มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 131 งานคัดเลือกผู้นำตระกูล

            ส่วนเยี่ยนฟางนั้นความงดงามใสซื่อบริสุทธิ์ดุจโกสุมยากจะมีใดกล้ำกรายเป็นที่ร่ำลือมานานในตระกูลกัง ก่อนหน้านี้เยี่ยนฟางเฝ้ารอคอยการกลับมาของกังหลงจึงอยู่เพียงด้านนอกของลานประลอง มิเคยย่างกรายเข้ามาในเขตลานประลองนี้แม้แต่ครั้งเดียวเป็นเหตุให้มิมีผู้ใดสังเกตุพบเห็นนางมาก่อน


            ยามนี้เมื่อสตรีเยาว์วัยทั้งสามได้มาอยู่รวมกัน ช่างรวบรวมความงดงามบริสุทธิ์ทุก ๆ ประการของสตรีที่พึงมีมารวมไว้ที่คนทั้งสาม ไว้เกือบหมดสิ้น จนผู้คนที่พบเห็นต่างจ้องมองจนปากอ้าตาค้าง บางคนถึงกับน้ำลายไหลหยดย้อย แมลงวันบินเข้าปากก็ยังมิรู้สึกตัว ผู้คนของตระกูลกังนั้นเคยต่างพบเจอเยี่ยนฟางมาบ่อยครั้ง ดังนั้นความงดงามของเยี่ยนฟางจึงมิเป็นที่ตื่นตะลึงเช่นแขกอื่นที่มิใช่คนของตระกูลกัง

     

            แต่บัดนี้มาพบความงดงามของสตรีแปลกหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีกสองนาง สิ่งนี้กลับทำให้ทุกผู้คนถึงกับตะลึงงันเป็นใบ้ไปชั่วขณะ นี่เป็นความงดงามของอิสตรีที่ยากจะพบพานในดินแดนนี้ก็ว่าได้ วงหน้างดงามสวยซึ้ง ดวงตาใสกระจ่าง คิ้วเรียวโค้ง ทรวดทรงองค์เอวบอบบางอ้อนแอ้นรวมทุกอย่างงามพิลาสล้ำยากจะบรรยาย และแล้วเสียงสดใสอย่างยินดีดุจระฆังเงินได้ดังขึ้นฉุดกระชากทั้งมวลออกจากสภาวะตะลึงงัน หลายคนถอนหายใจหอบถี่ หลายคนก้มหน้าด้วยความละอายที่สูญเสียกริยาไปชั่วขณะ


            "ท่านพ่อ..ท่านแม่..พี่กังกลับมาแล้ว..พวกท่านเห็นรึไม่..!!"


            "โอ..ลูกแม่..มานี่ มานั่งใกล้พ่อเจ้านี่..พ่อเจ้าเป็นห่วงเจ้ามาก ถึงแม้จะไม่ได้พูดจาอะไรแต่ก็เดินวนไปเดินวนมาจนแม่ปวดหัวแทบทุกวัน ..นึกว่าเจ้าจะกลับมาไม่ทันการแข่งขันครานี้ซะแล้ว..มา มา มานั่งใกล้พ่อเจ้า..เอ๊ะ..!! แล้วทารกหญิงงดงามทั้งสองนี้เป็นผู้ใดกัน หรือออกไปเพียงหกเดือนเจ้าตัวเลวถึงกับหาสะใภ้มาฝากแม่แล้ว ?"


            ฟางเหม่ยและกังหยางก่อนนี้หน้าเคร่งเครียดนั่งหันหน้าปรึกษาเรื่องสำคัญกันยังตำแหน่งเวทีฝั่งตะวันออก อันเป็นที่นั่งของผู้นำตระกูลกัง คล้ายมิได้สังเกตุถึงเหตุการที่เกิดขึ้น เมื่อได้ยินเสียงบุตรสาว ทั้งสองหันได้ไปมองทางเสียงเรียก


            เมื่อพบเห็นกังหลง ฟางเหม่ยแย้มยิ้มอย่างยินดีพูดพร่ำด้วยความห่วงใยต่อบุตรชาย ครั้นเมื่อมองเลยไปด้านหลังบุตรชายกลับพบเห็นสตรีงามเยาว์วัยถึงสองคนจึงกล่าวด้วยความยิ้มแย้ม พร้อมมองไปทางบุตรชายด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง กังหลงและสตรีทั้งสองที่ถูกกล่าวถึงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์มีอาการเขินอายปรากฎประกายแดงระเรื่อขึ้นบนผิวแก้มของทั้งสองจนน่าชมดูยิ่ง ทั้งสองน้อมกายคารวะทำความเคารพสามีภรรยาทั้งสองอย่างชดช้อย


            "ท่านพ่อ..ท่านแม่..นี่แม่นางเหมี่ยวเซี๊ยะ และแม่นางหยางเสี่ยวเอ๋อร์ ต่างเป็นสหายของข้า"


            "คารวะท่านลุงท่านป้า ผู้หลานนาม เหมี่ยวเซี๊ยะเป็นผู้ติดตามของคุณชายกังหลง..!!"

     

            "คารวะท่านลุงท่านป้า ผู้หลานนาม หยางเสี่ยวเอ๋อร์ เป็นบุตรีของผู้นำตระกูลหยาง หยางไป่หู่ ท่านพ่อฝากให้ผู้หลานมากราบคารวะเยี่ยมเยียนท่านลุงและท่านป้า ตอนนี้ท่านพ่อมีภาระกิจของตระกูลต้องจัดการจึงมิอาจมาเยี่ยมเยียนท่านทั้งสองด้วยตนเองได้"


            "อา..!!..ตระกูลหยาง ตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเรา หรือจะเป็นบุตรีอัจฉริยะของผู้นำตระกูลหยางที่ร่ำลือกัน..!!"


            "โอ..!! .บุตรตรีของผู้นำตระกูลหยาง...ช่างสวยงามและร่ำลือว่าพลังฝีมือเลิศล้ำนัก"


            คำว่าบุตรสาวของผู้นำตระกูลหยาง ได้สร้างความตระหนกวุ่นวายขึ้นทั่วลานประลองในทันที หลายคนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ต่างอุทานออกมา สิ้นเสียงอุมานทุกคนต่างพุ่งสายตาจ้องมองไปยังสตรีงามเยาว์วัยที่บอกว่าตนเป็นบุตรีของผู้นำตระกูลหยาง

     

            ตระกูลหยางนั้นเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเนตรอสูรย่อมมิมีใครในเมืองเนตรอสูรที่มิเคยได้ยินกิตติศัพท์ ทั้งด้านทรัพยากร ด้านความแข็งแกร่งที่มีเหนือล้ำกว่าตระกูลอื่น ๆ ภายในเมืองเนตรอสูร หลายคนได้ทราบข่าวคราวมาว่าผู้นำตระกูลหยางมีบุตรีอัจฉริยะหัวแก้วหัวแหวนที่มากความสามารถผู้หนึ่ง

     

            ก่อนนี้ด้วยอายุเพียงสิบปีก็มีปราณยุทธสูงถึงปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นต้นแล้วนี่ก็ผ่านมาถึงเกือบหกปีแล้วมิทราบอัจฉริยะสตรีผู้นี้จะพัฒนาพลังฝีมือไปถึงระดับใดแล้ว ทั้งหลายต่างมิคาดคิดว่าบุตรชายขยะของผู้นำตระกูลกังจะไปมีไมตรีรู้จักกับอัจฉริยะสตรีเยาว์วัยของตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองเนตรอสูรได้ หลายคนจึงต่างอิจฉาในวาสนาของผู้ที่ได้ชื่อว่าขยะของตระกูลกังเป็นยิ่งนัก กังหยางแม้จะเคยได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้มาแต่มิได้สนใจอันใดเนื่องด้วยมีความเจียมตัวในสถานะอันตกต่ำปัจจุบันของตระกูล เพียงหัวเราะและกล่าวขึ้นในฐานะผู้อาวุโสทักทายผู้เยาว์      


            "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ที่แท้เป็นสหายของกังยี้ มา มา มานั่งก่อน เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกันภายหลัง ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาของการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผุู้นำตะกูลแล้วหลังจากจบการต่อสู้แลกเปลี่ยนฝีมือเพื่อแสดงให้แขกเหรื่อและผู้ชมได้ดูคู่กั้นเวลา การแข่งขันก็จะเริ่มแล้ว"


            "กังยี้หากเจ้าเปลี่ยนใจมิลงแข่งขันครานี้ พ่อก็มิตำหนิว่าเจ้า เจ้าดูระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมานี้ บุตรหลานของผู้อาวุโสทั้งสามต่างยกระดับพลังฝีมือขึ้นไปจากเดิมทั้งสิ้น กังหลางจากระดับยุทธปราณขุนพลระดับสามขั้นกลางพัฒนามาเป็นปราณขุนพลระดับสี่ขั้นสุด กังหลิวจากระดับยุทธปราณขุนพลระดับสามขั้นสุดพัฒนามาเป็นปราณขุนพลระดับห้าขั้นต้น กังเหยาจากระดับยุทธปราณขุนพลระดับสี่ขั้นต้นพัฒนามาเป็นปราณขุนพลระดับห้าขั้นสุด"


            เยี่ยนฟางได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียงกล่าวขึ้นพร้อมมองไปยังฝั่งตรงข้ามของลานประลอง ปัจจุบันเยี่ยนฟางมีระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด เพราะหลังจากได้รับโอสถส่วนหนึ่งจากกังหลงเมื่อหกเดือนก่อน ด้วยฤทธิ์ของโอสถจึงทำให้ความรุดหน้ารวดเร็วยิ่ง หากแม้นครานี้นางมีคุณสมบัติลงแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ กังหยางก็จะได้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปอีกเป็นแน่แท้


            "เฮอะ..หากข้ามีคุณสมบัติเข้าร่วมแข่งขันได้ พวกประดานี้มิอาจได้ตำแหน่งดังที่หมายหรอก..!!"


             เสียงนี้ดังจนผู้คนทั้งสนามต่างได้ยินกันชัดเจน จนหลายคนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ  แต่ความเป็นจริงก็ยังมิอาจปฏิเสธได้ เพราะหากแม้นไม่มีกฎของตระกูลที่ห้ามมิให้สตรีขึ้นแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล ด้วยความสามารถของเยี่ยนฟางในปัจจุบัน คงยากที่จะหารุ่นเยาว์คนใดในตระกูลและแม้แต่ตระกูลใกล้เคียงที่จะสามารถเทียบเทียมได้ จึงน่าเสียดายที่บุตรอัจฉริยะของกังหยางกลับเป็นเยี่ยนฟางแทนที่จะเป็นกังหลง


            กังหยางนั้นมิได้สนใจกับคำพูดของบุตรสาว เพียงสนใจมองสำรวจดูกังหลง ซึ่งแม้ผ่านกาลเวลาไปถึงหกเดือนเช่นกัน กลับเพียงพบเห็นว่าระดับยุทธยังหยุดอยู่ที่เดิม ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดมิมีอันใดเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย..!! จึงกล่าวด้วยความห่วงใย  


            "กังยี้เจ้าไตร่ตรองให้รอบคอบ บิดาชราภาพแล้วมิได้ยึดติดกับชื่อเสียงและตำแหน่งเหล่านี้ เจ้ามิต้องลำบากใจไป"

            ผู้อาวุโสหนึ่ง กำลังมองกังหลางบุตรของตัวเองด้วยรอยยิ้มกริ่ม ผู้อาวุโสสองหันไปมองกังหลิวและหัวเราะหึ ๆ อย่างลำพอง ผู้อาวุโสสามหันไปมองกังเหยาหลานชายแล้วเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ บุรุษเยาว์วัยทั้งหลายเมื่อมองเห็นกังหลงต่างพากันมองมองด้วยสีหน้าเหยียดหยามเพียงชั่วครู่ก็หันไปเหม่อมองยังสตรีเยาว์วัยทั้งสามด้วยสายตาอันลุ่มหลง

    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน