ผมยังคงจ้องแผ่นหนังนั่นแบบลืมกะพริบตา..
แม้จะไม่รู้ว่าคนอื่นที่พูดถึงในคำทำนายมันเป็นใคร แต่เอาเถอะ คนมีดวงตาสีทองในแผ่นดินนี้น่ะ..
ถ้าไม่ใช่ผม..
แล้วจะให้เป็นใคร?
“เอ็งอ่านอะไรอยู่รึ?”
เสียงไอ้โหวหวังดังขึ้นอย่างพอดิบพอดี
มันเดินกลับมาหาผมหลังจากเดินไล่อ่านป้ายภารกิจทางด้านขวาจนครบ แล้วสายตาก็เหลือบตามผมมาหยุดตรงแผ่นหนัง
“อ๋อ.. คำทำนายของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสินะ”
น้ำเสียงมันฟังดูเฉยเมยแบบพวกคนที่ไม่เชื่อเรื่องพยากรณ์
“โหวหวัง..
เจ้าเคยคิดไหมว่าไอ้ 'คนแรก' ที่เขาว่าน่ะ มันอาจจะเป็นข้า?”
ผมถามมันไปตรง ๆ เลย ไม่อ้อมค้อม เพราะถ้าปล่อยให้ความคิดนี้ลอยหายไปเฉย ๆ คงต้องมานั่งเสียดายทีหลังแน่
“เอ็งเนี่ยนะ? ไม่มีทางหรอกน่า!”
มันหัวเราะแห้ง ๆ แล้วโบกมือใส่หน้าผมเหมือนไล่แมลงวัน
“ถ้าเอ็งเป็นอ้ายคนแรกจริง เช่นนั้นฉันก็เป็นคนที่สามแล้วกระมัง!”
“เป็นข้าจริง ๆ โหวหวัง...”
ผมหันขวับจากบทกลอนตรงหน้ามาจ้องตามัน พร้อมกับปล่อยให้ดวงตาตัวเองทอแสงสีทองออกมาเต็มที่
ไม่ได้ตั้งใจจะขู่หรอกนะ แต่ถ้าเงียบแล้วยังไม่เชื่อ งั้นก็ให้แสงจากเนตรมังกรของผมช่วยพูดแทนก็แล้วกัน
และมันได้ผลดีเกินคาด
โหวหวังถึงกับนิ่งไปทันที!
เอ่อ.. ผมรู้ว่ามันเคยเห็นผมใช้เนตรนี้ตอนสอดแนมคนตระกูลอุสางิ แต่ตอนนั้นพวกเราอยู่ในม่านหมอก แสงมันเลยไม่ถึงขั้นทองสว่างราวกับพระอาทิตย์ย่อส่วนแบบนี้หรอก
“ยังไงก็ต้องเป็นข้านี่แหละ!
คนแรกในคำทำนาย มันจะเป็นใครไปได้อีก...”
ผมพึมพำกับตัวเองแล้วหันไปมองบทกลอนอีกครั้ง..
แต่ในตอนที่หันไป..
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป..
ตัวอักษรบนแผ่นหนังเริ่มหมุน..
ใช่!! หมุนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แต่มันหมุนเหมือนกระแสน้ำวนขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า และจากตัวอักษรสีดำมันค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย.. จากดำกลายเป็นเหลือง แล้วจากเหลืองก็เปล่งแสงทองจนแสบตา
ฟิ้ว!
อยู่ดี ๆ ก็มีลำแสงบางเฉียบพุ่งมาจากไหนไม่รู้ เสียบกลางหน้าผากผมแบบไม่ให้ตั้งตัว! ผมพยายามจะเบี่ยงหลบแล้วนะ แต่มันเร็วเกินไป…เร็วระดับที่ต่อให้เป็นผีเสื้อยังบินหนีไม่ทัน
แล้วจู่ ๆ ...
'ข้ารอเจ้าอยู่..
หนุ่มน้อย..'
เสียง.. ไม่น่าใช่เสียง..
ต้องบอกว่าสิ่งที่ผมได้ยิน ไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากข้างนอก มันดังอยู่ในหัวผมชัดแจ๋วเหมือนใครเอาลำโพงมาติดไว้ข้างใน แล้วกระซิบเบา ๆ แค่ครั้งเดียวแต่ดังก้องเหมือนแฟลชแบ็คจากชาติปางก่อน
แต่ที่แปลกคือเสียงนั้นมันไม่ได้หลอน มันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
“เอ็งเป็นอะไรไปฤๅอ้ายเจี้ยน? อยู่ ๆ ก็ทำหน้าราวกับเห็นผีเฒ่าผีแก่”
เสียงโหวหวังดังขึ้น มันหรี่ตามองผมเหมือนสงสัยว่าผมกินยาผิดซองหรืออะไรสักอย่าง
“เมื่อกี้... นาย.. ได้ยินเสียงนั้นไหม?”
ผมถามเสียงสั่นเล็กน้อย เหงื่อเม็ดโตไหลตามขมับแบบไม่ปรานีหน้าหล่อ ๆ ของผมเลย
ใช่.. ผมกลัว..
ไม่ใช่กลัวธรรมดาด้วย แต่มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนโดนเรียกด้วยเสียงจากอีกฟากโลก แล้วเสียงนั้นกลับอบอุ่นเหมือนเสียงอาม้า แต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ทำให้ผมหนาววาบถึงกระดูก
“ได้ยินสิ.. ฉันไม่ได้หูหนวก ในนี้คนเยอะมากมาย เสียงจอแจน่ารำคาญนัก”
“ไม่ใช่!
ข้าหมายถึงเสียงที่มันดังผ่านเข้ามาจาก.. ตรงนั้น!”
ผมหันขวับไปชี้ที่คำทำนายของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาทันที!
แต่คราวนี้ที่ผมหันไปมองด้วยเนตรจ้าวมังกร
จู่ ๆ อักษรบนแผ่นหนังนั้นก็เปลี่ยนไป
เมื่อครู่ยังเห็นเป็นอักษรหมุนติ้ว ๆ เหมือนลูกข่างติดเทอร์โบอยู่เลย
แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็น..
ภาพวาด?
ภาพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่ถึงจะไม่เคยเห็นก็เถอะนะ..
ผมพอจะเดาได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร
“ภาพแผนที่?”
ผมพึมพำในใจ สัญชาตญาณมันบอกว่าสิ่งที่ผมเห็นคือแผนที่ของยุทธทวีป และตรงกลางของแผนที่นั้น...
มีจุดวงไว้เด่นชัดอย่างกับเอาหมึกแดงแต้มใส่
“โหวหวังเจ้า...”
ตอนแรกผมจะหันไปจะถามมันว่าเห็นเหมือนกันไหม..
แต่แค่คิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของมัน ก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่มีทางเห็นเหมือนผมหรอก
อย่างมากมันก็คงเห็นแค่แผ่นหนังธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“โหวหวัง... เจ้ามีแผนที่ของทวีปนี้ไหม?”
“แผนที่ทวีปฤๅ? อืม.. ฉันมี”
โหวหวังตอบอย่างมั่นใจแบบไม่ต้องคิดนาน แล้วถ้าให้พูดตามจริง..
ก็แหงล่ะ..
คนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำต้องรู้ทั้งลมฟ้าอากาศ ภูเขาแม่น้ำ ภูมิประเทศข้อดีข้อด้อยไปยันว่าตรงไหนเหมาะต่อการทำศึก
จึงไม่แปลกที่ไอ้หมอนี่มันจะพกแผนที่ไว้ตลอดเวลา จะได้ใช้ได้ทันทีถ้าสถานการณ์มันพาไปถึงจุดที่ต้องวางหมากสงครามจริง ๆ
“ดี..เช่นนั้นกลับไปบ้านข้าก่อน ข้าจำเป็นต้องดูแผนที่ของทวีปนี้”
ผมพูดจบก็ไม่เสียเวลาอธิบายอะไรต่อ เพราะยังไงตอนนี้ในหัวผมก็เต็มไปด้วยภาพแผนที่เมื่อครู่ที่มันผุดขึ้นมาแบบไม่ให้ตั้งตัว
ผมพยายามกวาดตามองให้ได้มากที่สุด แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้เนตรจ้าวมังกรที่ยังทำงานอยู่ค่อย ๆ คลายแสงลง
จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง วิ่งดิ่งกลับบ้านทันที โหวหวังก็ไม่ต้องรอให้ชวนซ้ำสอง มันตามผมมาติด ๆ แม้จะไม่ได้เข้าใจเต็มร้อยว่าผมร้อนรนเรื่องอะไร
แต่ก็ดูออกว่ามันเดาได้..
ว่าทุกอย่างคงเกี่ยวกับคำทำนาย..
ผมวิ่งจนถึงบ้านโดยแทบไม่หายใจ พอผลักประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นก็คือหลินซิน เธอยังคุกเข่าถูพื้นอยู่ด้วยผ้าผืนหนา
แต่นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมความขยันของใคร!!
ผมพุ่งไปที่โต๊ะอาหารทันที หยิบข้าวของต่าง ๆ ลงมาวางบนเก้าอี้ข้าง ๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็ว
แล้วผมก็หันไปมองโหวหวังที่เพิ่งเดินเข้ามาแบบไม่รีบไม่ร้อน พร้อมตะโกนใส่หน้ามันไปตรง ๆ
“เร็วเข้าโหวหวัง”
“เอ็งจะรีบไปไหนกัน.. โอ้ว..แม่ซิน แม่ก็อยู่ที่นี่ด้วยฤๅ”
เสียงบ่นพึมพำของโหวหวังยังคงดังอยู่ด้านหลังผม มันพูดพลางเลิกคิ้วมองไปที่หลินซินที่ยังยืนอึ้งกับความเร็วระดับสายฟ้าของพวกเรา
ก็คงไม่แปลก..
เพราะท่าทางของผมตอนนั้นคงมีเรื่องบางอย่าง
“สวัสดีเจ้าค่ะ..คุณชายซุน”
หลินซินรีบลุกขึ้น รูดโซ่ที่คล้องมืออย่างแคล่วคล่องแล้วโค้งตัวถอนสายบัวให้ไอ้หมอนั่นอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะเก็บอุปกรณ์แล้วเดินหายเข้าไปในครัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอสงบเยือกเย็นกว่าผมสิบเท่าในวินาทีนั้น
“ดะ..เดี๋ยวหลินซินไปนำน้ำชามาให้พวกท่าน”
“เร็วเข้าโหวหวัง!”
ผมเร่งมันสุดเสียง..
ใจเต้นตุบ ๆ อย่างกับจะวิ่งแซงเท้าไปก่อนร่างซะเอง
“อ้ายบ้านี่..”
ไอ้โหวหวังบ่นงึมงำตามสไตล์แล้วดีดนิ้วเป๊าะหนึ่งที..
แหวนบนนิ้วโป้งมันเปล่งแสงแดงจัดจ้า ราวกับกำลังด่าผมอยู่
ในพริบตา..
ม้วนกระดาษก็โผล่มาอยู่ในมือมัน แล้วไม่พูดพล่ามให้เสียเวลา มันก็โยนแผนที่นั่นมาทางผมแบบหน้าตาเฉย
“อะ..เอาไป”
ผมรีบคว้าแผนที่มาคลี่ออกทันที มือยังสั่นนิด ๆ ด้วยความตื่นเต้นจนรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วแทบจะร้อนตามสายตา
สายตาที่ตอนนี้จ้องแผนที่ตรงหน้าอย่างกับมันเป็นสมบัติวิเศษ
ใช่เลย!! แผนที่ที่ผมเห็นในหัวเมื่อครู่ มันอยู่ตรงหน้าแล้ว
มันมีอยู่จริง!!
แม้รายละเอียดจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ๆ ทุกเส้นทาง แต่มันใกล้เคียงพอที่จะบอกได้ว่าผมไม่ได้เพ้อเจ้อไปเอง
แล้วที่มันไม่เหมือนทั้งหมด..
ก็อาจเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปตามที่ผมคิด
“โหวหวัง เจ้าพอรู้หรือไม่ว่าตรงนี้คือที่ไหน”
ผมชี้นิ้วไปยังจุดที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรปัญจมิตร จุดเดียวกับที่มันปรากฏขึ้นในภาพเมื่อครู่
“ตอนเหนือของเมืองมังกรธารารึ?
ดูจากสัญญาลักษณ์ที่เขียนบอกไว้..
ตรงนั้นน่าจะเป็นผืนป่าธรรมดาไม่ได้มีหมู่บ้านหรือเมืองตั้งอยู่”
โหวหวังไล่สายตาตรวจดูสัญลักษณ์ต่าง ๆ แล้วตอบกลับตามความรู้แผนที่ที่มันร่ำเรียนมา
มันพูดเหมือนคนสอบผ่านวิชาภูมิศาสตร์ด้วยเกรดเฉลี่ยระดับผู้นำตระกูลเลยทีเดียว
“เมืองมังกรธารา? เขตการปกครองของคนตระกูลตง?”
“ไม่ผิด.. เมืองนั้นเป็นเมืองของคนตระกูลตง..หรือสกุลปีกมังกร”
ไอ้โหวหวังพูดพลางขมวดคิ้วแน่น สีหน้าของมันฉายแววเคลือบแคลงอย่างชัดเจน
ผมรู้ทันทีว่าเจ้าหมอนี่เริ่มตั้งคำถามในหัวมากพอ ๆ กับที่ผมตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้
“อย่างไร..เอ็งรู้อะไรมา?”
“ข้าเพียงเห็นมันปรากฏขึ้นบนคำทำนายของท่านผู้ก่อตั้ง”
ผมตอบพลางเล่าเรื่องทั้งหมดให้มันฟัง..
ทั้งภาพแผนที่ เสียงประหลาดที่กระซิบในหัว พร้อมกับแสงสีทองจากคำทำนาย
และในจังหวะนั้น หลินซินก็เดินเข้ามาเงียบ ๆ พร้อมน้ำชาและขนม
ซุนโหวหวังกอดอก ใบหน้าของมันซีเรียสขึ้นอีกระดับ ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนพยายามกลืนคำสบถบางอย่างลงไป
“แลเอ็งมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เอ็งเห็นหรือได้ยินเป็นความประสงค์จริง ๆ ของท่านเจ้าคุณผู้ก่อตั้ง?
แลไฉนเลยต้องเป็นเอ็ง?”
“ต้องให้ข้าบอกกี่รอบ..
ว่าไอ้คนแรกสุดอย่างไรมันก็คือข้า!!”
ผมกล่าวย้ำอย่างอารมณ์เสีย!
ไอ้เพื่อนคนนี้มันจะเข้าใจอะไรยากนักหนา
“โหวหวัง.. เจ้าเป็นคนดินแดนนี้..
เจ้าเคยได้ยินใครที่มีดวงตาสีทองหรือมีวิชาเนตรเช่นข้าหรือไม่?”
“แน่นอนว่าไม่! แต่เอ็งแน่ใจได้อย่างไรว่าเอ็งคือคนที่ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งต้องการจริง ๆ
นี่ผลัดเปลี่ยนท่านเจ้าคุณมากี่รุ่นต่อกี่รุ่น..
ไฉนถึงมีเพียงเอ็งเท่านั้นที่เห็นสิ่งนั้นทั้ง ๆ ที่ผ่านตั้งหลายมาหลายสหัสวรรษแล้ว..
เอ็งไม่คิดบางหรือว่านี่อาจเป็นเล่ห์กลของใครบางคนที่จงใจกลั่นแกล้งแสร้งทำขึ้นมา!
อีกอย่าง..
คำนำนายนี้ก็มีมาตั้งแต่ยุคสมัย 'ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย' รวม ๆ แล้วก็หลายพันปี”
“ก็เพราะมีแต่ข้าอย่างไรเล่าที่มีวิชาเนตรนี้!
ในคำทำนายก็บอกไว้แล้วว่าวิชาเนตรของข้าสามารถมองเภทภัยได้ท่วงทัน”
พูดจบ..
ผมยังรู้สึกได้เลยว่าลมหายใจตัวเองมันแรงขึ้นนิด ๆ ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่มันเป็นความดื้อดึงแบบที่อธิบายยาก ราวกับสมองกำลังรวบรวมข้อเท็จจริงจากอารมณ์ล้วน ๆ แทนที่จะใช้เหตุผลเหมือนมนุษย์ปกติ
ใช่..
ตอนนั้นผมไม่ได้ใจเย็นสักนิด..
ความมั่นใจในตัวเองมันพุ่งขึ้นเหมือนคลื่นสึนามิ ถึงจะรู้ว่ามีรูรั่วในเหตุผลอยู่บ้าง แต่ผมก็ยังเลือกจะยืนข้างความเชื่อของตัวเองอยู่ดี..
ว่าผม..!
คือคนในคำทำนายนั่น!!
“เอ่อ..คุณชายซุน..นายน้อย..
ลองเช่นนี้เป็นอย่างไรเจ้าค่ะ”
หลินซินที่เงียบอยู่ตลอดกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง..
เสียงของเธอเบาแต่ชัดเจนพอจะหยุดความวุ่นวายที่กำลังปะทุ
เล่นเอาผมกับโหวหวังต้องหันขวับไปมองพร้อมกัน จนทำให้หลินซินชะงักไปเล็กน้อยเหมือนจะลืมหายใจชั่วครู่
แต่ถึงจะดูนิ่ง เธอก็กัดฟันรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่ลังเล
“พวกท่านทั้งสองลองหาภารกิจสักภารกิจที่ทำให้เดินทางไปที่เมืองมังกรธารา..
ระหว่างกลับพวกท่านก็ยังสามารถแวะไปตรวจสอบดูว่าสิ่งที่นายน้อยเห็นนั้นมีจริงหรือเป็นเพียงเรื่องลวงหลอก
หากเป็นจริงก็ดี.. หรือเป็นเท็จก็แค่เสียเวลาเพิ่มไม่กี่วันเท่านั้น”
“ฉลาดไม่เบาเลย.. แม่ซิน เหตุผลฟังเข้าทีอยู่”
ซุนโหวหวังพูดพลางพยักหน้าเบา ๆ เห็นได้ชัดว่ามันเริ่มคล้อยตาม
ไม่ใช่แค่เพราะเหตุผลของหลินซินดูเข้าท่า แต่เพราะการตอบโต้ของเราสองคนมันก็เริ่มวนลูปไปมาไม่รู้จบเหมือนกัน
“เช่นนั้นเอาตามแม่ซินว่าก็แล้วกัน..
ฉันเองก็ใคร่จะรู้นัก! ว่าความมั่นใจที่อ้ายเจี้ยนบอกว่าเป็นคนตามคำทำนายของผู้ก่อตั้ง..
จะจริงหรือเท็จ!
แล้วถ้าเอ็งเป็นคนแรกในคำทำนายจริง..
เช่นนั้นฉันก็ขอจองเป็นคนที่สามตามคำทำนายก็แล้วกัน”
มันพูดติดตลกแล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา..
ดูท่าว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้หนักหนาสาหัสในสายตามันเลยแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะไม่เสียเวลาอะไรมากนัก ยังมีโอกาสได้ทำภารกิจควบคู่ไปด้วย
“มีนงคราญและโฉมสะคราญรายล้อมงั้นรึ.. ก็ฟังดูเข้าทีไม่หยอก”
“แล้วแต่นายเลยพ่อหน้าขน..”
ผมพูดพลางหันไปส่งยิ้มให้หลินซิน แล้วกระดิกปากเบา ๆ เป็นเชิงขอบใจแบบไม่ให้คนอื่นได้ยิน
ก็ไม่รู้หรอกว่าเธอเข้าใจไหม..
แต่สำหรับผม..
แค่ได้พูดออกมาก็รู้สึกว่าเบาใจขึ้นเยอะ
เพราะเหตุผลที่หลินซินยกขึ้นมาฟังดูเป็นกลางและมีตรรกะ..
แต่ผมก็พอเดาได้ว่าในความเป็นจริง..
เธอแค่หาทางสนับสนุนผมโดยไม่ให้มันดูเข้าข้างโจ่งแจ้งเกินไป
หลังจากตกผลึกกันได้แล้ว ผมกับโหวหวังก็รีบกลับไปที่ตำหนักรับภารกิจอีกหน
เราเดินวนอยู่พักหนึ่งกว่าจะเจอภารกิจที่พาไปเมืองมังกรธาราได้ และโชคดีที่มีหลายอันให้เลือกด้วยแฮะ
สุดท้ายเลยจิ้มเลือกภารกิจคุ้มกันสินค้าจากท่าเรือไปยังเมืองมังกรธารา เพราะมันให้เวลาทำตั้งสองอาทิตย์
ตามที่โหวหวังบอก..
ระยะทางจากเมืองนพบุรีไปถึงเมืองนั้นใช้เวลาเดินเท้าแค่ห้าวัน แปลว่าไปกลับก็สิบวันพอดี ยังเหลือเวลาอีกสี่วันไว้ใช้สำรวจพื้นที่หรือรองรับเรื่องเซอร์ไพรส์ระหว่างทาง
ว่าแล้วพวกเราก็ตัดสินใจเลือกภารกิจนั้นแบบไม่ลังเล
“ว่าแต่โหวหวัง..
ข้าจำได้ว่านายพูดถึง ไอ้ 'ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย'
มันคืออะไรเหรอ?”
ผมถามมันขึ้นมาในขณะที่เราสองคนเดินตีคู่กันกลับบ้าน ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี ลมก็ยังพัดแผ่ว แต่คำว่า ขาดหาย มันกลับฝังแน่นในหัวผมไม่ต่างจากมีคนสลักไว้ด้วยเหล็กร้อน
“มันคือช่วงเวลากว่าหลายร้อยปีที่ไม่มีบันทึกใด ๆ ที่เป็นทางการจดถึงช่วงเวลานั้น..”
โหวหวังพูดเสียงเรียบเหมือนเล่าเรื่องฝุ่นที่เกาะกระจก..
ไม่ได้มีอารมณ์อะไรติดมาเลยสักนิด
“ตามการคาดการณ์..
ช่วงเวลาที่ไม่มีการจดบันทึกนั้นน่าจะกินระยะเวลา 100 ถึง 350 ปีโดยประมาณ”
“นานขนาดนั้นเชียว?”
ผมพูดออกมาด้วยความสงสัยเต็มหัว..
คำว่าหลายร้อยปีที่ไม่มีร่องรอยใดหลงเหลือ มันฟังดูน่าขนลุกมากกว่าน่าเชื่อ
“แล้วพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นหายไป ในเมื่อไม่มีการจดบันทึกอะไรเอาไว้?”
“เห้อ..”
ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมถอนหายใจเหมือนอยากเป่าความรำคาญออกมาทั้งปอด
มันมองผมด้วยแววตาที่บ่งบอกว่ารำคาญมากกว่าจะง่วง
“อ้ายเจี้ยน..
เอ็งรู้ตัวหรือไม่ว่าบางครั้งความสงสัยของเอ็งมันสุดน่ารำคาญ..”
ก็รู้อยู่หรอกว่าในช่วงสองวันนี้ผมถามมันเยอะเกินไป
แต่มันก็ห้ามไม่ได้จริง ๆ
เรื่องรอบตัวมันเยอะขนาดนี้ ใครจะไปห้ามหัวไม่ให้ตั้งคำถามได้เล่า
“เอาน่า..
นายก็รู้ข้าไม่ได้เกิดหรือเติบโตในทวีปนี้..
มีหลายเรื่องที่ข้าไม่เคยรู้หรือสงสัยก็ถามใครไม่ได้นอกจากเจ้า”
ผมส่งสายตาอ้อน ๆ ไปทางไอ้โหวหวัง สายตาที่ถ้าแปลออกมาเป็นคำพูดได้ มันคงร้องว่า 'ได้โปรดเถอะน่า อ้ายเพื่อนรัก' ชัด ๆ
จะว่าไปก็สงสารมันอยู่หรอกนะ จะให้ไม่รำคาญก็คงยาก
เพราะผมนี่แหละตัวดี ขี้สงสัยเป็นบ้า..
ถึงรู้ตัวแต่ก็หยุดไม่ได้..
ก็มันเหมือนมาอยู่ในโลกใหม่ ทวีปใหม่ ความอยากรู้อยากเห็นมันก็พุ่งพรวดขึ้นเหมือนโดนปลุกเร้าด้วยพลังงานบางอย่าง..
อาการอยากรู้นี่มันก็เหมือนลมหายใจ..
หยุดไม่ได้แม้จะโดนด่า
เห็นสีหน้าและแววตาของผมเข้าไป..
โหวหวังก็ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกหนึ่ง เหมือนจะยอมจำนนให้กับโรคขี้ถามของผมอีกครั้ง
“เอาเถอะ..เอาเถอะ.. ฉันก็จักเล่าเท่าที่ฉันรู้
เอ็งอย่าคาดหวังให้มากว่าฉันจะตอบคำถามของเอ็งได้ทุกเรื่องเล่า..”