ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 27 ภารกิจนับพันปี

            ผมยังคงจ้องแผ่นหนังนั่นแบบลืมกะพริบตา..

            แม้จะไม่รู้ว่าคนอื่นที่พูดถึงในคำทำนายมันเป็นใคร แต่เอาเถอะ คนมีดวงตาสีทองในแผ่นดินนี้น่ะ..

            ถ้าไม่ใช่ผม..

            แล้วจะให้เป็นใคร?

             

            “เอ็งอ่านอะไรอยู่รึ?”

            เสียงไอ้โหวหวังดังขึ้นอย่างพอดิบพอดี

            มันเดินกลับมาหาผมหลังจากเดินไล่อ่านป้ายภารกิจทางด้านขวาจนครบ แล้วสายตาก็เหลือบตามผมมาหยุดตรงแผ่นหนัง

            “อ๋อ.. คำทำนายของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสินะ”

            น้ำเสียงมันฟังดูเฉยเมยแบบพวกคนที่ไม่เชื่อเรื่องพยากรณ์

             

            “โหวหวัง..

            เจ้าเคยคิดไหมว่าไอ้ 'คนแรก' ที่เขาว่าน่ะ มันอาจจะเป็นข้า?”

            ผมถามมันไปตรง ๆ เลย ไม่อ้อมค้อม เพราะถ้าปล่อยให้ความคิดนี้ลอยหายไปเฉย ๆ คงต้องมานั่งเสียดายทีหลังแน่

             

            “เอ็งเนี่ยนะ? ไม่มีทางหรอกน่า!”

            มันหัวเราะแห้ง ๆ แล้วโบกมือใส่หน้าผมเหมือนไล่แมลงวัน

            “ถ้าเอ็งเป็นอ้ายคนแรกจริง เช่นนั้นฉันก็เป็นคนที่สามแล้วกระมัง!”

             

            “เป็นข้าจริง ๆ โหวหวัง...”

            ผมหันขวับจากบทกลอนตรงหน้ามาจ้องตามัน พร้อมกับปล่อยให้ดวงตาตัวเองทอแสงสีทองออกมาเต็มที่

            ไม่ได้ตั้งใจจะขู่หรอกนะ แต่ถ้าเงียบแล้วยังไม่เชื่อ งั้นก็ให้แสงจากเนตรมังกรของผมช่วยพูดแทนก็แล้วกัน

            และมันได้ผลดีเกินคาด

            โหวหวังถึงกับนิ่งไปทันที!

            เอ่อ.. ผมรู้ว่ามันเคยเห็นผมใช้เนตรนี้ตอนสอดแนมคนตระกูลอุสางิ แต่ตอนนั้นพวกเราอยู่ในม่านหมอก แสงมันเลยไม่ถึงขั้นทองสว่างราวกับพระอาทิตย์ย่อส่วนแบบนี้หรอก

             

            “ยังไงก็ต้องเป็นข้านี่แหละ!

            คนแรกในคำทำนาย มันจะเป็นใครไปได้อีก...”

            ผมพึมพำกับตัวเองแล้วหันไปมองบทกลอนอีกครั้ง..

            แต่ในตอนที่หันไป..

            ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป..

            ตัวอักษรบนแผ่นหนังเริ่มหมุน..

            ใช่!! หมุนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แต่มันหมุนเหมือนกระแสน้ำวนขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า และจากตัวอักษรสีดำมันค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย.. จากดำกลายเป็นเหลือง แล้วจากเหลืองก็เปล่งแสงทองจนแสบตา

            ฟิ้ว!

            อยู่ดี ๆ ก็มีลำแสงบางเฉียบพุ่งมาจากไหนไม่รู้ เสียบกลางหน้าผากผมแบบไม่ให้ตั้งตัว! ผมพยายามจะเบี่ยงหลบแล้วนะ แต่มันเร็วเกินไป…เร็วระดับที่ต่อให้เป็นผีเสื้อยังบินหนีไม่ทัน

            แล้วจู่ ๆ ...

            'ข้ารอเจ้าอยู่..

            หนุ่มน้อย..'

            เสียง.. ไม่น่าใช่เสียง..

            ต้องบอกว่าสิ่งที่ผมได้ยิน ไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากข้างนอก มันดังอยู่ในหัวผมชัดแจ๋วเหมือนใครเอาลำโพงมาติดไว้ข้างใน แล้วกระซิบเบา ๆ แค่ครั้งเดียวแต่ดังก้องเหมือนแฟลชแบ็คจากชาติปางก่อน

            แต่ที่แปลกคือเสียงนั้นมันไม่ได้หลอน มันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

             

            “เอ็งเป็นอะไรไปฤๅอ้ายเจี้ยน? อยู่ ๆ ก็ทำหน้าราวกับเห็นผีเฒ่าผีแก่”

            เสียงโหวหวังดังขึ้น มันหรี่ตามองผมเหมือนสงสัยว่าผมกินยาผิดซองหรืออะไรสักอย่าง

             

            “เมื่อกี้... นาย.. ได้ยินเสียงนั้นไหม?”

            ผมถามเสียงสั่นเล็กน้อย เหงื่อเม็ดโตไหลตามขมับแบบไม่ปรานีหน้าหล่อ ๆ ของผมเลย

            ใช่.. ผมกลัว..

            ไม่ใช่กลัวธรรมดาด้วย แต่มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนโดนเรียกด้วยเสียงจากอีกฟากโลก แล้วเสียงนั้นกลับอบอุ่นเหมือนเสียงอาม้า แต่แฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ทำให้ผมหนาววาบถึงกระดูก

             

            “ได้ยินสิ.. ฉันไม่ได้หูหนวก ในนี้คนเยอะมากมาย เสียงจอแจน่ารำคาญนัก”

             

            “ไม่ใช่!

            ข้าหมายถึงเสียงที่มันดังผ่านเข้ามาจาก.. ตรงนั้น!”

            ผมหันขวับไปชี้ที่คำทำนายของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาทันที!

            แต่คราวนี้ที่ผมหันไปมองด้วยเนตรจ้าวมังกร

            จู่ ๆ อักษรบนแผ่นหนังนั้นก็เปลี่ยนไป

            เมื่อครู่ยังเห็นเป็นอักษรหมุนติ้ว ๆ เหมือนลูกข่างติดเทอร์โบอยู่เลย

            แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็น..

            ภาพวาด?

            ภาพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่ถึงจะไม่เคยเห็นก็เถอะนะ..

            ผมพอจะเดาได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร

            “ภาพแผนที่?”

            ผมพึมพำในใจ สัญชาตญาณมันบอกว่าสิ่งที่ผมเห็นคือแผนที่ของยุทธทวีป และตรงกลางของแผนที่นั้น...

            มีจุดวงไว้เด่นชัดอย่างกับเอาหมึกแดงแต้มใส่

            “โหวหวังเจ้า...”

            ตอนแรกผมจะหันไปจะถามมันว่าเห็นเหมือนกันไหม..

            แต่แค่คิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของมัน ก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่มีทางเห็นเหมือนผมหรอก

            อย่างมากมันก็คงเห็นแค่แผ่นหนังธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

            “โหวหวัง... เจ้ามีแผนที่ของทวีปนี้ไหม?”

             

            “แผนที่ทวีปฤๅ? อืม.. ฉันมี”

            โหวหวังตอบอย่างมั่นใจแบบไม่ต้องคิดนาน แล้วถ้าให้พูดตามจริง..

            ก็แหงล่ะ..

            คนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำต้องรู้ทั้งลมฟ้าอากาศ ภูเขาแม่น้ำ ภูมิประเทศข้อดีข้อด้อยไปยันว่าตรงไหนเหมาะต่อการทำศึก

            จึงไม่แปลกที่ไอ้หมอนี่มันจะพกแผนที่ไว้ตลอดเวลา จะได้ใช้ได้ทันทีถ้าสถานการณ์มันพาไปถึงจุดที่ต้องวางหมากสงครามจริง ๆ

             

            “ดี..เช่นนั้นกลับไปบ้านข้าก่อน ข้าจำเป็นต้องดูแผนที่ของทวีปนี้”

            ผมพูดจบก็ไม่เสียเวลาอธิบายอะไรต่อ เพราะยังไงตอนนี้ในหัวผมก็เต็มไปด้วยภาพแผนที่เมื่อครู่ที่มันผุดขึ้นมาแบบไม่ให้ตั้งตัว

            ผมพยายามกวาดตามองให้ได้มากที่สุด แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้เนตรจ้าวมังกรที่ยังทำงานอยู่ค่อย ๆ คลายแสงลง

            จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง วิ่งดิ่งกลับบ้านทันที โหวหวังก็ไม่ต้องรอให้ชวนซ้ำสอง มันตามผมมาติด ๆ แม้จะไม่ได้เข้าใจเต็มร้อยว่าผมร้อนรนเรื่องอะไร

            แต่ก็ดูออกว่ามันเดาได้..

            ว่าทุกอย่างคงเกี่ยวกับคำทำนาย..

             

            ผมวิ่งจนถึงบ้านโดยแทบไม่หายใจ พอผลักประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นก็คือหลินซิน เธอยังคุกเข่าถูพื้นอยู่ด้วยผ้าผืนหนา

            แต่นี่ไม่ใช่เวลามาชื่นชมความขยันของใคร!!

            ผมพุ่งไปที่โต๊ะอาหารทันที หยิบข้าวของต่าง ๆ ลงมาวางบนเก้าอี้ข้าง ๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็ว

            แล้วผมก็หันไปมองโหวหวังที่เพิ่งเดินเข้ามาแบบไม่รีบไม่ร้อน พร้อมตะโกนใส่หน้ามันไปตรง ๆ

            “เร็วเข้าโหวหวัง”

             

            “เอ็งจะรีบไปไหนกัน.. โอ้ว..แม่ซิน แม่ก็อยู่ที่นี่ด้วยฤๅ”

            เสียงบ่นพึมพำของโหวหวังยังคงดังอยู่ด้านหลังผม มันพูดพลางเลิกคิ้วมองไปที่หลินซินที่ยังยืนอึ้งกับความเร็วระดับสายฟ้าของพวกเรา

            ก็คงไม่แปลก..

            เพราะท่าทางของผมตอนนั้นคงมีเรื่องบางอย่าง

             

            “สวัสดีเจ้าค่ะ..คุณชายซุน”

            หลินซินรีบลุกขึ้น รูดโซ่ที่คล้องมืออย่างแคล่วคล่องแล้วโค้งตัวถอนสายบัวให้ไอ้หมอนั่นอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะเก็บอุปกรณ์แล้วเดินหายเข้าไปในครัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            เธอสงบเยือกเย็นกว่าผมสิบเท่าในวินาทีนั้น

            “ดะ..เดี๋ยวหลินซินไปนำน้ำชามาให้พวกท่าน”

             

            “เร็วเข้าโหวหวัง!”

            ผมเร่งมันสุดเสียง..

            ใจเต้นตุบ ๆ อย่างกับจะวิ่งแซงเท้าไปก่อนร่างซะเอง

             

            “อ้ายบ้านี่..”

            ไอ้โหวหวังบ่นงึมงำตามสไตล์แล้วดีดนิ้วเป๊าะหนึ่งที..

            แหวนบนนิ้วโป้งมันเปล่งแสงแดงจัดจ้า ราวกับกำลังด่าผมอยู่

            ในพริบตา..

            ม้วนกระดาษก็โผล่มาอยู่ในมือมัน แล้วไม่พูดพล่ามให้เสียเวลา มันก็โยนแผนที่นั่นมาทางผมแบบหน้าตาเฉย

            “อะ..เอาไป”

             

            ผมรีบคว้าแผนที่มาคลี่ออกทันที มือยังสั่นนิด ๆ ด้วยความตื่นเต้นจนรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วแทบจะร้อนตามสายตา

            สายตาที่ตอนนี้จ้องแผนที่ตรงหน้าอย่างกับมันเป็นสมบัติวิเศษ

            ใช่เลย!! แผนที่ที่ผมเห็นในหัวเมื่อครู่ มันอยู่ตรงหน้าแล้ว

            มันมีอยู่จริง!!

            แม้รายละเอียดจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ๆ ทุกเส้นทาง แต่มันใกล้เคียงพอที่จะบอกได้ว่าผมไม่ได้เพ้อเจ้อไปเอง

            แล้วที่มันไม่เหมือนทั้งหมด..

            ก็อาจเพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปตามที่ผมคิด

            “โหวหวัง เจ้าพอรู้หรือไม่ว่าตรงนี้คือที่ไหน”

            ผมชี้นิ้วไปยังจุดที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาจักรปัญจมิตร จุดเดียวกับที่มันปรากฏขึ้นในภาพเมื่อครู่

             

            “ตอนเหนือของเมืองมังกรธารารึ?

            ดูจากสัญญาลักษณ์ที่เขียนบอกไว้..

            ตรงนั้นน่าจะเป็นผืนป่าธรรมดาไม่ได้มีหมู่บ้านหรือเมืองตั้งอยู่”

            โหวหวังไล่สายตาตรวจดูสัญลักษณ์ต่าง ๆ แล้วตอบกลับตามความรู้แผนที่ที่มันร่ำเรียนมา

            มันพูดเหมือนคนสอบผ่านวิชาภูมิศาสตร์ด้วยเกรดเฉลี่ยระดับผู้นำตระกูลเลยทีเดียว

             

            “เมืองมังกรธารา? เขตการปกครองของคนตระกูลตง?”

             

            “ไม่ผิด.. เมืองนั้นเป็นเมืองของคนตระกูลตง..หรือสกุลปีกมังกร”

            ไอ้โหวหวังพูดพลางขมวดคิ้วแน่น สีหน้าของมันฉายแววเคลือบแคลงอย่างชัดเจน

            ผมรู้ทันทีว่าเจ้าหมอนี่เริ่มตั้งคำถามในหัวมากพอ ๆ กับที่ผมตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้

            “อย่างไร..เอ็งรู้อะไรมา?”

             

            “ข้าเพียงเห็นมันปรากฏขึ้นบนคำทำนายของท่านผู้ก่อตั้ง”

            ผมตอบพลางเล่าเรื่องทั้งหมดให้มันฟัง..

            ทั้งภาพแผนที่ เสียงประหลาดที่กระซิบในหัว พร้อมกับแสงสีทองจากคำทำนาย

            และในจังหวะนั้น หลินซินก็เดินเข้ามาเงียบ ๆ พร้อมน้ำชาและขนม

             

            ซุนโหวหวังกอดอก ใบหน้าของมันซีเรียสขึ้นอีกระดับ ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนพยายามกลืนคำสบถบางอย่างลงไป

            “แลเอ็งมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เอ็งเห็นหรือได้ยินเป็นความประสงค์จริง ๆ ของท่านเจ้าคุณผู้ก่อตั้ง?

            แลไฉนเลยต้องเป็นเอ็ง?”

             

            “ต้องให้ข้าบอกกี่รอบ..

            ว่าไอ้คนแรกสุดอย่างไรมันก็คือข้า!!”

            ผมกล่าวย้ำอย่างอารมณ์เสีย!

            ไอ้เพื่อนคนนี้มันจะเข้าใจอะไรยากนักหนา

            “โหวหวัง.. เจ้าเป็นคนดินแดนนี้..

            เจ้าเคยได้ยินใครที่มีดวงตาสีทองหรือมีวิชาเนตรเช่นข้าหรือไม่?”

             

            “แน่นอนว่าไม่! แต่เอ็งแน่ใจได้อย่างไรว่าเอ็งคือคนที่ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งต้องการจริง ๆ

            นี่ผลัดเปลี่ยนท่านเจ้าคุณมากี่รุ่นต่อกี่รุ่น..

            ไฉนถึงมีเพียงเอ็งเท่านั้นที่เห็นสิ่งนั้นทั้ง ๆ ที่ผ่านตั้งหลายมาหลายสหัสวรรษแล้ว..

            เอ็งไม่คิดบางหรือว่านี่อาจเป็นเล่ห์กลของใครบางคนที่จงใจกลั่นแกล้งแสร้งทำขึ้นมา!

            อีกอย่าง..

            คำนำนายนี้ก็มีมาตั้งแต่ยุคสมัย 'ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย' รวม ๆ แล้วก็หลายพันปี”

             

            “ก็เพราะมีแต่ข้าอย่างไรเล่าที่มีวิชาเนตรนี้!

            ในคำทำนายก็บอกไว้แล้วว่าวิชาเนตรของข้าสามารถมองเภทภัยได้ท่วงทัน”

            พูดจบ..

            ผมยังรู้สึกได้เลยว่าลมหายใจตัวเองมันแรงขึ้นนิด ๆ ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่มันเป็นความดื้อดึงแบบที่อธิบายยาก ราวกับสมองกำลังรวบรวมข้อเท็จจริงจากอารมณ์ล้วน ๆ แทนที่จะใช้เหตุผลเหมือนมนุษย์ปกติ

            ใช่..

            ตอนนั้นผมไม่ได้ใจเย็นสักนิด..

            ความมั่นใจในตัวเองมันพุ่งขึ้นเหมือนคลื่นสึนามิ ถึงจะรู้ว่ามีรูรั่วในเหตุผลอยู่บ้าง แต่ผมก็ยังเลือกจะยืนข้างความเชื่อของตัวเองอยู่ดี..

            ว่าผม..!

            คือคนในคำทำนายนั่น!!

             

            “เอ่อ..คุณชายซุน..นายน้อย..

            ลองเช่นนี้เป็นอย่างไรเจ้าค่ะ”

            หลินซินที่เงียบอยู่ตลอดกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง..

            เสียงของเธอเบาแต่ชัดเจนพอจะหยุดความวุ่นวายที่กำลังปะทุ

            เล่นเอาผมกับโหวหวังต้องหันขวับไปมองพร้อมกัน จนทำให้หลินซินชะงักไปเล็กน้อยเหมือนจะลืมหายใจชั่วครู่

            แต่ถึงจะดูนิ่ง เธอก็กัดฟันรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่ลังเล

            “พวกท่านทั้งสองลองหาภารกิจสักภารกิจที่ทำให้เดินทางไปที่เมืองมังกรธารา..

            ระหว่างกลับพวกท่านก็ยังสามารถแวะไปตรวจสอบดูว่าสิ่งที่นายน้อยเห็นนั้นมีจริงหรือเป็นเพียงเรื่องลวงหลอก

            หากเป็นจริงก็ดี.. หรือเป็นเท็จก็แค่เสียเวลาเพิ่มไม่กี่วันเท่านั้น”

             

            “ฉลาดไม่เบาเลย.. แม่ซิน เหตุผลฟังเข้าทีอยู่”

            ซุนโหวหวังพูดพลางพยักหน้าเบา ๆ เห็นได้ชัดว่ามันเริ่มคล้อยตาม

            ไม่ใช่แค่เพราะเหตุผลของหลินซินดูเข้าท่า แต่เพราะการตอบโต้ของเราสองคนมันก็เริ่มวนลูปไปมาไม่รู้จบเหมือนกัน

            “เช่นนั้นเอาตามแม่ซินว่าก็แล้วกัน..

            ฉันเองก็ใคร่จะรู้นัก! ว่าความมั่นใจที่อ้ายเจี้ยนบอกว่าเป็นคนตามคำทำนายของผู้ก่อตั้ง..

            จะจริงหรือเท็จ!

            แล้วถ้าเอ็งเป็นคนแรกในคำทำนายจริง..

            เช่นนั้นฉันก็ขอจองเป็นคนที่สามตามคำทำนายก็แล้วกัน”

            มันพูดติดตลกแล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมา..

            ดูท่าว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้หนักหนาสาหัสในสายตามันเลยแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะไม่เสียเวลาอะไรมากนัก ยังมีโอกาสได้ทำภารกิจควบคู่ไปด้วย

            “มีนงคราญและโฉมสะคราญรายล้อมงั้นรึ.. ก็ฟังดูเข้าทีไม่หยอก”

             

            “แล้วแต่นายเลยพ่อหน้าขน..”

            ผมพูดพลางหันไปส่งยิ้มให้หลินซิน แล้วกระดิกปากเบา ๆ เป็นเชิงขอบใจแบบไม่ให้คนอื่นได้ยิน

            ก็ไม่รู้หรอกว่าเธอเข้าใจไหม..

            แต่สำหรับผม..

            แค่ได้พูดออกมาก็รู้สึกว่าเบาใจขึ้นเยอะ

            เพราะเหตุผลที่หลินซินยกขึ้นมาฟังดูเป็นกลางและมีตรรกะ..

            แต่ผมก็พอเดาได้ว่าในความเป็นจริง..

            เธอแค่หาทางสนับสนุนผมโดยไม่ให้มันดูเข้าข้างโจ่งแจ้งเกินไป

             

            หลังจากตกผลึกกันได้แล้ว ผมกับโหวหวังก็รีบกลับไปที่ตำหนักรับภารกิจอีกหน

            เราเดินวนอยู่พักหนึ่งกว่าจะเจอภารกิจที่พาไปเมืองมังกรธาราได้ และโชคดีที่มีหลายอันให้เลือกด้วยแฮะ

            สุดท้ายเลยจิ้มเลือกภารกิจคุ้มกันสินค้าจากท่าเรือไปยังเมืองมังกรธารา เพราะมันให้เวลาทำตั้งสองอาทิตย์

            ตามที่โหวหวังบอก..

            ระยะทางจากเมืองนพบุรีไปถึงเมืองนั้นใช้เวลาเดินเท้าแค่ห้าวัน แปลว่าไปกลับก็สิบวันพอดี ยังเหลือเวลาอีกสี่วันไว้ใช้สำรวจพื้นที่หรือรองรับเรื่องเซอร์ไพรส์ระหว่างทาง

            ว่าแล้วพวกเราก็ตัดสินใจเลือกภารกิจนั้นแบบไม่ลังเล

             

            “ว่าแต่โหวหวัง..

            ข้าจำได้ว่านายพูดถึง ไอ้ 'ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย'

            มันคืออะไรเหรอ?”

            ผมถามมันขึ้นมาในขณะที่เราสองคนเดินตีคู่กันกลับบ้าน ฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี ลมก็ยังพัดแผ่ว แต่คำว่า ขาดหาย มันกลับฝังแน่นในหัวผมไม่ต่างจากมีคนสลักไว้ด้วยเหล็กร้อน

             

            “มันคือช่วงเวลากว่าหลายร้อยปีที่ไม่มีบันทึกใด ๆ ที่เป็นทางการจดถึงช่วงเวลานั้น..”

            โหวหวังพูดเสียงเรียบเหมือนเล่าเรื่องฝุ่นที่เกาะกระจก..

            ไม่ได้มีอารมณ์อะไรติดมาเลยสักนิด

            “ตามการคาดการณ์..

            ช่วงเวลาที่ไม่มีการจดบันทึกนั้นน่าจะกินระยะเวลา 100 ถึง 350 ปีโดยประมาณ”

             

            “นานขนาดนั้นเชียว?”

            ผมพูดออกมาด้วยความสงสัยเต็มหัว..

            คำว่าหลายร้อยปีที่ไม่มีร่องรอยใดหลงเหลือ มันฟังดูน่าขนลุกมากกว่าน่าเชื่อ

            “แล้วพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นหายไป ในเมื่อไม่มีการจดบันทึกอะไรเอาไว้?”

             

            “เห้อ..”

            ไอ้เพื่อนหน้าขนของผมถอนหายใจเหมือนอยากเป่าความรำคาญออกมาทั้งปอด

            มันมองผมด้วยแววตาที่บ่งบอกว่ารำคาญมากกว่าจะง่วง

            “อ้ายเจี้ยน..

            เอ็งรู้ตัวหรือไม่ว่าบางครั้งความสงสัยของเอ็งมันสุดน่ารำคาญ..”

             

            ก็รู้อยู่หรอกว่าในช่วงสองวันนี้ผมถามมันเยอะเกินไป

            แต่มันก็ห้ามไม่ได้จริง ๆ

            เรื่องรอบตัวมันเยอะขนาดนี้ ใครจะไปห้ามหัวไม่ให้ตั้งคำถามได้เล่า

             

            “เอาน่า..

            นายก็รู้ข้าไม่ได้เกิดหรือเติบโตในทวีปนี้..

            มีหลายเรื่องที่ข้าไม่เคยรู้หรือสงสัยก็ถามใครไม่ได้นอกจากเจ้า”

            ผมส่งสายตาอ้อน ๆ ไปทางไอ้โหวหวัง สายตาที่ถ้าแปลออกมาเป็นคำพูดได้ มันคงร้องว่า 'ได้โปรดเถอะน่า อ้ายเพื่อนรัก' ชัด ๆ

            จะว่าไปก็สงสารมันอยู่หรอกนะ จะให้ไม่รำคาญก็คงยาก

            เพราะผมนี่แหละตัวดี ขี้สงสัยเป็นบ้า..

            ถึงรู้ตัวแต่ก็หยุดไม่ได้..

            ก็มันเหมือนมาอยู่ในโลกใหม่ ทวีปใหม่ ความอยากรู้อยากเห็นมันก็พุ่งพรวดขึ้นเหมือนโดนปลุกเร้าด้วยพลังงานบางอย่าง..

            อาการอยากรู้นี่มันก็เหมือนลมหายใจ..

            หยุดไม่ได้แม้จะโดนด่า

             

            เห็นสีหน้าและแววตาของผมเข้าไป..

            โหวหวังก็ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกหนึ่ง เหมือนจะยอมจำนนให้กับโรคขี้ถามของผมอีกครั้ง

            “เอาเถอะ..เอาเถอะ.. ฉันก็จักเล่าเท่าที่ฉันรู้

            เอ็งอย่าคาดหวังให้มากว่าฉันจะตอบคำถามของเอ็งได้ทุกเรื่องเล่า..”