สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 174 ต้องตายสักคน

        ผู้เฒ่าฮั่วดื่มเหล้าเข้าไปหนึ่งอึก ครั้งนี้มันคือเหล้าจริงๆ

 

        นี่คือผู้เฒ่าฮั่วที่หลายปีมานี้ถือน้ำเต้าเหล้าแต่ด้านในคือน้ำเปล่าในที่สุดเขาก็อดใจไม่ได้ดื่มเหล้าคำใหญ่เข้าปาก ผ่านไปสักครู่เขาก็เริ่มไอ ไอรุนแรงจนแทบจะกระอักเลือดก็ไม่ปานในดวงตาทั้งสองแดงก่ำ แต่กลับดูไม่ดุร้ายเลยสักนิด ในแววตานั้นมีเพียงความรื่นเริง

 

        “ทั่วใต้หล้า ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันเกรงว่าคงไม่มีใครสร้างของวิเศษระดับสีม่วงได้ในครั้งเดียว!”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วมองอันเจิงพร้อมพูดขึ้นเหมือนกับคนอื่นแย่งของล้ำค่าของเขาไปกระนั้น

 

        อันเจิงยิ้มแห้ง ๆ ตาม “เพราะท่านคือผู้เฒ่าฮั่วอย่างไรเล่าผู้เฒ่าฮั่วที่ทั่วใต้หล้ามีเพียงหนึ่งเดียว”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วไอแล้วพูด“ทีนี้ตายก็ไม่เสียใจแล้ว...นี่เป็นของดี ของดีจริง ๆ ชื่อที่เจ้าตั้งให้เตาหลอมโอสถก็ดีเหมือนกันหงส์ฟ้าหลิวซี หงส์ฟ้าร้องเพลง...เจ้ารู้หรือไม่ว่าความพิเศษของของชิ้นนี้คืออะไร? ก็คือพลังวิญญาณ!”

 

        “ตอนนี้มันได้เตรียมพลังวิญญาณไว้แล้วก็เหมือนกับเด็กน้อยคนหนึ่ง อีกหน่อยชวีหลิวซีกับมันอยู่ด้วยกันตลอดจิตวิญญาณเชื่อมถึงกัน ต่อไปมันจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของชวีหลิวซี!”

 

       นี่ถือเป็นครั้งแรกที่อันเจิงได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญในชีวิตต่อให้เมื่อก่อนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการก็ตาม ตอนนี้อันเจิงเพิ่งรู้ว่าตอนนั้นเขาก็ไม่ใช่ผู้ที่รู้ไปเสียทุกเรื่อง

 

        “ต้นทุนชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเป็นของที่ไม่อาจร้องขอได้”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วสูดลมหายใจลึก ๆ หลายครั้งก่อนจะสงบลง“อย่างน้อยหงส์ฟ้าหลิวซีก็มีพลังระดับสีม่วงขั้นกลาง อยู่ในระดับที่สูงกว่าของวิเศษชิ้นแรกที่ข้าสร้างมากนักต่อไปหากชวีหลิวซีแข็งแกร่งขึ้น การจะใช้หงส์ฟ้าหลิวซีมาหลอมโอสถวิญญาณระดับสีม่วงก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่คือลิขิตฟ้า เป็นบัญชาจากสวรรค์”

 

        อืม...อันเจิงขานรับ “ก่อนอื่นก็ฝึกโอสถที่จะใช้ช่วยหลางจิ้งก่อนเถอะ”

 

        ชวีหลิวซีที่กำลังตื่นเต้นได้สติกลับมา“อืม ๆ ข้าจะทำเดี๋ยวนี้เลย”

 

        อันเจิงพูด “ข้าจะออกไปรอด้านนอก...อีกประเดี๋ยวหากฝึกโอสถวิญญาณได้แล้วเจ้าก็นำโอสถไปให้หลางจิ้งเลย จากนั้นเจ้า กู่เชียนเยว่ และคนอื่น ๆ พากันออกไปจากสำนักก่อนหาโรงเตี๊ยมพักสักคืนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมา”

 

        “มีอะไรหรือไม่?” ชวีหลิวซีสงสัยขึ้นทันทีรู้สึกว่าท่าทีอันเจิงดูไม่ปกติ

 

        “คืนนี้จะมีการต่อสู้เกิดขึ้นเมื่อครู่ที่ข้ายังไม่เริ่มลงมือจัดการ เพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อการสร้างเตาหลอมโอสถของเจ้าและผู้เฒ่าฮั่วและกลัวว่าจะส่งผลต่อบาดแผลของหลางจิ้งด้วย ตอนนี้สร้างเตาหลอมโอสถสำเร็จแล้วเมื่อให้หลางจิ้งกินโอสถวิญญาณแล้วพวกเจ้าก็รีบจากไปเสีย”

 

        ชวีหลิวซีลากแขนอันเจิงเอาไว้ “แต่บาดแผลเจ้ายังไม่หายดี”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรข้ามียาอยู่นี่”

 

       เขาหยิบขวดยาออกมาจากที่เก็บของในสร้อยลูกประคำโลหิต “ยาที่หลากหลายเจ้าเองก็คงจำไม่ได้แล้วสินะว่าเคยเอายาอะไรให้ข้าบ้าง?”

 

        “แต่ยารักษาบาดแผลภายนอกพวกนั้นรักษาบาดแผลภายในของเจ้าไม่ได้”ชวีหลิวซีทักท้วง

 

        อันเจิงลูบหัวชวีหลิวซีเบา ๆ “เชื่อใจข้าไม่เป็นไรหรอก”

 

        ขณะนี้เอง ตู้โซ่วโซ่วก็เข้ามาจากด้านนอกด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนักในแววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและโมโห “อันเจิง เจ้าออกมาก่อนข้ามีเรื่องอยากคุยด้วย”

 

        อันเจิงออกจากตราประทับท้าทายสวรรค์พร้อมตู้โซ่วโซ่วตอนนี้ดวงตาของตู้โซ่วโซ่วแดงก่ำ “เมื่อครู่คนของติงเซิ้นซาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามออกไปไล่ผู้คนที่ทำกิจการข้างถนนด้านนอกมีบางคนไม่อยากจากไปจึงถูกพวกเขาซ้อมจนตาย ตอนที่คนของเราไปถึงเขาก็หมดลมหายใจแล้ว...ตอนนี้คนของเราเผชิญหน้าอยู่กับคนของติงเซิ้นซาบนถนนคนในหน่วยฟางกู้ก็มาแล้วแต่ทว่าไม่กล้าเข้าใกล้”

 

        อันเจิงสูดหายใจลึก ๆ“เมื่อครู่ข้าบอกให้ชวีหลิวซีพาหลางจิ้งและเสี่ยวชีเต้าเข้าตราประทับท้าทายสวรรค์ไปแล้วยังมีผู้เฒ่าฮั่วด้วย”

 

        อันเจิงจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองบาดแผลที่ด้านหลังยังคงเจ็บอยู่ เจ็บอย่างสาหัสเสียด้วย

 

        เขาเดินออกจากประตูสำนัก ขณะนี้ เหล่าชายกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์กำลังเผชิญหน้ากับคนของติงเซิ้นซาเมื่อรวมคนของทั้งสองฝ่ายก็มีราวเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยคน ผู้คนมากมายจนแทบเต็มถนนกลิ่นอายสังหารมากถึงขั้นสูงสุด เพียงครู่เดียวก็อาจตีกันได้

 

        ที่หน้าประตูสำนักพิฆาตเบิกสวรรค์ ติงเซิ้นซานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้เมื่อเห็นอันเจิงเดินออกมาจึงอดหัวเราะไม่ได้ “มา ๆ ๆเจ้าสำนักอันออกมาคุยกันหน่อย เจ้าดูสิทำไมประชาชนพวกนี้...ไว้หน้าแล้วยังไม่เจียมตัวอีกนะ? ข้าอยากได้ร้านค้าพวกนี้จึงยอมชดใช้เป็นเงินหนึ่งเท่าของค่าเช่าแต่พวกเขากลับเล่นตัวเสียนี่”

 

        ติงไท่ชุนพี่ชายคนโตของติงเซิ้นซายืนหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือกอยู่ด้านข้าง“อยู่ใกล้คนแบบไหนก็จะเป็นคนแบบนั้น เจ้าว่าจริงหรือไม่เจ้าสำนักอัน?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชี้ติงไท่ชุน“มันเป็นคนอัดพวกเขาจนตาย”

 

        ติงไท่ชุนยิ้มพลางพูด“อย่ามาใส่ความกันนะ เจ้ามีหลักฐานรึ? เจ้าบอกว่าข้าอัดคนจนตายก็ต้องเป็นอย่างนั้นรึข้ายังคิดว่าเจ้าจะเป็นคนดีเสียอีก”

 

        ติงเซิ้นซาพูดขึ้นบ้าง “พี่ใหญ่อย่าโมโหเลย คนของพวกเขาก็ตายไปแล้ว ประชาชนที่ตายไปไม่นับว่าเป็นอะไรหรอกตายก็คือตาย ไม่สามารถสืบอะไรได้”

 

        ติงไท่ชุนเบ้ปาก “ประชาชนชั้นต่ำตายก็ถือว่าอนาถ”

 

       อันเจิงมองชายกำยำที่เป็นลูกน้องของตัวเอง จากนั้นก็โบกมือ “ปิดถนน”

 

        เมื่อชายกำยำเหล่านั้นได้รับคำสั่งพวกเขาก็คำรามก่อนจะพุ่งออกไป เขาพุ่งชนคนในสำนักพิฆาตเบิกสวรรค์จากนั้นก็ล้อมถนนเส้นนี้ไว้อย่างมิดชิด พวกเขาช่วยนำตัวผู้บริสุทธิ์ที่อยู่รอบ ๆออกไปจากที่นี่ ก่อนบนถนนจะเงียบสงบลง

 

        ขณะนี้เอง ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นชวี่ลวนพาทหารม้าสิบกว่านายเข้ามา จากนั้นก็ตะโกนมาด้านอันเจิง “ช้าก่อน!”

 

        ชวี่ลวนกระโดดลงมาจากม้าวิ่งผ่านกลุ่มผู้คนมาทางอันเจิง จากนั้นก็พูดด้วยอาการหอบเหนื่อย “เจ้าใจเย็น ๆหน่อยได้หรือไม่? ปัญหาของเจ้ากับตระกูลเกายังไม่ทันจบลงตอนนี้เจ้ายังจะมีเรื่องกับตระกูลติงอีก หากเป็นแบบนี้ เจ้าจะถูกโจมตีได้ง่ายนะ!หรือว่าตอนนี้เจ้ายังดูไม่ออกอีก เรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

 

        เขากดเสียงต่ำแล้วพูดขึ้น“เจ้ามีเรื่องกับคนในตระกูลเกา วันนั้นเกาหยวนหูก็เข้าตำหนักจิงเซี่ยวเพื่อเข้าเฝ้าไทเฮาตอนนี้คนตระกูลติงก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลเกาชักใยอยู่เบื้องหลังด้วยพลังของติงเซิ้นซา เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีลูกน้องมากมายขนาดนั้นในเวลาอันสั้น? คนพวกนี้มากกว่าครึ่งเป็นคนที่ตระกูลเกาเลือกมา”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ก็พอจะเดาได้อยู่”

 

        “อย่างนั้นเจ้าก็อย่าวู่วามตอนนี้หน่วยทหารกำลังวุ่นวายเรื่องสู้รบที่ชายแดน ไม่อาจปกป้องเจ้าได้ท่านเสนาบดีให้ข้ามาบอกเจ้า หากไม่อดทนกับปัญหาเล็กจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่เขาบอกให้เจ้าอดกลั้นไปก่อน รอผ่านเรื่องสู้รบไปสักช่วง เรื่องนี้หน่วยทหารจะขอคำอธิบายจากคนตระกูลเกาเอง”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“ข้าไม่ต้องการให้ใครมาขอคำอธิบายให้ข้า ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อหาคำอธิบายด้วยตัวเองหากข้าต้องตายก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ”

 

        เขาหันกลับไปมอง “ในสำนักข้ายังมีผู้ได้รับบาดเจ็บรบกวนท่านช่วยพาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากไปเถอะ หากอีกประเดี๋ยวสู้กันขึ้นมา ข้าคงไม่มีเวลามาปกป้องใครมาก”

 

        ชวี่ลวนลากแขนของอันเจิง“เจ้าฟังข้าสักคำได้หรือไม่? เจ้ามีเรื่องกับตระกูลติง มีเรื่องกับตระกูลเกาเจ้ายังต้องมีเรื่องกับอีกสักกี่คนจึงจะยอมสงบลง?”

 

        อันเจิงส่ายหน้าอีกครั้ง“หากเป็นเพราะกลัวจะเสียอนาคตของตัวเองไป นั่นก็ไม่ใช่ข้า”

 

        เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ“คนของข้าปิดตายถนนแล้ว คนของหน่วยฟางกู้ก็ไม่กล้าเข้ามาเกี่ยวข้องรบกวนใต้เท้าชวี่กลับไปบอกท่านเสนาบดีด้วย เรื่องของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ข้าอันเจิงจะเป็นผู้จัดการเอง”

 

       หลังจากพูดจบเขาก็ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว“ข้าไม่สนว่าตอนนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะเป็นคนของตระกูลเกาหรือตระกูลติงก่อนหน้านี้พวกเจ้าไม่เคยมีเรื่องกับข้า ไม่เคยมีเรื่องกับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ตอนนี้ข้าให้เวลาพวกเจ้าในการออกไปจากที่นี่ หากหลังจากหนึ่งก้านธูปแล้วยังไม่ไปก็เท่ากับเป็นศัตรูกับข้า คนที่ขวางหน้าข้า ข้าไม่มีทางใจอ่อน”

 

        เขากำชับออกไปหนึ่งประโยค “จุดธูป”

 

        ตู้โซ่วโซ่วไปหยิบธูปมาหนึ่งดอกแล้วจุดไฟจากนั้นก็ปักไว้ตรงหน้าประตู

 

        ติงไท่ชุนที่มองมาจากฝั่งตรงข้ามพูดด้วยความได้ใจ“มันยังคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสินะ...วันนี้ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะฆ่าพวกข้าให้หมดเลยหรือไม่เด็กป่าเถื่อนที่มาจากบนเขา คิดว่าตัวเองจะเดินอย่างสง่างามในเมืองฟางกู้ได้จริง ๆสินะ? ข้าจะบอกให้ ข้าอยากฆ่าเจ้ามาตั้งนานแล้วไม่เพียงแค่เจ้า คนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าทุกคนต้องตายทั้งหมด ลูกน้องของเจ้าจะไม่มีใครรอดทั้งนั้นเจ้ายังมีสาวงามอีกสองคนไม่ใช่รึ ข้าจะขังตัวพวกนางเอาไว้แล้วกระหน่ำทุกคืนวันให้สาสมใจไปเลย!”

 

        อันเจิงยื่นมือออกไป “เอามีดมา”

 

        ชายกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ยื่นมีดพกของตัวเองให้อันเจิงอันเจิงรับมีดไป ชวี่ลวนเดินขึ้นมาขวางอีกครั้ง “อันเจิง เจ้าจะวู่วามไม่ได้ เจ้าบอกจะรอหนึ่งก้านธูปไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ข้าจะรีบกลับไปเชิญท่านเสนาบดีมาเจ้าอย่าทำอะไรก่อนเด็ดขาด!”

 

        มีดในมืออันเจิงหมุน

 

        ขวับ...

 

        มีดตัดก้านธูปที่ตู้โซ่วโซ่วเพิ่งจุดเมื่อครู่ประกายไฟจากปลายธูปกระเด็นออกไปแล้วลอยอยู่กลางอากาศก่อนจะระเบิดออกราวกับดอกไม้ไฟ

 

        “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”

 

        อันเจิงเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าว“ข้าจะจับฆาตกรที่ฆ่าคน ใครขวางคนนั้นตาย”

 

        ชายกำยำเหล่านั้นมองหน้ากันเลิ่กลั่กต่างก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่พวกเขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อนักว่าอันเจิงจะกล้าฆ่าคนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้แต่ถึงกระนั้น พวกเขาบางคนก็เคยเห็นอันเจิงฆ่าคนที่โรงพนันของตระกูลเกาเมื่อหลายวันก่อนฉะนั้นจึงเริ่มถอยหลังโดยสัญชาตญาณ คนส่วนใหญ่ต่างนึกว่าอันเจิงใช้เพียงแค่บารมีมากดทับคนอื่นเท่านั้นพวกเขาจึงเพียงลังเลแต่ทว่าก็ไม่ได้ถอยหลบไป

 

        ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะกลับใจ

 

        “กำจัดคนชั่ว ต้องดุร้ายมากกว่าพวกมัน”

 

        เมื่อเสียงอันเจิงดังขึ้นมีดในมือก็ฟาดฟันออกไปทันที มีดพกที่ดูธรรมดา ๆ เล่มหนึ่งแต่เมื่ออยู่ในมืออันเจิง มีดเล่มนี้ได้กลายเป็นอาวุธสังหารที่ดุร้าย ขณะที่มีดฟันลงชายกำยำที่ขวางหน้าอันเจิงก็ล้มลงเป็นแถว คนสี่ห้าคนถูกมีดอันเจิงฟันล้มลงในครั้งเดียวกลิ่นอายสังหารในมีดแผ่รังสีออกไปอย่างน้อยหนึ่งเมตร กลิ่นอายสังหารนี้มีพลังมากกว่าตัวมีดเสียอีก

 

        คนสี่ห้าคนถูกมีดอันเจิงฟันล้มลงในครั้งเดียวไม่นานทั่วท้องถนนก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง

 

        “ถนนถูกปิดตาย ตอนนี้อยากออกไปก็สายเกินไปแล้ว”

 

        อันเจิงตะโกนออกไปหนึ่งประโยคจากนั้นก็ก้าวไปด้านหน้า มีดในมือของเขาเหวี่ยงออกไป พลังจากมีดส่องแสงประกายไปทั่วชั่วพริบตา หัวคนมากกว่าห้าหกคนก็หล่นลงพื้นเลือดพุ่งออกมาจากคอที่ถูกตัดเมื่อครู่ ร่างไร้หัวโงนเงนยังไม่ทันได้ล้มลง เลือดที่คอก็สาดกระจายออกมาเต็มพื้นแล้ว

 

        อันเจิงเดินไปด้านหน้าท่ามกลางเลือดที่พุ่งกระจายราวกับสายฝนสีแดงมีดในมือฟันลง จากนั้นก็ตามมาด้วยหัวคนที่ร่วงหล่น

 

        หลังจากฆ่าไปหลายสิบคนมีดในมืออันเจิงทนไม่ได้จึงแตกหัก อันเจิงยื่นมือออกไปอีกครั้ง “เอามีดมา!”

 

        ชายกำยำที่อยู่ด้านหลังเขาส่งมีดมาให้อันเจิงเดินไปด้านหน้าอีกครั้ง จากนั้นก็ฆ่าคน กลิ่นอายสังหารจากมีดกระจายออกไปเริ่มแรกชายกำยำเหล่านั้นตกใจมาก แต่ต่อมาก็เริ่มวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งตรงหน้าอันเจิงโล่งไปในพริบตา มีบางคนคิดต่อสู้ แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าอันเจิงพวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสนั้น

 

       อันเจิงไม่ต่างไปจากมารที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายกลางถนนอย่างบ้าคลั่ง

 

        “ใช้วิธีที่โหดร้ายเพื่อหยุดวิธีที่โหดร้าย”

 

       อันเจิงเดินไปด้านหน้าพร้อมกับความตายที่เกิดขึ้น เพียงครู่เดียวบนถนนก็เต็มไปด้วยลำธารเลือด

 

        หลังสิ้นสุดเสียงมีดของอันเจิงศพด้านหน้าก็กองสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ คนที่เหลือวิ่งออกไปยังสองด้านอย่างสติแตกแต่ทว่าบนถนนได้ถูกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ปิดตายไว้แล้ว

 

        “อันเจิง เจ้าต้องไม่ตายดี”

 

        ติงไท่ชุนที่ยืนอยู่ข้างติงเซิ้นซาก็ตกใจกับกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวอันเจิงสีหน้าขาวซีด แต่ก็กลัวตัวเองจะขายหน้า ฉะนั้นจึงตะโกนขึ้นเพื่อปลอบขวัญตัวเอง“พวกเจ้ามันก็เป็นแค่คนชั้นต่ำ!”

 

        ฟิ้ว!

 

        มีดในมืออันเจิงลอยออกไปราวกับสายฟ้าฟาดมันพุ่งตรงไปยังกลางหน้าอกของติงไท่ชุน ร่างของติงไท่ชุนถูกกระแทกลอยไปด้านหลังจากนั้นมีดก็ทะลุร่างเขาแล้วปักเข้าที่ไม้หน้าประตู

 

        ติงไท่ชุนมองหน้าอกตัวเองด้วยสัญชาตญาณจากนั้นก็มองติงเซิ้นซาอย่างนึกไม่ถึง “เจ้าบอกว่า...จะปกป้องข้าไม่ใช่หรือ?”

 

        ติงเซิ้นซายิ้มหยัน “พี่ใหญ่ที่แสนโง่เง่าของข้าในบ้านต้องมีคนตายสักคน บิดาของพวกเราจะได้ตัดสินใจฆ่าอันเจิงและคนพวกนั้นอย่างเด็ดขาดหากไม่ใช่เจ้าที่ตาย งั้นจะให้ข้าตายหรือ?”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน