ซุปเปอร์เมียยุค 70

    14 รับรู้ความจริง

            “ ฉะ..ฉัน เฮ้อ ไหน ๆ ก็ความแตกแล้ว ฉันจะบอกความจริงทุกอย่างกับคุณไปเลยก็แล้วกัน รับได้ก็รับ รับไม่ได้เราก็คงต้องทางใครทางมันแล้วล่ะ เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปเหมือนกัน ”


            “ คุณลองพูดมาก่อนเถอะ อย่างอื่นค่อยมาว่ากันทีหลัง ” เว่ยอี้หานเองก็อยากรู้เหมือนว่าความจริงเป็นอย่างไรเช่นกัน


            “ ก็ได้ คุณเตรียมใจฟังให้ดีล่ะ เรื่องนี้มันออกจะน่าเหลือเชื่อแล้วก็อัศจรรย์เหนือธรรมชาติไปสักหน่อย คุณอาจจะไม่เชื่อความจริงที่ฉันกำลังจะบอกคุณในตอนนี้ แต่ฉันขอยืนยันว่าจะพูดความจริงทั้งหมด สาบานเลยเอ้า ว่าเรื่องที่ฉันกำลังจะบอกคุณนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง เพราะฉันก็ไม่ได้อยากที่จะปิดบังอะไรคุณเหมือนกัน ความจริงฉันก็อึดอัดที่ต้องเก็บความลับทุกอย่างไว้กับตัว จะพูดหรือปรึกษาอะไรกับใครก็ไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ พอดีเลยทีนี้คุณก็มาเป็นที่ระบายให้ฉันเลยก็แล้วกัน ” 


            เว่ยอี้หาน “…” นี่แม่คุณจะชิวไปไหน เรื่องคอขาดบาดตายน่าเหลือเชื่อขนาดนี้ยังทำท่าทางสบาย ๆ เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน…. 


            มู่เสี่ยวหลันสูดหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็คิดเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเองตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นมู่หลันจนเธอกลายมาเป็นมู่เสี่ยวหลันคนปัจจุบันนี้ได้ยังไง… เธอค่อย ๆ เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เว่ยอี้หานฟังอย่างละเอียด “ คือว่าอย่างนี้นะ ก่อนอื่นฉันขอเล่าเรื่องของตัวเองก่อนก็แล้วกัน เรื่องนี้มันเริ่มจาก….. ”


            ขณะที่เว่ยอี้หานนั่งเงียบฟังเรื่องราวที่มู่เสี่ยวหลันกำลังเล่าออกมาทั้งหมดโดยที่ไม่คิดขัดจังหวะ แต่จะเห็นได้ว่าคิ้วของเขาขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลาแสดงให้เห็นว่าเขากำลังเครียดมากแค่ไหนกับเรื่องราวที่กำลังได้รับฟังอยู่ในตอนนี้


            “ เฮ้อ เล่าจนคอแห้ง เรื่องทุกอย่างมันก็เป็นอย่างที่ฉันบอกคนไปนั่นแหละ ฉันสาบานได้ว่าฉันไม่ใช่วิญญาณร้ายที่มาแย่งหรือต้องการมาสิงร่างเมียของคุณหรอกนะ เพราะฉะนั้นห้ามคุณแจ้งความ และก็ห้ามจับฉันใส่กรงหมูถ่วงน้ำด้วย เพราะฉันไม่ได้ทำผิดอะไร ฉันเองก็ถูกส่งมาอยู่ในร่างเมียคุณแบบไม่ได้เต็มใจเหมือนกัน ” มู่เสี่ยวหลันนั่งหน้าม่อยคอตก เธอยังไม่อยากตายอีกรอบหรอกนะ และเธอเองก็คิดว่าเว่ยอี้หานไม่ใช่ผู้ชายใจไม้ไส้ระกำขนาดที่จะเอาชีวิตเธอได้ และไหน ๆ ก็ความแตกแล้วเธอจะทำอะไรแปลก ๆ อีกก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

     

            " เอาน้ำสักแก้วด้วยไหมคุณ จะได้ใจเย็นขึ้น " มู่เสี่ยวหลันถามอีกฝ่ายด้วยความหวังดีและมีมารยาท พร้อมกับการที่…


             พรึ่บ! แก้วน้ำพร้อมกับน้ำเปล่าที่มีอยู่เต็มแก้วโผล่ขึ้นมาบนฝ่ามือของมู่เสี่ยวหลันก่อนที่เธอจะดื่มรวดเดียวจนหมดแก้วด้วยความกระหาย โดยที่ไม่รอแม้แต่ให้อีกฝ่ายตอบเสียก่อนเพราะหากเขาอยากดื่มน้ำเธอก็จะเอามาให้ใหม่อีกแก้ว


            “ เอ่อ ไม่ต้องครับ ถ้าหากเรื่องนี้เป็นเหมือนที่คุณเล่ามามันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณ ผมเองที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณคุณด้วยซ้ำที่มาเข้าร่างของเสี่ยวหลันได้ทันเวลาและช่วยคลอดเสี่ยวเป่าออกมา ไม่อยากนั้นลูกของผมก็คงตายไปแล้ว อีกคนก็คงต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เกิดอีกด้วย ” เว่ยอี้หานตอบหลังจากที่หายอึ้งจากการที่หญิงสาวตรงหน้าเสกน้ำออกมากลางอากาศแบบนี้


            “ อืมมม หากคุณไม่เชื่อหรือไม่แน่ใจในสิ่งที่ฉันพูดมา ฉันก็มีหลักฐานยืนยันนะ จดหมายฉบับนั้นฉันก็ยังเก็บไว้ นี่… ” 


            พรึ่บ! จดหมายที่เป็นกระดาษหนึ่งแผ่นโผล่มาในมือของมู่เสี่ยวหลัน อีกครั้งกลางอากาศศศศศ


            “ เอ้านี่ คุณลองเอาไปอ่านดู ฉันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนส่งฉันมาที่นี่ เพราะไม่ได้เขียนบอกเอาไว้ แต่ฉันคิดว่าคงเป็นใครไปไม่ได้หรอกนอกจากยมทูต ” พอพูดถึงยมทูตแล้วมู่เสี่ยวหลันก็รู้สึกหนาวที่สันหลังขึ้นมานิด ๆ เหมือนกัน


            เว่ยอี้หาน“…”   เขารู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูกได้แต่อึ้งงันไปอีกรอบ    


            แม้ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในของเขาบอกกับตนเองว่าเธอไม่ได้โกหก แต่เมื่อเห็นจดหมายที่มู่เสี่ยวหลันคนใหม่ยื่นส่งมาให้เขาได้อ่านดูเป็นหลักฐานยืนยันคำพูดของเธอ เว่ยอี้หานก็รับจดหมายจากอีกฝ่ายมาแล้วลองเปิดจดหมายฉบับนั้นอ่านดู เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันน่าเหลือเชื่อและประหลาดมากจนเขาอยากรู้ว่าจดหมายฉบับนี้เขียนเอาไว้ว่าอย่างไร


            แต่เมื่อได้เขารับการยืนยันและรับรู้ว่าแม่ของลูกทั้งสองคนได้เสียชีวิตไปแล้วจริง ๆ  ส่วนวิญญาณที่เข้ามาอยู่ในร่างแทนก็มาจากอนาคต และยังเป็นอีกหลายสิบปีข้างหน้าเว่ยอี้หานก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นคำพูดได้ 


            เพราะสมองของเขารู้สึกตื้อไปหมดแล้วในตอนนี้ มันเหมือนกับว่าเขากำลังฝันไป เมื่อได้รับรู้เรื่องมหัศจรรย์กับการที่จู่ ๆ วิญญาณดวงหนึ่งก็ถูกส่งมาจากโลกในอนาคตเพื่อมาสวมร่างของคนที่อยู่ในยุคอดีตแบบนี้ และตัวเขาและผู้คนรอบข้างก็เป็นคนในยุคอดีตหลายสิบปีให้หลัง นี่มันเรื่องเป็นเรื่องประหลาดและแสนมหัศจรรย์เกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้ในทันทีทันใด


            เว่ยอี้หานรู้สึกว่าตนเองตั้งตัวไม่ทันกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับในตอนนี้ เขาต้องการหาสถานที่เงียบ ๆ คิดอะไรคนเดียวสักพักจึงบอกกับมู่เสี่ยวหลันคนปัจจุบันว่า


            “ เรื่องทุกอย่างมันกะทันหันมาก ผมขอเวลาออกไปคิดอะไรเงียบ ๆ คนเดียวสักพักนะครับ หากไม่เป็นการรบกวนคุณมากเกินไป ผมขอฝากให้คุณช่วยดูแลเด็ก ๆ ด้วยในระหว่างที่ผมไม่อยู่ ” เว่ยอี้หานเอ่ยขอร้องด้วยความกังวลและเกรงใจอีกฝ่ายเมื่อตอนนี้เขารู้แล้วว่าเธอไม่ใช่มู่เสี่ยวหลันคนเดิมอีกต่อไป แต่เขาก็ไม่สามารถไปขอร้องผู้เป็นแม่ได้เพราะกลัวว่านางจะเป็นกังวลและสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคนในตอนนี้

     

            “ อืม คุณวางใจได้ ฉันจะดูแลเด็ก ๆ อย่างดีแน่นอน ฉันรู้ว่าคุณต้องการเวลาส่วนตัวคิดทบทวนในหลาย ๆ เรื่องที่เพิ่งรับรู้ มันก็ออกจะ… น่าเหลือเชื่อเกินจะยอมรับไปสักหน่อยล่ะนะ  ” มู่เสี่ยวหลันยิ้มแหย เธอเองก็กังวลว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตตัวเองต่อไปดี คงต้องให้เวลาเว่ยอี้หานคิดทบทวนอีกสักนิดก่อน แล้วค่อยหาทางออกอีกทีก็ยังไม่สาย


            “ ขอบคุณนะ ” เว่ยอี้หานเอ่ยขอบคุณสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปและปล่อยให้มู่เสี่ยวหลันดูแลลูก ๆ รอเพียงลำพังเพราะตอนนี้เขาต้องการเวลาคิดย่อยเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะตอนนี้เว่ยอี้หานรู้สึกสับสนไปทุกอย่างและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับมู่เสี่ยวหลันคนใหม่นี้ยังไงดี 


            อีกทั้งความรู้สึกดี ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่นานนี้จนเขาวาดหวังถึงอนาคตที่จะอยู่ร่วมกันไปจนแก่เฒ่ากับเธอแบบที่ไม่เคยรู้สึกมั่นใจว่าจะเป็นไปได้มาก่อน แต่ตอนนี้เขาจะทำอย่างไรดีในเมื่อเธอไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของลูกชายทั้งสองคนแต่กลับอยู่ในร่างของแม่แท้ ๆ แบบนี้ เขาจะปล่อยเธอไปหรือจะรั้งเอาไว้ดี 


            แต่พอคิดว่าต้องปล่อยเธอไปเขาก็รู้สึกใจหายวาบในทันที แต่การที่จะบังคับให้เธออยู่ต่อเพียงแค่เพราะเธออยู่ในร่างของมู่เสี่ยวหลันมันก็เป็นการไม่ยุติธรรมต่อหญิงสาวเช่นกัน แล้วเขาควรจะต้องทำอย่างไรดี ตอนนี้เว่ยอี้หานรู้สึกสับสนไปหมดแล้ว เขาเดินออกจากบ้านไปด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้ง สีหน้าก็ดูอึมครึมจนแม้แต่คนรู้จักก็ไม่มีใครกล้าทักทายเขาระหว่างทางที่เดินสวนกัน 


            เขาเดินไปเรื่อย ๆ ด้วยจิตใจอันว้าวุ่นจนกระทั่งถึงริมฝั่งแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่งที่ไหลผ่านหมู่บ้านสุ่ยหนานแห่งนี้


            เพราะจิตใจที่กำลังฟุ้งซ่านและสับสนกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้จนคิดอะไรไม่ออกและไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี เว่ยอี้หานตัดสินใจถอดเสื้อและกางเกงทิ้งไว้ที่ชายฝั่งแล้วกระโดดลงแม่น้ำไปทันทีด้วยหวังว่าความเย็นจากแม่น้ำจะสามารถช่วยดับความสับสนร้อนรุ่มภายในจิตใจของเขาในตอนนี้ได้


            แขนขาที่ยาวและแข็งแรงออกแรงจ้วงว่ายน้ำสลับกลับปล่อยตัวนอนหงายลอยคออยู่กลางผืนน้ำอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มในที่สุดเว่ยอี้หานก็ตัดสินใจว่ายเข้าหาฝั่ง เขาสวมเสื้อผ้าที่วางกองทิ้งไว้ แล้วนั่งลงบนพื้นหญ้าเหม่อลอยนึกไปถึงมู่เสี่ยวหลันผู้เป็นแม่ของลูก


            ตลอดเวลาที่ผ่านมาปีกว่าเว่ยอี้หานรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งเขาและมู่เสี่ยวหลันคนก่อนไม่เคยมีความรักให้กันและกัน เขาแต่งงานกับเธอก็เพื่อรับผิดชอบที่ทำให้เธอเสียชื่อเสียงส่วนมู่เสี่ยวหลันก็แต่งเพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้น 


            จนถึงบัดนี้เว่ยอี้หานก็ไม่เคยรู้เลยว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจนทำให้เขาต้องแต่งงานกับมู่เสี่ยวหลันเพื่อรับผิดชอบนั้นเป็นแผนการของเธอทั้งหมดหาใช่อุบัติเหตุที่เขาต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบต่อชื่อเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งไม่


            เมื่อแต่งงานกันแล้วและกลายมาเป็นครอบครัวเดียวกันความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับไม่ได้พัฒนาขึ้น ในทางกลับกันกลับเดินมาถึงจุดที่เขาได้เตรียมใจเอาไว้แล้วว่ามู่เสี่ยวหลันอาจจะขอหย่ากับเขาในสักวันหนึ่ง เพราะเขาไม่มีสิ่งที่เธอต้องการนั่นก็คือยศศักดิ์ของการเป็นทหารและเงินเดือนนั่นเอง แม้ว่าเขาและเธอจะมีลูกด้วยกันแล้วก็ตาม


            เมื่ออยู่ ๆ ก็ต้องมารับรู้ความจริงว่าเธอนั้นได้ตายจากไปแล้ว แม้จะไม่รักแต่ก็ยังมีความผูกพันธ์จาง ๆ ที่ก่อเกิดขึ้นมาในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยา เว่ยอี้หานจึงรู้สึกตกใจมาก เขาไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าตัดใจไม่ได้ แต่กลับรู้สึกเสียใจและมันเป็นความรู้สึกที่เขาก็อธิบายไม่ถูก 


            อาจจะเพราะว่าสาเหตุการตายของเธอเกิดจากการคลอดลูกของพวกเขาทั้งสองคน แม่แท้ๆ ได้จากลูกทั้งสองไปแล้วทั้งที่ยังอายุน้อยอยู่เลย และตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องหรือเอะใจอะไรเลยสักนิด เขาจึงรู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายที่จากไปโดยที่ไม่มีแม้แต่พิธีอะไรเพราะร่างของเธอมีวิญญาณของหญิงสาวจากที่ห่างไกลมาสวมอยู่แทนที่แล้ว 


            และดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนั้น ที่เธอบอกกับเขาว่าชื่อของเธอคือมู่หลัน และได้มาอยู่แทนที่มู่เสี่ยวหลันคนเดิมตั้งแต่เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งแปลกมากที่แม้จะรู้ว่าเธอเป็นดวงวิญญาณอื่นมาสวมร่างของภรรยาเขากลับไม่รู้สึกโกรธหรือกลัวเลยสักนิดหลังจากที่ได้รู้ความจริง


            อาจเป็นเพราะเมื่อนึกถึงช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาที่เขาได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเธอเห็นเธอคอยดูแลลูก ๆ ด้วยความห่วงใยโดยที่ไม่เคยปริปากบ่นหรือไม่พอใจที่เด็ก ๆ ร้องไห้งอแงบ่อย ๆ เธอให้นมลูกจนแทบไม่ได้หลับได้นอนดี ๆ เลยสักคืนจนใต้ตาของเธอนั้นดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด 


            สิ่งที่ได้เห็นด้วยตาของตัวเองและที่สัมผัสได้ ทำให้เว่ยอี้หานมั่นใจว่านิสัยที่แท้จริงของผู้หญิงคนนี้จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจดีและยังเป็นคนที่มีความอดทนมากอีกด้วย เพียงแค่นึกถึงภาพเหล่านั้นเว่ยอี้หานก็รู้สึกอุ่นวาบบริเวณอกด้านซ้ายของตนเอง เขามั่นใจว่าทุกอย่างที่เธอทำมาตลอดนั้นไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำเพื่อไม่ให้ทุกคนจับได้ว่าเธอไม่ใช่มู่เสี่ยวหลันตัวจริง เพราะเธอไม่เคยพยายามแกล้งทำตัวให้เหมือนมู่เสี่ยวหลันคนเดิมเลยสักนิด! 


            และในทางกลับกัน หากเป็นมู่เสี่ยวหลันคนเดิมเขาก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอจะใส่ใจและดูแลเด็ก ๆ ได้ดีเท่ากับมู่เสี่ยวหลันคนปัจจุบันหรือไม่ เพราะอยู่ร่วมกันมาปีกว่าเธอนั้น… ช่างเถอะไหน ๆ อีกฝ่ายก็จากไปแล้วเขาก็หวังว่าเธอจะไปสู่ภพภูมิที่ดี ส่วนลูกทั้งสองคนเขาจะเลี้ยงดูให้ดีที่สุด แม้ว่าอาจจะไม่มีแม่ช่วยเลี้ยงดูอีกแล้ว…..


            “ เสี่ยวหลันผมขอให้คุณไปสู่สุขคติ และขอบคุณมากที่มอบสิ่งล้ำค่าให้กับครอบครัวเรา ผมจะดูแลลูกทั้งสองคนให้ดีที่สุด คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะ ” หลังจากที่เว่ยอี้หานพูดจบ ก็เหมือนกับมีใครต้องการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างจนเว่ยอี้หานเลิกคิ้วแปลกใจ เพราะตรงนี้เป็นริมแม่น้ำจึงมีลมพัดเอื่อย ๆ เพราะวันนี้อากาศสงบและเป็นหน้าร้อน แต่จู่ ๆ ก็เกิดลมพัดหอบใหญ่ทำเอาใบไม้แถวนั้นปลิวว่อนขึ้นมา 


            “ ฟิ้วววว ”


            “ อืม ผมรับรู้แล้วขอให้คุณ... โชคดีนะ ” นั่นคือคำลาสุดท้ายของเว่ยอี้หานต่อแม่ของลูก


            “ ฟิ้ววว ” ลมพัดแรงอีกครั้งก่อนที่จะหายไปและไม่เกิดขึ้นอีกเลยจนกระทั่งเว่ยอี้หานกลับบ้านไป

     

            เว่ยอี้หานมั่นใจว่ามู่เสี่ยวหลันคนเดิมได้รับรู้และจากไปอย่างสงบแล้ว ก็นึกถึงมู่เสี่ยวหลันคนปัจจุบันที่อยู่อยู่กันมาในระยะเวลาสั้น ๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดและพอนึกถึงตอนที่เธอเผลอทำหน้าตาท่าทางตลกแลดูเปิ่น ๆ โดยเฉพาะตอนที่เธอเห็นเขาถอดเสื้อตอนอยู่ในห้องแล้วสายตาใสแจ๋วคู่นั้นซึ่งแตกต่างจากที่มู่เสี่ยวหลันคนเดิมใช้มองเขาตลอดมา 


            ซึ่งดวงตาคู่นั้นมักจะจดจ้องอยู่ที่ร่างกายของเขาด้วยความชื่นชอบจนแลดูคล้ายกับหลงใหลโดยเฉพาะที่หน้าท้องของเขา คิดถึงตอนนั้นแล้วเว่ยอี้หานก็รู้สึกว่าตนเองหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที ช่างเป็นผู้หญิงที่แปลกจริง ๆ เธอแสดงทุกอย่างออกมาอย่างเปิดเผยดูเป็นตัวของตัวเอง แตกต่างจากผู้หญิงที่เขาเคยเจอมาที่มักจะควบคุมคอยระวังคำพูดจาและกิริยาท่าทางของตัวเองให้ดูดี เพราะไม่อยากให้ตนเองถูกมองว่าเป็นหญิงสาวก๋ากั่นและไม่เป็นกุลสตรีที่ดี


            ที่สำคัญเธอยังมีมิติลับติดตัวมาอีกด้วย หากบอกใครไปแล้วจะมีคนเชื่อหรือไม่ว่านี่จะเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้น หากเขาไม่ได้เห็นกับตาก็คงจะไม่มีทางเชื่อเช่นกันหรือนี่จะเป็นชะตาฟ้าลิขิต เว่ยอี้หานไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือรังเกียจว่ามู่เสี่ยวหลันคนปัจจุบันเป็นเพียงดวงวิญญาณที่มาจากอนาคต 


            ลึก ๆ แล้วเขากลับรู้สึกได้ว่าเธอจะนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่ครอบครัวของเขา ไม่สิเธอได้นำโชคดีมาให้ครอบครัวของเขาตั้งแต่วินาทีแรกเลยด้วยซ้ำ หาไม่แล้วลูกชายคนเล็กก็คงจะไม่มีโอกาสได้ลืมตามาดูโลกเหมือนกับลูกคนโตในตอนนี้ บางทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจส่งเธอมาให้กับเขาและครอบครัวของเขา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเว่ยอี้หานก็จะปล่อยให้เวลาได้เป็นเครื่องพิสูจน์


            แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเต็มใจและอยากให้มู่เสี่ยวหลันอยู่ร่วมกับครอบครัวของเขาต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าเธอจะยินดีอยู่กับพวกเขาทุกคนหรือไม่ วิธีเดียวที่จะทำให้เขารู้คำตอบก็คงจะต้องกลับไปถามความต้องการของเจ้าตัว เมื่อตัดสินใจได้แน่วแน่และไม่คิดที่จะลังเลอีกต่อไปเว่ยอี้หานจึงลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินกลับบ้านไปทันที

     

            ……….

     

            เว่ยอี้หานเปิดประตูบ้านเข้ามาก็เจอกับพ่อแม่และน้อง ๆ กำลังนั่งทานอาหารเย็นร่วมกัน


            “เจ้าใหญ่ลูกหายไปไหนมา พวกเรารอกินข้าวตั้งนานเห็นลูกไม่กลับมาสักทีก็เลยตัดสินใจกินกันก่อน แต่แม่แยกกับข้าวไว้เผื่อลูกหิวด้วยนะ แต่กลับมาทันก็ดีแล้วจะได้มานั่งกินพร้อมกันเลย ชิงชิงลูกไปยกอาหารกับตักข้าวมาให้พี่ใหญ่ของลูกทีไป” แม่เว่ยถามลูกชายคนโตที่หายออกจากไปนานนับชั่วโมงกว่าแล้วก็หันไปใช้ลูกสาวคนโตให้ไปนำกับข้าวที่แบ่งไว้มาให้พี่ชายกิน


            เว่ยอี้หานไม่อยากทำตัวให้เป็นที่น่าสงสัยและกลัวว่าทุกคนจะเป็นห่วงแล้วซักไซ้หากเขาปฏิเสธที่จะกินข้าวเย็น ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกหิวเลยสักนิดแต่ก็พยักหน้าตกลงแล้วเดินไปนั่งตรงที่ว่างถัดจากอี้หยางน้องชายคนเล็ก


            พอกินมื้อค่ำเสร็จทุก ๆ คนก็แยกย้ายกลับไปที่ห้องของตัวเองไปพักผ่อนและจะไม่ไปรบกวนพี่สะใภ้ที่ห้องนอนในช่วงกลางคืน เพราะพวกเขาจะเข้าไปทักทายและเล่นกับเด็ก ๆ ตั้งแต่ในช่วงบ่ายหลังกลับมาถึงบ้านเท่านั้นเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนพี่สะใภ้มากเกินไป






     

    คล้ายกับเรื่องซุปเปอร์เมียยุค 70 ที่คุณอ่าน

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508