ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นต้นฤดูหนาวสภาพอากาศทางเหนือเย็นลงทุกวัน มักมีลมกระโชก บางครั้งฝนฤดูใบไม้ร่วงก็ตกต่อเนื่องบางครั้งก็มีน้ำแข็งเล็กๆ อยู่ท่ามกลางสายฝน เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่อยู่ที่นี่ทำให้ค่อนข้างขัดสนเรื่องเสื้อกันหนาวและถ่าน มีเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮา หวงไท่ซุนองค์ชาย และนางสนมที่อยู่เหนือขั้นที่สองเท่านั้นที่ได้รับก่อนด้านนอกมีเพียงขุนนางขั้นสองขึ้นไปจึงจะได้รับถ่านบางส่วนส่วนคนที่ไม่ได้รับต้องไปแก้ปัญหากันเอง หวงไท่ซุนได้ออกคำสั่งให้ขนส่งอาหาร หญ้าถ่าน เสื้อผ้ากันหนาว และผ้าห่มจากเมืองหลวงมาอย่างเร่งด่วนราวกับตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน
ฮ่องเต้ทรงมีไข้สูงอยู่สองสามวันก่อนที่ไข้จะลดลง ทว่าพระองค์ยังทรงอ่อนกำลังอยู่ตลอดเวลาทรงไออย่างต่อเนื่องจนกระทั่งบรรทม นอกจากนั้นยังมีพระอาการไอเป็นเลือด ทำให้หมอหลวงตกใจมากขุนนางใหญ่และนางสนมก็กังวลใจเช่นกันเพราะกลัวว่าจะเกิดอันใดขึ้นกับฮ่องเต้และอาจควบคุมสถานการณ์ไม่ได้
ในขณะนี้ การเคลื่อนไหวของสามกองทัพหลักของเมืองหลวงที่นำโดยซูตงเฉินมีความสำคัญมากมีการหลอกล่อ แพ้-ชนะ การกีดกัน และอื่นๆ ทำให้เขาเบื่อกับการรับมือซึ่งแตกต่างจากตอนที่เขาอยู่ในค่ายทหารซีซานในตอนนั้นเขาสามารถเฉยเมยและแยกตัวออกจากทุกคนทว่าตอนนี้เขาต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อกองกำลังอื่นอย่างหยาบคายได้ทำได้เพียงปั้นหน้าและเข้าสังคมด้วยวิธีต่างๆ
เจียงหยวนอู่เป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนสือชิงก็อารมณ์เย็นชาเมื่อเห็นการต่อสู้เช่นนี้ พวกเขาก็แอบดีใจที่ฮ่องเต้แต่งตั้งซูตงเฉินให้ดูแลความปลอดภัยของพระราชวังนอกเมืองพวกเขาไม่จำเป็นต้องติดต่อกับพวกขุนนางที่พูดจากลับกลอก วางแผนการลึกซึ้งหรือพวกเชื้อพระวงศ์ที่ถือตน วางอำนาจ และจิตใจโหดเหี้ยม
นอกจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์และแม่ทัพแล้วนางสนมในวังก็พยายามแสดงไมตรีจิตและเป็นมิตรต่อซูตงเฉิน ฮองเฮาทรงเริ่มก่อนโดยพระราชทานรางวัลให้แก่นางกำนัลบางคนในวังเพื่อรับใช้ขุนนางผู้มีเกียรติที่ไม่ได้นำสาวใช้มาด้วยพระนางส่งนางกำนัลมาให้อันกั๋วกงสองคน ทั้งยังส่งนางกำนัลมาให้ซูตงเฉินอีกสองคน
นางกำนัลสองคนนี้ไม่ใช่เด็กสาวแล้ว พวกนางอายุยี่สิบปีอีกสองปีก็จะได้รับการปล่อยตัวออกจากวัง ตอนนี้จึงต้องการหาที่พึ่งพานี่นับเป็นโอกาสที่ดีอย่างแน่นอน ทั้งคู่มีความเป็นผู้ใหญ่และสุขุม หน้าตางดงามใจเย็นและใจกว้าง ซึ่งเหมาะสมกับความสง่างามของแม่ทัพเป็นอย่างมากเห็นได้ชัดว่าฮองเฮาทรงทุ่มเทให้กับเรื่องนี้
ซูตงเฉินไม่ต้องการสตรีมารับใช้เคียงข้างทว่าไม่สามารถขัดพระกรุณาธิคุณของฮองเฮาได้ดังนั้นจึงต้องเก็บสตรีเหล่านี้ไว้ที่พักชั่วคราว ให้พวกนางทำงานเล็กน้อย เช่นทำความสะอาด ซักผ้า ซ่อมแซมต่างๆ ต้มน้ำ ฯลฯ ทว่าไม่อนุญาตให้เข้ามาค้างแรมในห้องเพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่ตนเอง
นางกำนัลทั้งสองไม่ได้หยิ่งยโสหรือใจร้อน ซูตงเฉินให้ทำสิ่งใดพวกนางก็ทำทุกอย่างที่เขาขอให้ทำ โดยปกติแล้วพวกนางจะไม่เคลื่อนไหวหรือสอบถามเพียงรักษาหน้าที่ของตนเอง ไม่สร้างความเดือดร้อน และไม่กระทำการใดที่ทำให้ซูตงเฉินต้องระมัดระวังตัวและต่อต้านและปฏิบัติต่อพวกนางในฐานะสาวใช้ธรรมดา ตราบใดที่ปฏิบัติตามกฎเรื่องที่มีคนกินข้าวเพิ่มอีกสองคน เขายังสามารถเลี้ยงดูได้
นอกจากเขาแล้ว ทั้งเจียงหยวนอู่และสือชิงก็ได้รับ ‘ความปรารถนาดี’ จากฮองเฮาอีกด้วยทั้งสองไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย จึงได้รับนางกำนัลมาเป็นสาวใช้ข้างกายไว้ทำงานบ้านเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะรับอนุ
นางกำนัลในพระราชวังที่อยู่นอกเมืองหลวงเป็นผู้ที่ถูกไล่ออกจากเมืองหลวงและถูกส่งมาที่นี่พวกนางต้องอยู่ที่นี่อย่างเงียบเหงาและหนาวเย็นเป็นเวลาเนิ่นนานไม่ว่าในอดีตจะงดงามเพียงใดทว่ามีไม่กี่คนที่สามารถรักษารูปร่างหน้าตาและพละกำลังไว้ได้ส่วนใหญ่ต่างซึมเศร้าและแก่ก่อนวัยอันควร แม้ฮองเฮาจะคัดเลือกมาอย่างดีทว่ามีเพียงนางกำนัลสองคนที่มอบให้ซูตงเฉินเท่านั้นที่นับว่ามีคุณสมบัติสูงเกินค่ามาตรฐานส่วนนางกำนัลที่มอบให้คนอื่นๆ นั้นด้านความงามและกิริยามารยาทถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
ขุนนางตระกูลสูงศักดิ์และลูกหลานที่สำมะเลเทเมาบางคนรู้สึกว่าแม้สตรีเหล่านี้ไม่ได้งดงาม ทว่ายังนับว่าเด็กอยู่ทั้งยังได้รับพระราชทานมาจากพระราชวัง พวกเขาจึงรับพวกนางมาไว้แก้เบื่ออย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ว่าพวกนางเป็นคนของฮองเฮา เหล่าเสนาบดี ขุนนางคนสำคัญ ผู้อาวุโสในตระกูลสูงศักดิ์ทรงอำนาจและแม่ทัพจึงค่อนข้างระมัดระวังตัวมากขึ้น พวกเขาจะแยกนางกำนัลที่ได้รับมาออกไปหากมีสมาชิกในตระกูลต้องการรับพวกนางไปไว้ที่เรือนหลังบ้าน ก็เพียงใช้งานพวกนางดั่งสาวใช้ธรรมดาๆเท่านั้น สรุปคือ ไม่คิดจะรับมาร่วมหลับนอนหรือรับมาเป็นอนุ
ฮองเฮาเพียงประสงค์ให้พวกเขายินดีรับพระกรุณาธิคุณของพระนางเท่านั้นไม่สนพระทัยว่าพวกเขาจะใช้งานนางกำนัลเหล่านั้นหรือไม่เป้าหมายหลักของพระนางคือซูตงเฉินเท่านั้นเมื่อเห็นซูตงเฉินให้นางกำนัลทั้งสองมารับใช้ พระนางจึงรู้สึกพอพระทัยอย่างมาก
ยามอยู่ที่เมืองเฉิงเต๋อ ชีวิตของทุกคนล้วนเป็นขั้นเป็นตอน
ฮ่องเต้ประชวรไม่อาจลุกขึ้นได้ หวงไท่ซุนปกครองประเทศ องค์ชายทั้งสามฮองเฮา และสนมได้รับมอบหมายผลัดเปลี่ยนกันเพื่อรับใช้ฮ่องเต้เหล่าขุนนางช่วยหวงไท่ซุนจัดการบริหารแผ่นดินเหล่าเสนาบดีต่างไปเยี่ยมฮ่องเต้ในวังนอกเมืองหลวงทุกวันบรรดาคุณชายที่มากับผู้อาวุโสของตระกูลนั้นเงียบสงบอย่างมากส่วนใหญ่ไปหอชิงโหลวหรือจ้างสาวใช้สวยๆ หรือไม่ก็ชวนสหายเล่นไพ่ เล่นพนันเล็กๆน้อยๆ และสนุกสนานจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าทำอันใดผิด
ซูตงเฉินออกคำสั่งในช่วงเวลาพิเศษนี้หากผู้ใดก็ตามที่ละเมิดกฎหมายและข้อบังคับของราชสำนัก จะถูกจับกุมและคุมขังหรือถูกประหารทันที ชื่อของเขา ‘มัจจุราชซู’ เป็นที่ได้ยินไปทั่วเมืองหลวงนานแล้ว ทุกคนรู้ว่าเขาไม่กลัวอำนาจและภูมิหลังของผู้ใดกล้าสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยม ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดอยากตกไปอยู่ในมือของเขา
ฮ่องเต้ทรงประชวรและดูเหมือนจะไม่ไหวแล้ว ฮองเฮา องค์ชายทั้งสามและสนมระดับสูงหลายคนต่างกังวลใจพวกเขาไม่ยอมรับคำสั่งเสียของไท่โฮ่วอวี่ปินที่ให้หวงไท่ซุนปกครองแผ่นดินสืบต่อไปฝ่ายคัดค้านพร้อมที่จะเคลื่อนไหวในขณะที่คลื่นใต้น้ำกำลังโหมกระหน่ำและสถานการณ์กำลังตึงเครียดอย่างมากนั้นดูเหมือนทั้งเมืองเฉิงเต๋อจะกลายเป็นระเบิดดินปืนเพียงมีประกายไฟเล็กน้อยก็จะระเบิดทันที
อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
วันนี้อากาศหนาวมากและมีหิมะโปรยปราย ซูตงเฉินตื่นขึ้นขณะที่ฟ้ายังมืดอยู่ปกติเขาดื่มโจ๊กข้าว กินแผ่นแป้งสองแผ่น และขนมปังเนื้อก้อนโตสองสามชิ้นจากนั้นจึงออกไปยังพระราชวังที่อยู่นอกเมือง
ฮ่องเต้ยังไม่ได้พระสติ และผู้ที่คอยรับใช้คือหวงไท่ซุนหลายวันมานี้เขานอนน้อยมาก กลางวันจัดการกับงานราชการ ตอนกลางคืนติดตามดูแลฮ่องเต้ใบหน้าสีชมพูที่อ่อนโยนและชุ่มชื้นของเด็กหนุ่มกลายเป็นใบหน้าซีดเซียวเมื่อเห็นซูตงเฉินเข้ามาทักทาย ขอบตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างช่วยไม่ได้ทว่าภายนอกต้องปฏิบัติต่อกันด้วยท่าทีของกษัตริย์และขุนนางเมื่อเห็นท่านพ่อจึงทำความเคารพจากนั้นก็สอบถามเกี่ยวกับการป้องกันพระราชวังที่อยู่นอกเมือง และกล่าวว่า ‘ลำบากท่านแล้ว’ ก่อนจะปล่อยให้เขาจากไป
ซูตงเฉินปฏิบัติตามแนวทางประจำวัน เขานำทหารออกตรวจสอบภายในและภายนอกพระราชวังเมื่อแน่ใจว่ามีการจัดการป้องกันอย่างเรียบร้อย ไม่มีผู้ใดหย่อนยานและไม่มีผู้ใดทำผิดพลาด จึงกลับไปที่เรือนชั่วคราวที่อยู่ถัดไปเมื่อถึงหน้าประตูวังก็ปฏิบัติราชการ
ช่วงเวลาก่อนเที่ยงไม่มีอาหารให้กิน เหล่าทหารต่างรู้สึกหิวเล็กน้อยทว่าเสียนเฟยพานางกำนัลมาส่งของว่างมากมายรวมทั้งรังนกตุ๋นซึ่งเตรียมให้ซูตงเฉินและขุนนางอาวุโสบางคนเป็นพิเศษทุกวันล้วนเป็นเช่นนี้ เดิมทีซูตงเฉินปฏิเสธหลายครั้งทว่านางกำนัลที่อยู่ตรงหน้าพูดจาฉะฉานเสียจนเขาพูดไม่ออก ดังนั้นจึงยอมรับไว้
เหล่าทหารไม่ชอบรังนกซึ่งเป็น ‘ของโปรดของเด็กผู้หญิง’ ทั้งสนมเสียนเฟยยังเป็นผู้มอบให้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่แตะต้องมันทว่ารังนกทำให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยบำรุงร่างกาย นับเป็นของดีซูตงเฉินจึงไม่ขัดเขินที่จะรับมา หลังจากตู้หลีตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าไม่มีพิษเขาจึงกินมัน
ไม่เพียงสนมเสียนเฟยเท่านั้น ทว่าฮองเฮายังมอบผัก น้ำแกง อาหารว่างและยาบำรุง นางสนมระดับสูงคนอื่นๆ ก็เช่นกัน เหล่าทหารกินเยอะ ผู้ที่มาก็ไม่ปฏิเสธวันนี้จึงได้กินของอร่อยและสดชื่นอย่างมาก
ตอนนี้พวกเขาล้วนชินแล้ว ทุกคนจึงไม่สนใจเมื่อเห็นของว่างหรือน้ำแกงบะหมี่ร้อนๆ ที่เสียนเฟยส่งมาต่างก็ดีใจหลังจากกล่าวขอบคุณแล้วก็หยิบชามและเริ่มกินนางกำนัลนำชามรังนกมาให้ซูตงเฉินเป็นการส่วนตัว และเชื้อเชิญให้เขาทานอย่างอ่อนโยน
หลังจากขอบคุณ ซูตงเฉินก็หยิบช้อนขึ้นมาและกินน้ำแกงพร้อมกับน้ำเปล่าสองสามคำจากนั้นก็กินขนมแป้งแผ่นอีกสองชิ้น ก่อนจะล้างมือและทำหน้าที่ของตนต่อไป
หลังจากนางกำนัลของเสียนเฟยจากไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม จู่ๆซูตงเฉินก็กระอักเลือดสีแดงสดออกมาเต็มปาก เขาทรุดตัวลงบนโต๊ะแล้วหมดสติไป
ในเรือนพักพลันโกลาหล
มีคนสองสามคนรีบไปที่พระราชวังนอกเมืองเพื่อรายงานฮองเฮาและหวงไท่ซุนตามลำดับและเชิญตัวหมอหลวง
ไม่นานนัก สำนักหมอหลวงก็นำหมอหลวงที่มีเครายาวและผมสีขาวหลายคนมาพวกเขาล้วนเป็นหมอหลวงที่มีชื่อเสียงหลังจากตรวจชีพจรให้ซูตงเฉินแล้วพบว่าอาการของเขาอยู่ในขั้นวิกฤติหมอหลวงจึงรีบฝังเข็มและให้ยาฉุกเฉิน ก่อนจะป้อนโสมเก่าหั่นชิ้นให้เขาเพื่อพยายามทำให้พลังชีวิตคงที่
หลังจากวินิจฉัย รักษา อภิปราย และพูดคุยหลายครั้งจนได้รับการยืนยันหมอหลวงจึงรายงานต่อหวงไท่ซุน ฮองเฮา หลานชายของอันกั๋วกง เจียงหยวนอู่ สือชิงขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ และขุนนางคนสำคัญ "นี่คือยาพิษลึกลับหนานอี๋ยาพิษนี้ไม่อาจคาดเดาได้ เดิมทียานทีบุปผาหยกเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งปรุงด้วยวิธีลับและทาบนเสื้อผ้าทำให้รู้สึกสดชื่นเมื่อนานวันเข้าก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย
ส่วนใบเทียนเฮ้อเป็นยาหรือเครื่องปรุงรส ช่วยเสริมสร้างร่างกายและกระดูกเมื่อบดแล้วสามารถนำมาผสมอาหาร ขนมปังยัดไส้ หรือของว่างเพื่อเพิ่มรสชาติถงหยาสามารถนำมาเป็นชาหรือใช้ปรุงอาหาร ซึ่งดีต่อลำคอและของเหลวในร่างกาย รสชาติดีทำให้รู้สึกสดชื่น สามสิ่งนี้ใช้แยกกันจะดี มีประโยชน์ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายจึงตรวจไม่พบพิษ ทว่าเมื่อใช้พวกมันกับคนคนเดียวกันในระยะเวลาหนึ่งจะกลายเป็นพิษรุนแรงและไม่มียาแก้พิษ กล่าวได้ว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก
เสื้อผ้าชั้นในและชั้นนอกของแม่ทัพซูมีนทีบุปผาหยกอาหารที่เขากินเมื่อเช้าผสมกับใบอวี้เฮ้อ และในตอนเช้าก็มีน้ำถงหยาในรังนกสามสิ่งนี้เมื่อผสมกันแล้ว พวกมันจะกลายเป็นพิษร้ายแรง ตอนนี้...กระหม่อมและคนอื่นๆ ไร้ความสามารถ ไม่เคยเห็นยาพิษลึกลับหนานอี๋ชนิดนี้มาก่อนมีเพียงบันทึกที่คังสืออี้ หมอที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ก่อนทิ้งเอาไว้หลังจากที่เขาเดินทางรักษามาตลอดชีวิตกระหม่อมแทบจะจำไม่ได้ ในบันทึกของเขายังบอกอีกว่าไม่มีทางรักษาและผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องตาย... กระหม่อมและคนอื่นๆพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แม่ทัพซูฟื้นขึ้น และอธิบาย... คำพูดสุดท้าย"
ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง ซูอวี้เมิ่งก็รีบวิ่งไปข้างเตียงพลางตะโกนอย่างเสียดแทงหัวใจ "ท่านพ่อ"
หวงไท่ซุนมองซูตงเฉินที่กำลังจะตาย อันกั๋วกงที่ร้องไห้และซูอวี้เมิ่งที่คร่ำครวญ เขากำมือไพล่หลังแน่นก่อนจะหายใจเข้าลึกๆพยายามสงบสติอารมณ์และพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ออกคำสั่งให้ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรจัดการผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดและสอบสวนให้ถึงที่สุดเพื่อความปลอดภัย ให้สตรีทุกคนในวังหลังอยู่ในห้องของตนเองเพื่อพักผ่อนหากไม่ได้รับอนุญาต ไม่ให้เดินออกมาตามอำเภอใจสั่งให้แม่ทัพเจียงและแม่ทัพสือส่งทหารไปปกป้องวังของฮองเฮา และห้ามผู้ใดเข้าหรือออกโดยไม่มีคำสั่งจากข้า"
“น้อมรับคำสั่ง” ขันทีที่ดูแลอยู่ข้างกายหวงไท่ซุนรับคำสั่งและรีบออกไป