เวลาล่วงเลยผ่านไป จางหลินได้พักฟื้นอยู่ในคฤหาสน์เจ้าเมืองเป็นเวลากว่าสามวัน และเขาก็ได้รับข้อมูลมากมายในช่วงที่เขาหมดสติไป
ประการแรก ตระกูลจางได้ล่มสลายไปแล้ว ข้าวของเครื่องใช้หรือแม้แต่สิ่งของล้ำค่าก็ถูกขโมยไปจนหมดสิ้น
ประการที่สอง ร่างของสมาชิกตระกูลจางถูกฝังไว้ที่อนุสาวรีย์วีรบุรุษที่อยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์เจ้าเมือง เพื่อเป็นการให้เกียรติพวกเขาที่เคยสร้างความสงบสุขให้แก่เมืองหยางโจวในศึกสงครามครั้งก่อน และร่างเหล่านั้นก็ยังรวมถึงลุงเฉียนและคนอื่นๆจากกลุ่มบัญญัติสวรรค์ที่จางหลินสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
ประการที่สาม เขาถูกรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าเมืองมู่ และเจ้าเมืองมู่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนทุกอย่างหากจางหลินต้องการ
หลังจากนั้นหยุนเหวินก็ได้นำสิ่งของที่จางหลินนำติดตัวกลับมาให้แก่เขา สิ่งของเหล่านั้นคือถุงเงินที่เป็นของหยางเซี่ย โดยมีเหรียญคำสั่งเทียนเหยา หยกซวนหยวนและตราของสำนักจักรพรรดิพิรุณปะปนอยู่ด้านใน ซึ่งหยุนเหวินก็ไม่ได้ถือวิสาสะเปิดดูแต่อย่างใด
โชคยังดีที่หยุนเหวินไม่มีความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงไม่รู้เลยว่าสิ่งของที่อยู่ด้านในถุงนั้นเพียงพอที่จะนำไปสู่การไขปริศนาบุคคลที่ฆ่าหยางเซี่ย และพยายามลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทในป่าอสูรร่ำไห้
ยังมีพัดมังกรสีครามและอาวุธมีดสั้น รวมถึงกล่องไม้แกะสลักที่ไม่มีร่องรอยของการถูกแตะต้อง แต่มันกลับส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมา ทำให้หยุนเหวินตระหนักได้ว่า สิ่งของที่อยู่ด้านในกล่องไม้แกะสลักนี้คงจะเป็นสมุนไพรที่จางหลินต้องการจะนำมาใช้ในการรักษาจางหยินเซียวเป็นแน่
จางหลินที่ได้รับทุกอย่างกลับคืนมองไปยังกล่องไม้แกะสลัก พลางลูบมันอย่างเบามือ “ท่านพ่อ…”
แม้เขาจะได้รับผลมหาโพธิสัตว์มา แต่ตอนนี้จางหยินเซียวไม่อยู่แล้ว ผลมหาโพธิสัตว์ในมือของเขาถือได้ว่าเป็นสิ่งของไร้ประโยชน์
แต่ถึงอย่างไรเขาก็สามารถเก็บมันไว้ใช้ในอนาคตได้
จางหลินเพียงแค่ถอนหายใจ เขารู้ดีว่าในตอนนี้ไม่มีเวลาให้เขาได้เศร้าโศกเสียใจอีกต่อไป
ด้วยการที่เขากลับมาฝึกฝนปราณได้อีกครั้ง อีกไม่ช้าหนี้แค้นก็จะถูกชำระตามวาระและเวลาของมัน!
แต่เขาเลือกที่จะไม่บอกกับผู้ใดว่าตนสามารถกลับมาฝึกฝนปราณได้อีกครั้งแล้ว
นั่นก็เพื่อไม่ต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น
จางหลินเงยหน้ามองหยุนเหวินก่อนจะไถ่ถาม “ผู้อาวุโสหยุน มีข้อมูลและเบาะแสผู้ที่ลงมือสังหารตระกูลจางหรือไม่?”
หยุนเหวินมีสีหน้าที่หนักอกหนักใจ หากแต่แสร้งถอนหายใจเบาๆ “ข้าไม่รู้ว่าควรจะบอกเจ้าดีหรือไม่ แต่ข้าคิดว่าคนๆนี้เป็นคนที่เจ้าเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”
รูม่านตาของจางหลินหรี่ลง “ปรมาจารย์ซูหยาน?”
หยุนเหวินยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่เอ่ยตอบ แต่อากัปกิริยาของเขาก็เท่ากับว่าเป็นการยืนยันทางอ้อม “เอาล่ะ ต่อให้เจ้ารู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าควรจะรักษาชีวิตของตนเองไว้ให้ดี อย่าให้ชีวิตที่ข้าช่วยไว้ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์”
จางหลินทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆและคำนับ “ขอบคุณผู้อาวุโสหยุน”
หยุนเหวินตบบ่าจางหลินอีกครั้งและทิ้งท้าย “บ่ายของวันนี้ข้าจำเป็นต้องกลับไปยังสำนักจักรพรรดิดารา เจ้ามีคำขออะไรที่ต้องการจากข้าอีกหรือไม่?”
จางหลินตอบโดยไม่ต้องคิด “ได้โปรดช่วยดูแลจางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยให้ข้าที ข้าสาบานว่าในอนาคตข้าจะหาวิธีตอบแทนหนี้บุญคุณนี้อย่างแน่นอน”
หยุนเหวินเพียงยิ้มอย่างเข้าใจ “เอาล่ะ ข้าจะเลื่อนขั้นพวกเขาทั้งสามให้มาเป็นศิษย์ชั้นใน เพื่อที่จะได้ดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น”
ดวงตาของจางหลินเป็นประกาย เขาคำนับอีกครั้งด้วยความซาบซึ้ง “ขอขอบคุณผู้อาวุโสหยุน”
หยุนเหวินพยักหน้าเบาๆ จากนั้นเขาก็ออกจากห้องไป
มู่รั่วหลานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลก็ลุกขึ้นพร้อมกับถือถาดใบหนึ่งมาหาเขา “น้องจาง เจ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่?”
จางหลินส่ายหน้าเบาๆ “ขอบใจพี่สาวมาก แต่ข้าไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว”
ในช่วงระยะเวลาที่เขาพักฟื้นอยู่ในคฤหาสน์เจ้าเมือง ความสนิทสนมระหว่างเขาและมู่รั่วหลานก็เพิ่มมากขึ้น
จางหลินได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากมู่รั่วหลาน ราวกับว่าเขาเป็นน้องชายคนหนึ่งของนางเลยก็ว่าได้
มู่รั่วหลานเพียงแค่พยักหน้า ก่อนจะหยิบถ้วยที่มียาแผนโบราณให้แก่เขา “เอาล่ะ ได้เวลากินยาแล้ว”
จางหลินพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขากระดกยาต้มจนหมดถ้วยในคราวเดียวโดยไม่มีการแสดงออกทางสีหน้าใดๆ พลางวางถ้วยยาลงบนถาดอย่างเบามือ
หลังจากเก็บถาด มู่รั่วหลานก็ถามขึ้น “อาการของเจ้าดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง?”
จางหลินพยักหน้าตอบ “พี่สาวไม่ต้องห่วง ข้าเดินเหินได้ตามปกติแล้ว ท่านสามารถกลับไปฝึกฝนได้ตามที่ต้องการ”
เขารู้ดีว่ามู่รั่วหลานเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนักจักรพรรดิดารา และนางไม่ได้ฝึกฝนมาสักระยะ เพียงเพราะต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้สภาพจิตใจของเขาย่ำแย่ไปมากกว่านี้
มู่รั่วหลานส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าจะไปฝึกฝนที่ห้องข้างๆ หากเจ้าอยากได้อะไรก็แค่เรียกข้า”
จางหลินพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
มู่รั่วหลานหันหลังเปิดประตูและออกจากห้องไป ทิ้งให้จางหลินพักผ่อนอยู่คนเดียวในห้องแคบๆ
โดยไม่รอช้าจางหลินหลับตาเข้าสู่สภาวะฌาณเพื่อปรับสมดุลรากฐานของขอบเขตขัดเกลาในทันที
. . .
~ เวลาได้ล่วงเลยไปจนถึงช่วงพลบค่ำ ~
จู่ๆ จางหลินที่กำลังนั่งเข้าสู่สภาวะฌาณอยู่บนเตียงเงียบๆ ก็ได้ยินเสียงของการเหยียบย่ำใบไม้แห้งจากรอบๆตำหนัก จนทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นมา
‘ลักษณะการเดินและเสียงฝีเท้าเช่นนี้’
‘พวกเขาไม่ใช่คนของคฤหาสน์เจ้าเมือง!’
ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมหลังจากเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ จางหลินจึงสามารถระบุได้ในทันทีว่าผู้ที่กำลังล้อมรอบตำหนักของเขาในตอนนี้ ไม่ใช่คนจากคฤหาสน์เจ้าเมือง
โดยไม่รอช้าเขาคว้าผ้ามาห่มและนอนตะแคงบนเตียง เขาดับตะเกียงเพลิงราวกับต้องการจะพักผ่อน
ในเวลาเดียวกันนั้นก็มีเงาของกลุ่มคนลึกลับกว่าสิบเงาล้อมรอบตำหนักของจางหลินไว้
นำมาโดยชายที่สวมชุดคลุมสีทึบและไม่ส่องแสงแม้กระทบกับแสงจันทร์ ร่างนั้นสวมหน้ากากปกปิดอย่างมิดชิด แม้แต่ดวงตาก็ยังถูกบดบังภายใต้หน้ากากผิวด้านที่ดูเหมือนจะถูกเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี
เมื่อร่างนั้นแนบชิดเข้ากับประตูทางเข้า มันก็หันไปมองบุคคลที่อยู่รอบๆละแวกตำหนัก พร้อมกับส่งสัญญาณมือกลับไป
จากนั้นกลุ่มคนนับสิบชีวิตที่สวมชุดในลักษณะเดียวกันก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาปิดกั้นทางออกของตำหนักทั้งหมดไว้ ในมือของพวกมันมีมีดสั้นที่มีใบมีดสีดำด้าน ราวกับว่ามันถูกหลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการลอบสังหารโดยเฉพาะ