“...จะ...เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร?”
ราชินีมังกรยังรู้สึกมึนงงพยายามดันตัวเองขึ้นมาจากน้ำ นางเงยหน้ามองไป่ฟานเซียนด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตา
แม้ตัวนางนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาเพราะ“หมื่นสวรรค์นิรันด์” ที่ไม่สมบูรณ์ แต่ถึงอย่างไรความแข็งแกร่งของนางก็ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปถึงหนึ่งขั้นเต็มๆ!
นางไม่อยากจะเชื่อว่าแท้จริงแล้วผู้หญิงคนนี้ยังแอบซ่อนพลังเอาไว้อีก
ไป่ฟานเซียนจับจ้องลงมาเงียบๆ แค่เพียงพริบตาเดียวร่างของนางก็มาปรากฏตัวที่ใต้ปากของราชินีมังกร เรียวขาที่งดงามง้างจนสุด แรงเตะที่อัดแน่นไปด้วยพลังของโลกช้อนเข้าที่คาง ราชินีมังกรที่กำลังสับสนถูกแรงกระแทกซัดเข้าใส่จากด้านล่างจนแม้แต่ร่างกายที่ใหญ่โตของนางยังลอยขึ้นไปบนฟ้า!
เปรี้ยง!
เสียงคลื่นกระแทกดังขึ้นอีกครั้ง ไป่ฟานเซียนต่อยเข้าไปกลางลำตัวจนหน้าอกของราชินีมังกรเหมือนจะยุบลงไปตามแรงหมัดมังกรที่เต็มไปด้วยอำนาจเมื่อครู่คล้ายจะกลายเป็นลูกบอลที่ถูกหญิงสาวเพียงคนเดียวทุบตีไปมา!
“ดะ...เดี๋ยวก่อน”
ราชินีมังกรรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอเป็นครั้งที่สองในเวลาติดๆกัน ก่อนหน้านี้คือตอนที่อยู่โลกฝั่งนู้นนางถูกหญิงสาวผู้นี้ทุบตีจนต้องฝืนใจใช้โอสถที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่พอนางแข็งแกร่งกว่าเดิมนางก็ยังโดนผู้หญิงคนเดิมซ้อมจนไม่มีทางสู้อีกครั้ง!
ไป่ฟานเซียนไม่ใส่ใจเสียงของราชินีมังกร ใบหน้าของนางเรียบสนิท แต่สองมือสองเท้ายังขยับไม่หยุด การโจมตีแต่ละครั้งแฝงไปด้วยเจตจำนงของนาง ความเจ็บปวดที่ราชินีมังกรได้รับนั้นยิ่งนานก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ!
ราชินีมังกรกัดฟัน เกล็ดสีแดงฉานของนางพลันเรืองแสงสีแดงจ้า
ตูม!
แรงระเบิดมหาศาลที่มีต้นตอมาจากราชินีมังกรกินอาณาเขตไปหลายร้อยเมตร น้ำทะเลพลันแห้งเหือดลงไปจนเห็นก้นทะเล ก่อนที่น้ำบริเวณอื่นจะเข้ามาแทนที่จนเกิดเป็นคลื่นยักษ์
เหล่าตัวตนระดับปรมาจารย์ที่ยังอยู่ในพื้นที่จึงต้องรีบพุ่งเข้าไปรับมือกันจ้าละหวั่นถ้าปล่อยให้คลื่นพวกนี้ซัดเข้าสู่ฝั่งได้ละก็มันจะกลายเป็นความสูญเสียที่มหาศาลแน่ๆ
การโจมตีวงกว้างถูกปลดปล่อยออกมาจากเหล่าพลเอกแต่ละคน หลิวเยี่ยนเฟยตวัดดาบที่เขาพกติดตัวเสมอเพียงทีเดียวคลื่นยักษ์ก็ถูกผ่าเป็นสองซีก ทันใดนั้นชายชราอีกคนที่เป็นหนึ่งใน “พลเอก” และเป็นหัวหน้าหน่วย“ฉลามฟ้า” ก็พุ่งตัวไปด้านหน้า
สองมือของเขาประกบกันกลางอากาศคลื่นความเย็นมหาศาลก็แผ่ออกมาจากร่าง
ฉลามเยือกแข็ง!
ที่ด้านหลังของชายชราพลันปรากฏฉลามสีขาวสองตัวที่เกิดจากพลังปราณ พวกมันอ้าปากเผยให้เห็นเขี้ยวที่คมกริบ ยามที่ร่างกายของพวกมันปะทะกับคลื่น น้ำทะเลบริเวณนั้นก็จะถูกแช่แข็งด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
ฉลามขาวว่ายเวียนวนราวกับกำลังโต้คลื่น ไม่ถึงสิบวินาทีพวกมันก็สร้างประติมากรรมรูปคลื่นที่สูงหลายเมตรขึ้นมาได้สำเร็จ
“...ฝากเจ้าด้วย”
ทันทีที่หยุดความเสียหายได้สำเร็จชายชราก็หันไปมองที่หญิงสาวหนึ่งเดียวในหมู่พลเอก นางพยักหน้าให้ ร่างบอบบางของนางพลิ้วไปอยู่บริเวณชายหาด ก่อนที่คลื่นน้ำแข็งนี้จะต้านทานไม่ไหวนางก็ประทับมือลงไปกับพื้น
โฮก!
เสียงคำรามที่มีความคล้ายคลึงกับราชินีมังกรดังขึ้นทันที มันคือมังกรดินสีน้ำตาลที่ผุดขึ้นมาจากพื้นทราย พร้อมกับกำแพงดินที่สูงราวกับตึกที่ก่อตัวเป็นแนวยาว ขวางกั้นไม่ให้น้ำทะเลสามารถผ่านซัดเข้าไปทำความเสียหายในพื้นที่ชายฝั่งได้อีก
หญิงสาวคนนั้นหอบหายใจ การสร้างกำแพงที่ทั้งสูงทั้งหนา แล้วยังเป็นการสร้างจำนวนมากในทีเดียวแบบนี้มันกลืนกินพลังปราณของเธอไปจนแทบหมดตัว
ไป่ฟานเซียนที่อยู่บนท้องฟ้าเหลือบตามามองด้านล่างครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาแล้วนางก็กลับไปสนใจราชินีมังกรที่ระเบิดพลังออกมา
เมื่อกลุ่มควันหายไป มันก็เผยให้เห็นร่างของราชินีมังกรที่เต็มไปด้วยบาดแผล
นางหอบหายใจจนเห็นไอร้อนลอยออกมาจากปาก กระบวนท่าเมื่อครู่ทำให้ร่างกายที่บาดเจ็บเพราะไป่ฟานเซียนอยู่แล้วทรุดหนักลงไปอีก นางจับจ้องไป่ฟานเซียนอย่างไม่เข้าใจและหวาดกลัว
นางไม่สามารถต่อต้านได้เลย! แม้แต่พลังที่ก้าวข้ามมาแล้วของนางก็ยังไม่สามารถสู้กับหญิงสาวตรงหน้านี้ได้!
“...เจ้าแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?”
ราชินีมังกรถามอย่างหวาดระแวง
ไป่ฟานเซียนไม่ตอบ นางกำลังจะเคลื่อนไหวอีกครั้งก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ราชินีมังกรรีบร้อนพูดออกมาอย่างลนลาน
“เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวก่อน...ข้ายอมพูดแล้ว!”
ไป่ฟานเซียนชะงักกึก นางหรี่ตามองราชินีมังกร เมื่อเห็นว่าร่างกายที่ใหญ่โตนั้นสลายแรงกดดันทั้งหมดทิ้งไปนางจึงยอมเจรจาด้วยแต่โดยดี
“...เจ้าอยากรู้อะไรล่ะ?”
ราชินีมังกรถามเสียงอ่อย
“...เจ้ารู้เรื่องโอสถนั่นได้อย่างไร?” ไป่ฟานเซียนยิงคำถามที่นางคาใจมากที่สุด เพราะโอสถที่ราชินีมังกรเรียกว่า“หมื่นสวรรค์นิรันด์”นั้นเป็นนางที่คิดค้นและทดลองปรุงขึ้นมาเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ในตอนนั้นนางไม่แม้แต่จะตั้งชื่อของมันเพราะยังไม่แน่ใจในสรรพคุณและผลลัพธ์ของมันหลังจากนั้น
“เจ้าหมายถึงหมื่นสวรรค์นิรันด์?”
เมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนพยักหน้า ราชินีมังกรก็ถอนหายใจแล้วเริ่มเล่าให้ฟัง
“ข้าไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันมีที่มาจากที่ไหน แต่ว่าตั้งแต่ที่ข้าถูกพวกมนุษย์ผนึกไว้ที่หุบเขานั่น ที่กึ่งกลางของภูเขาไฟที่ดับไปแล้วก็มีสูตรของมันและโอสถที่กำลังหลอมเตรียมไว้อยู่แล้ว...”
ไป่ฟานเซียนสังเกตท่าทีและน้ำเสียงของราชินีมังกร
ราชินีมังกรไม่ได้โกหก
“แปลว่าเจ้าถูกผนึกอยู่ที่นั่นตั้งแต่หมื่นปีก่อน?”
ไป่ฟานเซียนยิงคำถามต่อไป แต่ราชินีมังกรกลับรีบส่ายหัวปฏิเสธแล้วตอบว่า
“มนุษย์ถึงข้าจะมีอายุขัยยืนยาว แต่ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย!”
ท่าทางกระฟัดกระเฟียดของนางไม่ได้ทำให้ไป่ฟานเซียนเปลี่ยนท่าที “นั่นมันน่าจะแค่ประมาณพันกว่าปีได้เองกระมัง?”
ไป่ฟานเซียนที่ได้ยินมาถึงตรงนี้กลับประหลาดใจ หมายความว่าโอสถหมื่นสวรรค์นิรันด์ที่ราชินีมังกรกินเข้าไปนั้นพึ่งผ่านระยะเวลาหลอมกลั่นมาน้อยกว่าโอสถที่นางปรุง
“...มันยังไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนที่รับรู้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นของราชินีมังกรก็ยังประหลาดใจจนถึงตอนนี้ เพราะจากเดิมที่มีพลังถึงระดับเหนือมนุษย์(เทพเจ้า) ของผู้ฝึกตน ราชินีมังกรกลับพัฒนาขึ้นสู่ระดับ “ตัวตนกึ่งอมตะ”เช่นเดียวกับไป่ฟานเซียนเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเท่านั้น
มันเป็นพลังที่นางสามารถไปถึงได้ด้วยตนเองโดยที่ยังไม่ได้เริ่มหลอม“หมื่นสวรรค์นิรันด์” ที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับนางในตอนนี้ด้วยซ้ำ
นางไม่รู้ว่าควรจะเรียกระดับพลังของตนเองในยามนี้ว่าอะไรแล้ว!
“...ข้าคิดว่าใช่ พลังของโอสถเม็ดนั้นยังเพิ่มขึ้นไปได้มากกว่านี้อีก”เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็ทำหน้าไม่พอใจ
“แต่เพราะเจ้านั่นแหละที่ทำให้ข้าต้องรีบดูดกลืนมันก่อนเวลาเช่นนี้!”
ไป่ฟานเซียนไม่ได้สนใจท่าทีของราชินีมังกร นางเพียงแต่ครุ่นคิดอยู่คนเดียว มันยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่นางยังค้างคาอยู่ในใจ
“แล้วที่เจ้ากล่าวว่า...ข้าและเจ้าล้วนเป็นพวกที่เห็นแก่ตัว มันหมายความว่าอย่างไร?”
ราชินีมังกรกลับกลายเป็นประหลาดใจ ก่อนหน้านี้นางนั้นหงุดหงิดที่ไป่ฟานเซียนนั้นทำตัวราวกับไร้เดียงสาดั่งผู้บริสุทธิ์ หรือว่านางจะไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ?
“...เจ้าไม่รู้จริงหรือ?”
ราชินีมังกรถามเสียงเบาหวิว
ไป่ฟานเซียนขมวดคิ้วมุ่น พลังที่สงบเริ่มทะลักออกมาอีกครั้ง
“ก็ได้! ก็ได้ ข้าจะอธิบายให้ฟัง” นางพูดเสียงอ่อย หญิงสาวคนนี้ดูเหมือนจะเริ่มซ้อมนางอีกครั้งแน่ถ้านางยังคงชักช้าอยู่ ขณะเดียวกันนางก็เริ่มขยับปีกออกไปข้างๆ
“เจ้ารู้ดีว่าโลกใบนี้มีพลังชีวิตไหลเวียนอยู่ใช่หรือไม่?”
ราชินีมังกรกล่าวขณะที่สัมผัสถึงกระแสพลังที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับแล้วตอบกลับไป
“ใช่...”
พลังชีวิตเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ฝึกตน เพราะพวกเขาหลังจากที่ข้ามผ่านมายังโลกของยุทธภพได้แปลว่าเป็นผู้ที่เข้าใจถึงกระแสพลังของสวรรค์และโลก พวกเขาจะเริ่มดึงดูดพลังชีวิตในธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายเพื่อบ่มเพาะ
ผสานกับพลังปราณที่ก่อเกิดมาจากในร่าง และอาจจะได้รับการส่งเสริมจากโอสถหรือของวิเศษซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ทำให้ระดับพลังของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามระยะเวลาและความเข้าใจในวิถีของแต่ละคน
แต่ว่าตั้งแต่ที่ไป่ฟานเซียนข้ามผ่านยุคสมัยมาจนถึงปัจจุบัน นางกลับรู้สึกว่าพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ตามธรรมชาติเหล่านี้กลับลดน้อยลงไปจากเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนมาก
“...หรือว่า?”
ไป่ฟานเซียนฉุกคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของราชินีมังกร ระดับพลังชีวิตในธรรมชาติที่ลดลง และการที่นางถูกบอกว่าเป็นผู้เห็นแก่ตัว
“เจ้าน่าจะรู้แล้ว...”ราชินีมังกรพยักหน้ารับ
“โอสถเม็ดนั้น...หมื่นสวรรค์นิรันด์จะดึงดูดกระแสพลังธรรมชาติในโลกเข้าไปเพื่อหลอมกลั่นตัวมันเอง”
“ยิ่งนานวันมันก็ยิ่งกลืนกินอย่างหิวกระหาย เจ้าเข้าใจความหมายของมันแล้วใช่ไหม?”
ไป่ฟานเซียนสะท้านไปกับคำพูดของราชินีมังกร
เปรียบให้เห็นง่ายๆก็คือโลกใบนี้นั้นมีพลังงานอยู่อย่างจำกัด เหล่าผู้ฝึกตนก็เหมือนกับผู้ที่คอยใช้งานพลังนั้นเพื่อพัฒนาตนเอง เพียงแต่ปริมาณในการสร้างและฟื้นฟูพลังงานของโลกมันมากกว่าปริมาณที่ใช้ไปจึงไม่มีผลกระทบอะไรนัก ทุกอย่างยังอยู่ในจุดที่สมดุลดี
แต่“โอสถหมื่นสวรรค์นิรันด์” นี้กลับเป็นตัวแปรที่เข้ามาทำให้สมดุลนี้พังทลาย ตัวมันดึงดูดเอาพลังงานเข้าไปในสัดส่วนที่“มากกว่า” ความเร็วในการฟื้นฟูของโลก
นั่นจึงทำให้กระแสพลังชีวิตบนโลกที่คอยหล่อเลี้ยงเหล่าผู้ฝึกตนค่อยๆลดน้อยลงทุกวันๆ เมื่อนานวันเข้าเหล่าผู้ที่มีพลังสูงส่งระดับเหนือมนุษย์ก็ทยอยล้มหายตายจากไป แต่ด้วยกระแสพลังชีวิตที่น้อยลง จึงไม่มีใครสามารถที่จะพัฒนาไปสู่ระดับเหล่านั้นได้อีก
ตัวตนสูงสุดในแต่ละยุคสมัยจึงมีระดับพลังที่น้อยลงไปเรื่อยๆ
เมื่อมาถึงในยุคปัจจุบันหนึ่งหมื่นปีผ่านไปแม้แต่ในโลกของไป่ฟานเซียน ผู้ที่มีพลังมากที่สุดยังหลงเหลือเพียงแค่ระดับ “ปรมาจารย์” ที่เทียบได้กับศิษย์ทั่วไปที่พบได้ในตำหนักของไป่ฟานเซียนเมื่อครั้งนั้นเท่านั้นเอง
ถึงขนาดที่ผู้คนบนโลกนี้แทบจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของโลกยุทธภพ!
นี่จึงเป็นสาเหตที่ราชินีมังกรเรียกนางว่า“ผู้ที่เห็นแก่ตัว”
การปรุงโอสถครั้งนั้นของนางมันส่งผลกระทบไปจนถึงทุกคนในโลก การที่พลังของโลกน้อยลงนอกจากจะทำให้ผู้ฝึกตนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้แล้วมันยังทำให้เหล่าของวิเศษ สมุนไพรรากต่างๆหรือแม้แต่เหล่าสัตว์อสูรบางส่วนที่อาศัยอยู่ในโลกนี้เมื่อหมื่นปีก่อนค่อยๆสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา...
ตัวนางที่หลับใหลมาถึงหมื่นปีไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องนี้เลย...
“...แปลว่าที่โลกของเจ้า?”
ไป่ฟานเซียนสงบลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งเรื่องราวแบบนี้มันก็อาจจะเป็นลิขิตสวรรค์ สิ่งที่นางทำลงไปแม้จะกระทบกับหลายๆสิ่งแต่พวกเขาก็ไม่ได้ล้มตายไปเพราะนาง ช่วงเวลาหนึ่งหมื่นปีนั้นยาวนาน พวกเขาล้วนมีวิถีชีวิตของตนเอง บางทีการที่ระดับพลังของผู้คนลดต่ำลงจนถึงปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าก็ได้
“โลกนั้นมีกระแสพลังชีวิตที่น้อยกว่าโลกใบนี้ตั้งแต่แรกแล้ว” ราชินีมังกรพยักหน้า โลกใบนั้นนอกจากนางที่ได้รับผลกระทบจากโอสถหมื่นสวรรค์นิรันด์แล้วสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นล้วนมีพลังไม่เกินจอมยุทธ์ขั้นสูงสุดทั้งนั้น
“...เข้าใจแล้ว”
ไป่ฟานเซียนหลับตา การเดินทางครั้งนี้นางสามารถคลายข้อสงสัยอย่างหนึ่งที่เป็นปมในใจของนางได้สำเร็จไปแล้ว จิตใจของนางจึงโล่งขึ้นเหมือนคราวที่นางมีเป้าหมายที่จะสร้างตำหนักของตนเองขึ้นอีกครั้งในยุคนี้
ทันใดนั้นพลังที่สงบลงไปแล้วของไป่ฟานเซียนก็ระเบิดออกมาอีกครั้ง ราชินีมังกรที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงกับสะดุ้งโหยงจนเกือบลืมวิธีบิน
“เจ้าจะระเบิดพลังออกมาทำไมอีก!?”
“...ก็เพื่อสังหารเจ้า?”
ตรงข้ามกับไป่ฟานเซียนที่เอียงคออย่างไม่เข้าใจ ราชินีมังกรรีบละล่ำละลั่กถามไป่ฟานเซียนอย่างตื่นตระหนก
“ทำไมเจ้าจะยังสังหารข้าอยู่ล่ะ!? ข้าก็บอกทุกสิ่งที่ข้ารู้ไปหมดแล้วนี่!”
ราชินีมังกรไม่เข้าใจ ตัวตนที่สูงส่งอย่างนางมาอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องร้องขอชีวิตแบบนี้ไปได้อย่างไร?
“เจ้าอันตรายเกินไป...”
คำพูดของไป่ฟานเซียนนั้นมีเหตุผล ราชินีมังกรมีพลังในระดับที่เหนือกว่าใครก็ตามในโลกใบนี้นอกจากตัวนางเอง ดังนั้นหากปล่อยไปหรือให้อยู่ห่างไกลสายตา เกิดราชินีมังกรไปอาละวาดที่ใดเข้าจนผู้คนบริสุทธิ์ล้มตายจะพาลให้นางรู้สึกผิดขึ้นมาอีก
เพราะนางยังตระหนักดีว่าเป็นความสะเพร่าของนางเองที่ทำให้ราชินีมังกรหลุดมายังโลกใบนี้!
ถึงนางจะคร้านที่จะสนใจคนอื่นนอกจากคนของตน แต่นางก็ไม่ใช่พวกไร้ความรับผิดชอบต่อการกระทำ
อย่างน้อยนางต้องสะสางปัญหาที่นางก่อ!
และการสังหารราชินีมังกรก็คงจะไม่มีใครออกมาตามแก้แค้นหรือวุ่นวายกับนางเหมือนกับผู้คนในยุคสมัยนี้ด้วย
“...ก็ตามนั้นแหละ?”