‘เด็กคนนั้นน่าสงสารจังเนาะ? กำพร้าพ่อ ไร้ญาติ แถมแม่ยังมาตายอีก’
‘นั่นสิ แล้วหลังจากนี้จะอยู่ยังไง? อายุก็น่าจะเพิ่ง 15 16 เองมั้ง’
‘ถ้าพิมลพอมีเงินเก็บบ้างก็คงไม่น่าห่วงแต่เท่าที่ฉันรู้มาเหมือนหล่อนจะมีแต่หนี้รอบตัว แถมยังเป็หนี้นอกระบบอีกต่างหาก’
‘แบบนี้ลูกสาวจะต้องมารับใช้หนี้แทนหรือเปล่าเนี่ย อายุแค่นี้เรียนก็ยังเรียนไม่จบ จะเอาอะไรไปใช้หนี้แทนแม่ได้ล่ะ?’
‘หน้าตาสะสวย ผิวพรรณก็ดี อกเป็อกเอวเป็เอวแบบนี้ ฉันว่าคงไม่พ้นร่างกาย’
เสียงดนตรีจากเครื่องไฟซึ่งมีคนอาสามาเปิดให้ฟรีในงานขาวดำเพื่อสร้างบรรยากาศที่มีแต่ความเสียใจอยู่แล้วให้เศร้าโศกยิ่งขึ้นไปอีกดังลอดรูหูซ้ายและผ่านออกไปทางรูหูขวา
ฉันแทบไม่ได้ยินเสียงทำนองเพลงเ่าั้เพราะเอาแต่โฟกัสคำซุบซิบนินทาของเหล่าบรรดาผู้ใหญ่สามสี่คนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกทางด้านหลัง ในระยะที่ห่างไม่ถึงสามเมตร
ด้านหน้าของฉันมีกรอบรูปบานใหญ่ของผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆที่เป็หัวข้อสนทนาของกลุ่มคนเ่าั้ ระบุชื่อนามสกุลพร้อมวันชาตะมรณะตั้งอยู่
ถัดออกไปเพียงนิดร่างไร้ิญญาของเธอนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงเย็น มีดอกไม้สีขาวสะอาดซึ่งได้รับการอนุเคราะห์จากเศรษฐีใจดีประดับประดาอย่างสวยงาม
หลังจากนี้เธอคงไม่ต้องทุกข์ทรมานจากความยากจนไม่ต้องลำบากทำงานเป็ขี้ข้าใคร เพื่อหาเงินส่งลูกสาวเพียงคนเดียวเรียนให้จบอีกแล้ว
ในที่สุดเธอก็ค้นพบความสงบสุขและทิ้งโชคชะตาอันเลวร้ายเ่าั้ไว้ให้ลูกสาวอย่างฉันต้องเผชิญแทน
แม่ผู้ให้กำเนิดแม่บังเกิดเกล้า หล่อนใช้อะไรคิดใช้อะไรตัดสินใจ เลือกจบชีวิตตัวเองทั้งๆที่ลูกสาวเพียงคนเดียว เพิ่งจะอายุสิบหกไปหยกๆ เมื่อวานนี้
ตัดช่องน้อยแค่พอตัวทุเรศสิ้นดี!
วันเกิดทั้งทีแทนที่จะถูกรับกลับมาฉลองพร้อมหน้าแต่ฉันกลับต้องมาร่วมงานศพแม่ตัวเองน่าประทับใจเสียจริงสำหรับของขวัญวันเกิดชิ้นนี้
แม้เราสองคนแม่ลูกจะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่เป็ครอบครัวเล็กๆ ที่ไร้ความอบอุ่น ทะเลาะมากกว่าพูดคุยปรึกษาหรือขาดความเข้าใจกันก็ตาม
ยอมรับว่าตลอดมาฉันมักแสดงออกว่าเกลียดแม่ตัวเองไม่ยอมรับในชะตาชีวิตที่ต้องมีแม่จนๆ เป็แค่คนรับใช้ในบ้านเศรษฐี ถูกเพื่อนล้อว่าเป็ลูกขี้ข้าั้แ่จำความได้
พยายามตั้งใจเรียนเพื่อเป็ใบเบิกทางไปสู่อนาคตที่ดีพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่รอบข้างมีแต่คนร่ำรวย เลือกคบแต่เพื่อนมีฐานะ หรือแม้กระทั่งสร้างภาพว่าตัวเองก็เป็ลูกคุณหนูคนหนึ่ง
มันเหนื่อยนะกับการต้องพยายามเป็ในสิ่งที่มันไม่ใช่ความจริงแต่ฉันจะไม่มีวันกลับไปอยู่จุดเดิมอีกแล้ว จุดที่ถูกตราหน้าว่าเป็แค่ลูกแม่บ้านถูกเหยียบย่ำกลั่นแกล้งรุมรังแกราวกับฉันไม่ใช่มนุษย์
เมื่อจบมัธยมต้นฉันจึงสอบชิงทุนเข้าโรงเรียนระดับประเทศเป็อะไรที่เหนื่อยและท้อแท้มากเพราะต้นทุนครอบครัวต่ำแม่ไม่มีเงินพอจะส่งฉันเรียนพิเศษ หรือซื้ออุปกรณ์รองรับการเรียนให้ เลยต้องพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองแม้ต้องใช้วิธีสกปรก อย่างการขโมยหนังสือเรียนเสริมของเพื่อนในห้องก็ตาม
ในที่สุดฉันก็ได้มาอยู่โรงเรียนที่สภาพแวดล้อมรอบข้างมีแต่ลูกคุณหนูสมใจอยากเป็โรงเรียนประจำซึ่งมีค่าใช้จ่ายสารพัด
ฉันได้ทุนก็จริงแต่เื่อาหารการกินและของใช้ส่วนตัวต่างๆ ยังคงต้องใช้เงินจากผู้ปกครองและนั่นคือต้นเหตุของการเป็หนี้ เงินที่แม่เบิกล่วงหน้ากับเ้านายเศรษฐีไม่เพียงพอต่อค่าจ่ายของฉัน
ฉัน้าขัดเกลาตัวเองให้สมกับตัวต้นใหม่ลูกสาวเถ้าแก่ใหญ่ในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้จึงจำเป็ต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้ราคาแพง เพื่ออัพเกรดตัวเองให้สมฐานะจอมปลอมที่สร้างขึ้น
ทุกอย่างที่ทำทั้งหมดก็เพื่อจุดประสงค์เดียวเท่านั้นฉัน้ามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้
แต่แม่ก็คือแม่ฉันยังคงมีความรู้สึกเหมือนที่ลูกคนอื่นๆ มีให้กับแม่ของตน เพียงแค่ไม่ได้แสดงออกมาก็เท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่นในวันนี้...
ฉันไม่มีน้ำตาสักหยดไม่ร้องไห้สักแอะ ภายนอกดูไร้ร่องรอยของความเสียใจ สุขุม นิ่งขรึม และเต็มไปด้วยความสงบเยือกเย็น
เอาแต่นั่งเงียบอยู่หน้าโลงศพไม่พูดจากับใคร ไม่รับแขก ไม่ทักทายผู้ใหญ่ แม้กระทั่งเ้านายของแม่ที่เดินมาเอ่ยคำปลอบโยนฉันก็ยังทำราวกับเธอเป็เพียงธาตุอากาศ จนเกิดเสียงซุบซิบนินทาขึ้นอีกครั้ง
‘เด็กคนนี้ไร้มารยาทชะมัด คุณหญิงผกาเข้าไปพูดคุยด้วยแต่กลับเมินเฉยใส่’
‘ไม่ใช่แค่ไร้มารยาทนะ หล่อนยังดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรที่แม่ตัวเองตายเลย’
‘เด็กอะไร๊~ แม่ตายทั้งคนยังนั่งนิ่งอยู่ได้’
ชิ! พวกขี้นินทา เกลียดชะมัดยิ่งพยายามหนียิ่งได้เจอ ฉัน้าหลุดออกจากสภาพแวดล้อมแบบนี้!!
ถึงเวลาแล้วที่ต้องปกป้องตัวเองบ้างฉันนั่งฟังพวกปากหอยปากปูที่ไม่เจียมสังขารเม้ามอยกันมานานพอแล้ว และตอนนี้ก็หมดความอดทนแล้วด้วยจึงลุกขึ้นจากเสื่อหันหลังกลับไปเผชิญหน้า และปะทะฝีปากกลับเล็กน้อย
“อย่าปากดีสิคะป้าๆ เดี๋ยวก็ได้ลงไปนอนในโลงกับแม่หนูหรอก”
พวกหล่อนเบิกตาค้างอ้าปากเหวอคงใไม่ก็ช็อกกับการกระทำของฉัน ก่อนหนึ่งในสี่คนนั้นจะตั้งสติได้และสวนกลับด้วยท่าทางโกรธจัด
“ต๊าย~ ยัยเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน! ไม่รู้จักสัมมาคารวะ!!เป็เด็กเป็เล็กพูดจากับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไงกัน!!?”
หล่อนหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ยกนิ้วชี้หน้าต่อว่าฉันดังลั่นศาลาวัด แเื่คนอื่นๆ จึงเริ่มหันมาให้ความสนใจพร้อมเสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่
ฉันอยู่ของฉันดีๆอยู่อย่างเงียบๆ แต่กลับเอาไปพูดว่ากันสนุกปาก อีพวกป้าข้างบ้านที่ไม่ได้รู้อะไรจริงแต่กลับทำตัวเหมือนรู้ดีไปหมดวันไหนไม่ได้นินทาใครเหมือนจะขาดใจตายประหนึ่งชีวิตนี้ถูกหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนด้วยเื่ของคนอื่น
ฉันจะไม่ยอมเป็เป้าโจมตีฝ่ายเดียวแน่คนประเภทนี้ต้องได้รับการสั่งสอน
“ก็ผู้ใหญ่อย่างป้าๆ ไม่น่าให้เกียรตินี่คะ ทำไมหนูจะต้องมีสัมมาคารวะด้วย?”
การลอยหน้าลอยตาตอบโต้ดูท่าจะปั่นประสาทคู่สนทนาได้เป็อย่างดีหน้าของอีกฝ่ายเห่อแดงด้วยความโมโห สองมือจิกกำแน่น พร้อมสันกรามที่นูนขึ้นจากการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเห็นได้ชัดสายตาแข็งกร้าวจ้องมองฉันราวกับจะกินเืกินเนื้อ
แต่หล่อนคงสังเกตเห็นว่าผู้คนให้ความสนใจกับเื่นี้อยู่มากจึงแสดงความรู้สึกออกมาได้ไม่เต็มที่ และคงไม่กล้าพอจะทำในสิ่งที่ใจ้าจึงข่มความโกรธและกัดฟันพูดคุยกับฉันด้วยความสุภาพแทน
“หัดให้ความเคารพกันหน่อยนะหนู ป้าอายุมากกว่าแม่เธออีก!”
แต่นั่นไม่ใช่วิถีของฉันฉันไม่อาย ไม่แคร์ ไม่สนใจใครหน้าไหนที่ไม่ได้มีผลกับชีวิตฉันทั้งนั้น
“ทำตัวให้น่าเคารพก่อนสิคะ นี่ยังดีนะ หนูยังให้ความเกรงใจไม่เรียกป้าว่า ‘อีแก่!’”
“กรี๊ด!!”
ดูท่าป้าแกคงจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่หลังได้ยินคำที่ฉันทิ้งท้ายเอาไว้เลยะเิเสียงกรีดร้องจนสุดแรง อีกทั้งยังกระทืบเท้าปึงปังและง้างมือทำท่าจะเข้ามาตบ
ขณะที่ฉันยื่นหน้าท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวคนซึ่งมีขนาดตัวใหญ่กว่าทว่าการกระทำนั้น กลับถูกหยุดยั้งไว้ด้วยใครบางคน
ชายแปลกหน้าวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน ผิวพรรณดูผู้ดี มีรัศมีความร่ำรวยแผ่กระจายรอบตัว ซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่มีทางรู้จักและไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเขามาก่อนกำลังจ้องมองคุณป้าขี้นินทาด้วยสายตาดุดัน
เขาดูโกรธและไม่พอใจมากสังเกตได้จากการจับข้อมืออวบๆ นั่นคล้ายออกแรงบีบจนเกิดการสั่นเกร็ง อีกทั้งใบหน้าของคุณป้าเริ่มเหยเกขึ้นเรื่อยๆก่อนร้องและออกแรงสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม
“โอ๊ย! เจ็บ!! คุณเป็ใครมาจับฉันไว้ทำไม?”
“ผมต่างหากที่ควรถามว่าคุณเป็ใคร ถึงกล้ามาทำร้ายลูกสาวผม!?”
‘ลูกสาว?’
ไม่ใช่แค่ฉันที่อุทานคำนี้ออกมาคนที่มาร่วมงานศพและกำลังยืนมุงมองเหตุการณ์ในบริเวณนั้นก็เช่นกันเพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าฉันเป็เด็กที่กำพร้าพ่อ
ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตะลึงผู้ชายคนนั้นผลักคุณป้าขี้นินทาออกจนเธอเซเกือบหงายหลังล้มลง จากนั้นจึงหันหน้ามามองฉันพร้อมคลี่ยิ้มอย่างอบอุ่นสายตาของเขาอ่อนโยนผิดกับ่เวลาก่อนหน้า ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ฉันยืนตัวแข็งทื่อด้วยความสับสนระคนใ
“นิทาน... กลับบ้านกับพ่อนะลูก”