะตื่นเต้นกับภาพอันสวยงามนี้เช่นกัน
“สวยใช่มั้ยครับ ท่านปู่ชมชอบดวงดารามากจึงได้สร้างคฤหาสน์นี้ไว้ไหนภูเขา เจาะเพดานจนสูง ทั้งหมดก็เพื่อสร้างดาราจำลองภายในสวนแห่งนี้” เสียงของเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่เขาคุ้นเคยดีแม้จะได้ยินไม่บ่อยนักก็ตาม
“นาย!” โอไรออนกล่าวอย่างตื่นเต้น พลางเดินไปตีไหล่ของเด็กชายเผ่ารูเบียสผู้นั้น แม้ช่วงแรกพวกเขาจะแทบไม่ได้คุยกัน แต่ตอนที่ช่วยนิทานหลบหนีพวกเขาก็เกิดมิตรภาพระหว่างกัน
“สบายดีนะ โอไรออน” มีครูสยิ้มบาง เขายังคงเป็นเช่นเดิม พูดน้อย สีหน้านิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์มากนัก
“อื้ม สบายดีสิ! นายล่ะสบายดีใช่มั้ย” โอไรออนหัวเราะอย่างร่าเริง การได้มาเจอเพื่อนที่ต่างถิ่นเช่นนี้ทำให้เขาอบอุ่นในใจ
“สบายดี ขอโทษนะที่ทำให้เรื่องมันยุ่งยากขนาดนี้ พวกนายก็เลยต้องมาถึงที่นี่ ขอโทษนะครับคุณแซฟไฟร์” มีครูสก้มหัวขอโทษอย่างจริงใจ เขาเป็นทายาทเผ่ารูเบียสที่ชัดเจน ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา
“ไม่เป็นไรเลย ๆ พวกเราสนุกมากเลย ใช่มั้ยครับพี่นิทาน” โอไรออนรีบหันหน้ามาหานิทาน เขาคงกังวลว่าพวกตนจะทำให้เพื่อนของเขารู้สึกไม่ดี
“เรื่องเล็ก ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว อีกอย่างเรื่องแบบนี้ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าอยู่แล้ว” นิทานยิ้มตอบ เขาคงไม่อาจปฏิเสธว่าเขาค่อนข้างลำบากพอตัว ต้องเจอคนไม่รู้จักตั้งมากมาย โดนพามายังเมืองใหม่ไม่คุ้นตา สำหรับคนไม่ชอบเข้าสังคมเช่นเขาแล้วถือว่าเหนื่อยพอดู แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กน้อยตรงหน้าลำบากใจ
“อีกอย่าง นิทานก็พอ นายก็น่าจะมีคนบอกแล้วใช่มั้ยว่าฉันปลอมตัวน่ะ ถึงได้มาทักถูกคนขนาดนี้”
“ครับ อริยะเข็มโลหิตแจ้งมาก่อนแล้ว ขอบคุณมากนะครับที่มาพบ” มีครูสยิ้มตอบ แล้วจึงพาพวกเขาเข้าสู่ตัวคฤหาสน์ท่ามกลางเสียงพูดคุยเบิกบานของเด็กชายทั้งสอง
ทหารยามหลายคนต่างมองภาพนี้อย่างแปลกตา แม้พวกเขาจะไม่ได้มีกฎห้ามเผ่าซือบาสเข้านครบาราทรัมแต่การเห็นเด็กจากเผ่ารูเบียสและซือบาสพูดคุยกันอย่างสนิทสนมก็เป็นอะไรที่ไม่สามารถพบเห็นได้บ่อยนัก