ลมทะเลเหนียวเหนอะพัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างรถกระบะเก่าๆที่เปิดกระจกไว้ครึ่งหนึ่งเสียงเครื่องยนต์ดีเซลเก่าครางกระหึ่มหนักๆดังสะท้อนไปตลอดเส้นทางถนนเลียบชายฝั่งบนหน้าปัดรถ วิทยุอนาล็อกส่งเสียงคลื่นแทรกซ่า...ซ่า...จางๆเป็แบคกราวด์
ไทด์ขับรถด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียวส่วนมือขวายกขึ้นนวดขมับตัวเองแรงๆความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ั์ตาของเขาขึ้นเส้นเืจางเขาพยายามหาเื่ชวนคุยเพื่อส่งเสียงทำลายความเงียบไม่ให้ตัวเองเผลอหลับคาพวงมาลัย
“เคยไปทะเลลึกๆไหม แบบนั่งเรือออกไปไกลๆ”
อานนท์ที่นั่งอยู่เบาะข้างๆไม่ได้หันมามองเขาเหม่อมองออกไปนอกกระจกข้างสายตาจ้องลึกไปยังผิวน้ำทะเลสีเทาหม่นที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ผมเคยอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำเยอะมากและมีเสียงคลื่น...แต่ไม่แน่ใจว่ามันถูกเรียกว่าทะเลหรือเปล่า”
ไทด์เหลือบสายตามองเสี้ยวหน้าซีดของเด็กหนุ่มเล็กน้อย“แล้วชอบมันไหม”
อานนท์นิ่งค้างไปทันทีจังหวะการกะพริบตาของเขาหยุดกึกไปเนิ่นนานนานจนความเงียบในรถถูกถมด้วยเสียงซ่า...ของคลื่นวิทยุราวกับว่าสมองของเขากำลังพยายามรันคำสั่งควานหาฐานข้อมูลความรู้สึกบางอย่าง...ความรู้สึกที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในตัวเขา
“...ผมไม่แน่ใจว่าผมต้องตอบแบบไหนถึงจะเรียกว่า ชอบ ”อานนท์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบก่อนจะเว้นจังหวะไปอีกครั้ง“ผมแค่ยืนอยู่ตรงนั้นจนกว่าสัญญาณแสงจะเปลี่ยน”
ทันใดนั้นเสียงวิทยุบนหน้าปัดก็ซ่ากระตุกขึ้นมาเองหนึ่งจังหวะแล้วแทรกคำพูดคำหนึ่งผ่านมากับกระแสStaticอย่างพอดิบพอดี
“...รอ...”
ไทด์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันทีสายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่บนเส้นถนนขรุขระเบื้องหน้าแต่จังหวะการผ่อนลมหายใจของเขาช้าลงนิดหนึ่งเขาแค่นยิ้มมุมปากเป็รอยยิ้มที่ไม่มีความขบขันอยู่เลย
“...เออชีวิตกูก็ประมาณนั้นแหละบางวัน”
สะพานโครงสร้างเหล็กถักขนาดใหญ่ทอดตัวเชื่อมจากชายฝั่งออกไปกึ่งกลางมวลน้ำสีหม่นโครงเหล็กทั้งเส้นขึ้นสนิมขุมหนาเตอะปูดโปนรอยต่อเหล็กครางต่ำลั่นแกร๊ง...แกร๊ง...ลมแรงพัดลอดผ่านคานเหล็กจนเกิดเป็เสียงหวีดหวิวไกลออกไปที่ปลายสุดของสะพานคือสถานีวิทยุชายฝั่งร้างเสาส่งสัญญาณเอียงทำมุมเล็กน้อยอย่างผิดรูปราวกับกำลังเงี่ยหูฟังบางอย่างใต้ผิวน้ำ
ไทด์หยุดเดินกะทันหันเขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืที่สะท้อนผ่านฝ่าเท้า
“เราเดินพร้อมกันไม่ได้”ไทด์เอ่ยเสียงเครียด
“ทำไมครับ”
“ความถี่สะพานกับน้ำหนักเราตรงกัน”
“งั้นผมเดินทีหลัง”
“ไม่ได้”
“งั้น?”
“กูก้าวตอนมึงหยุด!”
ไทด์ขยับตัว“กูเดินฝั่งซ้าย มึงเดินฝั่งขวาอย่าให้จังหวะตรงกัน”
อานนท์จ้องมองใบหน้าของไทด์ั์ตาสีเข้มขยับไหวเล็กน้อยเหมือนกำลังประมวลผลคำสั่งก่อนจะพยักหน้ารับ
ทั้งสองเริ่มออกเดิน...ฝ่าเท้าหนึ่งข้างเหยียบลงพื้นอีกคนหนึ่งหยุดนิ่งสลับกันเป็จังหวะสวนทางคล้ายท่วงทำนองที่ไม่ได้นัดหมายตัวสะพานเหล็กยังคงสั่นะเือยู่ใต้ร่างแต่ความรุนแรงกลับลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัดราวกับโครงสร้างโลหะนี้ยอมรับน้ำหนักของทั้งคู่ได้เพราะจังหวะที่ขัดแย้งกัน
เมื่อเดินมาถึงกึ่งกลางสะพานจู่ๆ อานนท์ก็หยุดก้าวดื้อๆเขาก้มลงมองที่พื้นที่ชำรุดมีวัตถุสามชิ้นตกกระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางเศษหินน็อตเหล็กหกเหลี่ยม ห่วงเหล็กเก่าและลิ่มเหล็กสามเหลี่ยมชิ้นเล็กที่หลุดออกจากรอยต่อโครงสร้าง
ไทด์มองตามสายตาของเด็กหนุ่มแล้วขมวดคิ้ว“...มีช่องว่างเล็กๆเหมือนของบางอย่างเคยอยู่ตรงนี้แล้วหายไป”
ชั่ววินาทีหนึ่งที่แสงแดดสะท้อนขอบโลหะภาพในหัวของอานนท์สับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเป็หน้าปัดนาฬิกาและชิ้นส่วนเครื่องจักรขนาดใหญ่มันไม่ใช่ความทรงจำที่เป็เื่ราวแต่เป็ความรู้สึกััที่รุนแรง
เด็กหนุ่มย่อตัวลงหยิบ“ลิ่มเหล็กชิ้นเล็ก”ขึ้นมา ปลายนิ้วซีดจำทิศทางและองศาได้เองโดยสัญชาตญาณเขาเอื้อมมือส่งลิ่มเหล็กนั้นดันกลับเข้าไปในรอยต่อของคานเหล็กสะพาน...มันสวมล็อกเข้าไปได้อย่างแน่นสนิทพอดีเป๊ะ
ทันทีที่เนื้อเหล็กกระแทกเข้าที่!
เสียงสั่นเครียดแหลมสูงของสะพานก็แปรเปลี่ยนเป็เสียงทึบ หนักและท่วงทำนองช้าลงอย่างเด็ดขาดตึง… ตึง… ตึง…แรงสั่นะเืถูกตัดทอนไปบางส่วนอย่างเป็ระบบ
ไทด์ชะงักงันก้มลงมองรอยต่อเหล็กสลับกับใบหน้าของเด็กหนุ่ม“...นายไม่ได้เดานายแค่จับมันกลับเข้าที่เดิม”
อานนท์ก้มมองฝ่ามือตัวเองที่มีคราบสนิมสีแดงส้มติดกรังแววตานิ่งสนิทราวกับหุ่นยนต์ที่เพิ่งทำหน้าที่เสร็จ
“...มันควรอยู่ตรงนี้”
ไทด์ขนลุกซู่กับน้ำเสียงนั้นแต่ไม่มีเวลาคิดนานเขาทำได้เพียงหันหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีวิทยุชายฝั่งที่เป็เป้าหมาย
บรรยากาศภายในตัวสถานีเงียบเชียบและวังเวงแสงแดดรอนๆยามเย็นส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างที่ขึ้นคราบเกลือขุ่นมัวฝุ่นหนาเตอะเกาะอยู่บนแผงควบคุมอนาล็อกและเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุรุ่นเก่า
บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่มีแก้วกาแฟเซรามิกเก่าที่น้ำกาแฟแห้งกรังเครื่องมือช่างวางเรียงกันอย่างมีระเบียบและรอยขูดขีดลึกเด่นชัดบนเนื้อไม้เพื่อนับวันเวลา...ทว่าไม่มีป้ายชื่อ ไม่มีรูปถ่ายไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆที่ระบุชื่อเ้าของร่องรอยเหล่านี้เลยทุกอย่างว่างเปล่าเหมือนมีใครบางคนตั้งใจลงมือ‘ลบ’ ตัวตนของธีรภัทรออกไปไทด์ปัดฝุ่นหนาออกจนเจอสมุดจดบันทึกเล่มหนาที่ซ่อนอยู่ใต้แผงเหล็กบนหน้าปกหนังเก่ามีตราสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดและอักษรภาษาอังกฤษสามตัวประทับอยู่
DNA
ไทด์เปิดออกดูผ่านๆแขนของเขาชาวาบเมื่อเห็นลายมือหวัดๆข้างใน...ลายมือของพ่อเขาไม่ผิดแน่ด้วยสถานการณ์ที่ตึงเครียดไทด์จึงรีบยัดสมุดเล่มนั้นใส่กระเป๋าเสื้อแจ็กเกตไว้ทันที
“...พ่อเคยมาที่นี่”ไทด์เอ่ยขึ้น เสียงของเขาสั่นเครือ
"...คุณแน่ใจเหรอครับ"
"...ไม่"
"...แต่กูรู้"
ในขณะเดียวกันอานนท์เดินไปหยุดอยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์เหล็กเก่าที่บานพับเบี้ยวเขาออกแรงดึงประตูตู้ออกเสียงเหล็กครูดบาดหูภายในล็อกเกอร์มีเครื่องเล่นเทปพกพารุ่นเก่าวางอยู่สภาพฝุ่นจับพร้อมกับไฟฉายกระบอกยาวและก้อนแบตเตอรี่สำรอง
“...แบตยังอยู่”
ไทด์หยิบเครื่องเล่นเทปเก่าเครื่องนั้นมาจากอานนท์พลิกดูช่องใส่ถ่านด้านหลังอย่างรวดเร็วแล้วกดลงบนปุ่มพลาสติกสีดำเสียงดังคลิก!
เสียงกลไกเฟืองหมุนตึงๆดังขึ้นลำโพงเครื่องเล่นเทปส่งเสียงแตกซ่ารุนแรงอยู่สองสามวินาที...ก่อนที่เสียงผู้ชายคนหนึ่งจะดังแทรกความเงียบขึ้นมาผ่านเนื้อเทปที่บิดเบี้ยว
“...ไทด์...”
ร่างกายของไทด์แข็งทื่อไปในทันทีั์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง“...นี่มันเสียงพ่อ...”
“...ถ้าแกได้ยิน...”
เสียงในเทปขาดหายไปดื้อๆกลายเป็กระแสเสียง Staticกรีดแหลมยาวคราวหนึ่งทันใดนั้น ระบบภายในเครื่องเล่นเทปเกิดอาการบล็อกตัวกลไกหมุนวนซ้ำๆจนเกิดกระแสเสียงสังเคราะห์ของระบบรักษาความปลอดภัยดังก้องสะท้อนออกมาจากลำโพง
“...UNREGISTEREDREFERENCE DETECTED...”
“...UNREGISTEREDREFERENCE DETECTED...”
อานนท์นิ่งงันไปทันทีดวงตาสีเข้มของเขาเบิกกว้างร่างกายแข็งทื่อด้วยความตื่นตะลึง...ราวกับเขาเคยได้ยินเสียงแจ้งเตือนนี้มาก่อนในส่วนลึกของสิ่งที่เป็ตัวเขามือซ้ายกระตุกขึ้นแตะหลังหูโดยแทบไม่ผ่านการตัดสินใจ
วิ้ง....
ระบบเสียงกระตุกอย่างรุนแรงไฟหลอดนีออนบนเพดานกะพริบวับแวมถี่รัวเครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุนับสิบสายในห้องเปิดการทำงานขึ้นมาเองพร้อมกันดื้อๆเสียง Staticนับสิบสายดังระงมจนหูอื้ออึงเข็มนาฬิกาอนาล็อกบนผนังเริ่มหมุนเหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งตัวอาคารปูนเริ่มสั่นะเืบิดตัวอย่างรุนแรง
ครืนนนน......ครืนนนน......
เสียงเหล็กกล้าลั่นเปรี๊ยะดังสะท้อนมาจากทางเชื่อมด้านนอก
“...เชี่ยยย...”ไทด์และอานนท์รีบวิ่งผลักประตูออกจากสถานีทันที
สะพานโครงเหล็กถักที่พวกเขาเพิ่งจะรักษาสมดุลไว้บัดนี้กำลังเผชิญกับแรงสั่นะเืมหาศาลคานเหล็กหนาบิดเบี้ยวโค้งงอน็อตและลิ่มล็อกเหล็กที่อานนท์เพิ่งใส่กลับเข้าไปทนแรงบดอัดไม่ไหวะเิกระเด็นหลุดออกจากรอยต่อร่วงกราว
และแล้ว...โครงสร้างสะพานท่อนกลางก็หักสะบั้นตัวขาดออกจากกันถล่มครืนดิ่งลงสู่มวลน้ำทะเลสีเทาเบื้องล่างเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตูม!!!
ทั้งคู่วิ่งมาหยุดอยู่ตรงริมขอบปูนที่หักโค้งจ้องมองซากสะพานทางเดินเชื่อมเส้นเดียวที่จมดิ่งหายลงไปในทะเลต่อหน้าต่อตาผิวน้ำแตกเป็ฟองสีขาวโพลน...พวกเขาถูกตัดขาดจากฝั่งโดยสมบูรณ์
ความเงียบงันและเสียงฝนที่เริ่มตกลงมาอีกครั้งเข้าปกคลุม
อานนท์ก้มลงมองฝ่ามือที่เปื้อนคราบสนิมของตัวเองแววตาของเขาฉายชัดถึงความรู้สึกผิดอันรุนแรง
“...เพราะผมใช่ไหมครับ”อานนท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เครือ
ไทด์จ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าเนิ่นนานก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองชายหนุ่มผมยาวแววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดกับความจริงที่ต้องเผชิญตรงหน้า
“...กูไม่รู้”
ไทด์เว้นจังหวะสั้นๆผ่อนลมหายใจยาว ท่ามกลางเสียงฝน
“...แต่ตอนนี้”“...เราติดอยู่ด้วยกันแล้ว”
ครืนนน...
เสียงกลไกโลหะหนักๆลึกลงไปใต้พื้นคอนกรีตของสถานีส่งสัญญาณดังสะท้อนขึ้นมาอีกครั้งมันไม่ใช่เสียงที่เกิดจากโครงสร้างสะพานหักโค่น...แต่เป็เสียงของ"บางสิ่ง"ที่กำลังเริ่มเดินเครื่องทำงานอยู่ลึกลงไปใต้ดิน
ไทด์ค่อยๆก้มลงมองพื้นฝุ่นที่กำลังสั่นกราวอยู่แทบเท้าอานนท์เองก็หันไปมองทิศทางของเสียงนั้นตามสัญชาตญาณ
ทั้งคู่ไม่พูดอะไร...เพราะต่างรู้ดีตรงกันว่าเสียงกระหึ่มต่ำนั้นไม่ได้มาจากสะพานที่เพิ่งถล่มลงไป
FIELDNOTE 004
RESONANCE
เคยสงสัยไหมว่าทำไมกองทหารถึงต้อง“เดินนอกจังหวะ ไม่เดินเท้าพร้อมกัน”เวลาข้ามสะพาน?
เพราะทุกสิ่งในโลกมีความถี่เฉพาะตัวหากแรงสั่นะเืภายนอกตรงกับจังหวะนั้นคลื่นจะยิ่งเสริมกัน
จนเกิดการสั่นพ้อง(Resonance)ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างขนาดใหญ่เสียหายได้
การเดินสลับจังหวะจึงเป็วิธีลดแรงสะสมไม่ให้ความถี่ของร่างกายไปกระตุ้นสะพานจนเกินขีดจำกัด
สำหรับโลกของHALOCLINEการสั่นพ้องไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับวัตถุ
สิ่งที่ทำให้บางอย่างอยู่รอดไม่ใช่การเดินไปพร้อมกันทุกย่างก้าว
แต่คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินคนละจังหวะเพื่อไม่ให้โลกของเราพังลงมา