บทที่ 1: หน้าจอสร้างตัวละครที่สมจริงที่สุด
ท่ามกลางความเงียบงันระดับที่ได้ยินเสียงการทำงานของพัดลมระบายความร้อนในคอมพิวเตอร์ดังหวีดหวิวไลน์ นั่งจมดิ่งอยู่ในคอกทำงานที่เหมือนกรงขังส่วนตัวแสงสีฟ้าอมเทาจากมอนิเตอร์จอโค้งสาดซัดเข้าหาใบหน้าของเขาอย่างรุนแรงจนเห็นเส้นเืฝอยในตาที่แตกพร่าผิวที่เคยเนียนละเอียดกลับดูซีดเซียวเหมือนกระดาษพาร์ชเมนต์เก่าๆรอยคล้ำใต้ตาไม่ใช่เพียงแค่รอยดำ แต่มันบวมช้ำและลึกโหลราวกับถูกเงื้อมมือของความเหนื่อยล้าฉุดกระชากให้จมลงไปในกะโหลก
เขายกมือสั่นๆขึ้นขยี้กลุ่มผมที่พันกันยุ่งเหยิง หนังศีรษะเริ่มประท้วงด้วยความรู้สึกตึงเครียดทุกครั้งที่นิ้วเรียวยาวคลิกเมาส์ เสียงนั้นจะดังก้องในโสตประสาทเป็จังหวะเชื่องช้า... หนักอึ้ง...ราวกับเสียงตอกตะปูลงบนโลงศพของเวลาพักผ่อนที่ตายจากเขาไปนานแล้ว
บนหน้าจอขนาดสามสิบสองนิ้วปรากฏโมเดลสามมิติของคฤหาสน์หรูที่ดูสง่างามแต่ซ่อนความวิปลาสไว้ในโครงสร้างเส้นสีเขียวแดงนับพันตัดไขว้กันยุ่งเหยิงเหมือนใยแมงมุมที่ถักทอโดยแมงมุมที่สติหลุดลอย"สระว่ายน้ำยื่นลอยในอากาศ" โจทย์สุดเพ้อฝันจากปลายปากกาของมหาเศรษฐีผู้ไม่เคยรู้จักกฎของนิวตันมันคือแท่งคอนกรีตหนาหนักที่พยายามจะโบยบินโดยไร้เสาค้ำยัน
บนจอภาพแจ้งเตือนข้อความErrorสีแดงกะพริบถี่ๆ เตือนถึงค่าแรงเฉือนที่เกินขีดจำกัดแต่นิ้วของเขาก็ยังคงดึงลากเส้นเ่าั้กลับไปกลับมาด้วยความหวังอันริบหรี่มันไม่ใช่การออกแบบเพื่อความงามอีกต่อไปแต่มันคือการสู้รบกับความพ่ายแพ้รอบที่สิบเอ็ด
เมื่อนาฬิกาดิจิตอลตัวเลขสีแดงกะพริบเปลี่ยนเป็03.45น. ไลน์ก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายกำลังมอดไหม้เขาคว้าแก้วมัคที่มีคราบกาแฟแห้งกรังตรงขอบขึ้นมาจิบ
รสชาติของมันไม่ได้มีความหอมหวนของเมล็ดกาแฟคั่วบดเหลืออยู่เลยมันมีเพียงความเย็นชืดที่บาดลึกไปในลำคอ รสขมฝาดที่ติดลิ้นนั้นรสชาติเหมือน "ความฝันที่เน่าเปื่อย" เขามองดูเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำกาแฟสีดำสนิทเห็นภาพชายหนุ่มวัยสามสิบห้าที่ดูเหมือนคนอายุห้าสิบผู้สูญเสียจิติญญาสถาปนิกไปกับกองกระดาษพิมพ์เขียว
สิบปีที่ผ่านมาออฟฟิศแห่งนี้กลายเป็บ้านและเตียงนอนที่คอนโดกลายเป็เพียงเฟอร์นิเจอร์ประดับห้องที่เขาจำััของมันแทบไม่ได้ความภูมิใจในฐานะ "ซีเนียร์" ถูกแลกมาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรังและสายตาที่พร่ามัวจากการจ้องมองเดดไลน์ที่วิ่งไล่กวดหลังมาไม่เคยหยุด
เขาพึมพำกับความว่างเปล่าน้ำเสียงแหบแห้งจนแทบไร้โทนเสียง "อเมริกาโน่เย็นชืด...รสชาติของชีวิตผู้ใหญ่ที่หมดไฟสินะ" คำพูดนั้นจางหายไปในความเงียบทิ้งไว้เพียงเสียงคลิกเมาส์ที่ลากยาวต่อไปในรัตติกาลที่ดูจะไม่มีวันจบสิ้น
ในจังหวะที่นิ้วกำลังจะคลิกเมาส์เพื่อย้ายตำแหน่งสระว่ายน้ำลอยฟ้าอีกครั้ง"ความตาย" ก็มาเยือนในรูปแบบของกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่แล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจมันไม่ใช่แค่ความเ็ป แต่มันคือแรงอัดมหาศาลราวกับมีคีมเหล็กั์บีบเค้นทรวงอกให้แตกเป็เสี่ยงๆเข็มเหล็กนับพันเล่มที่ว่า ไม่ได้ทิ่มแทงเพียงิั แต่มันทะลุผ่านซี่โครง ปอดและฝังลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
ดวงตาของไลน์เบิกโพลนม่านตาขยายกว้างมองดูเส้นสายบนหน้าจอที่เริ่มบิดเบี้ยวและละลายหายไปในมวลอากาศลมหายใจที่เคยหนักอึ้งกลับกลายเป็ก้อนความร้อนที่ตีขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอแสงไฟฟลูออเรสเซนต์ที่เคยสว่างโร่จนน่ารำคาญ บัดนี้เริ่มหดตัวเล็กลงเหมือนรูเข็มก่อนที่ความมืดมิดจะร่วงหล่นลงมาทับถมทุกสิ่ง
"งาน... งานยังไม่ส่ง..." คำพูดสุดท้ายในใจนั้นแห้งแล้งและน่าเวทนามันคือพันธนาการสุดท้ายของทาสในเรือนเบี้ยยุคโมเดิร์นก่อนที่ร่างของเขาจะล้มฟุบลงกระแทกโต๊ะทำงานเสียงดัง ตึง! แก้วอเมริกาโน่เย็นชืดกระฉอกเป็วงกว้างน้ำกาแฟสีดำสนิทไหลซึมเข้าสู่กระดาษพิมพ์เขียวราวกับน้ำหมึกที่พยายามจะลบเลือนความฝันอันเหนื่อยล้าของเขาให้หายไปตลอดกาล
เมื่อเปลือกตาที่หนักอึ้งขยับเปิดขึ้นอีกครั้งสิ่งแรกที่เข้าจู่โจมประสาทััคือ "ความเบา" มันเป็สภาวะที่แปลกใหม่จนน่าตระหนกร่างกายที่เคยแบกรับภาระของออฟฟิศซินโดรม กระดูกคอที่เคยกดทับและบ่าที่หนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วง บัดนี้กลับโปร่งเบาเหมือนละอองเกสรที่ล่องลอยอยู่ในสุญญากาศความเ็ปที่ทรวงอกหายเป็ปลิดทิ้ง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกสะอาดสะอ้านภายในจิตใจ
ไลน์ยันตัวขึ้นยืนพื้นที่รอบกายเขาคือ "ความขาวโพลนที่สมบูรณ์แบบ" (The Absolute White) มันไม่ใช่ห้องที่ทาสีขาว แต่มันคือมิติที่ไร้ซึ่งทัศนียภาพไม่มีเส้นขอบฟ้า (Horizon Line) ไม่มีจุดรวมสายตา (VanishingPoint) ที่สถาพนิคอย่างเขาใช้ยึดโยงสายตามาตลอดทั้งชีวิตทุกทิศทางคือความว่างเปล่าที่แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับการจัดแสงและเงา(Light& Shadow) ไลน์เผลอใช้สัญชาตญาณวิชาชีพสำรวจทันที
"พระเ้า... การกระจายแสง (Diffusion) นี่มันอะไรกัน?" เขาพยายามมองหาที่มาของแสง แต่มันไม่มีดวงไฟ ไม่มีดวงอาทิตย์แสงในมิตินี้สว่างนวลตาเท่ากันในทุกอณูอากาศ (Perfect Global Illumination)มันเนียนสนิทเสียจนไม่เกิด "เงาตกกระทบ"(Cast Shadow) แม้แต่ที่ใต้ฝ่าเท้าของเขาเองิัของเขาที่เคยหยาบกร้านและซีดเซียว กลับดูละเอียดคมชัดระดับ 8K ราวกับถูกเรนเดอร์ด้วยเอนจินกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก
เขาก้มมองมือตัวเองพลิกซ้ายพลิกขวาด้วยความทึ่ง เส้นเืและรอยหยักบนลายนิ้วมือเด่นชัดเสียจนดูสมจริงยิ่งกว่าโลกที่เขาจากมาเสียอีก
สมองของไลน์ที่ถูกฝึกมาให้คิดเป็ระบบพยายามเค้นหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุดมาอธิบายสถานการณ์เหนือจริงนี้
"ไอ้กานต์... มันต้องเป็เครื่อง Full Dive VR ของแกแน่ๆ" เขานึกถึงเพื่อนสนิทที่ชอบเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยมาอวดอ้างความสมจริงระดับโมเลกุลแบบนี้ความรู้สึกที่ไร้ซึ่งความปวดเมื่อยราวกับได้เปลี่ยนร่างใหม่แบบนี้จะเป็อะไรไปได้นอกจากการเข้าไปอยู่ใน "โลกเสมือนจริง" เขายิ้มออกมาที่มุมปากเล็กน้อยความกังวลเื่เดดไลน์ที่เคยรัดคอเริ่มคลายออก เพราะเขาเชื่อสนิทใจว่านี่คือหน้าจอCharacterCreationหรือห้องพักรอก่อนเริ่มเกมครั้งใหม่ เขาแค่เผลอหลับไปและตอนนี้เขากำลังจะได้เริ่มชีวิตใหม่ในโลกที่ฟิสิกส์อาจจะไม่ได้ใจร้ายเหมือนโลกความเป็จริง
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้เลยก็คือ...ในโลกที่เขาเพิ่งจากมา เสียงไซเรนรถพยาบาลกำลังดังระงมอยู่ที่หน้าตึกออฟฟิศของเขาแล้ว
ท่ามกลางความว่างเปล่าสีขาวโพลนปรากฏการณ์รบกวนทางสายตาก็เกิดขึ้น ละอองแสงสีทองค่อยๆก่อตัวรวมกันขึ้นเบื้องหน้าของเขามันร้อยเรียงและถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงขนาดใหญ่ ลอยเด่นอยู่กลางอากาศหน้าจอนั้นถูกออกแบบมาอย่างเรียบหรู มินิมอล และใช้สัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) ในการจัดวางองค์ประกอบอย่างลงตัวจนสถาปนิกอย่างเขาแอบลอบชื่นชมอยู่ในใจ
แท้จริงแล้วสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ระบบ AI ของเกม แต่เป็เจตจำนงของพระเ้าหรือระบบสากลแห่งจักรวาลที่ทำหน้าที่คัดสรรดวงิญญาทว่าชายหนุ่มผู้ถูกวิทยาศาสตร์และเส้นเดดไลน์หล่อหลอมมาทั้งชีวิตไม่มีทางคิดไปถึงเื่แฟนตาซีหลุดโลกแบบนั้นได้เลย
ข้อความสีทองเรืองแสงปรากฏขึ้นบนหน้าจอพร้อมกับเสียงสังเคราะห์ที่ดังก้องกังวานในหัวโดยตรง ไม่ได้ผ่านโสตประสาทการได้ยิน
[ ยินดีต้อนรับสู่จุดเริ่มต้นแห่งความเป็ไปได้กรุณาตั้งชื่อตัวตนใหม่ของคุณ ]
ใต้ข้อความนั้นมีช่องสี่เหลี่ยมว่างเปล่าพร้อมเคอร์เซอร์กะพริบรอให้เขากรอกชื่อชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขารู้สึกี้เีเกินกว่าจะมานั่งคิดชื่อเท่ๆ หรือชื่ออลังการแบบที่พวกเกมเมอร์ชอบตั้งกันอย่าง'ดาร์กลอร์ดผู้กลืนกิน'หรือ 'อัศวินัทมิฬ' สมองของเขาตอนนี้้าเพียงแค่การพักผ่อนเขาอยากจะรีบๆ กดข้ามหน้าจอนี้ไป เพื่อเข้าไปหาเตียงนอนนุ่มๆสักหลังในเกมเพื่อหลับให้เต็มอิ่มสักสิบสองชั่วโมง
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆหน้าจอโฮโลแกรม จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับปุ่มเล็กๆ ที่มุมขวาล่าง เขียนว่า [ สุ่มชื่อ (Randomize) ]
"อันนี้แหละตอบโจทย์คนไม่มีเวลาที่สุดแล้ว"
เขายื่นนิ้วชี้ออกไปแตะที่ปุ่มโฮโลแกรมนั้นเบาๆััที่ได้ช่างน่าประหลาด มันไม่มีแรงต้านทางกายภาพแต่มันส่งคลื่นสะท้อนกลับมาเป็ความรู้สึกสั่นะเืเบาๆ ที่ปลายนิ้ว (Haptic Feedback) เป็เทคโนโลยีจำลองััที่ทำเอาเขาต้องทึ่งอีกครั้ง
หน้าจอประมวลผลอย่างรวดเร็วตัวอักษรสีทองวิ่งสลับไปมาเหมือนตู้สล็อตแมชชีน ก่อนจะหยุดนิ่งลงที่ชื่อหนึ่ง
[ ชื่อของคุณคือ:อีไลอัส บรุค (Elias Brook) ]
"อีไลอัส...ฟังดูเหมือนชื่อตาแก่เ้าของร้านขายไม้แปรรูปเลยแฮะ ส่วนบรุคก็... ลำธารเล็กๆงั้นเหรอ ช่างเถอะ ชื่ออะไรก็เหมือนกันนั่นแหละ เอาชื่อนี้แหละ"เขาพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก และกดปุ่ม [ ยืนยัน ]
หน้าจอโฮโลแกรมกระเพื่อมไหวเล็กน้อยราวกับผิวน้ำที่ถูกหยดน้ำกระทบก่อนที่ข้อความชุดใหม่จะปรากฏขึ้นมาแทนที่
[ กรุณาเลือกเส้นทางและคลาสอาชีพของคุณ]
ภาพโฮโลแกรมสามมิติของนักรบในชุดเกราะอัศวินส่องประกายจอมเวทในชุดคลุมยาวที่ถือคทาเปล่งแสง และนักฆ่าในชุดพรางตัวสีดำปรากฏขึ้นมาให้เขาเลือกพร้อมกับเอฟเฟกต์แสงสีเสียงสุดอลังการมีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับค่าสถานะ (Stats) พละกำลัง ความว่องไว และพลังเวทมนตร์
ชายหนุ่มในชื่อ 'อีไลอัส' ยืนมองภาพเ่าั้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเบื่อหน่ายขั้นสุด
"ให้ตายสิ...ทำไมเกมพวกนี้ถึงชอบยัดเยียดภาระมาให้ผู้เล่นนักนะ" เขาบ่นอุบอิบ"ฉันเพิ่งลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน นี่ฉันทำงานสัปดาห์ละแปดสิบชั่วโมงนะจะให้มานั่งแกว่งดาบไล่ฟันมอนสเตอร์ หรือไปรับเควสต์กู้ชาติอะไรนั่นอีกเหรอไม่มีทางซะหรอก"
เขาหรี่ตามองหน้าจอระบบพยายามมองหาปุ่มซ่อน หรือฟังก์ชันตั้งค่าขั้นสูง เขาตัดสินใจพูดคุยกับระบบตรงๆด้วยน้ำเสียงของลูกค้าที่กำลังบรีฟงานสถาปนิก
"นี่ฟังนะคุณระบบ ฉันไม่เอาอาชีพพวกนี้เลยสักอันเดียว มีคลาสอะไรที่มันสงบๆ ไหม?ฉันแค่ขอสกิลที่ปล่อยให้ฉันได้สร้างบ้านในแบบที่อยากสร้างโดยไม่มีคนมาชี้นิ้วสั่งทำโน้นทำนี่ ประดิษฐ์อะไรไปเรื่อยๆ อย่างสงบก็พอ" เขาตอบปัดๆ ด้วยความรำคาญ"ฉันเกลียดความวุ่นวาย เกลียดการโดนเร่งเดดไลน์เป้าหมายสูงสุดของฉันตอนนี้คือการได้สร้างบ้านในฝัน ทำเฟอร์นิเจอร์ใช้เองและใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบไม่ต้องมีใครมาคอยจู้จี้สั่งแก้งาน หาคลาสแบบนั้นมาให้ฉันที"
หน้าจอโฮโลแกรมสีทองนิ่งงันไปชั่วครู่ราวกับว่าระบบหรือเจตจำนงแห่งพระเ้ากำลังประมวลผลคำขอที่ผิดแผกไปจากิญญาดวงอื่นๆที่มักจะร้องขอพลังวิเศษสุดโกงเพื่อไปเป็ฮีโร่ ทว่าผ่านไปไม่กี่วินาทีแสงสว่างจ้าก็วาบขึ้น ตัวเลือกอาชีพสายรบทั้งหมดถูกลบเลือนหายไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์รูปค้อนและไม้บรรทัดเรืองแสงสีเขียวมรกต
[ ประมวลผลคำร้องขอเสร็จสิ้น...ปลดล็อกสายอาชีพพิเศษ: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข ]
[ คุณได้รับสกิลเฉพาะตัว:สถาปนิกแห่งพงไพร (Architect of the Glade) ]
[คุณได้รับสกิลเฉพาะตัว:พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย (Sanctuary Pact)]
หน้าจอแสดงคำอธิบายสกิลขึ้นมาให้อ่านอีไลอัสหรี่ตามองพลางวิเคราะห์ในใจ
[ สถาปนิกแห่งพงไพร] : สกิลที่ช่วยให้ผู้ถือครองสามารถจับวัสดุธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ ท่อนซุง ใบไม้หรือหิน มาเชื่อมต่อและขัดสานกันได้เองอย่างมั่นคงแข็งแรงโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ยึดเกาะหรือตะปูทำงานคล้ายคลึงกับเครื่องมือในโปรแกรมออกแบบสามมิติ
"ว้าว..."ตาของสถาปนิกหนุ่มเป็ประกายขึ้นมาเป็ครั้งแรก "ไม่ต้องใช้นอตไม่ต้องเชื่อมเหล็ก ไม่ต้องรอกาวแห้ง? แค่หยิบมาชนกันแล้วมันผสานโครงสร้างให้เองเลยเหรอ?นี่มันสุดยอดนวัตกรรมลดขั้นตอนการก่อสร้างชัดๆการันตีเลยว่าลดเวลาหน้าไซต์งานได้เกินหกสิบเปอร์เซ็นต์เกมนี้มันเข้าใจความฝันของสถาปนิกจริงๆ!"
เขารีบอ่านสกิลต่อไปทันทีด้วยความตื่นเต้นที่เริ่มก่อตัวขึ้น
[ พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย]: สกิลสร้างอาณาเขตและพันธสัญญาเมื่อประทับตราแล้วจะสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจเจตจำนงของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ระบบจะมอบบัฟสวัสดิการพื้นฐาน เช่น การสมานาแอย่างรวดเร็วให้กับผู้ที่อยู่อาศัยร่วมอาณาเขตและยอมรับในพันธสัญญา
"อืม...คล้ายๆ กับการเซ็นสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาพ่วงสวัสดิการประกันสังคมสินะ"อีไลอัสตีความเข้าข้างตัวเองตามประสาคนบ้างาน "ก็ดีถ้าฉันต้องสร้างบ้านคนเดียวมันคงเหนื่อยเกินไป สกิลนี้คงเอาไว้ใช้จ้างพวก NPCในเกมมาเป็แรงงานแลกกับบัฟรักษาพยาบาล ถือว่าแฟร์ดี ระบบออกแบบมาได้สมดุลใช้ได้"
เขายกมือขึ้นกอดอกและพยักหน้าอย่างพึงพอใจแม้จะยังคงคิดว่านี่คือระบบเกมจำลองแต่เขาก็เริ่มรู้สึกสนุกกับการที่ได้หลุดพ้นจากกรอบวิชาชีพเดิมๆมาสู่การก่อสร้างแบบตามใจนึก
[ ยืนยันการเลือกสายอาชีพ...ระบบกำลังเตรียมการเชื่อมต่อโครงข่ายมิติ...]
แสงสีขาวรอบตัวเริ่มสั่นกระเพื่อมและค่อยๆดับลงทีละส่วนราวกับไฟในโรงละครที่กำลังหรี่ลงเพื่อเตรียมเริ่มการแสดงความรู้สึกไร้น้ำหนักเริ่มหายไปแทนที่ด้วยแรงดึงดูดที่ดึงร่างของเขาให้ดิ่งลงสู่อะไรบางอย่างเบื้องล่าง
ก่อนที่สติของเขาจะถูกดึงเข้าสู่ระบบอย่างสมบูรณ์หน้าจอโฮโลแกรมแผ่นสุดท้ายก็ปรากฏขึ้นมาขวางหน้ามันกระพริบเตือนสีแดงพร้อมข้อความบังคับ
[ กรุณาตั้งชื่อจุดเริ่มต้น/ อาณาเขตหมู่บ้านของคุณ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนระบบทะเบียนราษฎร์ ]
"โอ๊ยจะมาถามอะไรเอาตอนกำลังโหลดฉากเนี่ย!" อีไลอัสโวยวายเบาๆ ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงและถูกดึงดูดลงไปรวดเร็วขึ้นสมองที่ตื้อตึงของเขายิ่งคิดอะไรไม่ออกเข้าไปใหญ่
"ตั้งชื่อหมู่บ้านเหรอ?อะไรดีล่ะ... ไม่รู้โว้ย! เมื่อกี้สุ่มได้ชื่อบรุคใช่ไหม แล้ว...แล้วเมื่อคืนฉันอยากกินกาแฟรสเฮเซลนัทแต่ไม่ได้กิน..."
ด้วยความรีบร้อนและี้เีคิดให้ซับซ้อนเขาจึงจับเอาคำสองคำที่ลอยเข้ามาในหัวมาชนกันดื้อๆ พิมพ์ลงไปในช่องว่างอย่างลวกๆ
"เฮเซลบรุค!เอาชื่อนี้แหละ ี้เีคิดแล้ว!"
[ ยืนยันชื่ออาณาเขต:เฮเซลบรุค (Hazelbrook) ] [ ขอให้ท่านมีความสุขกับการสร้างสรรค์... ท่านผู้ใหญ่บ้าน]
ทันทีที่ข้อความนั้นจางหายไปแสงสว่างจ้าก็กลืนกินวิสัยทัศน์ทั้งหมดของเขาไปพร้อมกับความรู้สึกวูบโหวงในช่องท้องประหนึ่งการตกจากที่สูงหน้าจอสร้างตัวละครที่สมจริงที่สุดได้สิ้นสุดหน้าที่ของมันลงแล้ว...นำพาอดีตสถาปนิกผู้เหนื่อยล้า ก้าวข้ามผ่านมิติแห่งความเป็จริงสู่จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งพงไพรที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาหารู้ไม่เลยว่า"เฮเซลบรุค" ที่เขาตั้งชื่อไปแบบส่งๆ นั้นจะไม่ได้เป็แค่หมู่บ้านเกษตรกรรมทำฟาร์มในเกมอย่างที่เขาวาดฝันแต่มันกำลังจะกลายเป็รัฐอิสระที่รวบรวมเอาลูกบ้านระดับภัยพิบัติมาไว้ด้วยกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปโซลาริส