Tale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล

    เล่ม 2 ตอนที่ 1 บอนโวยาจ(Bon voyage)


    เรือที่จะไปยังโวลเคโน่ไอส์แลนด์จะออกเรือในวันพรุ่งนี้ตอนหกโมงเช้า วันนี้พวกเราจึงมีเวลาว่างทั้งวัน โดยต่างคนต่างใช้ไปเพื่อเตรียมพร้อมและพักผ่อนหย่อนใจตามอัธยาศัย สำหรับผมแล้วเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเดินดูของในมาร์เก็ตพอร์ทัล ในขณะที่พี่มาร์คัสนั้นกำลังศึกษาคลาสที่สนใจทั้งในเว็บบอร์ดและจากเบาะแสในการลองพูดคุยกับเอ็นพีซีต่างๆ ภายในเมืองผมส่องไอเท็มไปเกือบหมดทั้งตลาดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรเลยสักชิ้น นอกจากโพชั่นที่ซื้อมาเผื่อป้าโซฟีกับพี่มาร์คัส เนื่องจากน้ำหนักที่แสดงในช่องสัมภาระเกินกว่า 90% ทำให้ผมเดินช้าลงและเหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อเปิดดูคู่มือการเล่นก็ได้พบว่า ถ้ามีน้ำหนักสัมภาระเกิน 90% ของน้ำที่สามารถรับได้ จะทำให้เคลื่อนที่ได้ช้าลง 50% เพิ่มการใช้งานสตามิน่าและมานาขึ้นอีก 50% แต่ถ้าเป็น 80% สองค่าดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 25% เท่านั้น ซึ่งหากน้ำหนักที่แบกมากกว่าหรือเท่ากับ 100% แล้วละก็ ความเร็วในการเคลื่อนที่จะลดลงไปถึง 90% ทำให้ไม่สามารถแบกหรือได้รับไอเท็มใดๆ เพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังทำให้ไม่สามารถโจมตีหรือใช้สกิลได้อีกด้วยขวดยาเหล่านั้นจึงถูกส่งต่อให้พี่มาร์คัสอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผมจะเดินไปหาป้าโซฟีที่กำลังอยู่ในโลกส่วนตัว ป้าโซฟีเลือกที่จะไปเกลือกกลิ้งปูเสื่อนอนดูซีรี่ส์ในทุ่งหญ้า ปล่อยให้ซัมมอนไพ่ทาโรต์ราวเจ็ดตนแบกรับการบูลลี่จากลามะโดยไม่ตอบโต้เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้ ซัมมอนตัวใหญ่เบิ้มถูกใช้ไปในการยืนบังบดบังแสงจ้าที่ส่องลงมาจากดวงอาทิตย์เสมือนร่มส่วนตัว ซัมมอนสัตว์ปีกถูกใช้แรงงานทาสแทนพัดลม นอกจากนี้แล้วยังมีซัมมอนปุกปุยตัวหนึ่งที่ถูกป้าโซฟีโอบกอดเอาไว้พลางเอ็นจอยเพลิดเพลินกับสื่อเอ็นเตอร์เทนตรงหน้าที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่มองเห็น เนื่องจากผมไม่อยากรบกวนป้าแก ผมจึงวางขวดโพชั่นกองเอาไว้ตรงแถวเสื่อแทนพอได้เห็นป้าโซฟีใช้ชีวิต ผมก็มีความคิดอยากจะไปแช่น้ำให้ฉ่ำอุราดูบ้าง แต่แถวนี้ก็ดันมีแต่ลุ่มน้ำดำ ยิ่งเป็นอ่างอาบน้ำในโรงแรมยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย เพราะในตอนนี้เอ็นพีซีกำลังสร้างเมืองกันอยู่ แน่นอนว่าเมื่อมีเวทมนตร์มาเกี่ยวข้องก็ทำให้การดำเนินการนั้นเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก แถมยังมีเควสให้ผู้เล่นไปช่วยชาวเมืองอีกแรงด้วยเช่นกัน แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเควสเหล่านั้นสักเท่าไรบางครั้งผมก็แค่ต้องการหยุดพักจริงๆ พักจากทุกสิ่งทุกอย่าง ผมคิดเพียงแค่ว่าต้องการที่เงียบๆ ที่จะไปนอนอาบแดดได้เท่านั้น ซึ่งสถานที่ที่คิดไว้ก็คงเป็นแถวแชลโลว์สวอมบ์ที่ตอนนี้กำลังมีข่าวลือหนาหูว่าเหล่านากะได้หนีหายกันไปหมดแล้วเมื่อได้ไปเห็นสถานที่จริงกับตาของตัวเอง สภาพพื้นที่เสื่อมโทรมน้ำขังได้หายไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นป่าโปร่งที่มีบึงขนาดเล็กใหญ่กระจายตัวอยู่หลายที่ด้วยกัน และที่น่าประหลาดใจกว่านั้นก็คงหนีไม่พ้นน้ำสีดำที่บัดนี้กลับกลายเป็นน้ำใสสะอาด แสงแดดที่ลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบกับผืนน้ำส่องประกายระยิบระยับชวนให้รู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก หากไม่นับผู้เล่นและเอ็นพีซีมากมายที่กระจายตัวชมนกชมไม้ ปูเสื่อปิกนิกอยู่ทั่วบริเวณ นี่ยังไม่นับสิงสาราสัตว์หลากสปีชีส์ที่ต้องคอยหลบซ่อน กระโดดหนีจากผู้คนที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ผมเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ดูแผนที่ จนได้มาเจอกับทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีแดดส่องถึง ตาผมเบิกกว้างด้วยรอยยิ้มครู่หนึ่ง เมื่อสำรวจแล้วว่าน่าจะปลอดภัย ผมจึงกระโจนลงไป ว่ายไปจนถึงแถวกลางสระเพื่อหลีกหนีผู้คนให้มากที่สุด กลับตัวเปลี่ยนท่าให้เป็นท่านอนหงาย มือและขาถูกกางออกอย่างผ่อนคลาย สายน้ำที่เย็นฉ่ำกับแสงแดดอันอบอุ่น กลิ่นอายของธรรมชาติ สายน้ำที่โอบร่างของผมไว้อย่างนุ่มนวล ทุกอย่างของที่นี่ทำให้ผมหลับตาเคลิ้ม ในจุดนี้แม้จะมีเสียงแว่วของผู้คนอยู่บ้าง แต่ปัญหาเหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

    พลันเสียงริงโทนโทรเข้าก็ดังขึ้น ไม่รู้ว่าผมเผลอหลับไปนานเท่าไร“วิคเตอร์! ทำอะไรอยู่เนี่ย! ป้ากับมาร์คสลับกันโทร ผลัดกันส่งแชทคนละตั้งหลายรอบแล้ว”“เอ่อ...” ผมไม่คิดเลยว่าตัวเองจะผล็อยหลับไปข้ามวันแบบนี้“รีบๆ มาแล้วกัน เรือจะออกแล้ว”“กำลังไปครับ!” ผมรีบวางสาย แล้วดำว่ายลงไปสองสามรอบเพื่อซึมซับความสดชื่น ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังท่าเรือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้จะอยากใช้โพชั่นสตามิน่าให้ตัวเองรัวๆ แต่ด้วยคูลดาวน์ของมันผมจึงทำแบบนั้นไม่ได้ผมมาหยุดที่ท่าเรืออย่างเหนื่อยหอบ มองดูแล้วเห็นเรือนับสิบลำ ‘แล้วมันต้องขึ้นลำไหนกันละเนี่ย’“สตอล์กเกอร์คอนสไปเรซี(Stalker Conspiracy)” ทักษะบัฟที่ทำให้สามารถใช้ทักษะของคลาสสตอล์กเกอร์กับเป้าหมายอื่นได้อันคุ้นหูถูกเอ่ยดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล แต่ผมยังไม่ทันได้เห็นตัวของเจ้าของ ทักษะถัดไปก็ถูกใช้งานออกมาแล้ว“เท็นมีเตอร์อเวย์(Ten Meters Away)”“ทูมีเตอร์อเวย์(Two Meters)”“บีไฮด์ยู(Behind You)”สิ้นเสียงทักษะเหล่านั้นร่างผมก็ออกวิ่งด้วยความเร็วสูงจนเหมือนเดอะแฟลชโดยอัตโนมัติ ก่อนจะถูกหายตัววับไปด้านหลังของป้าโซฟีที่อยู่บนเรือ พร้อมกับเสียงแตรเรือที่ดังขึ้น พลันสติของผมก็ดับวูบไปในทันทีเนื่องจากพลังงานถูกใช้ไปจนหมด

    ผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็ด้วยแรงตบของใครบางคนอีกครั้ง เมื่อสายตาปรับโฟกัสได้จึงรู้ว่ามันเป็นมือของลูกค้าเก่าคนหนึ่งนั่นเอง“เห็นไหม บอกแล้วว่าตื่นแน่” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นเจ้าของน้ำเสียงและสไตล์การพูดที่เจือไปด้วยความกวนบาทาคนนี้คือใคร เขาคือ ‘จอมโจรคิท’ ลูกค้าเกรียนแตกคนที่เคยจ้างให้ตี้พวกเราไปตีบอสปลาไหล จนบังเอิญไปปลุกนากะควีนให้มาพังเมืองอัลปาป้าให้ราบเป็นหน้ากลองนั่นเอง“ตบกันทำไมเนี่ย?” ผมเอามือหนึ่งมาจับที่รอยตบ อีกมือหนึ่งก็ใช้ยันตัวลุกขึ้นยืน“ป้าขอโทษแทนคิทละกันนะวิค ป้าพยายามปลุกมาสักพักแล้วแต่วิคไม่ตื่น บังเอิญมาเจอคิทกับหนูไซโกะพอดี คิทเขาเลยอาสาปลุกน่ะ” ป้าโซฟีพูดพลางพยายามกลั้นยิ้ม แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำพูด“ไง? มีอะไรจะขายไหม?” หญิงสาวผมบลอนด์ยาว ผิวแทน ร่างสูงหุ่นนาฬิกาทรายกล่าวทักทาย“เจอหน้ากันก็จะเข้าเรื่องธุรกิจเลยเหรอ”“ทำไงได้ ก็ฉันเพิ่งเสียไป 50 ล้านหนิ”“แต่ก็น่าจะได้ของดร็อปจากบอสมาบ้างไม่ใช่เหรอไง ไหนจะของรางวัลจากราชาเดอเมอร์อีก” ผมถามกลับ“จริงๆ แล้วก็ได้ดาบคู่บอสมาแหละ แต่ไม่คิดว่าจะตีบวกห้าไม่ติดชิงแตกคามือไปเสียได้” ไซโกะพูดด้วยสีหน้าอันเจ็บปวด “ค้อนตีบวกที่ได้มาจากตาลุงราชานั่นก็ไม่ช่วยเลยจริงๆ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความผิดหวัง แม้ท่าทางจะดูเวอร์ไปบ้าง แต่ผมก็เชื่อนะว่าเธอรู้สึกแบบนั้นจริงๆ“จะถามให้มากความทำไมเนี่ย” จู่ๆ คิทก็พูดแทรกขึ้นมา “ขอตัวไปพักก่อนละ” ยังไม่ทันคิทจะหันหลังกลับไป ไซโกะก็ทำท่าเหมือนจะนึกบางอย่างออกแล้วกล่าวขึ้น“จะว่าไปแล้วพวกนายจะไปทำอะไรที่เกาะภูเขาไฟกันเหรอ?”“อ๋อ เด็กพวกนี้จะพาป้าไปเปลี่ยนอาชีพน่ะ”“ทำไมถึงแทนตัวเองว่าป้าล่ะ?” ไซโกะถาม“จะว่ายังไงดีล่ะ อายุป้าก็ปาไปจะสี่สิบแล้วหนูเอ้ย”“แล้วอีกสองคนก็ในตี้ก็รุ่นเดียวกันกับป้าเลยเหรอ” ไซโกะถามต่อ“เปล่าจ่ะ สองคนนี้ยังหนุ่มยังแน่นกันอยู่เลย เจ้าวิคเนี่ยอายุยี่สิบห้า ส่วนเจ้ามาร์คก็น่าจะอายุยี่สิบหกนะ ถ้าป้าจำไม่ผิด” ป้าพูดพลางชี้มาที่ผม แล้วก็พี่มาร์คัสตามลำดับ“ยี่สิบเจ็ด” พี่มาร์คัสแก้“ไซโกะค่ะ อายุสามสิบ” พูดจบไซโกะก็ชี้ไปทางคิท ชายหนุ่มผมรองทรงสูงสีดำที่มีส่วนสูงอยู่ที่ประมาณไหล่ของเธอเพียงเท่านั้น “ส่วนนี่คิท อายุ...” ยังไม่ทันที่ไซโกะจะโพล่งอายุของคิทออกมา คนร้อนตัวก็รีบเอามือไปปิดปากหญิงสาวเอาไว้ทันที“ไม่เอาไม่พูดดิพี่”“รู้แล้วแหละนา ฉันแค่จะแกล้งแกเท่านั้นแหละ” เธอพูดพลางเอามือขยี้หัวชายตัวเตี้ยด้วยความสนิทสนม“เอ่อ… นี่เป็นพี่น้องกันเหรอ?” จู่ๆ พี่มาร์คัสก็ถามคำถามที่ผมก็อยากรู้อยู่เหมือนกันออกไป“รู้ไปแล้วได้อะไร ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกนายสักหน่อย” คิทกล่าวด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์“ใจเย็นก่อนไอ้น้องชาย ที่เห็นอยู่ตรงนี้ก็นับเป็นหุ้นส่วนในอนาคตกันทั้งนั้นแหละ” ไซโกะหันไปบอกคิทพร้อมเอามือข้างหนึ่งจับไปที่บ่า ก่อนจะหันมาพูดกับพวกเราต่อ “ไม่ใช่พี่น้องโดยสายเลือดหรอก เห็นมันเกรียนแตกแบบนี้ แต่ก็เป็นคิทคนนี้แหละที่เป็นคนทำให้ให้ชีวิตการเป็นแม่ค้าในเกมดิจิทัลของฉันเริ่มขึ้นตั้งแต่หลายปีก่อน ตอนนี้เจ้านี่ก็เป็นเหมือนน้องชายของฉันคนหนึ่งนั่นแหละ”“ถ้าจะเล่าหมดเปลือกขนาดนี้ไม่เล่าให้หมดไปเลยล่ะ” คิทหายใจฟึดฟัดอยู่สองสามครั้งก่อนจะกระทืบเท้าเดินออกไปจากวงสนทนา“งอนอีกละ เด็กหนอเด็ก… เอาเป็นว่าในส่วนของฉัน ฉันก็บอกได้แค่นี้แหละ” ไซโกะถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ก่อนจะขอตัวเดินตามคิทไป แต่แล้วเธอก็หันกลับมาเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก “ขอบใจมากนะที่ไปช่วยเควสเจ้าคิทมันน่ะ” เธอรีบพูดด้วยความเขินอาย ก่อนจะหมุนตัวออกวิ่งไปเลย“มาร์คเห็นเหมือนที่ป้าเห็นไหม?” ป้าโซฟีหันมาประสานสายตากับพี่มาร์คัสอย่างมีเลศนัย“ผมว่าใช่” พี่มาร์คัสตอบ ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมามองผมด้วยสายตายั่วยุ แลดูล้มล้างระบอบเฟรนโซน“คิดมากนา เธออาจจะแค่รู้สึกเขินในการพูดขอบคุณก็ได้” ผมพูดโดยทำท่าไม่รู้ไม่ชี้เพื่อกลบเกลื่อน สายตาสองคู่ที่ถึงกับสะกดให้ผมทำตัวไม่ถูก“นายดูเลิ่กลั่กนะวิค”“ก็ไม่หนิ” ผมพยายามกดเสียงพยางค์ท้ายให้ต่ำที่สุดแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งคู่ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ผมจึงออกปากชวนทั้งคู่ให้ไปดูที่นอนในเรือแทนนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้มองดูผืนน้ำสีน้ำเงินที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตาบนเรือไม้ขนาดใหญ่ที่มีการออกแบบพื้นที่ด้านบนส่วนใหญ่คล้ายกับเรือโจรสลัดที่ผมเห็นในภาพยนตร์ไม่มีผิด มันมีทั้งหมดด้วยกันสามชั้น ชั้นบนสุดจะเป็นชั้นดาดฟ้าเรือ มีเสาเรือทั้งหมดสามเสาโดยเสาตรงกลางเรือจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเสาเรือทั้งหมด ใบเรือทั้งสามติดอยู่กับเสาเรือโดยผูกติดกับไม้ท่อนหนึ่งที่พาดกับเสาเรือเป็นรูปกางเขน เสาแต่ละเสาจะยึดโยงไว้ด้วยเชือกตาข่ายที่ใช้ในการปีนป่ายขึ้นลงของลูกเรือไปยังสถานีสังเกตการณ์ที่อยู่ตรงบริเวณเกือบปลายเสา ตรงส่วนท้ายของดาดฟ้าจะเป็นห้องของกัปตัน ด้านบนห้องกัปตันจะเป็นดาดฟ้าเรือชั้นสองที่เป็นตั้งของพวงมาลัยบังคับเรือ เนื่องจากเรือลำนี้เป็นเรือขนส่งสาธารณะ ผมเลยแอบผิดหวังนิดหน่อยที่มันไม่ได้มีปืนใหญ่ ปืนฉมวกหรืออาวุธหนักประดับเรือแบบเรือต่อสู้หรือเรือโจรสลัดเมื่อผมเดินลงมาจากชั้นดาดฟ้าทางบันไดกลางเรือก็มาเจอกับชั้นที่เรียกได้ว่าเป็นที่พักของลูกเรือและผู้โดยสาย ซึ่งไม่ได้แบ่งเขตกั้นเป็นห้องไว้อย่างชัดเจน เต็มไปด้วยข้าวของส่วนตัวของลูกเรือ เปลเชือกที่ถูกผูกไว้กับโครงเสาของเรือกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ เปลส่วนใหญ่ก็มีเจ้าของกันไปเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็แต่เปลบริเวณที่ไกลจากทางขึ้นเท่านั้นที่ยังว่างอยู่ พวกเราจึงพากันไปจับจองเปลที่อยู่แถวท้ายเรือ เพราะป้าโซฟีแกบอกว่าถ้าเรือชนภูเขาน้ำแข็งแบบไททานิค อย่างน้อยก็น่าจะมีโอกาสรอดมากกว่าคนที่อยู่แถวหัวเรือส่วนชั้นสุดท้ายหรือท้องเรือนั้นก็เป็นห้องเก็บของอเนกประสงค์ ถ้าหากเป็นเรือโจรสลัดก็ท้องเรือนี่แหละที่จะเป็นห้องเก็บสมบัติ ซึ่งในฐานะผู้โดยสารที่เป็นผู้เล่นจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในนั้นแม้จะเป็นเวลากลางวันแสกๆ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมันก็เริ่มทำให้ผมง่วงนอนไม่ต่างไปจากการนั่งรถในชีวิตจริงเลย ผมเลยบอกป้าโซฟีไปว่าจะของีบหลับสักหน่อย แต่ก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ลืมที่จะเปิดหาข้อมูลเรื่องการนอนหลับในโลกเสมือนแห่งนี้ และมันทำให้ผมได้รู้ว่า นอกจากอาหารในเกมนี้จะช่วยเรื่องความเหนื่อยล้าจากการเล่นเกมเป็นเวลานานแล้ว การนอนก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยยืดระยะเวลาการเหนื่อยล้าออกไปได้ ทำให้สามารถล็อกอินอยู่ในเกมได้นานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผมไม่ลืมที่จะบอกข้อมูลสำคัญนี้ให้ทั้งคู่ทราบ มันไม่มีเวลาไหนเหมาะสมที่จะนอนหลับยืดระยะเวลาไปมากกว่าตอนนี้อีกแล้ว อย่างน้อยมันก็ทำให้การเดินทางที่แสนน่าเบื่อนี้ดูมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง...

    แต่แล้วความสงบในห้วงนิทราก็ถูกแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่กับเสียงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของกัปตันเรือปลุกผมและผู้โดยสารคนอื่นให้ตื่นขึ้น

    ‘หวังว่าเรือคงจะไม่ได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งหรอกนะ’

    คล้ายกับเรื่องTale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล ที่คุณอ่าน