ฮุ่ยหลันลืมตาตื่นขึ้นมาจึงพบว่าตนเองอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งเหมือนเธอลอยตัวอยู่กลางห้วงน้ำบางอย่าง
ลอยตัว? ห้วงน้ำ? หรือว่า...ตอนนี้ฉันอยู่ในท้องของคุณแม่คนใหม่ ใช่ ต้องใช่แน่ๆ
ฮุ่ยหลันคิดในใจ แต่ตอนนี้เธอััได้ถึงพลังบางอย่างที่แทรกตัวเข้ามาในห้วงน้ำนี้พลังประหลาดที่ทำให้เธอรู้สึกสบายไปทั้งตัว และยังกระตุ้นให้ร่างของเธอกระปรี้กระเปร่ามากๆเสียด้วย
หรือว่า...นี่คือปราณทิพย์ที่คุณตาตว๋อเทียนบอกน่าจะใช่
แบบนี้ ฉันควรเร่งฝึกฝนสิจะได้เลื่อนระดับลมปราณและเลเวลเร็วๆ แต่…แล้วต้องฝึกไงล่ะ
มือไวเท่าความคิด มือเล็กๆ ที่เพิ่งเติบโตได้นิดเดียวก็ยกวาดออกPlatform ของระบบปรากฏตรงหน้า ฮุ่ยหลันรีบจิ้มไปยัง Icon ที่เป็ระบบของการฝึกฝนกวาดตามองอย่างรวดเร็วก็พบทันทีว่าเธอต้องเข้าไปตั้งค่าการฝึกฝนหรือในที่นี้ก็คือการโคจรลมปราณเพื่อให้ร่างของเธอสามารถโคจรลมปราณเพื่อฝึกฝนได้ตลอดเวลา
ฮุ่ยหลันจัดการตั้งค่าเสร็จสรรพเธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าพลังที่ทำให้เธอรู้สึกสบายตัวกำลังไหลเข้ามาในร่างและแทรกซึมไปทั่วร่างเส้นชีพจรลมปราณ และจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดแม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่ได้ทะลวงจุดชีพจรทำให้การโคจรลมปราณเพื่อฝึกฝนจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรก็ตาม
ตอนนี้คงทำได้แค่นี้แหละงั้นก็นอนดีกว่า ไว้เจอกันเมื่อคลอดนะคะคุณแม่ ฮุ่ยหลันนึกในใจก่อนจะหลับตาลง
ฮุ่ยหลันหลับไปนานเท่าใด เธอก็ไม่รู้หากตอนนี้เธอพยายามลืมตาแต่กลับลืมตาไม่ขึ้น แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามีแรงผลักดันบางอย่างในห้วงน้ำที่เธอนอนอยู่แรงผลักดันนี้กำลังผลักดันให้เธอออกไปยังช่องทางหนึ่ง
หรือว่า...วันนี้เป็วันคลอด? ใช่แน่ๆ เลยแล้วฉันต้องทำไงล่ะ ฮุ่ยหลันนึกอย่างกังวลหากก็พยายามทำให้ตัวเองอยู่ในท่าทางที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่เธอพอรู้แบบงูๆ ปลาๆเพื่อที่คุณแม่คนใหม่ของเธอจะได้คลอดเธอได้ง่ายและไม่เจ็บมากจนเกินไป
ครู่เดียวฮุ่ยหลันก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าส่วนศีรษะของเธอค่อยๆโผล่ออกมาด้านนอก แสงสว่างที่สาดเข้ามาอย่างกะทันหัน ทำให้เธอรู้สึกแยงตามากเธอขมวดคิ้วทันที
“อ๊ะ...ศีรษะออกมาแล้ว”เสียงของสตรีผู้หนึ่งกล่าวอย่างดีใจ
“องค์ราชินี เบ่งอีกเพคะออกแรงเบ่งอีก”
คราวนี้ฮุ่ยหลันได้ยินชัดเต็มสองหูเลย
หาาา...ระ...ราชินี ! !นี่คุณแม่คนใหม่ของฉันเป็ราชินีเลยเหรอ เกินคาดไปหน่อยมั้ยเนี่ยฮุ่ยหลันคิดในใจอย่างตกตะลึง
ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจและแรงเบ่งที่มากขึ้นพร้อมกับฮุ่ยหลันที่พยายามช่วยคุณแม่คนใหม่ให้คลอดเธอได้ง่ายๆผ่านไปราวสิบอึดใจ ฮุ่ยหลันก็ถูกคลอดออกมาอย่างปลอดภัย
“องค์ราชินีเพคะ องค์หญิงน้อยเพคะสมพระทัยแล้ว เป็องค์หญิงน้อย” เสียงของสตรีผู้หนึ่งหนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นเต้นยินดี
ฮุ่ยหลันรู้สึกได้อย่างรวดเร็วว่าสตรีนางนี้ต้องเป็คนช่วยทำคลอดให้คุณแม่คนใหม่ของเธอและยามนี้มือของสตรีผู้นี้ก็จัดการตัดสายสะดือของเธอและจัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อย
“ลูก...ลูกข้าเป็หญิง ลูกแม่”เสียงไพเราะของสตรีผู้เป็มารดาของเธอดังขึ้นอย่างปลาบปลื้ม
“เอ๋ ! !ทำไมองค์หญิงน้อยไม่ร้องเลยล่ะ” สตรีนางนั้นทักขึ้น หากทำให้ฮุ่ยหลันอึ้งไปก็ิญญาเธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนี่ จะให้มาร้องอะไรล่ะ
“ว้ายยยย”ฮุ่ยหลันอุทานออกมาเมื่อจู่ๆ ก็ถูกจับห้อยหัวและตบก้นเธอเบาๆ ให้เธอส่งเสียงร้องทว่าเสียงร้องอย่างใของเธอกลับกลายเป็
“อุแว้ อุแว้...”
“องค์หญิงน้อยร้องแล้วเพคะองค์ราชินีรอสักครู่นะเพคะ ให้ข้าเช็ดตัวทำความสะอาดให้องค์หญิงน้อยก่อน”
ฮุ่ยหลันถูกอุ้มไปที่อีกด้านหนึ่งของห้องอย่างรวดเร็วมือของสตรีผู้นั้นวักน้ำอุ่นกำลังพอเหมาะค่อยๆ รดใส่ตัวเธอก่อนจะใช้มือค่อยๆลูบเนื้อตัวเธอเพื่อเช็ดคราบเืและคราบอย่างอื่นออกจนหมดฮุ่ยหลันถูกพันอยู่ในผ้าอ้อมเนื้อนุ่มละเอียดอย่างยิ่งตอนนี้เธอถูกอุ้มมายื่นส่งให้คุณแม่คนใหม่ของเธอแล้ว
“องค์หญิงน้อยเพคะ ยังไม่ลืมตาเลยแต่ไม่ดื้อสักนิด ยอมให้อาบน้ำทำความสะอาดดีมากเลยเพคะ”
ฮุ่ยหลันััได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่เต็มตื้นเข้ามาในหัวใจของเธอจนล้นอย่างกะทันหันจุมพิตอบอุ่นของมารดาแตะััที่หน้าผากของเธออย่างแ่เบา
“ลูกแม่ น่ารักเหลือเกิน”
“องค์ราชินีเพคะ องค์หญิงน้อยมีปานสีทองเหมือนจะเป็รูปหางทั้งเก้าของจิ้งจอกที่หน้าผากด้วยเพคะ”สตรีที่ช่วยทำคลอดให้คุณแม่ของเธอทักขึ้น
“จริงด้วยสิ แปลกจริง เสวี่ยปิง (หิมะน้ำแข็ง)เ้าพานางไปให้องค์าาดูเถิด ป่านนี้เขาคงรออย่างกระวนกระวายแย่แล้ว”
“เพคะ”
สตรีนามเสวี่ยปิงเข้ามาอุ้มฮุ่ยหลันออกไปนอกห้อง
“องค์าา ขอแสดงความยินดีด้วยเพคะเป็องค์หญิงน้อยสมพระทัยแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า...ลูกสาวข้าได้ลูกสาวแล้ว” เสียงหัวเราะกึกก้องอย่างดีใจสุดขีดดังขึ้นฮุ่ยหลันรู้สึกได้ว่ามีมือใหญ่เข้ามารับร่างของเธอไปอุ้มไว้อย่างทะนุถนอม
คุณพ่อคนใหม่ของเธอก้มลงจุมพิตเธอที่หน้าผากอย่างแ่เบาหากแต่เธอยังลืมตาไม่ขึ้น
เฮ้อเป็ทารกแรกเกิดนี่ก็ลำบากเหมือนกันแฮะ ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง ฮุ่ยหลันคิดในใจอย่างเซ็งนิดๆ
จริงด้วยสิ คุณแม่เป็ราชินีคุณพ่อก็ต้องเป็าา ว่าแต่าาและราชินีของที่ไหนกันล่ะ เธอคิดอย่างงุนงง
“ลูกสาวพ่อในที่สุดเ้าก็มาให้พ่อชื่นใจเสียที พ่อรอเ้ามาถึงสามหมื่นปีเลยนะ”
หาาาา...สะ...สะ...สามหมื่นปี...เอ่อ...หมายความว่าไงค้าาาคุณพ่อ ฮุ่ยหลันคิดอย่างใ ั์ตาที่ว่ายังลืมไม่ขึ้นพลันลืมขึ้นพรึ่บเพราะความใ
“อาา...ลูกสาวข้าลืมตาแล้ว”
“โอ ! ตาเ้าสวยมาก ลูกพ่อ ดำสนิทดั่งราตรีกาลแต่แจ่มจรัสราวหมู่ดารา”
“เสด็จพ่อ ให้ข้าดูน้องสาวบ้างสิ” เสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งพูดขึ้นทำให้องค์าาต้องส่งทารกน้อยในอ้อมแขนให้เด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างไม่เต็มใจ
“ซานเอ๋อร์ เ้าอุ้มน้องระวังด้วยน้องเพิ่งคลอด” เสียงขององค์าาเข้มงวดยิ่งนักคราวนี้ฮุ่ยหลันก็ได้รู้แล้วว่าเธอมีพี่ชายหนึ่งคน ว่าแต่เขาชื่ออะไรล่ะ รู้แค่ว่า‘ซาน’ แต่เธอยังไม่รู้แซ่ของบิดาตนเองเลย
“เสด็จพ่อ ไม่ต้องมาบ่นหรอกพ่ะย่ะค่ะข้าน่ะอุ้มลูกของคนอื่นมาเยอะแล้ว” เด็กหนุ่มตอบกลับอย่างหมั่นไส้ผู้เป็บิดา
“หืมม...ปานสีทองรูปพวงหางทั้งเก้าของจิ้งจอก”เด็กหนุ่มอุทานออกมา
“ใช่เพคะองค์หญิงน้อยมีปานนี้มาแต่กำเนิดเพคะ” สตรีนาม ‘เสวี่ยปิง’บอกออกมา
องค์าาผู้นี้จ้องมองปานสีทองรูปหางจิ้งจอกเก้าหางเขม็งตอนแรกเขาไม่ทันสนใจเพราะมัวแต่ดีใจว่าได้ลูกสาว เขาวางมือลงบนศีรษะของร่างเล็กจ้อยนั้นทันทีพลันฮุ่ยหลันก็รู้สึกได้ว่ามีพลังบางอย่างไหลเข้ามาในร่างของเธออย่างรวดเร็วแต่ก็นุ่มนวลนักพลังนั้นไหลไปทั่วร่างของเธอราวกับ้าจะสำรวจตรวจดูบางอย่างเพียงครู่พลังนั้นก็ถูกดึงออกในพริบตา
สายตาขององค์าาปรากฏความแตกตื่นตะลึงลานถึงขีดสุดมือข้างที่วางอยู่บนศีรษะเล็กๆ ต้องสั่นสะท้าน
“ทูลองค์าาท้องฟ้าเหนือแดนพายัพของพวกเราปรากฏภาพร่างเงาจิ้งจอกเก้าหางขนาดใหญ่ร่างเงานั้นทอประกายสีทองงดงามมากพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ทุกคนกำลังตื่นเต้นกันมากนี่เป็ครั้งแรกที่แดนพายัพเราปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้” ทหารที่เฝ้าเวรประจำตำหนักธารพายัพบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ฮุ่ยหลันมองเห็นคุณพ่อของเธอขมวดคิ้วสายตากวาดมองรอบด้านอย่างรวดเร็ว ทำให้เธอพลอยมองตามไปด้วยผู้คนรอบข้างเวลานี้มีเพียงนางกำนัลที่ยืนรอรับใช้ห้าถึงหกคนสีหน้าของพวกนางทุกคนมีเพียงรอยยิ้มยินดีที่องค์าาได้มีบุตรสาวเสียที
“ซานเอ๋อร์เ้าอุ้มน้องตามพ่อเข้ามาในห้อง เสวี่ยปิง เ้าเข้ามาด้วย”
พี่ชายของเธออุ้มเธอเข้าไปในห้องที่องค์ราชินีนอนพักผ่อนอยู่หลังจากคลอดเธอเสร็จสิ้นในห้องมีเพียงนางกำนัลสองคน
“พวกเ้าสองคนออกไป”องค์าาสั่งทันที
“เพคะ”
มือขององค์าายกขึ้นวาดออกก่อนจะปรากฏม่านปราการครอบคลุมห้องนั้นไว้ปกปิดมิให้ผู้ใดทราบว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ฟูจวิน ท่านมีอะไร ทำไม...”องค์ราชินีถามด้วยความงุนงงผสมความอ่อนเพลีย
“เหม่ยเมิ่ง (ความฝันอันงดงาม)เ้าคงไม่ทันสังเกตกระมัง” องค์าาถามขึ้นและเวลานี้ฮุ่ยหลันก็ได้รู้แล้วว่าคุณแม่คนใหม่ของเธอชื่อ เหม่ยเมิ่ง
เหม่ยเมิ่งส่ายหน้าช้าๆ
“ลูกสาวของเราคนนี้เป็จิ้งจอกทองเก้าหาง”คำตอบนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง
“เ้าคงลืมไปว่าเผ่าจิ้งจอกเก้าหางของเรามีน้อยคนยิ่งนักที่จะมีปานบนหน้าผากแต่ลูกสาวเรากลับมีปานสีทองรูปหางทั้งเก้าของจิ้งจอกปานนี้คือสิ่งยืนยันว่านางเป็จิ้งจอกทองเก้าหางและเมื่อข้าแผ่ปราณออกตรวจในร่างของนางยิ่งชัดเจนว่านางเป็จิ้งจอกทองเก้าหางจริงๆ”
“ทั้งยามนี้บนท้องฟ้าเหนือแดนพายัพของพวกเรายังปรากฏร่างเงาของจิ้งจอกเก้าหางร่างเงานั้นทอประกายสีทอง จึงยิ่งยืนยันได้ว่านางเป็จิ้งจอกทองเก้าหางจิ้งจอกอันเป็เหมือนตำนานที่เล่าขานในเผ่าของเรา”
คราวนี้ฮุ่ยหลันก็รู้ชัดแล้วว่าครอบครัวใหม่ของเธอเป็เผ่าจิ้งจอกเก้าหาง
โชคดีนะเนี่ยที่เราเลือกเผ่าจิ้งจอกเก้าหางถ้าเลือกเป็ัหรือกิเลนนี่ จะเป็ไงวะ ครอบครัวเป็จิ้งจอกแต่ดันมีลูกเป็ัหรือกิเลน คงยุ่งพิลึก ดีไม่ดีคุณแม่ได้ถูกหาว่ามีชู้แน่ ฮุ่ยหลันคิดในใจก่อนจะถอนหายใจเฮือก
“เ้าสมควรทราบดีว่าจิ้งจอกทองเก้าหางไม่เคยปรากฏมาก่อนครั้งนี้ปรากฏขึ้นแม้เป็เื่อัศจรรย์และเื่น่ายินดีแต่ก็เป็เื่ร้ายเช่นกันจิ้งจอกทองเก้าหางย่อมนำพาความรุ่งเรืองมาสู่เผ่าของเราอย่างมากมาย แต่ความสามารถสำคัญที่สุดของจิ้งจอกทองเก้าห้างคือเสน่ห์ของจิ้งจอกจะทำให้ผู้อื่นหลงรักนางได้อย่างง่ายดายยิ่งหากนางตั้งใจโปรยหว่านเสน่ห์ ไม่มีผู้ใดจะรอดมือนางไปได้”
“ประการสำคัญคือจิ้งจอกทองเก้าหางสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผู้ใดและซุกซ่อนร่องรอยรัศมีพลังของตนเองได้เก่งกาจไม่มีผู้ใดเทียบคิดจับกุมกระทั่งค้นหาร่องรอยของนาง กล่าวได้ว่างมเข็มในมหาสมุทรยังง่ายเสียกว่า”
“เผ่าอื่นอาจจะมองว่าเผ่าจิ้งจอกเราจะใช้นางไปสืบความลับของพวกเขาหรือใช้นางล่อลวงาาหรือรัชทายาทแห่งเผ่าให้หลงรักนาง ทำให้ทุกเผ่าวุ่นวายเผ่าจิ้งจอกจะได้ยึดครองดินแดนของพวกเขา โดยเฉพาะเผ่าหงส์แดงที่ไม่เคยมองเราในแง่ดีสักครั้ง”
ฟังแล้วฮุ่ยหลันต้องนึกผวา
ไอ้ที่เราเลือกจิ้งจอกทองเก้าหางก็เพราะไอ้ความสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและซ่อนร่องรอยได้ดีที่สุดนี่แหละไหงกลายเป็เื่แย่ไปได้ ฮุ่ยหลันนึกอย่างอ่อนใจด้วยความคาดไม่ถึง
“เสด็จพ่อ เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะน้องเล็กไม่มีความผิดที่เกิดมาเป็จิ้งจอกทองเก้าหางนะพ่ะย่ะค่ะ” พี่ชายของเธอที่ยังอุ้มน้องสาวแรกเกิดไว้กล่าวออกมาอย่างกังวล
าาแห่งจิ้งจอกขาวเก้าหางพลันแบมือออกบนฝ่ามือปรากฏสร้อยหยกสีขาวหม่นราวพยับเมฆเส้นหนึ่ง เขาสวมใส่สร้อยนี้ให้บุตรสาวตัวน้อยทันที
“นี่เป็สร้อยมายาจิ้งจอกมันจะซ่อนเร้นลักษณะแท้จริงของจิ้งจอกทองเก้าหางไว้ ยามนางใช้ร่างจิ้งจอกไม่ว่าผู้ใดจะมองเห็นเพียงจิ้งจอกขาวและสร้อยนี้ยังสามารถอำพรางระดับที่แท้จริงของปราณจิ้งจอกของนางได้ด้วย”
“เหม่ยเมิ่ง เสวี่ยปิง เสวี่ยซาน(ูเาหิมะ) จำไว้ให้ดีว่าห้ามให้ผู้ใดถอดสร้อยเส้นนี้ออกจากตัวนางและต้องไม่ให้ผู้ใดตรวจชีพจรของนางเด็ดขาดนอกจากพวกเราสี่คนไว้เมื่อนางเติบโตรู้ความมากกว่านี้ พวกเราค่อยบอกเล่าเื่นี้ให้นางฟังนางจะได้ระมัดระวังตัว”
ทั้งหมดพยักหน้าตอบรับทันที ฮุ่ยหลันเองก็จดจำไว้มั่นว่าเธอต้องไม่ถอดสร้อยเส้นนี้ออกเด็ดขาดไม่ว่าเมื่อใดก็ตามและเธอก็ได้รู้แล้วว่าพี่ชายของเธอชื่อ ‘เสวี่ยซาน’ แซ่ของเธอคือ ‘เสวี่ย’
“อีกเื่ที่ข้าต้องบอกพวกเ้ายามนี้ระดับลมปราณของลูกสาวเราอยู่ที่แตกหน่อขั้นที่ห้า”
คำพูดนี้ทำให้เหม่ยเมิ่ง เสวี่ยซานและเสวี่ยปิงแตกตื่นอย่างยิ่ง
“ฟูจวิน ท่านเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ข้าเพิ่งคลอดนางออกมาเองนะ ระดับลมปราณของนางจะสูงเช่นนั้นได้อย่างไร”
“ถ้าเ้าไม่เชื่อก็ลองตรวจดูสิ”
เหม่ยเมิ่ง เสวี่ยซาน และเสวี่ยปิงแผ่ปราณเซียนจิ้งจอกออกตรวจสอบหากครู่เดียวทั้งหมดก็ตกตะลึงอย่างแท้จริง
“เป็ไปได้อย่างไรน้องเล็ก...เอ่อ...” เสวี่ยซานกล่าวออกมาอย่างแทบไม่อาจเชื่อเพราะตอนที่เหม่ยเมิ่งให้กำเนิดเขา ตัวเขายังไม่มีลมปราณใดๆ ด้วยซ้ำจนเมื่อเขาอายุได้หนึ่งหมื่นสี่พันปีจึงเริ่มต้นฝึกฝน ยามนี้ระดับลมปราณของเขาจึงอยู่ที่เซียนนภาขั้นที่แปดนี่มิหมายความว่าหากน้องสาวของเขาอายุเท่ากับเขา ระดับลมปราณของนางต้องไม่ต่ำกว่าเ้าเซียนขั้นห้าหรอกรึ
นี่เขามีน้องสาวเป็สัตว์ประหลาดใช่หรือไม่
“ทีนี้เชื่อข้าแล้วกระมังไว้รอให้นางอายุครบสิบสองเดือนเสียก่อน ข้าจะเปิดจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดให้นางข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่ายามนั้น ระดับลมปราณของนางจะเป็อย่างไร”
“ฟูจวินท่านยังไม่ได้ตั้งนามให้นางเลย” เหม่ยเมิ่งท้วงขึ้น
าาแห่งเผ่าจิ้งจอกขาวเก้าหางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“ให้นางใช้นาม เสวี่ยหลิน (หยกหิมะ)”
เสวี่ยหลิน ชื่อเพราะดีแฮะตอนนี้ฉันก็ไม่ใช่ฮุ่ยหลันแล้วแต่เป็ ‘เสวี่ยหลิน’ เอ ! แล้วคุณพ่อของฉัน ท่านชื่ออะไรล่ะ เธอคิดในใจอย่างสงสัยเพราะแน่ใจว่ายังไม่ได้ยินใครเรียกชื่อของเขาเลย
“ท่านตั้งนามได้ไพเราะยิ่ง เสวี่ยิ(หิมะที่สว่างไสว)” เป็เหม่ยเมิ่ง คุณแม่คนใหม่กล่าวชมออกมาราวกับรู้ใจว่าเธออยากรู้ชื่อของคุณพ่อคนใหม่
“เหม่ยเมิ่งเดี๋ยวข้าจะพาเ้ากับเสวี่ยหลินไปที่หอคอยเทพจิ้งจอก พวกเ้าไปพักที่นั่นเถิดปราณทิพย์ที่นั่นมีมากมาย เหมาะสมกับพวกเ้าสองแม่ลูกที่สุด”
“ซานเอ๋อร์เ้าก็ไปหอคอยเทพจิ้งจอกด้วย เ้าควรฝึกฝนให้ดี จะได้แข็งแกร่งพอจะปกป้องแม่กับน้องสาวของเ้าและแดนพายัพของพวกเรา”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ณ วังั์ แดนบูรพา
“มหาเทพนี่เป็ร่างเงาจิ้งจอกเก้าหางนี่พ่ะย่ะค่ะ” หย่งเสียน เซียนรับใช้คนสนิทของมหาเทพหยางหลง(ัสุริยัน) เอ่ยขึ้นขณะยืนดูปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า
“แต่แปลก ไฉนจึงทอแสงสีทองด้วยนี่หมายความว่าอย่างไร” หย่งเสียนรำพึงกึ่งถาม
หากมหาเทพหยางหลงไม่ตอบคำถามนี้เพียงเพ่งพินิจร่างเงานี้อย่างละเอียด หากก็ไม่อาจทราบความใดทั้งสิ้น
“เป็ไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะว่าเผ่าจิ้งจอกเก้าหางน่าจะมีเื่มงคลใหญ่เกิดขึ้น”
“ข้าก็เชื่อว่าเป็เื่มงคลใหญ่ของเผ่าจิ้งจอกเพียงแต่เื่ใด คาดเดาไม่ออกจริงๆ” เสียงราบเรียบเฉยชาตอบกลับมา
ผ่านไปอีกสามวัน
“มหาเทพ ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะาาเสวี่ยิแห่งเผ่าจิ้งจอกเพิ่งได้องค์หญิงน้อยเสวี่ยหลินจากราชินีเหม่ยเมิ่งเมื่อสามวันก่อนทางเผ่าจิ้งจอกเพิ่งประกาศเื่นี้ออกมาเมื่อครู่พ่ะย่ะค่ะ” หย่งเสียนบอกออกมา
มหาเทพหยางหลงพยักหน้ารับรู้“ส่งของขวัญไปแสดงความยินดีกับเสวี่ยิด้วย เขาอยากได้ลูกสาวมานานเพิ่งจะสมใจก็ครั้งนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสวี่ยหลินถูกเลี้ยงดูในหอคอยเทพจิ้งจอกเช่นเดียวกับเสวี่ยซานเมื่อยังเยาว์นางชมชอบหอคอยเทพจิ้งจอกยิ่งนักเพราะมีปราณทิพย์มากมายให้นางได้ฝึกฝนเพิ่มพูนลมปราณ
“องค์หญิงน้อยไม่ดื้อ ไม่งอแงเลยเลี้ยงง่ายจริงๆ” เสวี่ยปิงออกปาก เมื่อนางพบว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เสวี่ยหลินไม่เคยร้องกวนตอนดึกเลยสักครั้งนางหลับสนิทตลอดทั้งคืน เมื่อใดที่หิวนมจึงจะร้องออกมา
“นั่นสิ เลี้ยงง่ายกว่าซานเอ๋อร์” เหม่ยเมิ่งสัพยอกบุตรชายที่เข้ามานั่งโคจรลมปราณในห้องที่นางเลี้ยงบุตรสาว
“แหม เสด็จแม่ท่านน่ะรีบเข้าข้างน้องเล็กไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ นางเพิ่งอายุครบเดือนเองเดี๋ยวอีกหน่อยต้องร้องกวนเสด็จแม่ตอนดึกแน่ๆ”
“ไม่หรอก หลินเอ๋อร์เป็เด็กดีหลินเอ๋อร์ไม่กวนแม่ใช่หรือไม่” เหม่ยเมิ่งถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดูรักใคร่
มองเห็นทารกน้อยเสวี่ยหลินพยักหน้าให้อย่างรวดเร็วสร้างความประหลาดใจให้เหม่ยเมิ่ง เสวี่ยซาน และเสวี่ยปิงยิ่งนัก
“เอ่อ...เหมือนว่าน้องเล็กจะเข้าใจที่พวกเราพูดคุยกันนะพ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยซานเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ
“ไม่ใช่กระมังนางเพิ่งเดือนเดียวเองนะ คงบังเอิญมากกว่า” เหม่ยเมิ่งไม่เชื่อ
“เมื่อไม่กี่วันก่อนมหาเทพหยางหลงส่งของขวัญอวยพรองค์หญิงน้อยมาให้องค์าาด้วยเพคะเห็นองค์าากล่าวว่าเป็กำไลหยกขาวที่สร้างจากหยกน้ำค้างหิมะ กำไลนี้สามารถเพิ่มพลังป้องกันให้กับผู้ใช้ได้สูงมากมหาเทพคงจะทรงเห็นว่าองค์หญิงน้อยยังเยาว์นักจึงมอบให้เพื่อใช้ป้องกันตนเองยามเติบโตมากกว่านี้”เสวี่ยปิงบอกเล่าให้ฟัง
“กำไลหยกน้ำค้างหิมะ?”
“ใช่เพคะได้ยินว่าเป็กำไลที่มหาเทพสร้างขึ้นเมื่อยังทรงนั่งบัลลังก์ประมุขฟ้าดิน ตั้งพระทัยจะประทานเป็รางวัลให้ราชินีฉิงเฟิ่ง(หงส์แห่งวันฟ้าใส) แห่งเผ่าหงส์แดงเพื่อตอบแทนที่เผ่าหงส์แดงช่วยกันดับอัคคีผลาญพิภพเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนที่มหาเทพจะสละบัลลังก์ให้หยางเจี้ยนเทียนจวินเพคะแต่ราชินีฉิงเฟิ่งอยากได้เป็หยกสีแดง มหาเทพจึงต้องสร้างกำไลหยกขึ้นมาใหม่ด้วยหยกเพลิงชาดทำให้นางสามารถใช้อัคคีธาตุได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพคะ”
“บังเอิญเสียจริง กำไลหยกน้ำค้างหิมะกับนามของบุตรสาวข้า เสวี่ยหลิน คือหยกหิมะ” เหม่ยเมิ่งกล่าวออกมา
“จริงด้วยเพคะ บังเอิญจริงๆ”
“ยามนี้ฉิงเฟิ่งก็อายุสองแสนหนึ่งหมื่นปีเท่ากับข้า แต่นางยังไม่สมรสเลย”
“ราชินีฉิงเฟิ่งจะเทียบกับองค์ราชินีได้อย่างไรเพคะองค์ราชินีน่ะงดงามเพียบพร้อมทุกประการ พระทัยก็ดี แต่นางน่ะใจร้อนเอาแต่ใจตัวเองจนเหลือรับ ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ ยิ่งตอนนี้นางดำรงตำแหน่งราชินีของเผ่าหงส์แดงยิ่งเย่อหยิ่งกว่าเดิมนัก” เสวี่ยปิงค่อนแคะอย่างไม่เกรงใจ
“โชคดีนะเพคะว่าองค์าาเสวี่ยิไม่สนใจนางหากองค์าาสนใจนางล่ะก็ เสวี่ยปิงผู้นี้คงอกแตกตายแน่ๆ ถ้าต้องรับใช้นาง”
นั่นเพราะเสวี่ยปิงเป็ลูกพี่ลูกน้องกับาาจิ้งจอกเสวี่ยิหากนางมาจากตระกูลจิ้งจอกขาวสายรอง ขณะที่เหม่ยเมิ่งเป็องค์หญิงของจิ้งจอกแดงเก้าหางเมื่อเสวี่ยิเข้าพิธีสมรสกับเหม่ยเมิ่งลูกหลานตระกูลจิ้งจอกขาวเก้าหางสายรองจึงถูกเลือกให้มาคอยช่วยเหลือและดูแลราชินีแห่งเผ่าจิ้งจอกเสวี่ยปิงจึงถูกเลือกให้มารับใช้เหม่ยเมิ่งั้แ่วันที่นางเข้าพิธีสมรสกับเสวี่ยิ
่ก่อนที่เสวี่ยิจะเข้าพิธีกับเหม่ยเมิ่งราชินีฉิงเฟิ่งที่ยามนั้นยังดำรงตำแหน่งองค์หญิงบังเอิญพบเจอเสวี่ยิแล้วชมชอบเขาอย่างมากจึงติดตามพัวพันเขาไม่เลิกราอยู่ถึงหนึ่งหมื่นปีเสวี่ยิที่มิได้ชมชอบองค์หญิงฉิงเฟิ่งเมื่อทราบว่าบิดามารดา้าให้เขาแต่งกับเหม่ยเมิ่งแห่งเผ่าจิ้งจอกแดงเก้าหางเขาจึงตอบตกลงทันที เพราะเขาเคยรู้จักกับเหม่ยเมิ่งมาก่อนแล้วว่านิสัยใจคอของนางน่าคบหากว่าฉิงเฟิ่งมากนักแล้วเขาก็ตัดสินใจไม่ผิด
การแต่งงานนี้ทำให้องค์หญิงฉิงเฟิ่งเสียหน้าอย่างหนักนางจึงพาลไม่ชอบเผ่าจิ้งจอกเก้าหางไปเสียหมดและต่อมานางมีโอกาสได้พบเจอมหาเทพหยางหลง นางก็เปลี่ยนใจไปชมชอบมหาเทพทันที
เหม่ยเมิ่งได้แต่ยิ้มขบขันกับอาการของเสวี่ยปิง
เมื่อเสวี่ยหลินอายุครบหนึ่งปีเสวี่ยิจึงเปิดจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดให้นางทันที และการเปิดจุดชีพจรนี้ทำให้เขาเหม่ยเมิ่ง เสวี่ยซาน และเสวี่ยปิง ตกตะลึงตาค้างนั่นเพราะระดับปราณเซียนจิ้งจอกของเสวี่ยหลินอยู่ที่ผลิดอกขั้นที่ห้าจากเดิมที่อยู่ที่แตกหน่อขั้นที่ห้า เท่ากับภายในเวลาหนึ่งปีเสวี่ยหลินสามารถเพิ่มพูนปราณเซียนจิ้งจอกได้ถึงหนึ่ง่ชั้นใหญ่ทั้งการเพิ่มขึ้นนี้ยังหนาแน่นและเสถียรอย่างยิ่ง ! !
การเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของระดับลมปราณนี้เป็ผลจากการที่เสวี่ยหลินสามารถฝึกฝนโคจรลมปราณได้ตลอดเวลาตามระบบที่นางตั้งไว้เสวี่ยหลินจำได้ดีว่านางจะสามารถมองเห็นค่าสถานะของทุกคนได้เมื่อลมปราณของนางอยู่ที่ขึ้น์ขั้นที่หนึ่งดังนั้น นางจึงตั้งใจว่าเมื่อนางอายุหนึ่งหมื่นสี่พันปีที่เป็วัยเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เวลานั้นระดับลมปราณของนางควรอยู่ที่ขึ้น์ขั้นที่หนึ่งได้แล้ว
เหม่ยเมิ่งพาเสวี่ยหลินออกมาจากหอเทพจิ้งจอกได้เพียงวันเดียวก็ต้องพากลับไปใหม่เพราะเมื่อออกมานอกหอเทพจิ้งจอกแล้วเสวี่ยหลินััได้ทันทีว่าปราณทิพย์ลดน้อยลงไปมากนักนางไม่้าเสียเวลาเพิ่มพูนลมปราณ ดังนั้นจึงร้องไห้โยเยมากมายจนเหม่ยเมิ่งนึกเฉลียวใจพานางกลับไปที่หอเทพจิ้งจอกเพียงกลับเข้าไป เสวี่ยหลินก็หยุดร้องไห้ทันทีราวกับสั่งได้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนนัก
“ฟูจวินข้าคงต้องเลี้ยงหลินเอ๋อร์ในหอเทพจิ้งจอกเสียแล้ว นางไม่ยอมออกจากหอเทพเลยน่าจะติดใจปราณทิพย์กระมัง” เหม่ยเมิ่งคาดเดาได้ถูกต้องโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็ไรข้าจะมาพักที่หอเทพกับเ้าด้วย” เสวี่ยิตัดสินใจง่ายๆ
เสวี่ยหลินพักที่หอเทพจิ้งจอกจนกระทั่งอายุ14,000 ปี (เทียบเป็อายุมนุษย์ได้ที่ 7 ปี) จึงค่อยยอมออกมาอยู่ที่ตำหนักพยับหมอก
ระดับลมปราณของนางยามนี้อยู่ที่พ้นบาปขั้นห้าห่างจากขึ้น์ขั้นที่หนึ่งอยู่หกขั้นย่อยหากระดับพ้นบาปขั้นห้านี้ก็ทำให้บิดามารดาของนางและเสวี่ยปิงตื่นตะลึงยิ่งนักเพราะเด็กเซียนในวัยเดียวกับนางจะอยู่ไม่เกินนักพรตขั้นห้า
บิดามารดาของนางบอกกล่าวกับนางว่ายิ่งนางมีระดับลมปราณสูงเท่าใดนางจะสามารถเรียนรู้วิชาเวทได้มากขึ้นเท่านั้นจุดนี้ทำให้เสวี่ยหลินคาดเดาได้ทันที วิชาเวทนี้จะหมายถึง Skill ที่นางสามารถใช้ได้ในแต่ละเลเวลที่เพิ่มขึ้นยามนี้ระดับลมปราณที่พ้นบาปขั้นห้า เทียบเป็เลเวลได้ที่เลเวล 75 ดังนั้นนางจะมีแต้มในการอัพเกรด Skill จำนวน 75 แต้มเช่นกัน
***Icon คือสัญลักษณ์หรือรูปภาพที่ใช้แทนโปรแกรมIcon จะถูกนำมาสร้างเป็ภาพเล็กๆ เพื่อสะดวกและง่ายต่อการใช้งานในเกมออนไลน์ก็คือ เวลาเรา้าใช้งานโปรแกรมหนึ่งโปรแกรม เราก็เพียง Click ที่ Icon ของโปแกรมนั้นแล้วโปรแกรมที่เรา้าจะถูกเปิดขึ้นมาเป็หน้าต่างโปรแกรมขึ้นมาทันที***