“อีกไม่กี่วันข้ากับอาเฟิ่งจะครบสิบสองหนาวพี่ว่าเราควรจัดงานเลี้ยงกันสักหน่อยดีหรือไม่?”
“ตามใจเ้าสิ แต่ขอให้จัดในวันหยุดดีกว่าเพราะข้าสงสารอาเฟิ่งยิ่งตัวเล็กๆก็อยากจะให้ได้กินเนื้อย่างดีๆ” ซู้ดด!! ซดน้ำแกงเสียงดัง
เ้าหยางหลงคิดตาม มิใช่ว่าเขามิสงสารอาเฟิ่งใจจริงอยากจะให้นางกลับเข้าวังเสียด้วยซ้ำแต่ติดที่เขารู้จักนิสัยฝาแฝดตนเองดี ว่าถ้านางไม่เป็ฝ่ายที่เอ่ยยอมออกมาเองผู้ใดก็อย่าได้หวังไปสั่งนาง ‘ความใจกล้าก็มีเหนือใครความคิดต่างก็มีเหนือใครและเขาที่เป็พี่ชายก็มักจะยอมน้องไปเสียทุกครั้ง’ “เช่นนั้นข้าจะสั่งให้ฟงอีลงไปซื้อเนื้อมาให้มากหน่อยว่าจะชวนศิษย์พี่ชิงเทียนกับศิษย์พี่มู่เกอมาร่วมด้วยท่านว่าอย่างไร” ศิษย์พี่ทั้งสองกลายเป็คนสนิทของกระท่อมไม้ไผ่มาร่วมปีแล้ว ั้แ่เื่ราวในครั้งนั้นที่ลู่ชิงเทียนเตะอาเฟิ่งจนาเ็ไป ครั้งต่อมาพวกเขาก็ไม่ยินยอมให้เด็กหนุ่มตัวเล็กเข้าร่วมฝึกวรยุทธด้วยกันอีกอาเฟิ่งจึงต้องหันมาฝึกกับอาหว่างเพียงสองคนแน่นอนว่าอาหว่างย่อมต้องออมมือให้ทุกครั้งไปด้วยเพราะพลังลมปราณแข็งกล้ากว่า
“ย่อมดี” เ้าอี้หลิงมิใช่รัชทายาทที่พูดมากซึ่งข้อนี้ทุกคนย่อมรู้ดีแน่นอนว่าั้แ่เดินทางขึ้นเขามาร่ำเรียนที่นี่เพียงสามเดือนเขากลับได้รับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มผู้นำในขั้นสามตอนปลายใกล้จะถึงขั้นสี่ และอีกเพียงไม่กี่เดือนเขาจะต้องเดินทางเข้าป่าดงดิบเพื่อติดตามรุ่นพี่ขั้นสี่ไปฝึกวรยุทธข้างในนั้น..รัชทายาทในวัยสิบสามเกือบจะสิบสี่หนาวแล้วความหวาดกลัวไม่เคยมีอยู่ในตัวเขาเหมือนดังคำสอนของท่านแม่ฮองเฮาหวังป๋อหลิงว่า‘หากเ้าหวาดกลัวเ้าจะมิมีทางแข็งแกร่ง..ศัตรูใดมิได้น่ากลัวเท่าจิตใจของเ้าถ้าหากใจสู้แต่ร่างกายไม่ไหวจงใช้สมองให้เป็อย่าทำให้ความกลัวมาบังคับจิตใจเ้าได้คนฉลาดและมิหวาดกลัวมีพลังลมปราณขั้นสองยังสามารถเอาชนะคนที่มีพลังขั้นห้าได้นะเผื่อเ้าไม่รู้..จงแข็งแกร่งและมีสมองที่หลักแหลม การคิดมากกว่าผู้อื่นมิได้หมายความว่าเ้านั้นโง่อี้หลิง'
-------+---+++-+++++
วันหยุดพัก
“วันนี้มีงานเลี้ยงเช่นนั้นรึพวกเ้าถึงได้ย่างเนื้อกันเช่นนี้” ลู่ชิงเทียนเดินทางมาพร้อมกับตั้งมู่เกอ ‘คนชอบพูดก็ยังคงพูดไม่หยุดเช่นนั้น’ เ้าหยางหลงมีสีหน้าเบื่อหน่ายกับศิษย์พี่ผู้นี้ทุกครั้งไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งรู้จักคุ้นเคยเขายิ่งพูดไม่หยุดแม้แต่เื่ใบไม้ใบหญ้า
“เป็เช่นนั้น วันนี้คือวันเกิดของข้าและเฟิ่ง..เอ้อ!! ของข้าคนเดียว”
“อะไรของเ้า” ลู่ชิงเทียนเดินไปย่างเนื้อใกลๆกับเด็กหนุ่มตัวเล็กหน้าบาก ที่นับวันก็ยิ่งจะตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ ปั่บ!!! มือแกร่งเกาะบ่าของอาเฟิ่งจนเ้าตัวใขยับถอยหนีพร้อมกับร้องโวยวาย
“อย่ามาจับข้า!!!” อาเฟิ่งทำหน้าโมโหเดินหนีไปอีกฝั่ง
“อะไรของเ้ากัน เ้าเด็กหน้าบาก!! ถอยหนีข้าดังเช่นข้าเป็โรคร้าย” ลู่ชิงเทียนหัวเสีย
“ใครใช้ให้ท่านมาจับตัวข้าข้ามิชอบ ข้าให้พี่หยางหลงจับได้ผู้เดียว”
“ฮึ..เ้าอัปลักษณ์” ฉ่าๆ ฉ่าๆ ส่ายหัวแล้วย่างเนื้อบนตะแกรงอย่างรำคาญ “ทำตัวเฉกเช่นสตรี”
อาเฟิ่งเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟันกระแทกเนื้อบนเตาย่างจนกระเด็นกระดอน ฟั่บ!! ฟั่บ!! เศษเนื้อกระเด็นกระดอนโดนคนด้านหน้า
“โอ๊ะ!! ร้อน ซี้ดดด” ชิงเทียนสลัดมือไปมา มองอาเฟิ่งแล่บลิ้นปลิ้นตาใส่เขา “หน็อยย เ้าบ้า!! ถ้าวันนี้ข้าตีเ้าไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าศิษย์พี่!!” ฟุ่บ!!! ะโขึ้นสูงข้ามไปคว้าตัวอาเฟิ่งที่รีบะโถอยหลังออกไปพริ้วตัวขึ้นบนหลังคากระท่อมไม้ไผ่
เสียงพริ้วกายตามล่าและหลบหนีดังไปทั่วบริเวณป่าไผ่เ้าหยางหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองเตาย่างที่เละเทะไปหมดอย่างท้อใจ ศิษย์พี่ตั้งมู่เกอและอาหว่างจึงเดินเข้าไปจัดการย่างใหม่ มิเช่นนั้นวันนี้ก็คงจะมิได้กินกัน เ้าอี้หลิงจิบชามองไปบนเงาไม้ตามติดญาติผู้น้องที่มีวรยุทธด้อยกว่า ‘แต่นางมากเล่ห์’ และมิเคยเกรงกลัวสิ่งใดสักนิดช่างน่าเสียดายที่นางมิใช่บุรุษ เสียงพร่ำบ่นโวยวายดังออกมาจากชิงเทียนไม่ขาดสาย
ฟิ้ว!!! ฟุ่บ!! ลู่ชิงเทียนเหยียบปลายไม้ไผ่ถลาตัวคว้าอาเฟิ่ง พึ่บ!!! “555เ้าเสร็จแน่อาเฟิ่ง” มือใหญ่คว้าเสื้อได้จากด้านหลังทำให้คนที่รู้ว่าสู้มิได้ต้องหยุดหนีก่อนจะค่อยๆหันหน้ามา
“ท่านจะตีข้าได้ลงหรือ..ศิษย์พี่~~” เด็กหน้าบากน้ำตาคลอหน่วยฉ่ำน้ำดวงตากลมโตสดใสคล้ายมีแรงดึงดูด กลิ่นหอมจากกาย ‘เด็กหนุ่ม?’
ลู่ชิงเทียนชะงักงันอยู่บนนั้นเพียงครึ่งจิบชา…เ้าอี้หลิงหัวเราะในลำคอแ่เบา ‘หึ’
ผัวะ!!! อาเฟิ่งชกไปที่เบ้าตาคนที่จับเขาไว้ครึ่งแรง
“โอ๊ย!!!!” ลู่ชิงเทียนปล่อยมือและกุมเบ้าตาตัวเองที่เขารู้ว่ามันจะบวมช้ำอย่างไม่ต้องสงสัย
อาเฟิ่งถอยหนีออกมาทันทีอย่างมิต้องให้ใครมาบอก พร้อมกับมายืนแอบหลังเ้าหยางหลงกอดเอวพี่ชายแท้ๆของตัวเองแน่น ตากลมแอบมองคนโมโหที่กุมเบ้าตาตัวเองะโลงมา
“เ้าเด็กบ้าอาเฟิ่ง!!! อย่ามาทำเป็หลบหนีเ้าขี้ขลาดออกมานะ”
“ขี้ขลาดรึ!!” เผยตัวออกมาจากด้านหลัง “ท่านก็รู้ว่าข้ากำลังด้อยกว่าตัวก็เล็กกว่าท่านยังจะหาเื่ข้าได้อีกวันนี้ท่านพ่ายแพ้แก่ข้ายังจะมีหน้ามากล่าวหาว่าข้าขี้ขลาด”
“ข้ามิได้พ่ายแพ้เ้าหากเ้ามิใช้เล่ห์เหลี่ยมแสนทุเรศนั่น”
“ทุเรศแล้วเป็เช่นไร!!! พ่ายแพ้ก็จงยอมรับหาใช่มากล่าวคำเช่นนี้นี่รึจะเรียกว่าเป็บุรุษ!!”
“หึ่ย!! เ้าหมาลอบกัด”
“หน็อย!!! อาเฟิ่งหยิบก้อนหินขึ้นมาปาใส่คนปากพล่อย ปั่ก!!!
“โอ๊ะ!!” ลู่ชิงเทียนะโหลบ
“นี่หาใช่ลอบกัดแต่ข้าทำซึ่งๆหน้าเมื่อครู่ที่ชกก็หาได้ลอบกัด!! ทดแทนกับวันที่พี่เตะข้า ถือว่าเราหายกันอย่าได้พูดให้มากความเฉกเช่นสตรี!!!”
“เ้าบ้า!!” ลู่ชิงเทียนกุมเบ้าตาซ้ายที่ถูกชก..ตอนนี้ปวดตุบๆและลืมไม่ขึ้นแต่..กลิ่นหอมนั้นยังติดปลายจมูก ‘ดอกโม่ลี่ฮวา’ กลิ่นของสตรี
---++++-----+++++++++
การดื่มน้ำหวานและย่างเนื้อยังคงดำเนินไปจนถึงยามอิ่ว (18.30) ทั้งห้าคนพุดคุยกันเื่สัพเพเหระและพุดคุยถึงเื่ที่ลู่ชิงเทียน ตั้งมู่เกอ เ้าอี้หลิงจะต้องเข้าร่วมเดินทางฝึกวรยุทธ์ในป่าดงดิบเป็เวลาห้าวันห้ามผู้ติดตามหรือองครักษ์เข้าไปด้านในร่วมด้วยทั้งสิ้น
“พี่ต้องระวังตัวด้วยนะพี่อี้หลิงข้าเป็ห่วงท่าน” อาเฟิ่งกล่าวคำห่วงใยให้แก่ญาติผู้พี่ ‘เขาเป็รัชทายาท’
“พี่ย่อมระวังตัว เ้าอย่าได้ห่วงเจ็บมากก็แค่แข้งขาหัก” คีบเนื้อเข้าปากกรุบกรับ หน้าตาเฉยชา
“แข้งขาหักก็ไม่ได้หากพบเจออันตรายให้ดึงศิษย์พี่ชิงเทียนมาบังตัวไว้”
เด็กหนุ่มผู้ปิดตาหนึ่งข้างหันมองผู้พูดเขม็ง “เ้าช่างกล้ากล่าวเื่น่าละอายนะอาเฟิ่ง!!”
“น่าละอายอันใด” หากพี่ชิงเทียนรู้ว่าสหายตนเป็ถึงรัชทายาทแน่นอนว่าพี่จะต้องทำดังเช่นที่ข้ากล่าว 'อาเฟิ่งคิด'
“อย่ากล่าวเช่นนั้นอาเฟิ่งพี่จะมิยอมหลบหลังผู้ใดเ้าก็รู้” คำพูดนี้ระงับการต่อล้อต่อเถียงกันได้ดี “รอไว้พวกเ้าได้เข้าป่าเช่นพี่ก็ให้ระวังตัวเองให้มากเพียงแค่ห้าวันยามพี่กลับออกมาจะเล่าให้พวกเ้าฟังดีหรือไม่”
“ย่อมดี” อาเฟิ่งยิ้มกว้างจนรอยบาปยับย่น
“เหอะ!! เ้าเด็กต้วนซิ่วจอมหลายใจ” ลู่ชิงเทียนยังคงเหน็บแหนมและมองเขม่นกันไปเขม่นกันมาตลอดเวลาการย่างเนื้อ มิมีผู้ใดรู้ว่าเหตุใดทั้งคู่ถึงได้ชอบทะเลาะกันยิ่งนัก..
“หึ..ข้าเลือก” ต้วนซิ่วหลายใจพูดลอยหน้าลอยตาคีบเนื้อย่างกินอย่างสบายใจกอดแขนหยางหลงที อี้หลิงที สร้างความหมั่นไส้ให้ลู่ชิงเทียนยิ่งนัก
'ข้าจะรอดูบุรุษของต้วนซิ่วหน้าบากเช่นเ้าในภายหน้าว่ามันจะมีกี่คน..หึ'