จากเหตการณ์ที่เกิดขึ้นบนเรือเหาะก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดการล่าช้าที่ต้องจัดการดูแลทั้งส่วนของผู้คนที่เสียชีวิตและาเ็ รวมถึงต้องแบ่งผู้คนบางส่วนมาช่วยกันซ่อมแซมเรือเหาะ ในที่สุดเวลาสองวันผ่านไป เรือเหาะก็เริ่มเคลื่อนเข้าเขตทะเลซึ่งเป็พื้นที่ก่อนจะเข้าสู่บริเวณปากแม่น้ำซีแดน โชคดีที่ในรอบนี้ ไม่พบกับกลุ่มกองกำลังปิศาจมัจฉาสมุทร ที่มักจะปล้มสดมภ์เรือที่ผ่านไปมา
ขณะที่เรือเหาะสำนักเทพ์ลอยเข้ามาใกล้แผ่นดิน ก็เริ่มมองเห็นเรือเหาะขนาดใหญ่กว่า ลอยเต็มไปทั่ว เรือที่ใหญ่ที่สุดที่มองเห็นจากด้านนอกนี้ จะเป็ของสำนักที่มาจากดินแดนเดียวกัน คือ สำนักดาบอัคคีเพลิง สำนักทวนจื่อหลง อารามวัดไต้หยวน สำนักเฉิงฉาน สำนักหงส์เพลิง เรือหลักของแต่ละสำนัก ถูกล้อมด้วยเรือเหาะขนาดเล็กกว่าทั้งสี่ด้าน
ในส่วนของเรือเหาะขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเป็ของสำนักขนาดย่อมกว่า จะมีเพียงลำเดียว ส่วนเรือเหาะของสำนักเทพ์ ที่ปกติดูยิ่งใหญ่ในดินแดนตงหยาง กลับดูมีขนาดเล็กและมีเพียงลำเดียว ในกลุ่มนี้ แต่ละสำนักลอยเรือเหาะให้ลอยกระจายห่างออกไป
เมื่อมองไปจากเรือ แต่ละสำนักจะเห็นเรือโบราณาลอยเด่นเป็ตระหง่าน เป็ศูนย์กลางของทุกคน ตัวเรือเหาะที่เห็นมีขนาดใหญ่ ที่สำคัญมีคลื่นวงแหวนกระจายบาง ๆ รอบตัวเรืออย่างสงบนิ่ง ตัวเรือหยุดการเคลื่อนไหว
ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการเคลื่อนไหวที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งแต่ละฝ่ายต่างระแวดระวังต่อกัน แม้สำนักใหญ่จะไม่หวาดหวั่นและเชื่อมั่นในกำลังของตน แต่ก็มิได้ประมาทแต่อย่างใด ต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวังสังเกตการณ์อย่างเข้มงวด สำนักขนาดกลางและเล็กก็เช่นกัน การเผชิญหน้าครั้งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ทุกฝ่ายคาดหวังในโชคลาภจากเรือเหาะาแม้จะไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่ก็ตาม
ในอีกด้านหนึ่ง เรือเหาะขนาดใหญ่อีกหลายลำค่อย ๆ ลอยมาสมทบ โดยลอยมาจากด้านในของแผ่นดิน ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เรือหลายลำก็เข้าไปรวมกลุ่มกับเรือเหาะที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว ต่างฝ่ายต่างเพ่งดูว่า คนเหล่านี้เป็ใคร และทำไมยิ่งใหญ่ขนาดนี้
หลังจากเรือเริ่มหยุดเคลื่อนไหว ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ มองเข้าไป ทำให้รู้ได้ว่า พวกเขาเหล่านี้มาจากขุมกำลังจากสำนักหลักในดินแดนซีแดนแห่งนี้ สามสำนักหลักทีเดียว เพียงแค่เรือประกอบก็ยิ่งใหญ่กว่าเรือของสำนักขนาดกลางแล้ว รวมถึงใหญ่กว่าของสำนักเทพ์ด้วยเช่นกัน
สำนักหลักในดินแดนซีแดน ต่างตั้งอยู่ในเขตเมืองใหญ่ ซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของดินแดนใหญ่หยวนอามาร มีสามสำนัก คือ สำนักอสุนีหิมะ อารามไตรวิหค และสำนักหยวนั ชื่อเสียงก้องระบือไปทั่วบนดินแดนหยวนอามาร ในทุกสามปีจะมีการประลองซี่หยวน และเปิดให้สำนักจากดินแดนอื่นเข้าร่วมท้าทายเช่นกัน
ทว่าในการแข่งขันแต่ละครั้ง สำนักหยวนั และอารามไตรวิหค มักจะผลัดกันเป็ที่หนึ่งและสองกันเป็ส่วนใหญ่ มีไม่บ่อยนักที่สำนักอสุนีหิมะจะชนะลำดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีขุมพลังของศิษย์ทั้งสามสำนัก หลายคนเข้าสู่ชั้นวิถีราชันขั้นปลายทีเดียว ทั้งสามสำนักไม่ได้เป็ศัตรู แต่ก็ไม่ได้เป็มิตรต่อกันสักเท่าใด
เรือเหาะรวมในเวลานับร้อยลำ ลอยตัวรอบเรือเหาะา โดยกลุ่มของสำนักใหญ่บนดินแดนซีแดนอยู่ใกล้ที่สุด ในเวลานี้ ทั้งสามสำนักเริ่มส่งผู้าุโสำนักและศิษย์เอกบางส่วนเข้าไปใกล้เรือ ทั้งหมดเริ่มทะยอยเข้าไป เมื่อเห็นผู้คนเริ่มเข้าไป กลุ่มสำนักอื่น ๆ ก็ส่งคนของตนเองเข้าไปบ้าง โดยเฉพาะห้าสำนักใหญ่จากดินแดนเดียวกัน
เมื่อเข้าไปได้ไม่นาน ....
ผู้คนที่ก้าวเข้าไป เริ่มถูกพลังลึกลับกระแทกกลับออกมา แม้จะไม่าเ็ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า วงแหวนพลังนี้ ไม่คิดทำร้ายผู้คน หากแต่ไม่อนุญาตให้บุคคลใด ๆ เข้าไปในเขตวงแหวน ผู้คนพยายามเข้าไปไม่ว่ากี่ครั้งก็จะถูกส่งออกมาเช่นเดิม
เมื่อเหตุการณ์เป็เช่นนี้ ไม่ว่าจะก้าวเข้าสู่วงแหวนอย่างไร กลับไม่สามารถเข้าไปได้ และเพื่อให้สามารถก้าวเข้าเขตวงแหวนได้ หลายคนจึงใช้ปราณยุทธ์ในแต่ละระดับทำลายวงแหวน ในไม่ช้า วงแหวนสีจางลง เมื่อพยายามก้าวผ่านเข้าไปใหม่ สามารถทำได้ แม้จะไม่ง่ายนัก รอยยิ้มของผู้คนเริ่มปรากฏเมื่อเห็นภาพดังกล่าว
เมื่อเห็นว่ามีบางส่วนก้าวเข้าไปได้ ทำให้หลายคนเริ่มใช้วิธีการเดียวกัน และในที่สุดก็สามารถผ่านวงแหวนเข้าไปได้ และเวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป คนสุดท้ายก็ก้าวข้ามเข้าภายในวงแหวน
เมื่อเข้าสู่วงแหวนสักพัก ผู้คนจากภายนอกเริ่มมองไม่เห็นแล้วว่า คนของตนเองหายไปไหน ไม่สามารถมองเข้าไปได้ ความเงียบและความกังวลเริ่มปรากฏ ประมาณไม่ถึงครึ่งก้านธูปดีนัก หลายคนบนเรือเหาะต่างเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้อง
"นั่นคือเสียงอะไร"
"นั่นคือเสียงใคร"
"เกิดอะไรขึ้น"
ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ เริ่มซุบซิบพูดคุยและกังวลมากขึ้น
เสียงที่ดังมาจากภายในวงแหวน แปลว่าแต่ละคนที่เข้าไปต้องพบเจอเหตุการณ์บางอย่าง ถึงได้ร้องโหยหวนเช่นนี้ จากนั้นเสียงดังกล่าวเงียบหายไป คนแล้วคนเล่าเงียบหายไปหลังจากที่มีเสียงร้องเ็ปพักใหญ่ โดยไม่มีใครกลับออกมาได้ ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน
ประมาณสองสามอึดใจต่อมา กลับมีพลังส่งมาจากวงแหวน พร้อมกับผู้คนมากมายที่เข้าไปถูกส่งออกมาพร้อมปราณพลังหลายระลอก ทว่าผู้คนเ่าั้ ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว พลังเ่าั้แผ่กระจายไปรอบทิศ สำนักต่าง ๆ เริ่มเข้าไปสำรวจผู้คนของตนเองและนำกลับมา
เวลาผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วยาม เกิดการสั่นะเืของท้องฟ้า เรือเหาะทุกลำสั่นะเื ในขณะที่วงแหวนรอบเรือเหาะาเริ่มจาง ทำให้เห็นรูปร่างของเรือชัดเจนมากขึ้น สำนักต่าง ๆ ไม่รอช้า ต่างเดินเรือเข้าหาเรือเหาะา แม้ว่าจะมีคลื่นพลังบางอย่างกระแทกเรือให้ถอยห่าง คลื่นพลังเริ่มแรงมากขึ้นแต่ไม่มีสำนักใดแม้แต่สำนักเดียวยอมหยุด ต่างเร่งเดินหน้า
คลื่นพลังที่ส่งออกมาเริ่มแรงมากขึ้น ทำให้เรือเหาะหลายลำเริ่มแตกร้าว ในที่สุดเวลาผ่านไป เรือหลายลำเริ่มทนการแตกร้าวไม่ได้ เกิดการะเิของเรือเหาะแตกกระจาย ผู้คนร่วงหล่นลงสู่ท้องทะเลเบื้องล่างมากมาย
ลู่ซือรับรู้ถึงคลื่นพลังนั้นได้เช่นกัน ในขณะที่ผู้คนหลายคนกำหนดปราณพลังต่อต้านคลื่นเ่าั้ ลู่ซือกลับพบว่า จักระัเกิดการวิ่งวนพลังอยู่ภายใน เหมือนคลื่นพลังเหล่านี้ กำลังวิ่งเข้าสู่จักระัอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองไปรอบข้าง เรือหลายลำที่ลอยอยู่ ไม่สามารถทนรับระลอกคลื่นพลังได้ ทำให้เรือเ่าั้แตกร้าว และร่วงหล่นอย่างต่อเนื่อง
คลื่นพลังเ่าั้ วิ่งหมุนวนกลับไปที่เรือเหาะา และถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทว่าบนเรือเหาะสำนักเทพ์ ผู้คนบนเรือก็ยังไม่รู้ว่ามีคลื่นพลังวิ่งเข้ามาหาที่ลู่ซือ สิ่งที่แต่ละคนรับรู้คือ เรือเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง แต่ยังไม่แตกหรือะเิออก ไม่ว่าจะเ้าสำนักหรือใครบนเรือ เริ่มมีสีหน้าไม่ดีมากขึ้น ส่วนของระลอกแห่งคลื่นพลังยังวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เหมือนกำลังวิ่งเข้าหาบางสิ่งบางอย่าง ...