จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 105: มรดกที่มองไม่เห็น

    วินาทีที่คำอินทร์สัมผัสได้ถึงแก่นแท้แห่ง "ราชันย์อาคม" และรับเอาผลึกแห่งพระปณิธานมาไว้ในครอบครอง โถงบรรพกาลที่เคยสงบนิ่งและเป็นอมตะ ก็พลันส่งเสียงคร่ำครวญราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจะสิ้นใจ!


    ครืนนนนนนนนนน!


    ทั้งหอธรรมพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! อักขระสีทองบนผนังที่เคยส่องแสงเรืองรอง บัดนี้กลับสั่นไหวและริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว! 


    แสงสีทองนวลที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้กลับกะพริบถี่รัวราวกับสัญญาณเตือนภัยแห่งหายนะ!


    "แย่แล้ว! ที่นี่กำลังจะถล่ม!" ลุงมีที่ยืนรออยู่หน้าประตูด้วยใจจดจ่อ ตะโกนลั่นเมื่อเห็นฝุ่นหินและเศษปูนเริ่มร่วงหล่นลงมาจากเพดาน! "พ่อหนุ่ม! รีบออกมาเร็ว!"


    สติของคำอินทร์กลับคืนมาสู่ความเป็นจริง! เขามองเห็นโถงบรรพกาลที่กำลังพังทลายลงเบื้องหลัง ภาพจิตรกรรมฝาผนังอันล้ำค่ากำลังปริแตกเป็นรอยร้าว แสงสีทองกำลังจะดับมอดลงพร้อมกับความลับแห่งประวัติศาสตร์


    เขาไม่มีเวลาให้ได้ซึมซับกับพลังที่เพิ่งได้รับมาอีกต่อไป!


    "ท่านลุง! ถอยไป!" เขาตะโกนกลับไป แล้วรีบออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต!


    ก้อนหินขนาดเท่าเกวียนร่วงหล่นลงมาจากเพดาน! ปิดทับแท่นศิลาแปดเหลี่ยมที่เคยเป็นที่สถิตของผลึกแห่งพระปณิธานจนแหลกละเอียด! พื้นหินอ่อนเริ่มยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึก!


    คำอินทร์ใช้ "วิชาย่างสามขุม" ที่บัดนี้รวดเร็วและมั่นคงขึ้นหลายเท่าตัวจากการได้รับมรดกราชันย์ เขาทะยานร่างผ่านเศษซากที่ร่วงหล่นลงมาอย่างฉิวเฉียดราวกับสายลม!


    เขากระโดดข้ามรอยแยกขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนพื้น! พุ่งทะยานมาถึงประตูทางออกได้ในเสี้ยววินาที!


    "ไป!" ลุงมีตะโกนลั่นแล้วรีบวิ่งนำขึ้นไปตามบันไดหนีตาย!


    คำอินทร์ไม่รอช้า เขาวิ่งตามขึ้นไปติดๆ เบื้องหลังของพวกเขา เสียงถล่มครั้งสุดท้ายดังกึกก้องกัมปนาทราวกับเสียงคำรามของปฐพี 


    ประตูหินที่เคยเปิดต้อนรับบัดนี้ได้เลื่อนกลับเข้าปิดผนึกอย่างรวดเร็ว! ปิดตายหอธรรมบรรพกาลและความลับทั้งหมดไว้ภายใต้พื้นปฐพีตลอดกาล


    ทั้งสองวิ่ง...วิ่ง...และวิ่ง...ขึ้นไปตามบันไดวนที่บัดนี้สั่นสะเทือนและปริแตกไปทั่ว ราวกับกำลังแข่งกับเวลาและความตายที่กำลังไล่ตามหลังมาติดๆ!


    ในที่สุดพวกเขาก็วิ่งกลับออกมาถึงปากทางเข้าอุโมงค์เทวะที่อยู่หลังแผ่นศิลาในวัดโลกโมฬีได้สำเร็จ!


    ทันทีที่ร่างของพวกเขาทั้งสองพ้นออกมา แผ่นศิลานั้นก็เลื่อนกลับเข้าปิดทางเข้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงถล่มครั้งสุดท้ายที่ดังมาจากใต้ดิน แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัดลง


    เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคนที่เพิ่งหนีรอดจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด


    "แฮ่ก...แฮ่ก...เกือบไปแล้วไหมล่ะ" ลุงมีทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง 


    "เกือบจะได้ไปนั่งจิบเหล้ากับพญายมแล้วไหมล่ะ...นี่ถ้าข้าหัวใจวายตายไป...เอ็งต้องรับผิดชอบนะไอ้หนู"


    คำอินทร์ยืนพิงอยู่กับผนังโบสถ์ที่พังทลาย เขายังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่หาย แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังที่อุ่นร้อนและเปี่ยมล้นซึ่งกำลังไหลเวียนอยู่ในกาย พลังจากผลึกแห่งพระปณิธาน


    แต่แล้วก่อนที่พวกเขาจะได้ทันได้หยุดพักให้หายเหนื่อย


    จิตสัมผัสกระแสที่เฉียบคมขึ้นอย่างมหาศาลของคำอินทร์ ก็พลันร้องเตือนขึ้นมาอย่างรุนแรง!


    "ท่านลุง! มีคนมา!"


    เขาหันขวับไปมองยังทิศทางของกำแพงวัด เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังอาคมที่ชั่วร้ายและคุ้นเคย มันกำลังเคลื่อนที่มาทางนี้ด้วยความเร็วสูง!


    ดูเหมือนว่าการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากการถล่มของหอธรรมบรรพกาล และการปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากการที่เขาได้รับมรดก มันได้ทำลายมนตร์กำบังของสถานที่นี้และได้ส่ง "สัญญาณ" ที่ดังที่สุด ออกไปยังศัตรูที่อยู่ภายนอกเสียแล้ว!


    "ฉิบหายแล้ว!" ลุงมีสบถลั่น! "ไอ้แม่ทัพเงาแน่ๆ! มันรู้ตัวแล้ว!"


    "พวกมันกำลังมาทางนี้! เราต้องหนี!" คำอินทร์กล่าว "กลับไปที่อุโมงค์!"


    ทั้งสองรีบวิ่งกลับไปยังทางเข้าอุโมงค์เทวะที่เพิ่งจากมา แต่ก็ต้องพบกับความสิ้นหวัง


    แผ่นศิลาที่เคยเป็นประตู บัดนี้ได้ปิดตายสนิท และไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนอีกต่อไป มันได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว


    "ทางหนีถูกตัดแล้ว!" ลุงมีหน้าซีดเผือด


    เสียงฝีเท้าและเสียงตะโกนของทหารพม่าดังใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกเขากำลังจะถูกปิดล้อม!


    "ดูเหมือนว่า...เราจะหนีไม่พ้นเสียแล้ว" คำอินทร์พึมพำ เขากระชับดาบในมือ แววตาเปลี่ยนจากความตื่นตระหนกเป็นความเด็ดเดี่ยวที่เย็นชา


    ในเมื่อหนีไม่ได้ก็มีเพียงหนทางเดียว นั่นคือ "สู้"!


    เขาหันไปเผชิญหน้ากับทิศทางที่ศัตรูกำลังจะมาถึง พร้อมที่จะปลดปล่อยพลังที่เพิ่งได้รับมา เพื่อต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย


    การพักผ่อนของพวกเขาจบลงแล้ว การหลบหนีที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้น


    คำอินทร์และลุงมีเคลื่อนที่ไปตามเงามืดของซากปรักหักพังอีกครั้ง แต่ครั้งนี้บรรยากาศมันแตกต่างไปจากเดิม เสียงสัญญาณเตือนภัยของกองทัพพม่าดังขึ้นจากหลายทิศทาง เสียงฝีเท้าที่วิ่งกันอย่างสับสนวุ่นวายดังใกล้เข้ามาทุกขณะ


    "พวกมันกำลังบีบวงล้อมเข้ามา!" ลุงมีร้องเตือน "เราต้องหาทางออกจากวัดนี้ให้ได้ ก่อนที่ประตูทุกด้านจะถูกปิด!"


    "ไปทางทิศตะวันออก!" คำอินทร์ตัดสินใจ "กำแพงฝั่งนั้นพังทลายมากที่สุด น่าจะเป็นจุดที่การป้องกันเบาบางที่สุด!"


    ทั้งสองวิ่งแข่งกับเวลา ลัดเลาะไปตามแนววิหารและเจดีย์ที่พังทลาย พวกเขาใช้จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์และเล่ห์เหลี่ยมของลุงมีในการหลบหลีกหน่วยลาดตระเวนที่กำลังวิ่งสวนมาได้อย่างฉิวเฉียดหลายต่อหลายครั้ง


    ในขณะที่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงที่พังครืนลงมาแห่งหนึ่ง รอให้ทหารพม่ากลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านไป คำอินทร์ก็มีเวลาได้สำรวจ "มรดก" ที่เขาเพิ่งได้รับมาเป็นครั้งแรก


    เขาล้วงเข้าไปในย่าม หยิบเอาผลึกที่บัดนี้กลายเป็นหินใสธรรมดาออกมา มันไม่ได้ส่องแสงอีกต่อไป แต่เมื่อเขาลองใช้จิตสัมผัสเข้าไป เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่แฝงอยู่ภายใน มันได้เปลี่ยนสภาพไปแล้ว


    ไม่ใช่ผลึกแห่งความทรงจำแต่เป็น "ผลึกแก้ว" ที่ว่างเปล่ารอคอยที่จะถูกเติมเต็ม


    แล้วเขาก็เข้าใจ นี่คือ "กระสุน" นัดแรก...เป็น "ภาชนะ" ที่รอให้เขาบรรจุ "เจตจำนง" ของตนเองลงไป เพื่อที่จะใช้กับพระแสงปืนต้น


    แต่แล้วความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็ได้บังเกิด


    มรดกที่แท้จริงที่เขาได้รับ มันไม่ใช่ผลึกแก้วชิ้นนี้ไม่ใช่พลังที่เพิ่มพูนขึ้นแต่คือ "สิ่งที่มองไม่เห็น"...


    มันคือ "ความเข้าใจ" ในหน้าที่คือ "ความกระจ่างแจ้ง" ในเป้าหมายและคือ "ปณิธาน" ที่แน่วแน่และไม่สั่นคลอนที่เขาได้รับมาจากจิตวิญญาณขององค์วีรกษัตริย์


    ก่อนหน้านี้ เขาต่อสู้เพื่อความแค้น เพื่ออดีต


    แต่บัดนี้เขารู้แล้วว่าเขาต้องสู้เพื่ออะไร...


    เขาต้องสู้...เพื่อ "อนาคต" เพื่อแผ่นดินและเพื่อผู้คน...


    นี่คือ "มรดกที่มองไม่เห็น"  มรดกที่ล้ำค่ายิ่งกว่าพลังอำนาจใดๆ


    "ไปกันได้แล้ว!" เสียงของลุงมีดึงเขาออกจากภวังค์


    พวกเขาวิ่งต่อไปจนกระทั่งในที่สุดก็มองเห็นแนวกำแพงวัดทางทิศตะวันออกอยู่เบื้องหน้า!


    อิสรภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อม!


    แต่แล้วจิตสัมผัสของคำอินทร์ก็ร้องเตือนขึ้นมาอย่างรุนแรงที่สุด!


    เขาหยุดชะงักกึก! แล้วดึงแขนของลุงมีให้หมอบลงกับพื้นทันที!


    เบื้องหน้าของพวกเขาที่ช่องกำแพงที่พังทลายซึ่งควรจะเป็นทางออก


    มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ ขวางทางของพวกเขาไว้


    เขาสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีดำธรรมดา แต่ไอพลังงานที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้น


    มันเย็นเยียบ...อำมหิต...และทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัว


    "จะรีบไปไหนกันเล่า...เจ้าหนูสกปรกทั้งสอง ข้ารอพวกเจ้ามาเนิ่นนาน"


    เสียงที่แหบพร่าและเย็นชาดังขึ้น