ไมนาสที่กำลังให้ความสนใจกับของสิ่งหนึ่งที่ดูคล้ายกับตะเกียงไฟซึ่งติดอยู่ตามมุมผนังของห้องโถง
"เ้าพวกนี้มันใช้งานยังไงละเนี่ย"
มันดูคล้ายกับตะเกียงเ้าพายุแต่มีขนาดเล็กกว่ามากราวกับเป็หลอดไฟหลอดใหญ่เสียมากกว่าเมื่อมองเข้าไปยังภายในแก้วครอบของตะเกียงมันดูเหมือนกับว่าไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงในการทำให้เกิดแสงสว่างเพราะไม่มีช่องให้เติมน้ำมันตะเกียงโดยฐานด้านล่างเองก็เป็เหมือนกล่องทึบไร้ช่องเปิดใดๆรวมไปถึงไส้ตะเกียงที่ดูแล้วเหมือนจะเป็ผลึกใสก้อนเรียวเล็กไม่น่าจุดไฟได้เด็กหนุ่มไม่รู้ถึงวิธีการใช้งานของพวกมันเลย และไม่เคยเห็นตะเกียงเช่นนี้มาก่อน
เมื่อเห็นว่าไม่อาจจะหาวิธีใช้ตะเกียงพวกนี้ได้ไมนาสจึงออกจากบ้านเพื่อเก็บรวบรวมไม้ฟืนไว้สำหรับการให้แสงสว่างและทำบ่วงดักสัตว์ไว้เพราะสเบียงที่เตรียมมานั้นแทบจะหมดแล้ว
เขาเตรียมบ่วงกับดักและหาฟืนอยู่จนถึงเวลา่เย็นแล้วจึงรีบนำฟืนกลับเข้ามาในบ้านก่อไฟด้วยชุดหินจุดไฟที่ตนซื้อมาจากหมู่บ้านทรายขาวก่อนจะมืดค่ำ
เมื่อก่อไฟไว้แล้วเด็กหนุ่มจึงรีบออกจากบ้านเดินไปยังน้ำตกที่เชิงผาด้านหลังบ้านเพื่อที่จะอาบน้ำชำระกาย
สายน้ำตกที่ไหลลงมาเป็สายธารด้านล่างนั้นใสกระจ่างจนมองเห็นปลาที่แหวกว่ายอยู่ภายในมากมายเรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์จริงๆ
ไมนาสที่เห็นบรรยากาศเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนกับได้รับการฟื้นฟูจิตใจที่อ่อนล้าจากการหลงป่ามาสองวันเขาไม่รอช้าที่จะถอดเสื้อผ้าแล้วะโลงไปชำระล้างร่างกายที่ไม่ได้อาบน้ำเลยั้แ่ออกเดินทางมาความรู้สึกเย็นสบายไหลโอบอยู่รอบร่างในตอนที่เขาแหวกว่ายไปมาช่างเป็ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมสำหรับไมนาสจริงๆจนแทบจะลืมเลือนเวลาที่ไหลไปไม่หยุดเหมือนกระแสน้ำ
เมื่ออาบน้ำเสร็จเขาก็พบว่าเริ่มมืดแล้วแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเติมน้ำจากสายน้ำตกใส่กระติกน้ำดื่มของตนที่แทบจะเหือดแห้งและรีบกลับไปยังบ้านไม้ในทันทีเพราะท้องฟ้าเริ่มมืดเต็มทีแล้ว
โชคดีที่มีแสงไฟส่องลอดออกมาผ่านหน้าต่างของบ้านไม้ที่เขาเปิดม่านเอาไว้เลยทำให้พอจะมองเห็นทางอยู่บ้างซึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมกองไฟที่ตนจุดเอาไว้ตั้งนานแล้วแต่ทำไมถึงได้สว่างขนาดนั้นทั้งๆที่ควรจะมอดไปบ้างแล้วแท้ๆ
แต่เมื่อเปิดประตูเข้ามาในบ้านก็ต้องทำให้ดวงตาของเด็กหนุ่มต้องเบิกกว้างด้วยความใเพราะแสงที่ลอดออกมานอกบ้านนั่นก็คือแสงของตะเกียงที่อยู่ตามมุมผนังที่เขาให้ความสนใจในตอนแรกนั่นเอง
ไมนาสเหลือบมองไปยังกองไฟที่มอดหรี่และเดินเข้าไปสำรวจตะเกียงไฟอีกครั้งแสงที่เปล่งออกมาเหล่านี้เป็สีส้มเหลืองคล้ายกับเปลวไฟแต่ไม่ได้แผ่ความร้อนใดๆออกมาโดยต้นกำเนิดของแสงนั้นก็คือผลึกใสเรียวเล็กที่เป็ใจกลางของตัวตะเกียงเอง
"หรือตะเกียงพวกนี้จะเป็อุปกรณ์เวทย์...แต่เ้านี่แปลกจังแฮะ" ไมนาสนึกไปถึงอุปกรณ์ตรวจสอบดวงธาตุมานาของสมาคมนักผจญภัยที่ตนเคยเห็นมาจึงพอคาดเดาได้แต่อุปกรณ์ในตอนนั้นยังต้องใช้มานาของตัวแทนสมาคมในการใช้งานแต่ตะเกียงพวกนี้กลับเปล่งแสงออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง สร้างความฉงนให้กับเด็กหนุ่มเป็อย่างมาก
ไมนาสที่พยายามจ้องผลึกจนรู้สึกปวดตาแล้วแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ได้แต่นึกถึงหลอดไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากชาติที่แล้วของตน
"เฮ้อ...อย่างน้อยคืนนี้ก็มีแสงสว่างเพียงพอละนะ"
ไม่รู้ว่าเป็เพราะจ้องมองแสงของตะเกียงนานเกินไปหรือเพราะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มาหลายวันเลยทำให้ไมนาสรู้สึกว่าหนังตาตนเองหนักอึ้งจนยากจะฝืนเขาจึงจัดแจงที่นอนใกล้กับเตาผิงที่ตนได้ก่อไฟไว้และเริ่มใส่ฟืนสุมไฟเข้าไปเพิ่มก่อนที่กองไฟจะมอดไปเสียก่อนจากนั้นไมนาสก็เข้าสู่ห้วงนิทราหลับลึกไปในทันที
ไมนาสไม่กล้าเสียมารยาทที่จะไปนอนในห้องนอนถึงแม้ว่าเ้าของเดิมจะไม่อยู่ก็ตามเพราะเขาถือคติที่ว่าตนเพียงเข้ามาอาศัยพักผ่อนเพียงคืนเดียวแล้วค่อยเดินทางต่อก็เท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ยามดึกสงัดแสงไฟที่เปล่งมาจากตะเกียงทั้งหลายก็เริ่มหรี่แสงของพวกมันลงไปทีละนิดจนมืดดับสนิทในที่สุด
่เวลาเช้ามาเยือนด้วยแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่างด้านหนึ่งของห้องโถงสาดมากระทบกับดวงตาของไมนาสช่วยปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่
เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาชูแขนขึ้นแล้วบิดี้เีเพื่อความสบายตัวการได้หลับอย่างเต็มตื่นเช่นนี้ช่วยให้สมองปรอดโปร่งขึ้นมากเขาไม่รอช้ารีบออกจากบ้านไปยังแนวป่าที่ตนได้วางกับดักไว้ในจุดต่างๆ
ไมนาสค่อยๆเดินไปสำรวจทีละจุดๆแต่ก็พบว่าไม่มีสิ่งใดมาติดบ่วงที่เขาทำเอาไว้เลย จนในที่สุดก็มาถึงบ่วงสุดท้ายก็ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ตัวเล็กๆที่ฟังดูตื่นตระหนกและเสียงที่ดิ้นรนอย่างอ่อนแรงของมันอยู่หลังพุ่มไม้ที่เขาได้วางบ่วงเอาไว้
ภาพที่เห็นนั้นคือกระต่ายป่าสีขาวตัวหนึ่งที่ขาของมันติดบ่วงย่างเหนียวแน่นซึ่งเ้ากระต่ายกำลังพยายามใช้ฟันของมันแทะเชือกบ่วงอยู่อย่างสิ้นหวังซึ่งบ่วงเชือกนี้ไมนาสใช้พืชเถาที่มีความเหนียวชื่อว่าว่านเชือกรากแฝกในการใช้เป็วัสดุในการทำบ่วงขึ้นมามันมีความเหนียวเป็อย่างมากเหมาะสำหรับนำมาฟั่นเชือกเป็อย่างมาก
ถึงมันจะถูกเรียกว่ากระต่ายป่าแต่หูของมันนั้นกลับสั้นกลมและมีหางที่ยาวขนของมันยาวฟูฟ่อง มีลำตัวที่อ้วนกลมดูรวมๆแล้วมันไม่ควรจะเรียกว่ากระต่ายเลยด้วยซ้ำในสายตาของไมนาสแต่ถึงอย่างไรมันก็ดูน่ารักในแบบของมัน
เมื่อเ้ากระต่ายป่ามองเห็นผู้มาเยือนก็ยิ่งร้องลั่นและดิ้นรนมากยิ่งขึ้นด้วยความหวาดกลัวและเริ่มมีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาสีแดงของมัน ราวกับจะรู้ชะตากรรมของตัวเอง
"แกนี่มัน..."ไมนาสที่เห็นเ้ากระต่ายป่าแสดงอาการเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกทำใจยากยิ่งขึ้นไปอีก
ถึงอย่างไรเขาผู้เป็เพียงผู้บริโภคมาโดยตลอดไม่เคยที่จะลงมือปลิดชีวิตเหล่าสรรพสัตว์และนำมาทำอาหารเองมาก่อนไม่เคยสำนึกรู้เลยว่าตนนั้นก็เป็หนึ่งในวัฏจักรของการคร่าชีวิตมามากมายและก็เพิ่งจะได้รู้ก็ตอนนี้นี่เองที่ตนกำลังจะปลิดชีพชีวิตน้อยๆนี้เพื่อนำมาต่อชีวิตตนเอง
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจชักมีดออกมาและใช้มันตัดเชือกที่มัดขาเ้ากระต่ายป่าตัวน้อยนั้นไว้
เมื่อมันหลุดออกจากพันธนาการที่ฉุดรั้งอิสระของมันมานานจึงรีบะโหนีเข้าไปในพงหญ้าอย่างไม่คิดชีวิตไม่สนว่าตัวมันจะไปเฉี่ยวกับกิ่งไม้หรือชนเข้ากันต้นไม้หรือไม่ของเพียงแค่ตัวมันออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุดก็พอ
ไมนาสที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่และคิดว่าตนนั้นยังคงเป็คนจิตใจไม่เด็ดเดี่ยวพอที่จะพรากเอาชีวิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ทั้งๆที่มันควรต้องกลายเป็อาหารของเขาแค่เพราะได้เห็นท่าทางสิ้นหวังของเ้ากระต่ายป่าตัวน้อยเขาก็อดที่จะรู้สึกเวทนาต่อชีวิตของมันไม่ได้จริงๆ
ถึงเขาจะเคยสังหารหมาป่าเขี้ยวทมิฬและก็อบลินป่ามาแล้วแต่นั่นก็ทำไปเพื่อปกป้องชีวิตของตนเองเท่านั้น ย่อมไม่เหมือนกับตอนนี้
"กินปลาแทนก็แล้วกัน..."ไมนาสพึมพำกับตนเอง จากนั้นก็ไล่รื้อกับดักบ่วงทั้งหมดทันที
ไมนาสทำหอกไม้ปลายแหลมในการหาปลาที่ธารน้ำตกถึงจะใช้เวลาอยู่บ้างในการจะหาปลาสักตัวเพราะต้องใช้ทั้งความนิ่งสมาธิและความอดทนที่สูงพอสมควรแต่อย่างน้อยเขาก็ไม่รู้สึกลำบากใจเท่ากับการต้องเชือดกระต่ายป่าเพราะถึงอย่างไรปลาพวกนี้มันก็ไม่แสดงสีหน้าหรือส่งเสียงร้องออกมาอย่างแน่นอน
มื้อเช้าที่เป็ปลาย่างโรยเกลือที่กว่าจะได้กินก็ปาเข้าไป่สายแล้วไมนาสที่จัดการกับอาหารจนอิ่มก็จัดข้าวของลงกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
เขาก้าวเดินออกจากบ้านด้วยสมองที่ปลอดโปร่งจากการกินอิ่มนอนหลับอย่างเต็มที่มาแล้วแต่เมื่อก้าวออกมาพ้นประตูก็รู้สึกสะกิดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกจึงหันกลับไปมองภายในบ้านอีกครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าสงสัย
ไมนาสลองเดินกลับเข้าไปจนถึงสุดผนังตรงข้ามกับประตูบ้านและเดินกลับออกประตูมาอีกครั้งจากนั้นเขาก็เดินมายังมุมข้างบ้านด้านนอกแล้วจึงลองก้าวเดินไปจนสุดถึงมุมหลังบ้าน
"เอ๊ะ!"ไมนาสอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ
เขารีบเดินกลับไปยังมุมหน้าบ้านอีกครั้งในทันที
"สองก้าวเลย...แปลกจริงด้วยแฮะ"
ไมนาสที่นับก้าวเปรียบเทียบถึงความยาวของตัวบ้านภายนอกและภายในปรากฎว่าระยะก้าวนั้นกลับต่างกันถึงสองก้าวโดยปกติด้านกว้างยาวภายในบ้านย่อมน้อยกว่าภายนอกอยู่เป็เื่ปกติ แต่การที่ระยะภายในน้อยกว่าภายนอกถึงสองก้าวนั้นดูแล้วจะผิดปกติอย่างไรชอบกล
ราวกับว่าบ้านหลังนี้มีความพิศวงและปริศนาอยู่อย่างไรอย่างนั้นและเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันอาจจะมีช่องลับซุกซ่อนอะไรบางอย่างไว้
ตอนนี้ไมนาสกำลังลังเลใจอยู่ว่าจะเอาอย่างไรจะจากไปเฉยๆเช่นนี้แล้วทิ้งความสงสัยนี้ไว้ดีหรือไม่แต่จิตใจของเขาเหมือนกำลังร่ำร้องว่า้าจะพิสูจน์ข้อสงสัยที่ตนมีต่อบ้านหลังนี้
"โถ่เว้ย...อย่างน้อยแค่ได้รู้ก็พอนี่นา เราไม่ได้เอาอะไรไปเสียหน่อย"ในที่สุดเด็กหนุ่มก็พ่ายแพ้ให้กับความ้าของตนเอง
ไมนาสเดินเข้าไปดูภายในบ้านอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งในกรอบสายตามีเพียงห้องโถงโล่งๆผนังด้านซ้ายของห้องมีเตาผิงอยู่กึ่งกลางเป็ปล่องควันขึ้นไปเหนือหลังคาด้านขวากั้นด้วยห้องนอนกินพื้นที่เข้ามาจากมุมด้านหลังของห้องโถงส่วนหนึ่งซึ่งช่องว่างระหว่างผนังห้องนอนกับผนังด้านหน้าถูกจัดวางด้วยโต๊ะและเก้าอี้อย่างละตัวเท่านั้น
เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปยังห้องนอนเป็ครั้งแรกและได้กลิ่นหอมอ่อนจางภายในห้องแต่ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของเขา เพราะตอนนี้สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาก็คือความยาวของผนังที่กั้นระหว่างห้องนอนกับห้องโถงนั้นดูจะต่างกันอยู่และเขาก็เหลือบไปเห็นท่อขนาดพอที่จะใช้สองมือของเขาจับได้รอบที่สูงจากพื้นจนพ้นหลังคาไปถูกติดตั้งอยู่ที่มุมติดผนังด้านนอกซึ่งเขาไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าบนหลังคาของบ้านมาสิ่งใดอยู่บ้าง
ไมนาสลองวัดก้าวจากขอบประตูห้องนอนไปยังผนังด้านหลังเป็อย่างแรกเมื่อทำการวัดทั้งด้านนอกห้องและด้านในของผนังที่กั้นห้องนอนกับห้องโถงไว้ก็พบว่าระยะผนังด้านนอกและด้านในของห้องนอนนั้นต่างกันอยู่อย่างที่เขาคิดไว้
เขาจึงสำรวจผนังด้านในของห้องนอนที่เป็ส่วนต่างก่อนเป็อันดับแรกเพราะมีความเป็ไปได้มากว่าตรงนี้จะมีช่องลับหรือกลไกบางอย่างซ่อนอยู่แต่หาอยู่นานแต่ก็ยังไม่พบกับสิ่งที่มี่คิดไว้สุดท้ายเด็กหนุ่มจึงต้องเปลี่ยนไปสำรวจตรงผนังของห้องโถงแทน
จนในที่สุดไมนาสก็สังเกตเห็นว่าตะเกียงที่แขวนติดกับผนังมุมหนึ่งที่ผิวผนังแผ่นไม้หลังตัวตะเกียงมีรอยขูดเล็กๆแทบจะสังเกตไม่เห็นที่เหมือนกันว่าตัวตะเกียงจะมีการบิดหมุนเป็รัศมีวงกลมจนเกิดรอยขูดบนผนังขึ้นมาทางหนึ่ง
เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นแล้วแต่ก็ยังมีความลังเลอยู่บ้างคิดว่าตนควรจะเสียมารยาทเช่นนี้ดีหรือไม่แต่อย่างไรตอนนี้เขาก็เสียมารยาทมามากแล้ว ในที่สุดจึงทดลองบิดตะเกียงผนังนั้นไป
กริ๊ก!
ในทันทีที่เขาบิดตะเกียงก็เหมือนกับมีเสียงสลักกลไกดังออกมาแ่หนึ่งพร้อมด้วยตัวตะเกียงที่บิดคืนตำแหน่งเดิมของมัน ทั้งยังส่องแสงสว่างขึ้นมาอีกด้วย
ซู่ววว!
ตามมาด้วยเสียงประหลาดและจู่ๆก็มีเส้นกรอบสี่เหลี่ยมปรากฎขึ้นมาบนผนังมันมีขนาดกว้างและสูงพอๆกับประตูบานหนึ่งพอที่จะให้ตัวคนสามารถผ่านไปได้และยังไม่จบเพียงเท่านั้นผนังที่อยู่ภายในเส้นกรอบโดยมีตะเกียงที่ไมนาสหมุนในตอนแรกอยู่ชิดด้านซ้ายมันอ้าออกราวกับประตูถูกผลักเปิดเข้าไป และพับเข้าไปทางขวาจนชิดกับผนังด้านใน
แสงสว่างจากตะเกียงตัวที่ติดอยู่กับผนังที่บัดนี้กลายเป็ประตูบานหนึ่งส่องให้เห็นบรรไดในช่องทางที่มีความกว้างเกือบสองก้าวภายในที่ทอดลงไปด้านล่างจากนั้นก็เริ่มมีแสงไฟจากด้านล่างค่อยสว่างขึ้นมา
อึก
ไมนาสยืนกลืนน้ำลายผ่านลำคอที่ตอนนี้รู้สึกได้ถึงความแห้งผากเขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีห้องลับใต้ดินซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านไม้หลังน้อยนี่มาก่อนทำให้เขาสังหรณ์ใจว่าความลับของบ้านหลังนี้เริ่มจะไม่ธรรมดามากขึ้นไปทุกทีแต่จะมานึกเสียใจเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะถึงอย่างไรตนก็เปิดมันออกมาแล้วจะปล่อยผ่านไปหรือลงไปสำรวจก็คงมีค่าเท่ากันแล้วในตอนนี้
เด็กหนุ่มเริ่มก้าวลงบรรไดไปอย่างระมัดระวังและสิ่งที่ปรากฎในสายตาก็คือ ห้องที่มีความกว้างเกือบจะเทียบเท่าบ้านทั้งหลังความสูงของห้องอยู่ที่ราวๆสามเมตรตามการคาดคะเนด้วยสายตาของไมนาส
แสงสว่างภายในห้องมาจากตะเกียงแบบเดียวกับที่ติดอยู่ตามผนังของบ้านตรงมุม้าเป็รูตรงกับตำแหน่งที่ท่อถูกติดตั้งอยู่มุมห้องนอนเขาคาดว่าท่อนี้คงใช้สำหรับระบายอากาศภายในห้องนี้
ภายในห้องลับใต้ดินแห่งนี้นั้นมีชั้นหนังสือที่มีตำราจัดวางอยู่ไม่น้อยทีเดียวชั้นหนังสือถูกจัดวางอยู่ที่ผนังด้านขวาตรงกลางมีโต๊ะหินตัวใหญ่ที่้าวางไว้ด้วยแผ่นกระดาษเรียงรายไม่ค่อยเป็ระเบียบ
ผนังด้านตรงข้ามกับชั้นหนังสือนั้นเป็ชั้นวางหินแร่ต่างๆวางเรียงรายอยู่มากมายหลายชนิดและตรงมุมของห้องหนึ่งก็เต็มไปด้วยหินแร่ที่ถูกกองรวมกันเอาไว้เป็กองใหญ่เหมือนว่าพวกมันยังไม่ได้รับการคัดแยกใดๆ
ไมนาสกวาดมองจนทั่วทั้งห้องก็มีความรู้สึกถึงบรรยากาศที่ดูแล้วคล้ายกับห้องหนังสือผสมพิพิธภัณฑ์หินแร่อย่างไรอย่างนั้น
*จากผู้เขียน: ต้องขออภัยสำหรับผู้อ่าน ตอนที่ 12 เนื่องจากมีบางส่วนของเนื้อหาที่ขาดหายไปซึ่งข้าพเ้าได้ทำการแก้ไขแล้ว ต้องขออภัยเป็อย่างยิ่งในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้