ระหว่างที่ผมพยายามอธิบายความหมายเรื่องบล็อกภาพความทรงจำเก่า ๆ ก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวโดยไม่ได้ตั้งใจภาพของปฐพีที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก นิ้วพิมพ์แบบสัมผัสอย่างคล่องแคล่วโดยมีผมนั่งกำกับอยู่ด้านข้าง แววตาของเขามุ่งมั่นเป็นประกายตอนที่เราถกเถียงกันเรื่องทฤษฎีการเมืองเพื่อเอาไปเขียนลงบล็อก'สักวันหนึ่งประเทศนี้จะเปลี่ยนเชื่อกูดิ' เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหูทว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นเพียงฝันกลางวันของเด็กวัยรุ่นสองคนเท่านั้น
“งั้นเหรอ...แล้วเกี่ยวกับอะไร”ธรณีเอ่ยถามอย่างสนใจ
“ก็เกี่ยวกับว่าถ้าประชาธิปไตยของประเทศดีขึ้น มันควรจะเป็นแบบไหน ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่การเลือกตั้ง นักการเมือง การตรวจสอบ โน่นนี่ ...เอาตรง ๆ คือจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้วพอแยกย้ายกันไปหลังจบชั้น ม.6 ก็ไม่ได้แตะอีกเลย”ผมยิ้มเลื่อนลอยขณะนึกถึงความหลัง ปฐพีเองก็คงไม่ได้สานต่อ ธรณีเคยค้นหาข้อมูลแล้วหลังจากแยกทาง เขาก็ไปเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ทำงานในองค์กรวิจัยเมด้า ทว่าเขากลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อนวัยอันควรผมหลีกเลี่ยงไม่นึกถึงเรื่องเศร้าของชะตากรรมปฐพี
“นายเชื่อมั้ย ตอนมาถึงโลกนี้ใหม่ ๆฉันยังตกใจเลยว่าทำไมมีตั้งหลายอย่างตรงกับที่เขียนไว้ ถึงจะไม่ 100% ก็เถอะเหมือนเดจาวูเลย”
“ท่านคิดว่าโลกยุคนี้ทำตามที่ท่านกับเพื่อนเขียนไว้เหรอ”
“ไม่ใช่หรอกฉันว่าประชาธิปไตยมันก็พัฒนาไปของมันตามธรรมชาตินั่นแหละแต่สุดท้ายก็ต้องปิดบล็อกไป...” ผมลังเลเล็กน้อยว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังดีไหม เพราะรู้สิ่งที่เขาเกลียดดีแต่ฤทธิ์สารเคมีทำให้ความกระดากอายลดน้อยลง
“...เพราะตำรวจจับ”
“เชี่ย!” ธรณีอุทานขึ้น นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มมาดดีท่าทางเรียบร้อยจะกล้าพูดหยาบคายเช่นนี้ “ทำไมล่ะ”
“ไม่รู้สิ เขาบอกแค่ว่ามีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบไม่กล้าใช้คำตรง ๆ พวกบิดเบือนข้อเท็จจริง ยุยง ปลุกปั่น เป็นภัยต่อชาติอะไรประมาณนี้”
ผมยังจำชื่อนายตำรวจที่ทำคดีผมได้ดี ‘ปองพลคำทอง’คนอื่นชอบเรียกว่าสารวัตรเด่น แม้จะยกเหตุผลมาร้อยแปดพันเก้ามันก็จะเอาข้อหายุยงปลุกปั่นยัดใส่ให้ได้ หาว่าพยายามสร้างแนวคิดล้มล้างการปกครองทั้งที่ผมกับปฐพีพยายามทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยซ้ำหลังจากการต่อสู้มานานสองปีสุดท้ายศาลเด็กและเยาวชนก็ยกฟ้องอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อ
หลังจากคดีสิ้นสุดผมก็เดินผงาดเข้าโรงพักตรงไปยังโต๊ะทำงานที่ชายหัวเกรียนหูกางทำงานอยู่มันกำลังลูบพุงพลุ้ยของตัวเองราวกับเพิ่งอิ่มจากอาหารมื้อเที่ยงผมโวยวายจนตำรวจทั้งโรงพักได้ยิน
“ที่ผมเสียเวลามาตั้งสองปีก็เพราะคุณคนเดียว ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรเลยเหรอ”
“ทำไมผมต้องรับผิดชอบด้วย”สารวัตรเด่นเชิดหน้าขึ้น พลางยกมือห้ามลูกน้องที่กำลังจะเข้ามาพาตัวออกไป
“คุณก็รู้อยู่แล้วว่าคดีนี้ไม่ผิดแต่แรกผมเป็นแค่นักเรียนคนหนึ่ง ผมต้องไปสอบซ่อมหลายวิชาก็เพราะคุณ”
“ผมก็ทำหน้าที่ของผมน้องต่างหากที่ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง เป็นเด็กก็ต้องเรียนหนังสือไม่ใช่พูดเกลี้ยกล่อมให้คนชังชาติ”
“คุณยังเป็นคนอยู่รึเปล่า” ผมตะคอก
ปองพลไม่ตอบแต่ใช้ขยับนิ้วอนุญาตให้ลูกน้องมาลากตัวผมออกไปตำรวจสองนายข่มขู่ว่าถ้าโวยวายอีกจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ความรู้สึกในตอนนั้นก็คงไม่ต่างจากธรณีในตอนนี้ เพียงแต่ผมเกลียดขี้หน้าตำรวจหูกางนั่นคนเดียวแต่เพื่อนเหมารวมตำรวจควบคุมฝูงชนทั้งหมด
ธรณีพูดด้วยเสียงดุดัน “โคตรสารเลวเลยตอนที่ได้ยินท่านเล่าให้ฟังว่าโดนตำรวจสลายการชุมนุม เราว่าแย่แล้วนี่ยังกล้าสั่งปิดกั้นเสรีภาพ ประชาชนอีกเหรอ ดีแล้วที่เราไม่เกิดในยุคนั้น”
อันที่จริงเพื่อนผมไม่ได้เข้าใจถูกทั้งหมดแต่ปล่อยไว้แบบนี้ดีกว่า ดูเหมือนว่าเขาจะอินเป็นพิเศษ เพราะมีอคติกับตำรวจอาจจะเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ก็เป็นได้
“ช่างมันเถอะ มันนานมากแล้ว”ผมบอกเพื่อน เขาจะได้ไม่เบี่ยงประเด็นไปจากเรื่องเดิม ตอนมาถึงโลกนี้ใหม่ ๆผมลองพิมพ์ ‘democracy-parallelworld.blogspot.com’ ลงในช่องยูอาร์แอลเว็บไซต์[1]แล้วก็ไม่พบ
“แล้วผลตอบรับเป็นไงมีคนเข้าไปอ่านไหม
“เอาตรง ๆ ก็ไม่ค่อยดังเท่าไรคนอ่านหลักร้อย พอช่วงหลังได้ไปพูดบนเวทีก็มีคนตามหลักพันสมัยนั้นคนสนใจการเมืองน้อย อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่บูม...ตอนที่มีเพื่อนในห้องเดินมาบอกว่าติดตามอ่านบล็อกของเราสองคนโคตรดีใจเลย”
ผมหัวเราะเบา ๆอย่างมีความสุขอยู่ในโลกรำลึกความหลังของตนเองเป็นไม่กี่เรื่องในชีวิตที่ภาคภูมิใจน่าเสียดายตอนที่คบกับอันธิยาก็ไม่มีโอกาสโชว์ให้เธอเห็นผลงาน
“พูดซะ เราอยากอ่านเลยนะเนี่ย”ธรณีกล่าวชมทางอ้อม
เขายกแก้วเบียร์ขึ้นชนกับผมพวกเราคุยเรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกมาก แล้วไปจบที่เรื่องอุปถัมภ์ได้ไงไม่รู้น่าจะลามมาจากการพูดถึงว่าลุงของเขาจะได้ลงสมัครเป็นนักการเมืองหรือไม่ ผมดื่มจนมึนเมากอดคอธรณีโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันอนุญาต ไม่รู้จากฤทธิ์เหล้าหรือกัญชาคงปะปนกันทั้งสองอย่าง โชคดีที่เพื่อนเข้าใจว่าผมไม่ได้ตั้งใจคุกคาม เขาหยิบชุดตรวจระดับสารกัญชาในกระแสเลือดด้วยการเก็บตัวอย่างจากปลายนิ้วขึ้นมาตรวจหลังจากสูดหน้ากากรมแก๊สอีกรอบแล้วเป่าเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ต่อแสดงว่าที่หิ้วกระเป๋าเป้มาด้วยก็เพื่อของพวกนี้โดยเฉพาะผลตรวจพบว่าไม่เกินเกณฑ์ผิดกฎหมาย ส่วนผมสังเกตจากอาการได้โดยไม่ต้องตรวจวัดถ้าผมไปมีเรื่องชกต่อยทำให้ใครเดือดร้อนตอนนี้บทลงโทษทางอาญาจะรุนแรงมากขึ้นเกือบเท่าตัว
“เชื่อฉันสิระบบอุปถัมภ์ไม่มีทางหมดไปจากประเทศเรา หรือจากโลกนี้หรอก ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนใครจะอยากทำงานด้วย...จริงมั้ย” ผมเปิดประเด็น
“ถ้าระบบตรวจสอบดีพอ ดีไม่ดีเก่งไม่เก่ง ก็จะรู้เอง ไม่เห็นต้องรู้จักกันเลย”
“นายไม่เข้าใจก็เหมือนที่เรารู้จักกันนี่ไง คุยอะไรก็ง่าย ช่วยกันก็ง่าย ฝากทำงานแทนกันก็ได้งานก็เสร็จเร็ว ประหยัดเวลา” ผมยิ่งใช้กล้ามแขนบีบคอเพื่อนให้แน่นขึ้นอีกธรณีใช้มือดันออกแรงต้านให้ผมรู้ตัวจึงผ่อนลง
“แสดงว่าภาระงานนั้นมากเกินไปสิ่งที่ต้องทำคือจ้างคนมาเพิ่ม ไม่ใช่ขอความช่วยเหลือคนอื่นไม่จำเป็นต้องฝากของส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ในเมื่อส่งของไปถึงหัวแถวได้โดยตรง”
“งั้นพวกเราก็เป็นศัตรูกันแล้วล่ะ”
ธรณีคงเห็นว่าผมเริ่มพูดเสียงดังจน ทุกคนในร้านหันมามองเขาจึงสแกนจ่ายเงินส่วนของตนเอง แล้วหยิบบัตรเอ็มการ์ดจากผมไปจ่อเครื่องรับของพนักงาน รับผิดชอบของใครของมันที่ทำเช่นนี้คงเพื่อยืนยันจุดยืนต่อต้านระบบอุปถัมภ์ของตนเองเขาประคองผมที่เดินโซซัดโซเซมาที่รถแท็กซี่
“ขนาดรถอัตโนมัติ ไม่โดนจับอยู่แล้วทำไมไม่อยู่ต่อสักหน่อย นายยอมปล่อยเนื้อตัวให้มึนเมาคืนเดียวไม่เห็นเป็นไร”ผมหยอกล้อเพื่อนระหว่างประคองร่างให้ตั้งตรง แต่ก็ไม่ไหวสุดท้ายเอนหลังพาดเฉียงไปบนเบาะรถ
“เราว่าท่านเริ่มพูดไม่รู้เรื่องแล้วนะ”
“ฉันว่านายต่างหาก”
ธรณีมองผมด้วยหางตา ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วปิดปากเงียบไม่พูดอีก สงสัยกลัวเถียงสู้ผมไม่ได้ไม่คิดเลยว่าเพื่อนกำลังเอือมระอาสภาพที่ดูไม่จืดของผม
--------------------
“ท่านเป็นอะไร ไม่สบายรึเปล่า”
ชายในชุดสูทสีขาวดำปกคอเสื้อสูงทักผมวันนี้นิกรณ์แต่งตัวเลียนแบบแดร็กคิวลาเขาแวะมาหาผมที่ห้องเพื่อคุยแลกหัวข้อข่าวที่จะทำในวันนี้คงสังเกตเห็นสีหน้ามึนซึม อ่อนเพลียของผม
“ไม่เป็นไรเมื่อคืนคงนอนหลับดึกไปหน่อย” ผมฝืนยิ้มแสร้งทำเป็นสดชื่นทั้งที่ในหัวยังวิงเวียนอยู่ไม่หาย โชคดีที่เมื่อคืนสำรอกของเก่าออกไปบ้างแล้วไม่อย่างนั้นคงพะอืดพะอมไปทั้งวัน
ช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาคือชีวิตที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงจมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดประสาคนอกหัก ผมตื่นเกือบเที่ยงช่วงบ่ายไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น เล่นเกมได้สักครู่เดียวก็เบื่อ ก็จะไปยืนริมระเบียงหายใจทิ้งพร้อมกับจิบเบียร์ที่ซื้อมาใหม่ ช่วงเย็นก็ออกไปร้านลองลิฟโซนสามวันรวดเพื่อนงอแงไม่ยอมไป ผมเลยต้องดื่มที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้านคนเดียวกลับมาถึงก็ดึกดื่น โชคดีสองวันที่เหลือไม่ได้หนักถึงขั้นคืนวันศุกร์ยังพอประคองสติตัวเองให้กดเรียกแท็กซี่อัตโนมัติมาส่งได้ คราวหลังคงต้องยอมใช้เอเอลซีโอทูแบบธรณีจะได้ไม่ทรมานตัวเองมาก โชคดีอีกอย่างคือได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้าเลยมาทันเวลา
ผมตอบตกลงแลกเปลี่ยนเนื้องานตามที่นิกรณ์เสนอทุกอย่างไม่พร้อมใช้สมองและสติโต้แย้งใด ๆ สองวันที่ผ่านมาพอได้อยู่กับตัวเองนาน ๆได้ครุ่นคิดทบทวนอดีตที่ผ่านมา ผมก็เริ่มทำใจได้ระดับหนึ่งเริ่มกลับมาเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เป็นมนุษย์เงินเดือนได้ตามเดิม ความรักความสัมพันธ์เป็นแค่เรื่องรองงานคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้มีกินมีใช้ในตอนนี้อีกสามเดือนจะเกิดอะไรขึ้นค่อยว่ากันอีกที
“วันก่อน เราเจอเพื่อนที่ทำงานให้สำนักงานโต้วาทีแห่งชาติกำลังมองหานักจับใจความไปทำงานด้วย เพราะกำลังจะขยายเพิ่มจำนวนเวที ท่านสนใจไหม”นิกรณ์ถามปิดท้ายเมื่อคุยธุระจบ ธรณีเคยพูดถึงที่นี่บ่อย ๆเป็นสถานที่ราชการที่ไว้จัดการดีเบตโดยเฉพาะ
“ไม่เป็นไรเรารู้สึกโอเคกับบริษัทนี้อยู่”
“เขาเคยอ่านบทความของสำนักเราแล้วชื่นชอบที่ท่านเขียนสรุปมาก ท่านเอาคอนแท็กต์ไปก่อนไหม”
“ขอบคุณท่านมาก แต่เราไม่ค่อยสะดวก”ผมนึกคำสุภาพกว่านี้ไม่ออก ไม่รู้ว่าชายผู้นี้พูดจริงหรือแค่อยากช่วยเพื่อนในประเทศนี้จะมีใครชื่นชอบสิ่งที่ผมเขียนจริง ๆ หรือ ยังไงก็ไร้ทางเลือกเรื่องอะไรจะต้องเสี่ยงไปยืนขาสั่นให้กรรมการสัมภาษณ์รับเข้าทำงานอีกรอบ
“ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกแล้วกัน”นิกรณ์พูดราบเรียบ ไม่มีท่าทีโกรธเคือง คงเริ่มเรียนรู้นิสัยใจคอผมแล้วว่าชายผู้นี้ไม่ต้องการความก้าวหน้าวิชาชีพใด ๆ ครั้งก่อนก็ปฏิเสธการเข้าสภาวิชาชีพทักษะพื้นฐานการจับใจความต่าง ๆ ที่เขาแนะนำให้ผมไปศึกษาเพิ่มเติมก็ถูกผัดวันประกันพรุ่งจนเลือนรางไปเอง
เขาเดินไปห้องทำงานตัวเองแล้วผมปิดประตู แล้วหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ที่มีรูปทรงโค้งเว้าตามกระดูกสันหลังแม้จะปรับเอนแล้วก็ยังปวดตึงแผ่นหลังอยู่ ผมหลับตาพักผ่อนยังไม่มีสมาธิทำงานตอนนี้ ปล่อยให้จิตโลดแล่นอย่างเสรีไปก่อนถ้ามีเงินคงซื้อเก้าอี้ไฟฟ้าหรูหราแบบของสหายมาใช้ผมเคยเห็นครั้งเดียวตอนพิมพ์พาไปแนะนำ ภาพของเก้าอี้สีดำแถบเงินหรูหรายังโดดเด่นติดตามันเหมือนเก้าอี้นวดไฟฟ้าที่รองรับทุกสัดส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ามีล้อให้เคลื่อนที่ได้ง่าย ติดอย่างเดียวที่ใหญ่โตเทอะทะจนเบียดเสียดคนนั่งข้าง ๆราคาน่าจะหลายล้านบาท จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายตอนนี้เพิ่งชดใช้หนี้ธรณีสำหรับค่ากินค่าอยู่หนึ่งเดือนก่อนเริ่มทำงานครบค่าเช่าบ้านปลอมของแม่ก็ยังต้องจ่าย จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บตอนนี้ก็กลายเป็นบ้านร้างที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงเพราะอิสรารู้ความจริงแล้วถ้าไม่ติดว่าอยู่ต่างจังหวัด ไกลจากที่ทำงาน ผมอาจหอบข้าวของไปอยู่สร้างคุณค่าให้มันบ้าง
“ถ้ามีเงินเยอะ ๆ ก็ดีสินะ”ผมเปรยให้ตัวเองฟัง ทันใดนั้นก็ปิ๊งไอเดียบรรเจิดบางอย่างในสมองผมรีบปั่นงานให้เสร็จครึ่งหนึ่ง แล้วบอกไมตรีว่าจะเข้าไปหาในช่วงบ่าย
ผมทานอาหารเที่ยง แปรงฟันแล้วเช็กกลิ่นปากของตนเองอีกครั้งให้แน่ใจว่าไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เจือปนขณะนี้หัวสมองโล่งขึ้นสติสัมปชัญญะก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติตั้งแต่ได้เพ่งสมาธิทำข่าวช่วงเช้าผมไปรอปากประตูห้องชายศีรษะล้านก่อนเวลานัดห้านาที ไม่เห็นว่ามีใครเข้าออกห้องจนถึง13.15 น.แสดงว่าหัวหน้าอยู่ในห้องแล้ว ผมจึงไปกดสัญญาณกริ่งหน้าห้องเมื่อถึงเวลา
“เข้ามาได้”เสียงไมตรีดังออกมาจากลำโพง พร้อมกับประตูบานเลื่อนที่เปิดออก ผมจ้ำพรวดเข้าไปไม่ทันเห็นว่ามีร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงบนเก้าอี้ทางขวามือตรงข้ามไมตรีพอเข้าใกล้ก็จำทรงผมสีดำยาวสลวยได้ตั้งแต่ก่อนหญิงสาวผู้นั้นหันหน้ามาดูด้วยซ้ำ
“อ้าว...อีฟ!”
[1]URL เว็บไซต์คือที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตที่ใช้ระบุตำแหน่งของหน้าเว็บหรือไฟล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะซึ่งประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น โปรโตคอล (เช่น https://), ชื่อโดเมน (www.example.com), และเส้นทาง (/page)