เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นทหารองครักษ์ช่วยกันเตรียมสัมภาระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออาหารแห้งให้พร้อมสำหรับการเดินป่าขึ้นูเาที่มีหิมะปกคลุมทหารองครักษ์กลุ่มแรกได้รับคำสั่งให้ออกเดินทางล่วงหน้าเพื่อไปสำรวจเส้นทางเพื่อป้องกันอันตรายจากหิมะถล่ม
องค์ชายจื่อเหยาได้จัดเตรียมชุดและรองเท้าสำหรับเดินขึ้นูเาฝ่าหิมะไว้ให้กับไป๋ลี่จิงเมื่อนางเดินออกมาเห็นสิ่งของต่างๆที่เตรียมไว้ก็จัดการแต่งตัวจนรัดกุมดีแล้วจึงเอ่ยปากเร่งองค์ชายอย่างไม่เกรงใจ
“รีบเสด็จเถอะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นพื้นป่าที่มีหิมะปกคลุมขาวไปทั่วทั้งูเาหม่อมฉันอยากเห็นกับตาว่ามันจะสวยงามเพียงใด”
ว่าแล้วนางก็เดินตรงไปที่รถม้าเพื่อออกเดินทางและเมื่อเดินทางมาถึงตีนเขานางก็ะโลงจากรถม้าเช่นเคยองค์ชายได้แต่มองอย่างอ่อนใจกับท่าทางห้าวหาญเยี่ยงบุรุษของนางเสียจริงๆ
ทางเดินมีรอยเท้าที่องครักษ์หน่วยแรกนำทางไว้ไป๋ลี่จิงจึงออกเดินตามที่องค์ชายชี้รอยเท้าให้ดู
“พวกเ้าทุกคนเดินตามรอยเท้านี้เท่านั้นห้ามผู้ใดเดินออกนอกเส้นทางเด็ดขาดบนูเามีสัตว์ร้ายซ้อนตัวอยู่ทุกแห่งรวมกลุ่มกันไว้หากพบสัตว์ร้ายจะได้ช่วยเหลือกันอย่างทันท่วงที”“พ่ะย่ะค่ะ!”
ทหารองครักษ์ต่างรู้ดีว่าเส้นทางนี้เป็ทางลัดเข้าเมืองจะช่วยย่นระยะทางให้สั้นลงและหลีกเลี่ยงการพบเจอกับผู้คนแต่ระหว่างทางอาจโชคร้ายพบเข้ากับสัตว์ร้ายทุกคนจึงระมัดระวังมากเป็พิเศษ
ไป๋ลี่จิงเดินชื่นชมกับภาพบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้าท้องฟ้ามืดครึ้มแสงแดดไม่สามารถส่องผ่านม่านเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้าลงมาได้ทำให้นางรู้สึกชอบใจกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้พบเจอ
อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆจนไป๋ลี่จิงก้าวขาแทบไม่ออกองค์ชายจื่อเหยาเห็นดังนั้นจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหานางอย่างร้อนรน
“ไป๋ลี่จิง...วันนี้สภาพอากาศเลวร้ายเ้าทนไหวหรือไม่หากไม่ไหวเราจะสั่งให้ทุกคนหยุดพักก่อน”
อากาศหนาวบวกกับมีลมพัดแรงหิมะก็เริ่มตกหนักจนแทบมองไม่เห็นทางเดินและรอยเท้าที่ทหารนำทางทำสัญญาลักษณ์เอาไว้ก็เริ่มมองไม่เห็นเสียแล้ว
“หม่อมฉันว่าเราหยุดพักกันก่อนเถอะเพคะมิใช่เพราะหม่อมฉันเดินไม่ไหวหากแต่ว่าตอนนี้พวกเรามองแทบมองไม่ทางเดินแล้วขืนเดินต่อไปอาจหลงทางได้คงต้องรอให้หิมะหยุดตกเสียก่อนคอยออกเดินทางต่อ”
เสียงนางะโออกคำสั่งแทนองค์ชายเสียอย่างนั้น“ท่านทั้งหลาย...พวกเราหยุดพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้กันก่อน รอให้หิมะหยุดตกค่อยเดินทางกันต่อ”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะสภาพอากาศไม่อำนวยจนมองไม่เห็นทางหรือเป็เพราะคำสั่งเสียงดังชัดถ้อยชัดคำของนางกันแน่ที่ทำให้ทหารองครักษ์พากันปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดพากันเดินตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่หลายสิบต้นตามคำสั่ง
หิมะตกลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆท้องฟ้าเริ่มมืดมิดองค์ชายจึงมีรับสั่งให้ตั้งค่ายพักแรมกันที่นี่ให้ทหารผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้ารักษาความปลอดภัยกันตลอดคืน
ไป๋ลี่จิงเลือกต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆกับกองไฟเพื่อให้ตัวเองได้รับไออุ่นองค์ชายเห็นท่าทางหนาวจนปากสั่นของนางก็อดขำไม่ได้พระองค์ยื่นผ้าห่มของตนให้กับนางอีกผื่น
“ใช้ผื่นนี้ห่มอีกชั้นร่างกายจะได้อบอุ่นยิ่งขึ้น”ไป๋ลี่จิงมองหน้าองค์ชายด้วยความทราบซึ้งในน้ำพระทัยนางไม่คิดว่านอกจากพี่ชายของนางแล้วจะมีบุรุษใดจะใส่ใจนางด้วยความจริงใจเช่นนี้
“ขอบพระทัยเพคะ” นางรีบรับผ้าห่มมาห่มเมื่อร่างกายอบอุ่นขึ้น...นางก็เริ่มระวังตัวคิดได้ว่าจะไว้ใจใครง่ายๆไม่ได้กับอีแค่ผ้าห่มผื่นเดียวคิดหรือว่าจะซื้อใจนางได้...ไม่มีทาง! จากนั้นนางก็พล่อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
เช้าวันใหม่อากาศแจ่มใส่มากขึ้นหิมะที่ตกหนักเมื่อวานทำให้การเดินทางล่าช้าออกไปไป๋ลี่จิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นแผ่นหลังขององค์ชายที่ยื่นอยู่ไกลๆ
แขนที่ยกขึ้นมีเหยี่ยวตัวใหญ่เกาะอยู่องค์ชายทรงกำลังแกะสารที่ขาของมันก่อนจะป้อนอาหารใส่ปากแล้วปล่อยให้มันบินกลับไปบนท้องฟ้าดังเดิม
ไป๋ลี่จิงเห็นดังนั้นก็เกิดสนใจวิธีการส่งสารแบบนี้ขึ้นมาจึงรีบเดินไปล้างหน้าล้างตาเมื่อจัดการกับตนเองเรียบร้อยก็รีบตรงไปหาองค์ชายจื่อเหยาทันที
“เหยี่ยวตัวนั้นเป็นกของพระองค์หรือเพคะ”
องค์ชายหันหน้ากลับมาตามเสียง “ใช่...เหยี่ยวตัวนั้นเป็นกที่เราเลี้ยงและฝึกให้มันเป็นกสื่อสารเอาไว้ส่งข่าวสารได้รวดเร็วกว่านกพิราบทั่วไปเ้าสนใจอย่างนั้นเหรอ?”
ไป๋ลี่จิงพยักหน้าอย่างว่องไว“เพคะ...หม่อมฉันอยากมีไว้ใช้สักตัววันข้างหน้ามันหน้าอาจจะมีประโยชน์สำหรับหม่อมฉัน”
“ได้สิ!เอาไว้เรากลับไปถึงพระราชวังที่ตำหนักเรามีเลี้ยงไว้หลายตัวหากเ้าชอบก็ไปเลือกมาสักตัว”ไป๋ลี่จิงอมยิ้มอย่างพอใจไม่นึกไม่ฝันว่าองค์ชายจะให้ตามที่นางร้องขอ “ขอบพระทัยเพคะ”
จากนั้นก็เดินไปเก็บสัมภาระเตรียมตัวออกเดินทางองค์ชายส่งทหารอีกหน่วยเดินทางไปก่อนแล้วเปลี่ยนให้ผูกผ้าสีแดงแทนการสลักสัญญาลักษณ์ไว้ที่ต้นไม้
เพราะหากโชคร้ายเจอพายุหิมะแบบเมื่อวานก็จะเสียเวลาการเดินทางเสียงร้องะโของทหารดังมาจากข้างหน้า “ทุกคนระวัง! หมี...ข้างหน้ามีหมี...เร็ว...อารักขาองค์ชาย”
สิ้นเสียงนั้นทหารทุกนายก็พากันวิ่งเข้ามาล้อมตัวทั้งสองไว้องค์ชายรีบะโบอกให้ทุกคน “พวกเรา...ปีนขึ้นต้นไม้เร็ว” ทุกคนไม่รอช้ามองหาต้นไม้สูงะโป่ายปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล
องครักษ์ฮั่วได้ยินรับสั่งก็หาต้นไม้ดันองค์ชายกับไป๋ลี่จิงให้ปีนขึ้นไปก่อนจากนั้นตัวเขาจึงค่อยวิ่งหาต้นไม้ของตัวเองเพื่อเอาตัวรอด
ไป๋ลี่จิงเมื่อขึ้นไปอยู่บนต้นไม้สูงทำให้มองเห็นได้ในระยะไกลก็ชะโงกหน้ามองหาหมีที่ทหารพูดถึงพอเห็นก็ชี้มือร้องเรียก
“องค์ชายดูโน้นซิเพคะหม่อมฉันเห็นตัวมันแล้วมันกำลังวิ่งไล่ทหารอยู่ตรงนั้น” องค์ชายมองตามมือที่นางชี้ก็เห็นว่าทหารสามนายกำลังตกอยู่ในอันตรายพระองค์ะโขึ้นสุดเสียง
“พวกเ้ารีบปีนขึ้นต้นไม้เดี๋ยวนี้วิ่งวนไปมาอยู่อย่างนั้นพวกเ้าสู้มันได้อย่างนั้นหรือ”
ไป๋ลี่จิงเห็นทหารคนที่ร้องเตือนทุกคนกำลังโดนหมีเข้าจู่โจมทำร้ายนางดูแล้วหากปล่อยไว้เช่นนี้ทหารที่อยู่ตรงนั้นได้ตายกันหมดเป็แน่นางไม่รอช้าะโลงจากต้นไม้
ระหว่างที่วิ่งไปข้างหน้ามือก็หยิบกริชที่นางพกติดตัวไว้ออกมาเมื่อสายตาเห็นเป้าหมายอยู่ในระยะไม่ไกลนักนางะโลอยตัวเกาะไปที่คอด้านหลังของเ้าหมีที่กำลังอาละวาดใช้กริชแทงลงไปที่กลางหน้าอกตัดขั้วหัวใจอย่างแม่นยำ
เ้าหมีร้องเสียงดังด้วยความเ็ปทิ้งตัวล้มลงขาดใจตายในทันที!
องค์ชายเห็นไป๋ลี่จิงะโลงจากต้นไม้ก็วิ่งตามมาติดๆทันได้เห็นภาพหญิงสาวเอวบางร่างน้อยกำลังใช้มีดแทงทีเดียวที่จุดสำคัญเพื่อไม่ให้มันทรมานมากจนเกินไปองค์ชายเห็นภาพนั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออกได้แต่ยืนกลืนน้ำลายไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตนเห็นเมื่อครู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้จะรวดเร็วแต่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองเห็นด้วยตาตนเองอย่างชัดเจนหญิงสาวท่าทางบอบบางที่พวกเขาอารักขามาตลอดทาง
กลับสามารถฆ่าหมีตัวใหญ่ได้ในพริบตานี่ขนาดพวกตนเป็ผู้ชายร่างกายแข็งแรงกำยำยังไม่มีใครกล้าสู้กับมันเลยสักคนได้แต่วิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง
ไป๋ลี่จิงก้มลงมองเ้าหมีที่ตนพึ่งปลิดชีพไป กระชากกริชออกจากทรงอกยืนมือเข้าไปลูบหัวของมันเบาๆ“ข้าก็ไม่ได้อยากจะฆ่าเ้าหลอกนะแต่จะทำไงได้เ้าอาละวาดฆ่าคนเยี่ยงนี้ข้าปล่อยให้เ้าทำอย่างนั้นไม่ได้อโหสิ! ให้ฆ่าด้วย”
พอทุกคนหายตกตะลึงก็พากันลงจากต้นไม้แล้วเดินเข้าไปมุ่งดูเ้าหมีตัวนั้นทหารที่ถูกหมีทำร้ายจนาเ็เกือบเอาชีวิตไม่รอดทรุดตัวลงคลุกเขา“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้ไม่อย่างนั้นตอนนี้พวกเราคงโดนเ้าหมีนี้ฆ่าตายไปแล้ว”
“ลุกขึ้นเถอะ! เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้วรีบไปทำแผลจะดีกว่าเดี๋ยวเืก็ไหลหมดตัวกันพอดี”
องค์ชายจื่อเหยารับสั่งให้ทหารขุดหลุมฝั่งเ้าหมีให้เรียบร้อยสายตาขององค์ชายมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถึงนางจะปากร้ายกระโดกกระเดกไปบ้างก็พอรับไหวแต่สิ่งที่นางกระทำในวันนี้ทำให้องค์ชายรับไม่ไหวจริงๆ
สตรีที่มีความโเี้ได้ขนาดนี้ ฆ่าหมีอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยนางไร้ซึ่งความเมตตาต่อสรรพสิ่งผู้หญิงโหดร้ายเช่นนี้จะเหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาปกครองแคว้นได้เช่นไร
ไป๋ลี่จิงไม่รู้ตัวเลยว่าการที่นางฆ่าหมีเพื่อช่วยชีวิตคนจะทำให้องค์ชายมองนางด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปองค์ชายไม่พูดอะไรแม่แต่คำเดียวได้แต่เดินตามหลังนางอย่างเงียบๆ
หรือไม่อีกหนึ่งที่พอเข้าใจได้คือนางไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดเช่นไรทุกคนเร่งฝีเท้ากันอย่างเต็มที่เพื่อจะได้ลงจากูเาเดินทางเข้าเมืองให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดินเมื่อลงมาถึงตีนเขาก็มีรถม้ามาจอดรอรับเสด็จองค์ชายอยู่ก่อนแล้ว
ทหารม้านำขบวนเสด็จเดินทางประตูด่านชายแดนเหนือทหารทุกนายทราบดีว่าภารกิจครั้งนี้ขององค์ชายจื่อเหยาเป็ภารกิจลับเฉพาะทหารเฝ้าหน้าประตูเมืองจึงปล่อยให้รถม้าผ่านเข้าเมืองโดยไม่มีการขอตรวจค้นรถแต่อย่างใด
รถม้ามุ่งหน้าตรงไปที่เขตพระราชวังแดนเหนือพอเข้าเขตพระราชฐานทั้งสองก็ก้าวลงจากรถม้าไป๋ลี่จิงเดินตามองค์ชายเข้าไปที่ตำหนักชั้นในมีชื่อเรียกว่าตำหนักอิงฮวาเป็ที่ประทับส่วนพระองค์ของพระชายาท่านอ๋องโจว
พระชายาทรงประทับอยู่ที่สวนดอกไม้ด้านข้างของตำหนักอิงฮวาเมื่อเห็นองค์ชายจื่อเหยากำลังเดินเข้ามาพระองค์ก็เรียกทรงมีรับสั่งให้นางกำนัลรีบไปเชิญเสด็จองค์ชายมาพบ
“ลูกถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”พระชายาทรงลุกขึ้นยืนสายพระเนตรมองพระโอรสที่กำลังคลุกเขาทำความเคารพ “ลุกขึ้นเทอญเื่ที่เ้าไปทำเรียบร้อยดีหรือไม่?”
“เรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ คนที่ลูกพากลับมาด้วยตอนนี้นางกำนัลพานางไปชำระร่างกายเปลี่ยนชุดเสียก่อนค่อยให้นางมาเข้าเฝ้าเสด็จแม่”
พระชายาอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดต้องให้นางเปลี่ยนชุดก่อนค่อยให้มาเข้าเฝ้าจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“การเดินทางราบรื่นดีหรือไม่เหตุใดต้องให้นางไปเปลี่ยนชุดก่อนที่จะมาเข้าเฝ้า”
องค์ชายได้แต่ยืนก้มหน้าภาพเหตุการณ์ยังคงติดตาฝังใจแต่ด้วยั้แ่เล็กจนโตองค์ชายไม่เคยมีความลับกับพระราชบิดาและพระราชมารดาจึงได้ตรัสตอบตามความเป็จริง
“ตอนที่อยู่บนูเาคณะเดินทางของลูกบังเอิญโชคร้ายพบเจอเ้าหมีูเาดุร้ายตัวหนึ่งเข้าพ่ะย่ะค่ะมันอาละวาดทำร้ายคนของลูกนาง...นางจึง...”
พระชายาเห็นองค์ชายอ่ำๆ อึ้งๆก็ใช้มือลูบไปที่ใบหน้าพระโอรสอย่างปลอบโยน “มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ...เ้าไม่ต้องทรงกังวลมีอะไรก็พูดกับแม่มาตามตรง”
“ไป๋ลี่จิง! นางใช้กริชแทงไปที่หน้าอกเ้าหมีูเาตัวนั้นกริชที่ใช้ปักลงเพียงครั้งเดียวหมีตัวนั้นก็ล้มลงขาดใจตายทันทีพ่ะย่ะค่ะ”พระชายาได้ยินดังนั้นก็เอามือทาบไปที่หน้าอกของตัวเอง
สตรีแบบไหนกันถึงได้ใจคอโหดร้ายเช่นนี้“ที่กระหม่อมเสียมารยาทไม่ให้นางมาเข้าเฝ้าเสด็จแม่ในทันทีที่มาถึงเพราะเสื้อผ้าของนางมีเืของเ้าหมีตัวนั้นกระเด็นติดอยู่กระหม่อมกลัวว่าเสด็จแม่จะทรงตกพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายามีอาการเหมือนคนจะเป็ลมนางกำนัลรีบก้าวขาออกมาประคองให้พระองค์ทรงประทับนั่งลงที่เก้าอี้ม้าหิน“นางเป็สตรีเช่นไรกันแน่! ทำไมถึงได้ใจกล้าเช่นนี้ไม่กลัวแม้กระทั่งสัตว์ดุร้ายแถมยังฆ่ามันด้วยมือตัวเอง
แล้วกับคนหากทำให้นางไม่พอใจนางจะไม่ลงมือฆ่าแกงอย่างไร้ซึ่งความปรานีหรอกหรือวันนี้เรายังไม่พร้อมที่จะพบนาง...ไว้พรุ่งนี้ค่อยให้นางมาก็แล้วกัน"
*********************************************
ทุกคนเข้าใจไป๋ลี่จิงผิดไปกันใหญ่แล้วจ้า
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็กำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกา K.P.STOM