ตอนที่ 31: ราชสำนักปั่นป่วน
ข่าวการปะทะกันที่ชายแดนเหนือมาถึงเมืองหลวงราวกับสายฟ้าฟาด ท้องพระโรงในยามเช้าเดือดพล่านไปด้วยการโต้เถียงที่รุนแรง
"นี่คือการประกาศาอย่างชัดเจน! แคว้นอสูรทมิฬบังอาจเผาเสบียงและสังหารทหารของเรา! เราต้องส่งทัพหลวงไปสนับสนุนแม่ทัพหลิวและสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำ!" กลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ะโก้องด้วยความโกรธแค้น
"ผลีผลามเกินไป!" ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเว่ยโต้กลับ
"แม่ทัพหลิวเคลื่อนทัพข้ามชายแดนโดยไม่รอราชโองการ ถือเป็ความผิดร้ายแรง! หากเราส่งทัพหลวงไปสนับสนุน ก็เท่ากับว่าเรายอมรับในการกระทำที่ผิดกฎของเขา และอาจจะติดกับดักาที่ยืดเยื้อได้!"
ทั้งสองฝ่ายต่างถกเถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ราชสำนักแตกออกเป็สองเสียงอย่างชัดเจน
จักรพรรดิเฟิงเทียนประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึม พระองค์พิโรธทั้งการกระทำที่อุกอาจของศัตรู และพิโรธทั้งความโง่เขลาของแม่ทัพตนเองที่ผลีผลามจนทำให้สถานการณ์บานปลาย การตัดสินใจในตอนนี้ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนแต่มีความเสี่ยงมหาศาล
ในขณะที่ราชสำนักกำลังปั่นป่วน...ณ ตำหนักเมฆาคล้อยที่ควรจะสงบสุขที่สุด เฟิงหวงกลับกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เขาไม่ได้ไปที่ท้องพระโรง แต่กลับเลือกที่จะไปเยือนตำหนักขององค์หญิงเจ็ดแทน
เฟิงหลวนกำลังยืนกระสับกระส่ายอยู่ในห้องหนังสือของนาง ข่าวจากชายแดนเหนือทำให้นางรู้สึกถึงเค้าลางของหายนะ เมื่อเห็นพี่สามของตนเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ "ไม่รู้เื่รู้ราว" นางก็อดที่จะกล่าวอย่างหงุดหงิดไม่ได้ "พี่สาม ท่านมาทำอะไรที่นี่? เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะมาเดินเล่นชมสวน!"
เฟิงหวงยิ้มบางๆ อย่างไม่ถือสา "ข้าได้ยินข่าวที่น่ากังวลมา เลยอยากจะมาพูดคุยกับเ้า...น้องเจ็ด...เ้าเห็นหรือไม่ว่าราชสำนักกำลังจะทำอะไรผิดพลาด?"
คำถามนั้นทำให้นางชะงัก
"ฝ่ายหนึ่ง้าา อีกฝ่าย้าลงโทษแม่ทัพ" เฟิงหวงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงของนักปราชญ์ผู้มองดูเกมกระดาน "แต่ไม่มีใครถามคำถามที่สำคัญที่สุด...ทำไมแคว้นอสูรทมิฬที่อดอยากและทำได้เพียงปล้นสะดมเล็กๆ น้อยๆ มาตลอดสองปี ถึงเพิ่งจะกล้าลงมือเผายุ้งฉางที่ใหญ่ที่สุดของเราในตอนนี้? มันไม่สมเหตุสมผลเลย"
ดวงตาของเฟิงหลวนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางไม่ทันได้คิดถึงจุดนี้!
"มันดูเหมือน...มีคนจงใจสาดน้ำมันเข้ากองไฟ" เฟิงหวงกล่าวทิ้งท้าย "เพื่อสร้างความขัดแย้งให้บานปลาย...บางทีศัตรูที่แท้จริงอาจจะไม่ได้อยู่ทางเหนือ แต่อยู่ในเมืองหลวงของเรานี่เอง"
คำพูดของเขาเป็เหมือนกุญแจที่ไขปริศนาทั้งหมดในใจของเฟิงหลวน! นางนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา...มันดูเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังชักใยให้ทุกอย่างเป็ไปเพื่อสร้างความโกลาหล!
ขณะที่เฟิงหวงกำลังจะหมุนตัวจากไป...ลมกระโชกแรงระลอกหนึ่งได้พัดผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่เข้ามาในห้อง มันแรงพอที่จะทำให้แจกันดอกไม้ล้ำค่าบนโต๊ะของเฟิงหลวนสั่นไหวและกำลังจะร่วงหล่น!
แต่แล้ว...เหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!
เฟิงหวงที่กำลังหันหลังให้ ไม่ได้แม้แต่จะหันกลับมามอง เขาเพียงแค่ขยับนิ้วในแขนเสื้อที่กว้างของตนเองเล็กน้อย...เพียงเท่านั้น!
สายลมที่เคยพัดกระโชกอย่างรุนแรงพลันหยุดนิ่งลงในทันที! ราวกับถูก "สั่ง" ให้สงบลง อากาศทั้งห้องนิ่งสนิทอย่างผิดธรรมชาติ แจกันดอกไม้หยุดสั่นและตั้งอยู่นิ่งดังเดิม
เฟิงหลวนตัวแข็งทื่อ!
นางคือยอดฝีมือขั้นปฐี นางััได้อย่างชัดเจน! ความรู้สึกเมื่อครู่นี้...มันไม่ใช่เคล็ดวิชาลมปราณ! แต่มันคือ "เจตจำนง" ที่แผ่ออกไปควบคุมกฎเกณฑ์ของธรรมชาติโดยตรง! มันคือการแสดงอำนาจแห่ง "ขอบเขต" ของผู้เป็หนึ่งในใต้หล้า!
มันคือสัญลักษณ์ของยอดฝีมือ ขั้นจักรพรรดิ!
นางรีบหันขวับไปมองแผ่นหลังของพี่ชายตนเอง ซึ่งยังคงดูอ่อนแอและกำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ...แต่ในสายตาของนางตอนนี้ ภาพนั้นกลับดูยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวราวกับขุนเขาที่ไม่อาจหยั่งถึง!
ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในทันที!
การตายปริศนาของโจร...คำขู่ที่ท่าเรือ...ข้อมูลลับที่ "บังเอิญ" ตกอยู่ที่เท้านาง...ทุกอย่างคือการจัดฉาก! เขาคือคนที่ชักใยอยู่เื้ัทั้งหมด! อ๋องสันติผู้พิการ...คือจักรพรรดิที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด!
เฟิงหลวนยืนนิ่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง สมองของนางว่างเปล่า ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาไม่ใช่ความโกรธ...แต่คือความหวาดหวั่นที่จับขั้วหัวใจระคนไปกับความทึ่งในสติปัญญาอันน่าสะพรึงกลัวนี้
พี่ชายสามของนาง...เขา้าอะไรกันแน่?
คำถามนี้ก้องอยู่ในใจของนาง ในที่สุดนางก็ตระหนักได้ว่า...เกมกระดานที่นางคิดว่าตนเองเป็ผู้เล่นคนสำคัญนั้น...แท้จริงแล้วนางเป็เพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของเขาเท่านั้น