ลมเหมันต์ผ่านพ้น หิมะร่ำลาแสงตะวันสาดส่อง
ไออุ่นอาบคลุม พฤกษ์พันธุ์ผลิใบ
ตำบลชิงลู่กลับสู่ความคึกคักอีกคราหลังฤดูหนาวผ่านไป ปีใหม่ก็มาเยือนบรรยากาศตรงจุดพักม้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเส้นทางเขาวาตะตะวันตกมีผู้คนเดินทางสัญจรไปมา แต่มิคาดว่าไม่ทันสิ้นปีใหม่ทางสายใต้กลับมีชุมโจรปรากฏขึ้นฝีมือนั้นร้ายกาจ มาตรว่าขบวนคุ้มกันสินค้าที่มีมือดีระดับปฐพีก็ยังแพ้เปรียบถูกปล้นชิงสินค้าและสมบัติไปมาก
สำนักฝึกตนในเส้นเขาวาตะเคยส่งผู้อาวุโสและศิษย์มาปราบปราม แต่ก็ไม่อาจขจัดได้สิ้นซากราวกับพวกโจรเหล่านั้นมีวิชาภูตพรายสามารถเร้นหลบไปกับแนวป่า
นับวันก็ยิ่งเหิมเกริม ขนาดตั้งตนเป็น โจรหมาป่าผู้ปกครองชุมโจรเรียกขานตนเองว่า หลินหวาง หรือราชาพงไพร เรียกค่าคุ้มครองจากผู้สัญจรไปมารายใดจ่ายเงินทองก้อนโตก็ไม่ถูกปล้นชิง รายใดหาญกล้าปฏิเสธก็ต้องพบกับการโจมตีแปลกประหลาดพิสดารจนท้ายที่สุดเส้นทางลงใต้สายนั้นจึงไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมาขบวนคุ้มกันเลือกเดินทางอีกสายซึ่งต้องอ้อมไกลเกือบสองเท่า แต่ก็คุ้มค่ากว่านัก
หอยอดสุราเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในโรงเตี๊ยมสามแห่งของตำบลชิงลู่บัดนี้มีผู้คนเข้าพักแรมจนเกือบเต็ม แต่ก็ไม่มีแขกผู้ใดเลยจะสัญจรลงใต้ด้วยเส้นทางทะเลสาบจิ้งจื่อแม้แต่ร้านให้เช่ารถม้าที่ใหญ่ที่สุดของตำบลก็ไม่มีใครยินยอมเดินทางสายนี้
“เถ้าแก่บอกว่าขบวนผู้ฝึกตนจากสำนักธารกระบี่ยินยอมให้พวกเราร่วมขบวนไปด้วยเจ้าค่ะ วันพรุ่งนี้ปลายยามเฉิน[1]ออกเดินทาง”หญิงสาวผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น พลางเดินมาหยุดที่ด้านขวาของผู้เป็นนายแล้วนั่งลงขณะที่ชายหนุ่มอีกคนซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายกำลังแกะเปลือกเกาลัดคั่วอย่างขมักเขม้น ดวงตาสดใสราวไข่มุกเพ่งของในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ
“ได้แล้วขอรับ”เขารีบเลื่อนจานที่มีเกาลัดปอกเปลือกไปยังด้านหน้าเจ้านาย รีบบอกด้วยเสียงสดใส
“รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวรึย่ำรองเท้าเหล็กหามาตั้งหลายวัน มิคาดว่าพอพบเจอก็ง่ายดายเพียงนี้”หญิงสาวผู้เป็นนาย มาตรดูเยาว์กว่าหญิงรับใช้และชายหนุ่มแต่ท่าทีกลับสงบนิ่งและเยือกเย็น
หลายวันมานี้พวกนางพักอาศัยอยู่ในหอยอดสุราพยายามหาเช่ารถม้า แต่พอเจ้าของร้านรู้ว่าไปที่ใด ก็ล้วนปฏิเสธสิ้นด้วยหวั่นเกรงภัยของโจรร้ายรถม้าแค่คันเดียวลำพังจะซื้อขาด ย่อมไม่กระทบต่อฐานะของหญิงสาวแต่ปัญหาคือพวกนางไม่รู้ทิศทาง จะให้บ่าวขับรถม้ากันเองก็กลัวหลงทิศไปคนละฝั่ง
จะให้อ้อมไปอีกทางซึ่งใช้เวลาถึงสองเท่าตัวก็ดูไม่เข้าท่านักส่วนต้าขุยเองก็ยังไม่ออกมาจากการกักตน ฝูอวี้ฉยงคาดการณ์ว่าหากในสามวันยังหาไม่ได้ก็คงเสี่ยงโชคอีกคราใช้วิธีเดินทางกลางเวหาแล้วหาชุมชนเมืองทางใต้อย่างน้อยสุดยามนี้ฤดูหนาวก็ผ่านพ้นไปแล้ว เบื้องล่างจึงสามารถจำแนกได้ง่าย คงไม่ยากนักที่จะคลำทางกันเอง
แต่มันก็ยังเป็นวิธีสุดท้ายที่นางจะเลือกแค่สามเดือนกว่าที่หลงอยู่ในป่าสนธยาและขุนเขาวาตะก็เข็ดหลาบเหลือหลายโชคของนางยังดีที่หลายวันก่อนพบเข้ากับขบวนสินค้าที่มาจากทางตะวันออกปลายทางของพวกเขาคือตำบลชิงลู่ หญิงสาวจึงได้ติดตามมาด้วยและได้พำนักที่นี่มาตั้งแต่นั้น
ในที่สุดก็มีขบวนจากสำนักฝึกตนลงใต้พอดีนางจะได้ถือโอกาสสืบเรื่องโจรหมาป่าอะไรนั้นไปด้วยเลย เพราะเพียงสามเดือนอยู่ ๆก็มีชุมโจรแข็งแกร่งปรากฏขึ้น จนทำให้ผู้คนหวาดกลัว นางจึงสังหรณ์ใจแปลก ๆว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่เบื้องหลัง
เช้าวันถัดมา
ระหว่างสามนายบ่าวรับประทานอาหารรอเวลาเถ้าแก่ก็เดินเข้ามาบอกว่าอีกสองเค่อจะออกเดินทางรถม้าของพวกนางจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทั้งบอกเพิ่มเติมว่านอกจากคนของสำนักฝึกตน ก็ยังมีขบวนสำนักคุ้มภัยเดินทางร่วมไปด้วย
เสี่ยวปาจึงหยิบก้อนปราณระดับต้น ๑ก้อนส่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่เถ้าแก่ คนรับถึงกับตาลุกวาวมิคาดว่าจะได้รับค่าตอบแทนมากมายถึงเพียงนี้อย่างไรเสียหินปราณระดับต้นก็มีราคาถึง ๑๐๐ เหรียญทองสามนายบ่าวกลุ่มนี้สามารถหยิบออกมาจ่ายได้ง่ายดาย ย่อมแสดงถึงฐานะความร่ำรวยที่มี
ปลายยามเฉินรถม้าของฝูอวี้ฉยงและบ่าวทั้งสองก็ติดตามเข้าไปในขบวนซึ่งประกอบด้วยกลุ่มองครักษ์มือดีถึง ๓๐ นาย ล้วนแต่มีระดับปฐพีทั้งสิ้นในจำนวนนี้ผู้มีฝีมือสูงสุดคือขั้น ๔ นอกนั้นคือขั้น ๓ และ ๒ คละกันไป
องครักษ์ทั้งหมดต่างควบขี่อาชาพ่วงพีประจำกาย
ถัดมาเป็นกลุ่มรถม้าของสำนักคุ้มภัยซึ่งมีทั้งหมด๖ คัน คันใหญ่สุดในกลุ่มเป็นรถม้าของคุณชายสำนักธารยุทธ์ผู้ได้รับสมญาอัจฉริยะคนใหม่ของต้าฉิน เขาเป็นบุตรจากสกุลฮั่วหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงแคว้นฉิน
นอกจากนี้ยังมีญาติผู้น้องต่างสกุลของเขาอีก๒ คนติดตามมา ส่วนรถม้าที่เหลือก็มีคนสนิทของตระกูลฮั่วโดยสารอยู่ รวมถึงบรรทุกข้าวของอีกมาก
รถม้าของฝูอวี้ฉยงมีเพียงคันเดียวโดด ๆจึงถูกจัดให้อยู่ตรงกลาง ถัดจากกลุ่มรถม้าสำนักฝึกตน ปิดท้ายขบวนด้วยกลุ่มของสำนักคุ้มภัยมังกรขาว
สำนักฝึกตนมีรวมกันกับองครักษ์ก็ราว ๕๐คน ส่วนสำนักคุ้มภัยก็มีอีก ๓๐ คน มีแค่กลุ่มของฝูอวี้ฉยงเท่านั้นที่มีเพียงสามชีวิตนายบ่าวเท่านั้น
ก่อนออกเดินทางพวกนางสามคนก็ไปทักทายคุณชายสกุลฮั่วซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนเดินทางครั้งนี้ตามมารยาทอย่างไรก็ต้องแนะนำตัวและขอบคุณที่อีกฝ่ายกรุณาให้ติดตามไปด้วย
ฮั่วเฉินตอบรับด้วยท่าทีสงบ ไม่ทันที่จะได้พูดอะไรมากนักญาติผู้น้องซึ่งเป็นหญิงสองคนจากตระกูลโต้วก็รีบเข้ามาขัดโดยเฉพาะคนพี่ที่ดูจะเขม่นกลุ่มของฝูอวี้ฉยงอย่างไม่มีสาเหตุสามคนนายบ่าวจึงขอตัวกลับรถม้าของตนเพราะไม่อยากก่อศัตรูขึ้นโดยใช่เหตุ
รถที่นั่งนั้นเสียวจิ่วรับหน้าที่เป็นสารถีส่วนเสี่ยวปาคอยดูแลรับใช้ผู้เป็นนายในรถ
แม้กาลเวลาภายนอกจะผ่านไปเพียง๓ เดือนกว่าเท่านั้น แต่ความเป็นจริงฝูอวี้ฉยงเลี้ยงดูสองพี่น้องมาหลายสิบปีเดิมนางคิดใช้พลังของแหวนหยกขาวหรือมีชื่อใหม่ว่า ‘ทะเลกาลพิภพ’ ตามที่นางตั้งขึ้นแต่เพราะนางยังเป็นมือใหม่ และไม่สามารถควบคุมพลังได้หมดจด อานุภาพของทะเลกาลพิภพจึงผิดแปลกจากอุโมงค์พิภพ
เวลาภายในผ่านไปหลายสิบปีขณะเดียวกันสองพี่น้องก็ค่อย ๆ โตขึ้นอย่างช้า ๆ จนฝูอวี้ฉยงเพิ่งมาจับความผิดปกติได้ในภายหลัง นางยังไม่อาจควบคุมพลังได้ดีเพราะฉะนั้นผลที่ได้จึงต่างจากตอนที่ตนเองใช้อุโมงค์พิภพสิ้น
ยามนี้จิตของสองพี่น้องผ่านเวลามาอย่างน้อย๒๐ ปี ขณะที่ร่างกายของพวกเขาเติบโตเป็นหนุ่มสาว คนพี่อายุ ๑๘ ปี ส่วนคนน้องอายุ ๑๖ปี ซึ่งเท่ากับอายุของฝูอวี้ฉยง
ตลอด ๒๐ ปีในแหวนเวลาในสายตาของฝูอวี้ฉยงผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับสองพี่น้องเวลากลับเดินไปปกติไม่ได้ผิดแผกอันใด ความรักและความผูกพันที่พวกเขามีต่อนางจึงแน่นแฟ้นสนิทแนบทั้งรักใคร่และเทิดทูนคุณหนูผู้นี้ราวกับญาติผู้ใหญ่ซึ่งหญิงสาวไม่ติดใจอะไรเพราะถ้าวัดตามความจริง แม้นางจะมีอายุแค่ ๑๖ ปีแต่จิตของนางผ่านเรื่องราวมานับหมื่นปีแล้ว ก็นับว่าเป็นแม่เฒ่าผู้หนึ่งก็ยังได้
ขบวนรถม้าเดินทางติดต่อกันหลายชั่วยามเพราะเส้นทางลงเขาไม่มีจุดพักใดเลยนอกจากต้องหักไปหงลู่ซึ่งออกจะกินเวลาโดยใช่เหตุปลายทางของขบวนวันนี้จึงเป็นจุดเดียวกับที่ฝูอวี้ฉยงพักแรมเมื่อครั้งก่อนนั่นคือทะเลสาบกระจกจิ้งจื่อ ซึ่งมีเจดีย์ห่านป่าตั้งอยู่ริมทะเลสาบแห่งนั้น
พวกเขาออกเดินทางแต่เช้ากว่าจะถึงจิ้งจื่อหูก็ตอนอาทิตย์ใกล้อัสดง แต่ละกลุ่มก็แยกย้ายกันไปโดยแบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มขององครักษ์ ๓๐ นาย กลุ่มของสำนักฝึกตนและกลุ่มของสำนักคุ้มภัย ซึ่งสามนายบ่าวไปรวมอยู่กับกลุ่มหลัง
เสียวจิ่ววัย ๑๖ ปี ท่าทางคล่องแคล่วมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งเก่งเจรจาแค่เริ่มพูดก็ผูกมิตรกับคนสำนักคุ้มภัยได้ไม่ยากหัวหน้าขบวนคุ้มภัยครานี้เรียกกันว่า เหล่าจาง เป็นชายวัยสี่สิบ ร่างใหญ่บึกบึนน้ำเสียงขึงขังแต่กลับดูใจดี เป็นที่ยำเกรงของผู้ติดตาม
ด้านเสี่ยวปาและฝูอวี้ฉยงเมื่อส่งเสียวจิ่วเบิกทางได้สำเร็จก็เดินเข้ามาสมทบ
กลุ่มสำนักคุ้มภัยล้วนเป็นบุรุษฝีมือมีตั้งแต่รากยุทธ์ขั้นสูงไปจนถึงปฐพีขั้นกลาง ซึ่งเหล่าจางย่อมเป็นผู้มีฝีมือสูงสุดในกลุ่มชาย๓๐ คนนี้ นิสัยใจคอเยี่ยงชาวยุทธ์พูดจาเอะอะไปบ้างแต่ก็นับถือน้ำมิตรน้ำใจกันเป็นสำคัญ วงล้อมรอบกองไฟของสำนักคุ้มภัยจึงครึกครื้นอย่างมากขณะพูดคุยกลุ่มหนึ่งก็เตรียมตั้งหม้อ ตั้งน้ำทำอาหารมื้อเย็นรับประทาน
“พี่จางถึงกับเป็นชนชั้นขั้น ๕ผู้หนึ่งเชียวรึ” เสียวจิ่วเอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงตื่นเต้นดวงตาก็วาววับตามประสาคล้ายแววตาของเด็ก ผู้พบเห็นย่อมบังเกิดความเอ็นดูขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ใช้มัดใจคน
“น้องจิ่วเจ้าก็พูดเกินไปว่าแต่แม่นางทั้งสองคนนี้...” เหล่าจางถามพลางมองไปยังสตรีสองคนด้วยท่าทีสุภาพแม้เป็นชาวยุทธ์ใจกล้า ไม่ยึดถือระเบียบอันใดแต่ยามพบสตรีรุ่นเยาว์วัยใกล้เคียงกับบุตรสาวของตน เหล่าจางย่อมปฏิบัติต่อพวกนางด้วยดีมิคิดจาบจ้วง
“ผู้นี้เป็นพี่สาวของข้าเองเรียกขานว่าเสี่ยวปาส่วนผู้นี้เป็นคุณหนูของพวกข้าสองพี่น้อง”เสียวจิ่วรีบแนะนำเสียงสดใสเขาว่าพลางผายมือแนะนำ ซึ่งคำของเขาก็ทำให้บรรดาบุรุษทั้งมวลแปลกใจอยู่มาก
เสี่ยวปาพี่สาวที่เขาว่าเป็นสตรีร่างบอบบางผิวพรรณผ่องใส หน้าตาสวยสะราวกับหญิงงามแห่งแคว้น แต่คุณหนูของเขาแม้ร่างสูงโปร่งผิวพรรณดี แต่หน้าตากลับดูงามอย่างสามัญแตกต่างจากบ่าวรับใช้
“มิทราบว่าแม่นางชื่อเสียงเรียงนามเช่นใด”เหล่าจางจำต้องเอ่ยถาม อย่างน้อยสุดก็นึกแปลกใจอยู่อย่างเรื่องฐานะของเสี่ยวปากับผู้เป็นนายที่น่าจะสลับกันจึงต้องเอ่ยถามความเป็นมาเป็นไปเบื้องต้นเพื่อคลายสงสัยด้วยเส้นทางที่พวกเขากำลังสัญจรเต็มไปด้วยภัยร้ายทันทีที่มีความสงสัยจึงต้องรีบหาคำตอบ
“ข้ามีนามว่าหรง เป็นคนสกุลสวี่แห่งเมืองหวย”ฝูอวี้ฉยงตอบคำด้วยท่าทีเรียบง่ายนางเลือกปิดบังตัวตนโดยสวมรอยเป็นจากสกุลของท่านยาย สวี่ซื่อ และเลือกใช้อักษรหรงซึ่งเป็นอีกนามที่บิดาตั้งไว้ให้หากมารดาให้กำเนิดบุตรชายออกมาก็จะให้ชื่อว่าฝูอวี้หรง
สวี่หรงจึงเป็นชื่อที่นางคิดว่าเหมาะสม
“ที่แท้ก็บุตรสาวพวกพ่อค้านี่เอง”มิใช่เสียงจากคนในกลุ่มที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ แต่กลับเป็นเสียงของสตรีผู้หนึ่งจากตระกูลโต้วซึ่งดังมาจากด้านหลังเรียกความสนใจให้คนทุกคนในกลุ่มได้ดี
“ญาติผู้น้อง !! อย่าเสียมารยาท” ผู้พูดเป็นบุรุษร่างสูง ท่าทีองอาจ ใบหน้าขาวจัดคิ้วใบหลิวดูโดดเด่นรับกับใบหน้าหล่อเหลานั้น
“นางเป็นลูกพ่อค้า ข้ากล่าวผิดตรงไหน” โต้วจิงซินท่าทีเอาแต่ใจเพียงถูกตักเตือนก็ทำหน้างอไม่สนใจสายตาผู้คน
“เจ้า” ฮั่วเฉินคล้ายหมดความอดทนหากไม่เพราะมารดากำชับกำชาให้คอยดูแลญาติผู้น้องทั้งสองให้ดีมีหรือที่เขาจะยอมให้หญิงสาวสองคนไร้ผู้ติดตาม ร่วมขบวนกลับเมืองหลวงไปด้วย
มารดาของฮั่วเฉินเป็นพี่สาวของบิดาของสองสตรีตระกูลโต้ว
ความจริงคุณชายรองฮั่วผู้นี้เป็นศิษย์สำนักฝึกตนระดับสองดาวขณะที่ญาติต่างสกุลเป็นศิษย์สำนักฝึกตนระดับหนึ่งดาวเนื่องจากสำนักทั้งสองอยู่ไม่ห่างกันนัก ตอนที่พวกนางทราบว่าฮั่วเฉินจะกลับเมืองหลวงจึงเร่งติดตามเข้ามาในขบวนอย่างรวดเร็ว
“คุณชายอย่ากังวลใจอันใดตระกูลสวี่ของข้าก็เป็นพ่อค้าจริงดังว่า”เป็นฝูอวี้ฉยงที่เอ่ยคำขึ้นหากคำของนางกลับทำให้ไฟโทสะของคุณหนูสกุลโต้วผู้เอาแต่ใจ
“ข้ากำลังพูดกับพี่เฉิน เจ้ากล้าดียังไงมาสอดคำมิรู้จักมารยาทหรือไร” โต้วจิงซินจับจ้องหญิงสาวที่พูดแทรกด้วยแววตาวาวโรจน์ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงบุตรสาวจากสกุลพ่อค้าเมืองหวยนางจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรคนผู้นี้อีก
“เช่นนั้นหรือ ? ประหลาดนัก”สุ้มเสียงหวานกล่าวคำราบเรียบ หากร่างของนางยืดกายขึ้นเต็มความสูงทุกคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์กลับมองเห็นท่วงท่าแช่มช้าทว่าน่าเกรงขามอย่างมิอาจเข้าใจ
“ประหลาดอันใด” โต้วจิงซินถามขึ้น
“แม่นางโต้วเพียงคำกล่าวแรกที่เจ้าพูดแทรกขึ้นระหว่างที่ข้ากับเหล่าจางพูดคุยกันก็เพียงพอให้ข้ากล่าวโทษถึงการอบรมสั่งสอนของใต้เท้าโต้วบิดาเจ้าได้แล้ว”
“เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงกล่าวล่วงเกินท่านพ่อของข้า”
“เหตุใดจะมิได้เล่า บุตรชั่วช้าย่อมตำหนิบิดามารดาศิษย์เบาปัญญา อาจารย์ย่อมถูกติฉิน ลำพังข้าเป็นเพียงคนจากตระกูลพ่อค้าผิดมารยาทไปบ้างคงมิมีผู้ใดว่ากล่าวถึงตระกูลได้แต่เจ้าเป็นถึงบุตรีขุนนางใหญ่รับใช้ใกล้ชิดต้าหวาง ทั้งยังมีตำแหน่งในด้านการศึกษาอบรมบ่มวิชาผู้อื่นเจ้าผิดมารยาทเช่นนี้เห็นทีว่าบิดาคงไม่สั่งสอนมารดาหย่อนการอบรมจึงมีกิริยาเทียบเท่าชนชั้นพ่อค้าเช่นข้า” ฝูอวี้ฉยงไม่พูดก็แล้วไปแต่ยามใดที่นางออกปากพูด วาจาของนางย่อมคมกริบดุจเคียวเหล็กเนื้อดี ทุกคำกรีดตวัดฝากแผลเป็นรอยเหวอะหวะท่าทียามเอ่ยวาจาก็มีรังสีของผู้เหนือกว่าแผ่ออกมาทุกขณะ
“เจ้า” โต้วจิงซินแทบสิ้นสติ มิคาดว่าเกิดมา๑๙ ปี จะมีคนโอหังกล้าพูดจาหักหน้านางได้ร้ายกาจเช่นนี้มาก่อนหากก่อนที่นางจะได้อาละวาดตามประสาคุณหนูผู้เอาแต่ใจน้องสาวของนางซึ่งเยาว์วัยกว่า ๑ ปีรีบรั้งแขนของผู้เป็นพี่แล้วพาเดินกลับไปที่รถม้าของกลุ่มสำนักฝึกตน
“ขออภัยคุณชายที่ข้าเสียมารยาท”ฝูอวี้ฉยงยกมือขึ้นวาดประสานแล้วค้อมกายลงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายนั่งกลับลงบนก้อนหินก้อนเดิม
ยามนี้เหล่าจางและผู้ติดตามทั้งมวลล้วนสิ้นสงสัยคุณหนูสกุลสวี่ผู้นี้ภายนอกดูสามัญ แต่ยามพูดจาเคลื่อนไหวกลับแสดงออกชัดถึงฐานะของคุณหนูตระกูลใหญ่แม้นางเป็นเพียงคนจากตระกูลพ่อค้า แต่พวกเขากลับเชื่อลึก ๆ ว่านางต้องมีเบื้องหลังไม่ธรรมดามิเช่นนั้นวาจาและท่าทีจะสูงส่งราวผู้อยู่เหนือปุถุชนได้เช่นไร
ทั้งนางยังสามารถนั่งรวมกับบุรุษชนชั้นสามัญเช่นพวกตนมิแบ่งแยกว่าใครเป็นใคร ชนชั้นไหน ย่อมแสดงออกถึงน้ำมิตรน้ำใจที่นางยึดถือ
บรรยากาศรอบกองไฟราวถูกแช่แข็ง ด้วยวาจาคมคายและท่าทีของหญิงสาวผู้หนึ่งแม้แต่เสี่ยวปาเสียวจิ่วที่ฝูอวี้ฉยงเลี้ยงดูมานานหลายปีเจอนางตอนดุเข้าไปก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากเหล่าจางซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสำนักคุ้มภัยเห็นท่าไม่ดีรีบลุกจากพื้นแล้วเอ่ยถามหวังบรรเทาความเงียบงันให้สลายไป
“คุณชายฮั่วมิทราบมีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
“คนที่ข้าส่งให้ล่วงหน้าไปก่อนส่งข่าวกลับมาว่าเจอร่องรอยของพวกโจรหมาป่า จึงให้พวกเจ้าระวังตัวไว้ด้วย” ฮั่วเฉินตอบคำหากดวงตากลับไม่อาจรั้งคืนมาจากร่างของหญิงสาวรูปโฉมสามัญผู้หนึ่งเดิมทีที่เขามาแจ้งข่าวด้วยตัวเอง ทั้งที่สามารถสั่งการให้บ่าวรับใช้นำความมาถ่ายทอดก็เพราะสงสัยฐานะของสามนายบ่าวและที่ปฏิเสธไม่ได้คือเขาสะดุดเสี่ยวปาเข้าให้อย่างมาก
หญิงสาวผู้นี้รูปร่างหน้าตางดงามเกินกว่าจะเป็นสาวใช้มิคาดว่ายามที่เขาได้เห็นท่าทีของผู้เป็นนายของเสี่ยวปากลับดึงดูดสายตาจนเขาเองก็ยังงุนงง
ท่วงท่า วาจา และแววตาทระนง มันคลับคล้ายคนผู้หนึ่งที่เคยได้รับฉายาว่ายอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสามแคว้นตะวันตก ‘หนานกงฉางเซิน’ ราวถอดแบบกันมาก็มิปาน
****************
** ช่วงต้นของบทอาจสับสนไปบ้างเรื่องอายุของเสี่ยวปา เสียวจิ่ว อยากให้ค่อย ๆ อ่านนะ สองพี่น้องเรียกเป็นลำดับเหมือนกันแต่ เสียวจิ่ว ไม่มีไม้เอกตรงคำว่า เสี่ยว เช่นเสี่ยวปา ทั้งนี้มาจากหลักเสียงสามชนกันตัวแรกต้องผันเสียงเป็นเสียงสองเพื่อความคล่องปาก ถ้าพิมพ์ตกตรงไหนก็ขออภ้ยไว้ก่อน
**ส่วนเสี่ยงฉยงร้ายกาจเหมือนเดิมที่นางถนัดและเก่งกาจที่สุดในบรรดาวิชาที่ครอบครอง คือสกิลปากองค์ลงเมื่อใดวงแตกเมื่อนั้น
**ฝากติดตามเพจด้วยนะ
ขอบคุณจ้ะ
ZHMX
[1]ยามเฉิน ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น.