ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 144 ชีพจรลมปราณเปลี่ยนแปลง

           “โฮก!”

           ประตูปากทางเข้าในถ้ำ อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามออกมาเสียงเบาๆพร้อมกับจ้องออกมาด้านนอกถ้ำตาเขม็งราวกับว่าสัมผัสถึงอะไรบางอย่างเขา จู่ๆมันก็พุ่งกระโจนออกไปด้านนอกถ้ำ

           “ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอย่างนั้นหรือข้ารอมาตั้งสิบปี จะยอมทนดูพลับผลทองถูกแยกชิงไปเช่นนี้ไม่ได้ข้าต้องแย่งกลับมาให้ได้”

           เมื่ออสูรราชาพยัคฆ์กิเลนออกจากในถ้ำไปบริเวณพื้นทรายสีทองก็มีแสงสีทองเคลื่อนไหว จากนั้นมันก็กลายสภาพเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปกระแทกศีรษะของตู้เซ่าฝู่โดยไม่ทันได้ตั้งตัว

           “โครม!”

           ก้อนแสงนี้ขนาดเท่าฝ่ามือไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้คือสิ่งมีชีวิตอันใด ทว่ามันมีพลังปราณที่แข็งแกร่งมากอีกนิดเดียวก็จะชนที่ศีรษะของตู้เซ่าฝู่แล้ว

           ทันใดนั้นเอง ภายในร่างกายของตู้เซ่าฝู่ราวกับมีอะไรบางอย่างตื่นจากการหลับใหลแสงลึกลับระเบิดทะลักออกมา เกิดลำแสงสาดออกมาจากภายในร่างหลายเส้น

           “ซูมๆ!”

           แสงลึกลับนี้มีความขุ่นขมุกขมัวเล็กน้อยทว่าเชื่อมต่อกับเส้นลมปราณและเส้นโลหิตทุกเส้นในร่างทันใดนั้นลำแสงแตกแยกออกมาเป็นลักษณะคล้ายกับตาข่ายห่อหุ้มทั่วร่างของตู้เซ่าฝู่มีพลังอานุภาพร้ายกาจโถมกระหน่ำออกมาในชั่วพริบตา

           เป็นพลังที่มีอานุภาพร้ายกาจและดุดันไม่น้อยไปกว่าร่างเงาของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่ปรากฏกายก่อนหน้านี้สักครู่

           “ฉึบ!”

           ทันใดนั้นก้อนแสงสีทองถูกตาข่ายแสงลึกลับนั้นพันธนาการไว้ถูกขังไว้อยู่ในตาข่ายแสง

           “ตราวิญญาณของชีพจรลมปราณ ชีพจรลมปราณมีตราวิญญาณติดอยู่เด็กหนุ่มคนนี้เป็นอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองหรือว่ามนุษย์กันแน่ นี่มันคือชีพจรลมปราณอะไรกันทำไมตกผลึกตราวิญญาณของชีพจรลมปราณได้ มีเพียงมนุษย์เผ่าพันธุ์ที่ร้ายกายน่ากลัวที่สุดจึงจะมีชีพจรลมปราณเช่นนี้ต่อจากนี้ข้าแย่แล้ว”

           มีเสียงร้องอย่างตกใจดังออกมาจากก้อนแสงสีทองจากนั้นมันพยายามที่จะสะบัดตัวและหนีออกจากตาข่ายแสงลึกลับนั้นทว่าแต่ให้ดิ้นรนมากแค่ไหนก็ยังหลุดพ้นไปจากการพันธนาการนี้ไม่ได้

           ตาข่ายแสงลึกลับหดขนาดเล็กขึ้นเรื่อยๆเส้นแสงบนตาข่ายแข็งแรงทนทานดั่งเหล็กกล้าราวกับว่ามันอยากทำลายให้ก้อนแสงสีทองแตกละเอียดเป็นชิ้นๆตาข่ายแสงลึกลับนี้บีบอันก้อนแสงอย่างไม่ไยดี

           “แย่แล้ว พลังชีพจรลมปราณนี้กำลังตื่นจากการหลับใหล เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เจ้าหนูคนนี้เป็นใครกันแน่!”

           เสียงเล็กใสๆเหมือนเด็กพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวซึ่งดังมาจากก้อนแสง แสงสีทองระเบิดจ้าออกมามีอักษรยันต์ชนิดหนึ่งซึ่งค่อยๆ ลอยออกมา พลังของมันน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

           “ซูมๆ ๆ!”

           ไม่ว่าก้อนแสงสีทองจะพยายามดิ้นรนมากแค่ไหนตาข่ายแสงลึกลับที่ห้อมล้อมไว้ก็ยังค่อยๆหดลงจนกระทั่งมันถูกบีบรัดแน่นจนขยับไม่ได้มันรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกพลังที่น่าหวาดผวาที่สุดจู่โจม

           การโจมตีเช่นนี้เสมือนว่าตาข่ายแสงลึกลับเป็นเส้นโลหะหลายๆเส้นที่บีบผ่านลำแสงสีทองและพยายามตัดร่างเนื้อภายในก้อนแสงนั้นเป็นชิ้นๆ

           “เจ็บจัง ชีพจรลมปราณอะไรทำไมแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ข้าซวยจริงๆ แล้ว”

           เสียงใสๆ เด็กๆ ดังออกมาจากก้อนแสงอีกครั้งน้ำเสียงฟังดูราวกับว่ามันกำลังทรมานอยู่

           “ฉึบ!”

           ตาข่ายแสงลึกลับที่พยายามรัดเข้าไปถึงด้านในเนื้อหนังของก้อนแสงสีทองจู่ๆ ก็เริ่มมีของเหลวบางอย่างไหลออกมา ของเหลวชนิดนี้มีความพิเศษ มีสีสันหลากสีภายในของเหลวนี้ก็ยังเต็มไปด้วยอักษรยันต์จำนวนมาก

           ภายในของเหลวหลากสีสันมีคลื่นพลังบางอย่างซ่อนอยู่ราวกับว่าเป็นพลังที่มีคลื่นเดียวกันกับพลังแห่งฟ้าดิน มีความเกรงขามอย่างไร้ขีดจำกัด

           ของเหลวหลากสีสันพรั่งพรูออกมาราวกับว่าเป็นโลหิตของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งจากนั้นของเหลวน่าพิศวงนั้นก็ถูกตาข่ายแสงลึกลับนั้นดูดกลืนเข้าไปเรื่อยๆ

           เมื่อของเหลวหลากสีสันถูกตาข่ายแสงลึกลับดูดซึมไปตาข่ายแสงลึกลับก็สว่างจ้าสดใสยิ่งขึ้น ราวกับว่าได้รับชีวิตใหม่มีบางอย่างกำลังตื่น มันปรารถนาที่จะตื่นจากการหลับใหลอย่างยิ่งยวด

           “ครั้งนี้ข้าเสียเปรียบมากไปแล้ว เจ้าหนูคนนี้น่าโมโหจริงๆข้ากับเจ้ายังไม่จบฝากไว้ก่อนเถิด!”

           เสียงเด็กดังขึ้น เขาอยู่ในสถานะที่เศร้าหมองหมดหวังสุดท้ายภายในก้อนแสงสีทองจู่ๆ ก็มีพลังงานพุ่งขึ้นฟ้า

           พลังที่พุ่งออกมานี้เป็นแสงหลากสีสันมีคลื่นลมปราณที่แข็งแกร่งโถมกระหน่ำจากนั้นก็ระเบิดตู้มขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายการพันธนาการของตาข่ายแสงลึกลับอันนี้

           “ฟิ่ว!”

           ในที่สุดก้อนแสนนี้ก็หลุดออกจากพันธนาการของตาข่ายแสงลึกลับได้สุดท้ายก็กระโจนเข้าไปอยู่ด้านในพื้นทรายสีทองที่อยู่ไม่ไกลแสงสีทองจ้าเริ่มดับหายไปจนมืดสนิทไร้แสง สุดท้ายก็มีก้อนหินสีน้ำตาลอ่อนก้อนเล็กๆประมาณฝ่ามือปรากฏอยู่ตรงพื้น

           หลังจากที่ก้อนลำแสงที่ห่อหุ้นก้อนหินสีน้ำตาลอ่อนหลุดออกมาจากตาข่ายแสงลึกลับได้ตาข่ายแสงลึกลับที่อยู่รอบกายของตู้เซ่าฝู่ก็ดับหายไปทว่าของเหลวหลากสีสันกลับยังคงอยู่และลอยเข้าไปสู่ภายในร่างของตู้เซ่าฝู่

           ระหว่างที่กำลังมึนสะลึมสะลือ ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่าบนร่างของตัวเองมีอะไรบางอย่างที่มีชีวิตอาศัยอยู่กำลังเติบโตและพัฒนา และรวมตัวเป็นร่างอยู่ในร่างของเขา……

           ส่วนตู้อวิ๋นหลงที่อยู่ในถ้ำเช่นกันขณะนี้อักษรยันต์แสงจ้าที่ห่อหุ้มรอบกายของเขาก็เริ่มดับสูญสุดท้ายอักษรยันต์ก็พุ่งทะยานเข้าสู่ร่างของเขา พลังลมปราณอันแข็งแกร่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างพลุ่งพล่านออกมาอย่างรุนแรงจนทำให้ถ้ำทั้งถ้ำสั่นไหว

           “ครืนๆ!”

           ตู้อวิ๋นหลงเปิดตาสองข้างดวงตาของเขามีประกายแสงวิบวับ ขณะนี้ลมปราณบนตัวเขาเปลี่ยนจากตอนแรกที่เป็นขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับกลายเป็นขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์แล้ว

           ความเร็วในการบรรลุฌานที่รวดเร็วเช่นนี้ทำให้ตู้อวิ๋นหลงเองก็ประหลาดใจมากขณะนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่าง ทุกอย่างแตกต่างจากตอนแรกมากภายในจุดเสินเชวี่ยมีพลังปราณชนิดหนึ่งที่เต็มเปี่ยมจนทำให้เขารู้สึกอยากแผดเสียงคำรามระบายพลังออกมา

           หลังจากที่ตู้อวิ๋นหลงเปิดตารู้สึกว่าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงรีบหันหน้าตามไปมอง

           “น้องสามนี่มัน……!”

           ตู้อวิ๋นหลงตะลึงเมื่อเขามองไปก็เห็นว่าด้านหลังของตู้เซ่าฝู่มีเงาของภูเขาใหญ่ ทว่าเมื่อตั้งใจมองดูให้ละเอียดพบว่าภูเขายอดสูงนี้ประกอบด้วยภูเขาห้าลูก

           ภูเขาสูงห้าลูกนี้มีส่วนสูงที่ไม่เท่ากันลักษณะเป็นเหมือนนิ้วทั้งห้ายอดเขาตรงกลางสูงที่สุด ภูเขาลูกแรกหนาที่สุด ลูกสุดท้ายเล็กและบางที่สุด เป็นภูเขาห้านิ้วมืออย่างแท้จริง

           เงาของภูเขาห้านิ้วมือลอยอยู่ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่มันเปลี่ยนรูปร่างพัฒนาได้ และรวมตัวเป็นลักษณะต่างๆเหมือนกับว่ามันกำลังกำเนิดชีวิต มีจิตวิญญาณและกลิ่นอายของลมปราณสามารถสร้างพลังแห่งฟ้าดิน เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

           พลังอานุภาพน่ากลัวแผ่ซ่านจนทำให้ตู้อวิ๋นหลงรู้สึกหายใจไม่ออกร่างกายของเขาสั่นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

           “ขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐาน หรือว่านี่ก็คือวิญญาณติดชีพจรของน้องสามหรือทำไมวิญญาณติดชีพจรของน้องสามเป็นภูเขาล่ะ” ตู้อวิ๋นหลงตะลึงเขารู้ว่าตอนนี้น้องสามกลายเป็นขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานแล้วดูจากสถานการณ์รวมๆ เขาน่าจะเพิ่งบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานไปเองหมาดๆ

           ทว่าเงาของภูเขาจากพลังฌานในขั้นชีพจรประสานวิญญาณตู้อวิ๋นหลงไม่เคยเห็นปรากฏการณ์อันแน่แปลกประหลาดเช่นนี้และยังไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน ทำไมมีคนที่มีวิญญาณติดชีพจรที่ไม่ใช่อสูรแต่เป็นภูเขาลูกหนึ่งล่ะ

           ทว่าตู้อวิ๋นหลงก็พอรับรู้ได้อย่างชัดเจนเงาภูเขาลูกนั้นมีพลังที่ไม่ธรรมดา ภูเขาห้านิ้วมือต้องไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาแน่นอน

           ตู้เซ่าฝู่ยังคงปิดตาแน่นสนิททุกอย่างดูลี้ลับน่าพิศวงมาก ราวกับว่ามีอะไรผสาน เติบโต พัฒนากำเนิดชีวิตอยู่ในร่าง กระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อกับพลังฟ้าดินมีรัศมีแสงแผ่ออกมาทั่วถ้ำ

           “โฮก!”

           ภายนอกถ้ำ มีเสียงคำรามของเสือพลังเสียงกังวานก้องสนั่นไปทั่วฟ้า

           “หรือว่ามีคนมา”

           ตู้อวิ๋นหลงขมวดคิ้ว สีหน้านิ่งเขามองออกไปด้านนอกถ้ำ

           “ตึงๆ!”

           ทันใดนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ถึงพลังอะไรบางอย่างเงาภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเขาสลายกลายเป็นอักษรยันต์และพุ่งเข้าไปในร่างของเขาสองตาเปิดออก สายตาของเขาดูครุ่นคิด แววตามีประกายแสงจากลมปราณอันทรงพลังจ้าออกมาลมปราณขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานซัดออกมาจากร่าง

           “น้องสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!”

           ตู้อวิ๋นหลงลุกขึ้น เขาพูดกับตู้เซ่าฝู่สีหน้าท่าทางดูเป็นห่วง

           “ไม่เป็นไร พี่รอง พี่เป็นอย่างไรบ้าง?”

           ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้น รู้สึกเหมือนว่าภายในร่างกายทุกอย่างเปลี่ยนไปราวกับว่าชำระล้างและเปลี่ยนร่างกายลอกคราบกายหยาบมาใหม่ในที่สุดเขาก็บรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหว ในขณะที่พลังงานของพลับผลทองไม่ได้ถูกสกัดจนหมดมีพลังพลังงานบางส่วนที่ตกค้างอยู่ในร่างของเขาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สกัด

           พลังงานในร่างของเขาเต็มเปี่ยมตู้เซ่าฝู่รู้สึกว่าพลังของตัวเองแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว

           “ข้าได้รับสืบทอดบางอย่างจากท่านยอดฝีมือผู้นี้ ข้าบรรลุขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์แล้วให้พูดเรื่องมันก็ยาว อีกเดี๋ยวข้าค่อยเล่าให้เจ้าฟัง” ตู้อวิ๋นหลงกล่าว

           “ยินดีด้วยพี่รอง”

           ตู้เซ่าฝู่รู้สึกดีใจแทนพี่รองตู้อวิ๋นหลงนึกไม่ถึงว่าพี่รองจะได้รับสืบทอดวิชา การสืบทอดเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะวาสนาจริงๆหรือจะพูดอีกอย่างก็คือเขาไม่ได้มีวาสนาที่ดีเท่ากับพี่รองในครั้งนี้การสืบทอดไม่ได้เรื่องที่ตายตัว มันจะเลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสมตามวาสนาเองไม่อาจฝืนชะตาได้

           ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อยเพราะเป็นพี่รองของเขาที่ได้รับมันไปและอีกอย่างการสืบทอดนี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตัวเองยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็ได้รับพลับผลทองมาครอบครองแล้ว

           “หืม นี่มันอะไรเหมือนว่าจะมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับข้าอยู่นะ……”

           หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่พูดจบเขาก็จ้องไปที่พื้นทรายใต้เท้าที่เขาเหยียบอยู่

           พื้นทรายสีทองไม่รู้ว่าสีมืดทะมึนแสงสีทองดับหายไปตั้งแต่เมื่อไรตอนนี้กลายเป็นเพียงเม็ดทรายธรรมดาๆ

           พลับผลทองที่เคยมีแต่เดิมทั้งหมดเหี่ยวเฉาฝ่อไปหมดไม่มีคลื่นพลังงานชีวิตใดๆ ตรงนั้นอีกต้นไม้ต้นเล็กต้นนั้นกลายเป็นต้นไม้แห้งธรรมดาๆ

           ทว่าภายในพื้นทรายกลับมีก้อนหินสีน้ำตาลอ่อนที่ดึงดูดความสนใจของตู้เซ่าฝู่

           “เป็นก้อนหินที่แปลกจัง”

           ตู้เซ่าฝู่หยิบก้อนหินสีน้ำตาลก้อนนั้นมาไว้ในมือก้อนหินก้อนนี้มียอดนูนไม่เท่ากันราวกับภูเขาที่เป็นรูปห้านิ้วมือ ขนาดราวๆ ฝ่ามือมันเล็กทว่าหนักอึ้งสุดๆ และแหลมแทงมือ

           “ก้อนหินก้อนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หากใช้มาปาใส่ศีรษะใครคนนั้นน่าจะเลือดไหลหัวแตกแน่นอน”

           ตู้เซ่าฝู่พูดในใจ เขาเก็บก้อนหินสีน้ำตาลอ่อนเก็บเข้าไปที่เสื้อตรงอกจากนั้นหันไปบอกกับตู้อวิ๋นหลง “พี่รอง ข้างนอกมีคนมาพวกเราออกไปดูกัน”

           “น้องสามรอข้าก่อน”

           ตู้อวิ๋นหลงเดินไปที่ดาบสงครามที่ปักอยู่บนก้อนหินด้านหน้ากล่าวเบาๆ ว่า “ปลิดพันชีพ ต่อไปเจ้ามาติดตามข้าเถิดนะ”

           เมื่อพูดจบ ตู้อวิ๋นหลงก็ดึงดาบสงครามที่ด้านจับยาวราวๆเจ็ดนิ้วออกมา ด้ามจับของมันดูแข็งแรงคงทนมากใบคมดาบมีพลังงานที่มาจากอักษรยันต์ที่เปล่งแสงดาบสงครามนี้ราวกับว่ากลับกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา