เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 94 ไอ้หยา ติดสัดแล้ว!

    ชวีหนานอีและทุกคนออกจากประตูบ้านตระกูลซู ไป๋จื่อชีต้องการจะกล่าวลา ทว่ารอแล้วรอเล่าก็ไม่พบเด็กรับใช้บ้านตระกูลซูจูงม้าของเขาออกมา


    ทันใดนั้นเด็กรับใช้บ้านตระกูลซูวิ่งกระหืดกระหอบมา กล่าวกระซิบกับผู้ดูแลบ้าน  


    สีหน้าผู้ดูแลบ้านเปลี่ยนไปทันที


    เขามองไปทางไป๋จื่อชี ท่าทางเหมือนลังเลที่จะกล่าว 


    ไป๋จื่อชีหมดความอดทนจึงพูด “ท่านผู้ดูแลอยากจะให้ข้าขี่ท่านกลับไปหรือ?” หากไม่นำม้ามา เขาก็จะเอาผู้ดูแลเป็นม้าขี่กลับไปแล้ว 


    “พรูดดด...” ลวี่เยาหัวเราะ


    เส้นเลือดบนหน้าผากของไป๋จื่อชีดีดขึ้นมาหนึ่งเส้น เขามองลวี่เยาด้วยสายตาไม่ดีนัก ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาดูน่าตลกขบขันตรงไหนอีก เหลือบมองไปทางชวีหนานอีและคนอื่น ๆ เห็นทุกคนทำสีหน้าไม่เข้าใจเช่นกัน ก็รู้สึกโล่งอกกับความสามารถในการทำความเข้าใจของตนเอง 


    ถังโยวกระทุ้งเอวลวี่เยา ส่งสัญญาณให้นางมองสีหน้าของไป๋จื่อชี “เจ้าหัวเราะอะไร?” อยากถูกตีอีกหรือไง? 


    ลวี่เยาหัวเราะจนตาปิด ถามกลับเสียงดัง “พวกเจ้าไม่รู้สึกแปลกหรือ? ตอนที่ข้านั่งยอง ๆ อยู่ข้างทาง มักจะได้ยินพวกผู้ชายเท้าเหม็นตะโกนว่ากำลังขี่แม่นางอะไร ๆ นั่นของหอคณิกา แต่ไป๋จื่อชีไม่เพียงขี่ม้า ยังอยากขี่ผู้ดูแลนั่น ลวี่เยาคิดว่าไป๋จื่อชีช่างเก่งกาจ” นางชูนิ้วโป้ง “ช่างสามารถขี่จริงๆ!” 


    “ซี้ด...” ไม่รู้ว่าใครทำเสียงเช่นนั้นออกมา ทุกคนคล้ายกับว่าสูดหายใจไอเย็นตามไปด้วย นี่...เจ้าลูกเสือตัวนี้ ช่างกล้าพูด!  


    นัยน์ตาของไป๋จื่อชีหดเล็กลง หดแล้วหดอีก เขาบอกตนเองให้ใจเย็น ๆ ใจเย็นไว้


    ชวีหนานอียกมือป้องปากไอ เขาไอจริงๆ มิใช่จะกลบเกลื่อนหัวเราะอย่างแน่นอน  


    ฮัวชิงหร่านมองลวี่เยา รู้สึกว่าสาวใช้บ้าผู้นี้ช่างน่าสนใจ อย่างน้อย มิใช่จ้องแต่จะทำลายเขาคนเดียว


    ใบหน้าที่กลั้นจนแดงของถังโยว อยากหัวเราะทั้งรู้สึกไม่ควรหัวเราะ คำพูดสกปรกลามกเช่นนี้ ดอกเบญจมาศลูกสาวคนโตที่ยังมิได้เป็นฝั่งเป็นฝาอย่างนาง ควรฟังไม่เข้าใจถึงจะถูก ใช่ ฟังไม่เข้าใจ 


    หงซิ้วถูกทุกคนมองข้ามไปแล้วอย่างสิ้นเชิง


    ใบหน้าชราของผู้ดูแลที่ถูกทำให้โกรธเปลี่ยนเป็นสีขาว เขายกมือชี้ลวี่เยา ตัวสั่นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าใกล้เป็นลมล้มพับ


    ไป๋จื่อชีสังหารลวี่เยาอย่างเหี้ยมโหดไปแล้วในใจหลายรอบ แต่ในความเป็นจริง ลวี่เยามิได้อยู่ในกำมือของเขา อยากฆ่าอยากเฉือนเป็นชิ้น ๆ ไม่ค่อยสะดวกนัก รสชาติเช่นนี้สำหรับเขาแล้ว แท้จริงเป็นเหมือนปลวกแทะกระดูก เจ็บจนทุกข์ทรมาน!  


    ดังนั้น ไป๋จื่อชีตัดสินใจทำลายชื่อเสียงวีรบุรุษทั้งชีวิตนี้ และทำเรื่องใหญ่ในชีวิตที่ทำให้เขาเจ็บปวดพร้อมกับมีความสุข --- เก็บลวี่เยาเป็นเมียน้อย 


    คิดได้เช่นนี้ ไป๋จื่อชีไม่โกรธไม่ขำ ใจเย็นลงได้ จัดเสื้อผ้าแสดงความเคารพกับถังโยว กล่าว “คุณหนูใหญ่ถัง จื่อชีต้องการจะยอมรับลวี่เยาเป็นเมียน้อย”  


    ทุกคนที่รอไป๋จื่อชีเกรี้ยวกราดต่างล้วนตกตะลึงงงตาค้าง 


    ถังโยวหันมองลวี่เยาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะมองไป๋จื่อชี กล่าวถามด้วยความงุนงง “จะ...เจ้าว่าอะไรนะ?”  


    ไป๋จื่อชีกล่าวเสียงแหบแห้ง “ข้าต้องการรับลวี่เยาเป็นเมียน้อย และขอให้คุณหนูใหญ่ถังสนับสนุนเต็มที่”


    ดวงตาของถังโยวกระตุก ริมฝีปากสั่นระริก กล่าวถามพร้อมตัวสั่นเทา “จะ...เจ้าถูกใจนางตรงไหน?”  


    ไป๋จื่อชีสูดหายใจลึก เหลือบมองลวี่เยาทีหนึ่ง สงบอารมณ์ความรู้สึกกล่าวตอบ “ลวี่เยาไม่เหมือนผู้อื่น ได้ใจข้ายิ่ง” รสชาติเข้มข้นมาก!  


    ฮัวชิงหร่านกัดลิ้น


    ชวีหนานอีมองไปทางฮัวชิงหร่าน เลิกคิ้ว สื่อความคิดผ่านสายตา ‘ไฉนเจ้าบอกว่าข้ากับลวี่เยามีวาสนาต่อกัน?’  


    ฮัวชิงหร่านนิ่งสนิท ยิ้มอ่อน ส่งสัญญาณให้ชวีหนานอีว่าไม่ต้องรีบร้อน


    ชวีหนานอีอยากจะพูดเสียจริงว่า ข้าไม่ได้รีบ ไม่รีบเลยสักนิด


    ผู้ดูแลบ้านคาดไม่ถึง ที่หน้าประตูบ้านตระกูลซูยังสามารถมีเรื่องเช่นนี้ ทว่าเมื่อคนแก่ตัวย่อมเปลี่ยนเป็นเจนจัด เขาจึงเข้าใจดี ไป๋จื่อชีสู่ขอลวี่เยา เกรงว่าต้องการใช้กลอุบายลงโทษสักครา คนอัปลักษณ์ผู้นี้นับว่าโชคดีมาก


    ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างลืมไปว่ายังยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ของบ้านตระกูลซู และคำถามว่าจะอยู่หรือไปของลวี่เยาก่อให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่าง


    ถังโยวลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง นางกลัวไป๋จื่อชีอยู่เล็กน้อย อีกทั้งไม่อยากให้ลวี่เยาได้รับความไม่เป็นธรรม ท้ายที่สุดอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่เป็นนานถึงยอมกล่าวออกมาหนึ่งประโยค “นั่น...ลวี่...ลวี่เยาเป็นสินสอดออกเรือนของข้า เจ้าต้องการขอนาง ต้องสู่ขอข้าก่อน!” พูดจบ ก็มีความมั่นใจขึ้น เมื่ออกตั้ง ก็รู้สึกว่าคุณธรรมของตนพุ่งสูงทันที ดูสิ ดู ๆ เพื่อสาวใช้คนเดียว นางกล้าต่อสู้ประจันหน้ากับอันธพาลแห่งเขตลิ้วเหอ แต่หวังว่าหลังจากท่านพ่อรู้เรื่อง คงไม่ทุบตีนาง


    ไป๋จื่อชีเหล่มองถังโยวคราหนึ่ง หัวเราะ กล่าวตรงไปตรงมา “คุณหนูใหญ่ถังไม่อยากให้ข้ารับลวี่เยาก็พูดตรง ๆ ไม่เป็นไรหรอก เหตุใดต้องลำบากถือตนเป็นตัวกลาง ข่มขู่คน?”  


    ถังโยวโกรธแล้ว! คำกล่าวนี้พูดออกมาอย่างไร้คุณธรรม! นาง...นางเทียบกับลวี่เยาไม่ได้หรือ? ไป๋จื่อชีสามารถรับลวี่เยา เหตุใดไม่สามารถสู่ขอนาง? อย่างน้อยนางมีฐานะร่ำรวย ในใจถังโยวไม่สงบอย่างมากแล้ว  


    ในเวลานี้ ลวี่เยาออกโรง นางเอียงศีรษะซ้ายทีขวาที มองไป๋จื่อชีอยู่เป็นนานไม่พูดไม่จา  


    ไป๋จื่อชีมิรู้ว่านางจะออกอุบายผีบ้าผีบออะไร จึงมองนางด้วยสายตาเย็นชา 


    ในใจของชวีหนานอีไม่ค่อยพอใจ เปิดปากกล่าว “ลวี่เยา เจ้าเอียงศีรษะมองอะไร?” 


    ลวี่เยากล่าว “มองคน แต่ว่า ดูซ้ายทีดูขวาที อย่างไรก็ไม่เห็นว่าไป๋จื่อชีจะคล้ายคน” นางยกมือชี้ไปทางผู้ดูแลบ้าน ตะโกนใส่ไป๋จื่อชี “เจ้าอยากขี่เขา เจ้าก็ไปรับเขาสิ อย่างไรเสียข้าก็ไม่ให้เจ้าเก็บรับ!” เจ้ารุ่นหลานนี่ ใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว เพื่อเล่นงานนาง ก็คิดจะรับกลับไปแล้วลงมือ ยายทวดเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะรับได้! ที่เจ้าสามารถรับได้ มากสุดคือพื้นรองเท้าอันหนึ่ง 


    ผู้ดูแลบ้านที่มองดูความโกลาหล เริ่มมีลางหน้ามืดตามัวเป็นลมอีกรอบ 


    ไป๋จื่อชีเริ่มสำรวจความผิดพลาด ความเกลียดชังของเขาแสดงออกชัดเจนเกินไปใช่ไหม? เขาหลุบตาเล็กน้อย พยายามให้แววตาอ่อนโยนขึ้นอีกนิด แต่พอจะเปิดปาก ลวี่เยาก็แย่งพูด ถามผู้ดูแลบ้าน “เหตุใดเจ้ายังไม่จูงม้าของไป๋จื่อชีมา? อยากจะให้เขาขี่เจ้ากลับบ้าน รับเจ้าหรือไง?” พูดจบ ยังยิ้มไร้เดียงสาอีกด้วย


     ผู้ดูแลตัวสั่นแล้วสั่นอีก พูดไม่ออกอยู่นาน ตาเหลือก หงายหลัง โชคดีเด็กรับใช้มือไวตาไวรับไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นหากศีรษะกระแทกพื้น คงได้โง่เป็นแน่ 


    เด็กรับใช้ร้องเรียกผู้ดูแลบ้านซ้ำ ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ได้สติ จึงกล่าวกับไป๋จื่อชี “ท่านไป๋ ม้าของท่านอยู่ที่หลังสวน มันกำลังติดสัด จูงก็จูงไม่ไป” 


    “พรูดดด...” ครานี้ ที่หัวเราะคือชวีหนานอี


    ไป๋จื่อชีเดิมหน้าขาวสะอาดใส ก็ยิ่งขาวขึ้นราวกับหยก


    ชวีหนานอีกล่าวอย่างตื่นเต้น “ไป ไปดูกัน คงไม่สามารถให้ไป๋เม่าฉายขี่ผู้ดูแลบ้านกลับไปได้ ผู้ดูแลบ้านนี่เป็นคนไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง เป็นลมหมดสติเวลานี้ ชัดเจนว่าไป๋เม่าฉายมิได้อยู่ในสายตาเลย”  


    ไป๋จื่อชีเหล่มองชวีหนานอี เริ่มสนใจในตัวท่านใต้เท้าผู้นี้ขึ้นเรื่อย ๆ ที่ไม่รังเกียจดูความโกลาหล


    ชวีหนานอีเดินนำเข้าบ้านตระกูลซูไปก่อน อาศัยคำแนะนำของเด็กรับใช้ก็เดินตรงไปถึงคอกม้า 


    ฮัวชิงหร่านและคนอื่น ๆ ตามอยู่ด้านหลัง เป็นฝูงชนขบวนใหญ่


    ถังโยวแสร้งทำเป็นจะจากไป รู้สึกไม่ดีหากจะตามเหล่าบุรุษไปมุงดูความคึกคัก ทว่าในใจก็ดั่งแมวข่วน อยากจะเห็นม้าของไป๋จื่อชีติดสัด อีกทั้งไม่อยากห่างจากฮัวชิงหร่าน ดังนั้น นางกัดฟัน กล่าวเสียงดัง “ท่านไป๋ ข้าจะช่วย! ข้าแรงเยอะ สามารถลากม้าที่ติดสัดนั่นออกมา!” 


    ไป๋จื่อชีอยากจะกระทืบหน้าถังโยวยิ่งนัก แต่ใบหน้าของนาง ไม่มีแรงกำลังจะให้เขายกเท้าขึ้นได้จริง ๆ เขาหันไปมองลวี่เยา พยักหน้าหงึก ๆ ในใจ รู้สึกว่าลวี่เยาตรงส่วนไหนก็ดี ไม่ว่าตำแหน่งใดก็ล้วนมีแรงผลักดันให้เขาเกิดความปรารถนาแรงกล้าที่จะทำร้าย  


    ทุกคนมาถึงคอกม้า เห็นเพียงม้าที่กำลังเร่าร้อนฮึกเหิมของไป๋จื่อชี ครู่หนึ่งส่งเสียงฮี้ ๆ สองที ถูไถไปบนร่างของม้าตัวหนึ่ง สักครู่ยกกีบขึ้น โผไปบนร่างของม้าอีกตัว ขยับ ๆ  


    ในคอกม้าคึกคักไม่ธรรมดา ฝูงม้ากระสับกระส่ายไม่สงบ เศษฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นทำให้สำลักจนแต่ละคนไอค่อกไอแค่ก 


    ไป๋จื่อชีแค่นเสียงหึกล่าว “วุ่นวายจริง!” เขาผิวปาก คิดจะระงับการเสพสังวาสของม้า กลับกลายเป็นว่าไม่เกิดผลใด ๆ 


    เขาแม้ว่าสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับรู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่ปกตินัก


    ชวีหนานอีใช้มือปัดฝุ่นที่หน้าจมูก ถามเด็กรับใช้ “พวกเจ้าเหตุใดนำม้าที่ติดสัดมาขังไว้ที่เดียวกัน? นี่มิใช่รอให้เกิดความวุ่นวายหรือ?”  


    เด็กรับใช้มองท่านใต้เท้าแห่งความยุติธรรมด้วยใบหน้าเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่ง กล่าวอย่างซื่อ ๆ ว่า “ใต้เท้าขอรับ ม้าที่ขังอยู่ในคอกนี้ล้วนเป็นตัวผู้ทั้งหมด!”

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน