ปู้มั่วเสวียนเดินออกไปจากลานฝึกแล้วออกจากบริเวณนั้นพร้อมกับสหายใหม่ ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆโดยที่สหายใหม่ของนางเป็คนนำ ความ้าที่อยากจะเรียนพิณยังบังเกิดขึ้นในจิตใจของเด็กหนุ่มจึงหวังพาสหายไปด้วยกัน เผื่อยังทัน
"เ้าจะพาข้าไปที่ใด"
"ตามข้ามาเถอะ เ้าจะต้องขอบคุณข้าที่พาเ้ามาที่นี่"
ปู้มั่วเสวียนเห็นท่าทางเอาจริงของจังของเด็กหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอันใด นางตามเขาไปเรื่อยๆเมื่อเข้าไปยังบริเวณที่มีการฝึกสอนวิชานั้นก็กระจ่างแจ้งว่านี่มันที่ของการเรียนพิณและเครื่องดนตรีอีกมากมาย
"เ้าหนู อยากเรียนมากเพียงนั้นเชียว"
"เรียกข้าใหม่ว่า พี่ใหญ่ เสีย ฟังเ้าเลือกข้าว่าเ้าหนูแล้วระคายหูเสียเหลือเกิน"
"เ้าหนู เขาเริ่มเรียนแล้วหรือไม่ ยังจะมีพิณเหลือให้เ้าหรือ"
ปู้มั่วเสวียนไม่ได้สนใจวาจาของเด็กหนุ่มสักนิดจะสนใจให้มากได้เช่นไรอยู่ๆจะมาให้เรียกพี่ใหญ่ หน้าอ่อนเพียงนี้
"ข้าไม่ใช่เ้าหนูเสียหน่อย ข้ามีชื่อนะ เ้าเรียกชื่อข้าดีกว่าหรือไม่"
เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ เห็นสหายใหม่ยังเรียกตนเองว่าเ้าหนูนั้นไม่สมควรยิ่งเพราะ้าเป็บุรุษที่เติบโตมาอย่างสง่างาม ใบหน้าของเขายิ้มหวานหลอกล่อปู้มั่วเสวียนขึ้นมาอย่างไม่อาจสงวนท่าทีได้อีก หากนางเรียกเขาจนเป็นิสัย ผู้อื่นไม่มองเขาเป็เ้าหนูจริงๆหรือ
"เ้ามีชื่อด้วยหรือ"
ปู้มั่วเสวียนยังคงยียวนกวนอารมณ์สหายใหม่ เห็นเขาไม่พูดก็นึกว่าไม่อยากบอกเสียอีก
"ข้าชื่อ หูชิงไค เ้าเรียกข้าด้วยนามนี้เสียเถอะนะ"
กล่าวแล้วก็ยิ้มให้สหายใหม่เสียเบิกบาน
"หูชิงไค? สกุลของเ้าคือหู หรือ"
"ใช่แล้ว"
หูชิงไคเอ่ยยอมรับอย่างภาคภูมิใจ แต่ปู้มั่วเสวียนก็ไม่รู้ว่าจะสนใจสิ่งใดสกุลหูของเขาอีกจึงหันไปสนใจอย่างอื่น ทำให้ใบหน้าของสหายใหม่ผู้นี้กลับมาเหวอเล็กน้อย นี่เขาอุส่าบอกชื่อแซ่ให้นางได้รับรู้แล้วนางยังไม่ใเช่นนี้ สงสัยจะไม่ค่อยมีคนรู้จักกระมัง อันใดกันเห็นพี่น้องในจวนบอกว่าสกุลหูนั้นมีชื่อเสียงไม่น้อย แต่ปู้มั่วเสวียนดันไม่รู้จัก คนพวกนั้นโกหกเขาแล้ว เฮอะ
คิดได้ดังนี้หูชิงไคก็รีบเดินนำปู้มั่วเสวียนไปนั่งยังพื้นที่ว่าง
"พวกเ้าดูสิ นางจะมาเรียนพิณด้วย "
เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้งทันทีที่ปู้มั่วเสวียนปรากฏตัว ั้แ่วิชาต่อสู้เมื่อครู่ก็เริ่มจะชินเสียแล้ว ปู้มั่วเสวียนเพียงนั่งอยู่บริเวณนั้นก็ดึงความสนใจของผู้คนได้ทั้งหมด สายตาของผู้เรียนพิณมองมายังนางเป็ตาเดียว ไม่ว่าจะเป็บุรุษหรือสตรีก็มีสายตาไม่แตกต่างกัน
เปลี่ยนจากมองข้าไปมองพิณของตนเองดีหรือไม่ ข้ากับสหายกำลังขาดแคลนพิณอยู่ หากไม่ระวังอาจจะหายไปจากมือได้กระมัง
"ฮาฮ่าฮ่า กล้าก็มาเอาเสียสิ"
เสียงท้าทายของบุรุษเ้าสำอางคนหนึ่งดังขึ้นเขานั่งอยู่ห่างจากปู้มั่วเสวียนเป็อย่างมากแต่กลับท้าทายเสียงดังฟังชัด ทำให้หูชิงไคมีโทสะขึ้นมาแล้ว คนพวกนี้มันกล้ามาลองดีกับปู้มั่วเสวียนที่ได้ก้อนผ้า ถึงสองอัน ไม่เจียมตัวสักนิด
"พี่ชายท่านนี้ดูจะชื่นชอบการดีดพิณไม่น้อย ดูแล้วคงจะดีดพิณไพเราะนัก ข้าไม่อยากได้พิณจากท่าน แต่หากท่าน้าจะให้ข้าก็ขอรับไว้"
"อวดดีเหลือเกิน ปู้มั่วเสวียนก่อนที่พวกเราจะหัวเราะเยาะเ้ารีบเอ่ยขออภัยก่อนดีหรือไม่ มิเช่นนั้นทั้งพิณและชื่อเสียงเ้าในวันนี้คงจะกลายเป็อีกเื่ที่สร้างความขบขันให้พวกเาาวตี้ซูเป็แน่"
"มีเื่ใดกัน ข้าพึ่งออกไปได้เพียงครู่เดียวพวกเ้าก็เริ่มคุยกับไม่สนใจพิจารณาพิณตรงหน้าแล้วหรือ"
อาจารย์ผู้สอนพิณเอ่ยขึ้นมาหลังจากปรากฏตัวต่อหน้าลูกศิษย์ นั่งกลับขึ้นไปนั่งบนโขดหินที่มีการทำให้เป็ที่นั่งอย่างดีตรงหน้าก็มีพิณตั้งอยู่ ภาพหลังเป็น้ำตกจำลองเล็ก ทำให้ดูเย็นตาเย็นใจไม่น้อย อยากจะให้มีเสียงพิณที่นางบรรเลงปรากฏขึ้นมาเสียเดี๋ยวนั้น
"พิณข้า!"
เสียงของหนุ่มเ้าสำอางดังขึ้น
"พิณเ้าทำไมกัน"
"อาจารย์สื่อปา พิณตรงหน้าข้าหายไปขอรับ "
"หายไปได้อย่างไรมีเพียงเ้าที่จับต้องพิณอยู่เพียงผู้เดียว"
"ข้าไม่รู้ "
หนุ่มเ้าสำอางนั้นหันไปรอบๆกายก็ไม่พบจึงหันไปมองยังจุดที่ปู้มั่วเสวียนนั่งอยู่ก็ไม่พบ แต่ข้างกายนางนั้นที่มีสหายนางนั่งอยู่นั้นมีพิณตั้งอยู่ตรงหน้าสหายของนาง
หนุ่มเ้าสำอางมองปู้มั่วเสวียนตาขวางขึ้นมาทันที สองคนนั้นมันจะมีพิณได้อย่างไร เมื่อครู่ยังไม่มีสักคน
สหายร่วมเรียนวิชานี้ก็ช่วยกันมองหาพิณนั้นของหนุ่มเ้าสำอางแต่ก็ไม่พบ แต่ดันได้ยินเสียงพิณหนึ่งดังขึ้น พิณดี เสียงไพเราะและฝีมือคนดีดก็ยอดเยี่ยมไม่น้อยทั้งยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก ทวงทำนองเพลง หงส์ฟ้อนเริงระบำ ดังขึ้นเช่นนี้ทำให้เสียงของผู้คนที่คุยกันอยู่เงียบลงแล้วมองไปยังต้นเสียง
หูชิงไคดีดพิณด้วยเพลงหงส์ฟ้อนเริงระบำ ที่มีท่วงทำนองทั้งสดใสทั้งสนุกสนานบรรยากาศโดยรอบจึงเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์พิณที่เขาดีด ปู้มั่วเสวียนฟังเสียงพิณนี้ด้วยความรู้สึกเบิกบาน สหายผู้นี้เหมาะกับการดีดพิณเสียจริงเชียว
เสียงพิณจบลง ความเงียบเข้ามาแทนที่ไม่มีใครกล้าปรบมือให้เขายกเว้นปู้มั่วเสวียนที่ชื่นชมสหายผู้นี้ของตนยิ่ง
"ใช่ได้!"
เสียงของอาจารย์สือปาเอ่ยดังขึ้นมาหลังปู้มั่วเสวียนปรบมือจบ
"เ้าชื่อว่าอะไรหรือ"
อาจารย์สือปาเอ่ยถามหูชิงไค แต่เขายังคงเงียบไม่ตอบเพราะเมื่อครู่พอบอกชื่อตนเองไปปู้มั่วเสวียนยังเมินเขาเลย ฝังใจเสียแล้ว คิดได้เพียงเท่านั้นก็ไม่กล้าเอ่ยสกุลของตนในเวลานี้ต่อหน้าผู้ใดอีก
"เ้ามีความสามารถด้านดนตรีเพียงนี้ ว่างๆก็มาเรียนกับข้าให้บ่อยเล่า "
"ขอรับ"
หูชิงไคเอ่ยออกไปเพียงเท่านั้น เขา้าเรียนกับปู้มั่วเสวียนด้วยแต่นางไม่อยากเรียนพิณ ทั้งยามนี้เขาก็เป็ศิษย์ที่อาจารย์สืออีให้ผ่านการทดสอบแล้ว จะหาเวลามากมายเพียงใดมาเรียนที่นี่อีก
"แล้วเ้าชื่อว่าอะไร ทำไมไม่ตอบอาจารย์เล่า"
เสียงของศิษย์ที่เคารพอาจารย์ยิ่งดังขึ้นคล้ายไม่พอใจที่เขายังเฉไฉไม่ตอบคำถามอาจารย์
"ข้าชื่อชิงไคขอรับ "
"เอาละนั่งลงได้แล้ว "
อาจารย์สือปาเอ่ยเช่นนี้ก็ลืมเื่พิณที่หาไม่พบของหนุ่มเ้าสำอางในทันที ยามนี้อารมณ์สุนทรีย์ของอาจารย์กำลังบังเกิดจึงดีดเพลงพิณให้เหล่าบรรดาศิษย์ที่นั่งอยู่ร่วมรับฟัง การได้ยินศิษย์ที่เรียนกับนางดีดพิณเพลงหงส์ฟ้อนเริงระบำมันทำให้นางอยากดีดเพลงคู่ของเพลงนี้ ัเหินทั่วนภา อารมณ์เพลงก็จะอยู่ในกลุ่มเดียวกันนั้นคือสนุกสนาน
ปู้มั่วเสวียนเพลิดเพลินนักที่ได้มานั่งพักผ่อนหย่อนใจฟังเพลงพิณที่นี่ สบายจิตสบายใจยิ่ง
การที่นางเป็เช่นนี้ดันอยู่ในสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่ติดตามดูนางอยู่ตลอด เขากล่าวออกมาอย่างเฉยชา
"ไร้แก่นสาร"
"เ้าว่าชิงไคดูจะสนใจสหายใหม่ผู้นี้เสียเหลือเกินไปหรือไม่"
บุรุษอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวข้างกายบุรุษก่อนหน้า ดูไปแล้วก็คงเป็สหายกันหรือไม่ก็คนรู้จักกัน
"คงจะชอบคนเช่นเดียวกัน "
กล่าวจบเขาก็เดินจากไป ไม่สนใจสิ่งใดอีก น่าเบื่อเสียเหลือเกิน แต่ในใจก็ยังคงนึกถึงระดับความเร็วในการฉกชิงของปู้มั่วเสวียน จะมีดีสักเพียงใดกัน