ความจริงที่เพิ่งได้รับฟังเปรียบเสมือนคลื่นั์ที่ถาโถมเข้าใส่โขดหิน มันซัดทำลายโลกใบเดิมของคำอินทร์จนแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี แต่ในขณะเดียวกัน โขดหินที่ชื่อ "คำอินทร์" กลับยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้ ไม่ได้ถูกคลื่นนั้นซัดจนล่มสลายหายไป
ความโศกเศร้าและความสับสนยังคงท่วมท้นอยู่ในใจ แต่ลึกลงไปกว่านั้น...เมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจได้เริ่มหยั่งรากลงแล้ว
บัดนี้เขารู้แล้วว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกผูกพันกับผืนป่าและแผ่นดินนี้อย่างประหลาด...เพราะ "แก่นอาคมแผ่นดิน" ที่สถิตอยู่ในกายเขาคือจิติญญาของแผ่นดินนั่นเอง
เขารู้แล้วว่าเหตุใดหลวงปู่จึงเข้มงวดกับการฝึกสมาธิและควบคุมจิตใจของเขามาโดยตลอด...เพราะท่านกำลังเตรียม "ภาชนะ" ให้พร้อมสำหรับพลังอันไพศาลที่หลับใหลอยู่
และเขาก็รู้แล้วว่า...ศัตรูที่แท้จริงของเขาไม่ใช่ทหารพม่าปลายแถว...แต่คือจอมอาคมผู้ชักใยอยู่เื้ั...ผู้ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา
"ราชครูมินจอส่วย..."
คำอินทร์พึมพำชื่อนั้นออกมาลอดไรฟันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ได้เจือปนด้วยความสับสนอีกต่อไป หากแต่แฝงไว้ด้วยความเกลียดชังอันบริสุทธิ์และแรงอาฆาตที่จับต้องได้ เพลิงแค้นที่เคยลุกไหม้อย่างสะเปะสะปะ บัดนี้ได้ถูกบีบอัดจนกลายเป็ลำแสงที่พุ่งตรงไปยังเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว
หลวงปู่แก้วมองเห็นประกายอันตรายในดวงตาของศิษย์รักและหลานในคนเดียวกันนั้นอย่างชัดเจน ท่านไอออกมาเบาๆ โลหิตหยดหนึ่งซึมออกมาจากมุมปาก แต่ท่านก็ยังฝืนยิ้ม
"เห็นแววตาของเ้าแล้ว...ทำให้นึกถึงพระอนุชาของข้ายามหนุ่มไม่มีผิด" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "มุ่งมั่น...เด็ดเดี่ยว...และพร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า...แต่คำอินทร์เอ๋ย...ไฟที่ไร้การควบคุมนั้น...สิ่งแรกที่มันจะเผาผลาญก็คือตัวผู้จุดเอง"
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรขอรับ!" คำอินทร์ตวาดกลับไปด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น "ในเมื่อมันคือผู้ที่ทำลายครอบครัวข้า! มันคือผู้ที่ทำให้ท่านต้องมาตายอยู่ที่นี่!"
"ข้ายังไม่ตาย" หลวงปู่ตอบเรียบๆ แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่น "และเ้าจะแก้แค้นให้สำเร็จไม่ได้...หากเ้ายังคิดจะใช้เพียงพลังดิบและแรงแค้นเข้าสู้"
ท่านหยุดพักเพื่อรวบรวมลมหายใจที่เหลืออยู่น้อยนิด "แก่นอาคมแผ่นดินในกายเ้าเปรียบดั่งทองคำบริสุทธิ์ที่ยังไม่ถูกตีขึ้นรูป มันมีค่ามหาศาล...แต่ในยามนี้มันยังใช้เป็อาวุธไม่ได้ เ้าต้องมี 'ค้อน' และ 'แบบพิมพ์' ที่ดีพอ...จึงจะสามารถตีทองคำนั้นให้กลายเป็ศาสตราวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดในปฐีได้"
หลวงปู่แก้วขยับกายอย่างยากลำบาก ล้วงเข้าไปในย่ามเก่าคร่ำคร่าของท่านเป็ครั้งที่สาม...และหยิบมรดกชิ้นสุดท้ายออกมา
มันคือคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่ง...
พระคัมภีร์อสุรา
ปกของมันทำจากแผ่นไม้สีดำสนิทราวกับรัตติกาล ััได้ถึงความเย็นเยียบแต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังงานบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายใน บนปกสลักอักขระขอมโบราณเป็วงกลมล้อมรอบสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายดวงตาที่สามซึ่งปิดสนิทอยู่ มันดูน่าเกรงขามและลึกลับในเวลาเดียวกัน
"นี่คือมรดกอีกชิ้นจากพระป่าสายสยาม...เป็ศาสตร์อาคมที่แตกต่างจากของข้าและตาของเ้าโดยสิ้นเชิง" หลวงปู่ยื่นคัมภีร์นั้นให้แก่คำอินทร์
"วิชาของข้าและอินทร์คือสายพิทักษ์...เน้นการป้องกันและเสริมพลัง แต่คัมภีร์อสุรานี้...คือศาสตร์แห่งจิตและมายา...เป็วิชาสำหรับ 'นักรบ' โดยแท้จริง"
คำอินทร์รับคัมภีร์มาถือไว้ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้นทันที มันเป็พลังที่แปลกประหลาด...ไม่เหมือนอาคมสายใดที่เขาเคยัั
"ชื่อของมันอาจฟังดูน่ากลัว...แต่อสุราในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปิศาจร้ายเสมอไป" หลวงปู่อธิบายต่อ
"อสุรายังหมายถึงเทพนักรบผู้มีฤทธิ์เดชสูงส่ง...สามารถแปลงกายและสร้างภาพมายาเพื่อเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้ พลังของคัมภีร์เล่มนี้ก็เช่นกัน...มันคือดาบสองคมที่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้"
"วิชาสายดำของราชครูมินจอส่วยเป็สายทำลายล้างโดยตรง...รุนแรง ดุดัน และเผาผลาญทุกสิ่ง การนำแก่นอาคมแผ่นดินซึ่งเป็พลังสายพิทักษ์บริสุทธิ์ไปปะทะกับมันตรงๆ ก็เปรียบเสมือนการนำน้ำดีไปสาดใส่ไฟนรก...มีแต่จะเหือดแห้งหายไปอย่างไร้ค่า"
"เ้ายังหนุ่มอยู่ประสบการณ์ บารมียังไม่พอ เ้าหนทางเดียวที่จะชนะ...คือการไม่สู้ซึ่งๆ หน้า" แววตาของหลวงปู่ฉายแววแห่งปราชญ์ "เ้าต้องเรียนรู้ที่จะเป็ดั่งเงา...เป็ดั่งสายลม...สร้างภาพลวงตาที่สมจริงจนศัตรูแยกแยะไม่ออก ทำให้มันหวาดระแวง...ทำให้มันสับสน...และใช้ความแข็งแกร่งของมันเองย้อนกลับมาทำร้ายตัวมัน...นั่นคือหัวใจของคัมภีร์อสุรา"
ท่านไอติดต่อกันหลายครั้ง ร่างกายเริ่มสั่นเทามากขึ้น แต่ก็ยังฝืนพูดต่อไป "ศาสตร์อาคมมีทั้งหมดเก้าระดับ ...ข้าและตาของเ้าอยู่ที่ระดับเจ็ด ส่วนราชครูมินจอส่วย...มันไปถึงระดับแปดแล้ว...แต่เ้าไม่ต้องกลัว...เพราะเ้ามีสิ่งที่พวกเราไม่มี...เ้ามีแก่นอาคมแผ่นดิน...มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่สุดที่จะทำให้เ้าก้าวข้ามพวกเราทุกคนไปได้ในเวลาอันสั้น...หากเ้าเข้าใจวิธีการใช้มัน"
"แล้ว...ข้าจะเริ่มต้นอย่างไร?" คำอินทร์ถามขึ้น ในใจเริ่มมองเห็นเส้นทางสายใหม่ที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า
"เปิดมันออก" หลวงปู่บอก "ลองใช้สมาธิ...เชื่อมจิตของเ้าเข้ากับแก่นอาคมที่กลางอก...แล้วส่งกระแสพลังนั้นผ่านฝ่ามือ...ไปสู่ปกคัมภีร์"
คำอินทร์ทำตามอย่างว่าง่าย เขาวางคัมภีร์ลงบนตัก หลับตาลงแล้วเริ่มกำหนดลมหายใจ เขาััได้ถึงก้อนพลังงานอันอบอุ่นที่สถิตอยู่กลางทรวงอก มันคือแก่นอาคมแผ่นดิน...เขาค่อยๆ ชักนำพลังงานส่วนเล็กๆ เท่าเมล็ดถั่วเขียวให้ไหลเวียนขึ้นมาตามแขน...สู่ฝ่ามือที่วางทาบอยู่บนปกไม้สีดำ
วูบ!
ทันทีที่พลังงานัักับปกคัมภีร์ อักขระขอมโบราณที่เคยสลักนิ่งอยู่ก็พลันส่องแสงสีครามเรืองรองขึ้นมา! สัญลักษณ์รูปดวงตาที่เคยปิดสนิท...ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาที่ว่างเปล่าแต่ลึกสุดหยั่งถึง
แล้วคัมภีร์ก็เปิดออกเองในหน้าแรก...
ตัวอักษรบนหน้ากระดาษที่ทำจากวัสดุคล้ายหนังบางๆ ไม่ใช่ภาษาที่คำอินทร์เคยเห็น แต่ในขณะที่เขาเพ่งมองมันด้วยจิตที่เชื่อมต่อกับแก่นอาคม...ตัวอักษรเ่าั้กลับค่อยๆ บิดเบี้ยวและเรียงตัวกันใหม่ในหัวของเขา...กลายเป็ความหมายที่เขาสามารถเข้าใจได้อย่างน่าอัศจรรย์
'ระดับที่หนึ่ง: จิตัักระแส...ผู้เริ่มต้นต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็น 'เส้นใยแห่งอาคม' ที่ถักทออยู่ทั่วทุกหนแห่ง...ไม่ใช่ด้วยตาเนื้อ...แต่ด้วยตาแห่งจิต'
"ทำได้ดีมาก..." เสียงของหลวงปู่ดังขึ้นอย่างแ่เบาและอ่อนแรงเต็มที "นั่นคือ...ก้าวแรก..."
คำอินทร์ลืมตาขึ้นและหันไปมองอาจารย์ของเขาทันที เขาเห็นร่างของหลวงปู่ที่ทรุดลงพิงกับศิลาจารึกอย่างหมดแรง ใบหน้าของท่านซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษ ลมหายใจตื้นเขินและขาดห้วงอย่างน่าใจหาย
"หลวงปู่!"
"พลังของข้า...หมดลงแล้วจริงๆ..." ท่านยิ้มออกมา...เป็รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความปลดปลงและภาคภูมิใจ "ข้าทำหน้าที่...ของข้า...เสร็จสิ้นแล้ว...ที่เหลือ...เป็หน้าที่ของเ้า...เ้าฟ้าคำอินทร์"
เปลือกตาของหลวงปู่แก้วค่อยๆ ปิดลง...แต่ยังไม่สนิท...ลมหายใจยังคงรวยรินอยู่...บ่งบอกว่าท่านเพียงแค่หมดสติไปเพราะใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายจนหมดสิ้น...แต่ก็ใกล้จะถึงวาระสุดท้ายเต็มทีแล้ว
คำอินทร์คุกเข่าลงข้างๆ ร่างของอาจารย์ เขากำคัมภีร์อสุราไว้ในมือแน่น...มองหน้าอาจารย์ที่หลับใหลสลับกับตัวอักษรในหน้าแรกของคัมภีร์
บัดนี้...เขามีทั้งเป้าหมาย...มีทั้งมรดก...และมีทั้งวิธีการแล้ว...แต่สิ่งเดียวที่เขากำลังจะไม่มี...คือเวลา...
เวลาของอาจารย์...