ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่29 เหม็นจนทนไม่ไหว

    ทั้งสามคนจ้องมองผลทับทิมโลหิตในมือด้วยความสงสัย แท้จริงแล้วทับทิมลูกนี้มีอะไรพิเศษกันแน่ เหตุใดไป๋ชิงอวิ๋นถึงได้คะยั้นคะยอให้พวกเขากินมากขนาดนี้

     

    "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกรงใจแล้วนะ" กู่หวงกล่าวขึ้นพร้อมกับแกะเปลือกทับทิมโลหิต เขาคว้านเอาเมล็ดด้านในของมันออกมาทั้งหมด จากนั้นก็กรอกเข้าปากไปรวดเดียว

     

    "ห้ามทิ้งเปลือก ส่งมันมาให้ข้า มันยังมีประโยชน์อยู่"

     

    กู่หวงยื่นเปลือกทับทิมโลหิตให้กับไป๋ชิงอวิ๋น เขาเริ่มเคี้ยวเมล็ดทับทิมโลหิต เมื่อฟันกับเนื้อของเมล็ดทับทิมโลหิตกระทบกัน น้ำที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานก็ทะลักออกมาจนเต็มปาก รสสัมผัสแรกคือความเปรี้ยวต่อมาคือความหวานและความหอมละมุน

     

    กู่หวงยืนเคี้ยวเมล็ดทับทิมโลหิตอย่างเพลิดเพลิน เขาดื่มด่ำไปกับความเปรี้ยวหวานของทับทิมโลหิต หลังจากนั้นก็กลืนมันลงไปในลำคอ เมื่อตกลงไปถึงกระเพาะสีหน้าของกู่หวงก็เปลี่ยนไป เขารู้สึกว่ามีพลังบางอย่างปะทุออกมาจากด้านในร่างกาย ทำให้ตอนนี้เขาต้องนั่งลงขัดสมาธิเพื่อโคจรลมปราณ

     

    กระแสพลังที่ปะทุขึ้นภายในร่างกายของกู่หวงคือสรรพคุณของทับทิมโลหิต มันจะช่วยให้ร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือภายในผลทับทิมโลหิตมีพลังที่บริสุทธิ์สายหนึ่งแอบซ่อนอยู่ และตอนนี้พลังสายนั้นมันก็ได้ปะทุออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     

    แสงสีขาวนวลจางๆเปล่งประกายออกมาจากร่างของกู่หวง มันเป็นแสงแบบเดียวกันกับที่ปรากฏขึ้นบนล่างของไป๋ชิงอวิ๋น มันคือแสงจากน้ำพุต้นกำเนิดแห่งชีวิต เพียงแต่ว่าแสงสีขาวนวลของกู่หวงเมื่อเทียบกับไป๋ชิงอวิ๋นแล้ว มันก็เหมือนกับเอาแสงจากดวงดาวมาเทียบกับแสงจันทร์ ความแตกต่างนี้อยู่กันคนละระดับอย่างสิ้นเชิง

     

    กู่หวงนั่งโคจรพลังลมปราณด้วยสีหน้าผ่อนคลาย เพราะแสงสีขาวนวลให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ทำให้เขารู้สึกสบายตัวมากจริงๆ

     

    "พวกเจ้าก็รีบกินเถอะ แล้วก็ห้ามทิ้งเปลือก ส่งมันมาให้ข้า"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นมองไปยังสหายของเขาอีกสองคน มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินหันมองหน้ากันจากนั้นก็ปอกเปลือกทับทิมโลหิตออก แล้วส่งมอบเปลือกของทับทิมโลหิตให้กับไป๋ชิงอวิ๋น จากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็กรอกเมล็ดทับทิมโลหิตเข้าไปในปากทั้งหมด พวกเขาเริ่มเคี้ยวจากนั้นพวกเขาก็ดื่มด่ำกับรสชาติเปรี้ยวหวานของทับทิมโลหิต

     

    เมื่อกลืนมันลงท้องสถานการณ์ของพวกเขาทั้งสองคนก็เหมือนกับกู่หวงทั้งหมด ตอนนี้ทั้งสองคนนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นแล้วเริ่มโคจรพลังลมปราณตามเคล็ดวิชาของตนเอง

     

    ลมปราณโดยรอบถูกดูดซับเข้ามาโดยมีพวกเขาทั้งสามคนเป็นศูนย์กลาง และตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นก็เดินจากไปแล้วจริงๆ ช่วงเวลานี้ทำได้เพียงปล่อยให้ผลทับทิมโลหิตได้ทำตามหน้าที่ของมัน หลังจากชำระล้างไขกระดูกและสิ่งสกปรกในร่างกายแล้ว ของเสียเหล่านั้นจะถูกขับออกมานอกร่างกายทั้งหมด ซึ่งก็แน่นอนว่ากลิ่นของมันเหม็นจนอยากจะอาเจียนเลยทีเดียว

     

    ที่ไป๋ชิงอวิ๋นเดินหลบฉากออกไปก็เป็นเพราะไม่อยากทนดมกลิ่นพวกนี้ทั้งคืน ในตอนนี้ไป๋ชิงอวิ๋นเดินขึ้นไปเหนือลม ไม่ไกลมากจากที่ตั้งแคมป์ของพวกเขา ไป๋ชิงอวิ๋นเรียกฟืนออกมาอีกหลายดุ่นเขาใช้เคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์จุดไฟ นี่ช่างเป็นเคล็ดวิชาที่สะดวกสบายมากจริงๆ ขอแค่เงื่อนไขไม่ใช่การเอาชีวิตของคนอื่น เช่นนั้นเคล็ดวิชาวาจาสิทธิ์ก็คือเคล็ดวิชาทางด้านจิตวิญญาณอันดับหนึ่งในใต้หล้า

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มสงบสติอารมณ์ของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มโคจรเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหล รูปธรรมจักรวาลหมุนวนอยู่รอบร่างกายของเขา ซึ่งพวกมันเปลี่ยนแปลงไปไม่รู้จบ และตลอดทั้งคืนไป๋ชิงอวิ๋นก็ฝึกฝนโดยการโคจรลมปราณเข้าสู่ร่างกาย ระดับหลอมกายาคือการหลอมรวมร่างกายให้เหมาะสมกับการฝึกพลังลมปราณ

     

    ในขั้นนี้คือการหลอมรวมและขัดเกลาร่างกาย เป็นการสร้างรากฐานเพื่อให้เข้าสู่ระดับขั้นต่อไป ระดับหลอมกายาแบ่งออกเป็นเก้าขั้นเล็ก ขั้นที่หนึ่งถึงสามเรียกว่าระดับต่ำ ขั้นที่สี่ถึงหกเรียกว่าระดับกลาง ส่วนขั้นที่เจ็ดถึงเก้าเรียกว่าระดับสูง เมื่อหลอมรวมและขัดเกลาร่างกายไปจนถึงระดับหลอมกายาขั้นที่เก้าขั้นสูงสุด ก็จะสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับก่อกำเนิดได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่สำหรับทุกคนเพราะคนที่ไม่มีทรัพยากรในการฝึกฝน ก็ยากที่จะก้าวผ่านขั้นนี้ไปได้

     

    ม่านแห่งราตรีกาลถอยห่างไปและแสงอาทิตย์ยามเช้าก็เข้ามาแทนที่ ไป๋ชิงอวิ๋นลุกยืนขึ้นและบิดร่างกายอย่างเมื่อยขบ กระดูกภายในร่างกายของเขาส่งเสียงลั่นอยู่กร๊อบแกร๊บ

     

    "ไม่รู้ว่าเช้านี้เจ้าพวกนั้นเป็นยังไงกันบ้าง"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นหมุนตัวและมุ่งหน้ากลับไปยังที่ตั้งแคมป์ของพวกเขา เมื่อเดินใกล้เข้ามาเขาก็ได้ยินเสียงคลื่นเหียนนอยู่ไกลๆ ขณะเดียวกันก็มีเสียงเอะอะโวยวายของพวกกู่หวง

     

    "หยางเฉินเจ้าถอยออกไปเลยนะ กลิ่นตัวเจ้าเหม็นอย่างกับสุนัขตาย..." กู่หวงร้องเอ็ดตะโรลั่นป่าไปหมด เขาเอามือปิดจมูกสีหน้าพะอืดพะอม

     

    "ไม่ต้องมาว่าคนอื่นเลย กลิ่นตัวเจ้านั่นแหละที่เหม็นอย่างกับสุนัขตาย" หยางเฉินเอามือปิดจมูกสีหน้าคลื่นเหียน เขารู้สึกว่ากลิ่นตัวของกู่หวงนั่นแหละที่เหม็นอย่างกับหมาตาย

     

    "นี่...พวกเจ้าเลิกเถียงกันเถอะ......อ้วก~~~" มู่ปิงเฟิงทนกลิ่นเหม็นเน่านี้ต่อไปอีกไม่ไหว สุดท้ายเขาก็ต้องอ้วกออกมา ถึงจะใช้มือปิดจมูกอย่างไรแต่สุดท้ายก็ต้องหายใจเข้าไปเหมือนเดิม ซึ่งกลิ่นที่ลอยตามเข้าไปมันก็ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย

     

    "เห็นไหมล่ะ กลิ่นตัวเจ้าแรงขนาดไหนมันขมคอไปหมด ปิงเฟิงอ้วกพุ่งไปแล้วนั่น....อ๊อก.." กู่หวงหยุดพูดกะทันหัน ลำคอของเขาสัมผัสได้ถึงความเปรี้ยวเผ็ด ดูเหมือนว่าอาหารที่กินเข้าไปก็อยากจะวิ่งกลับออกมาทางเดิมเสียแล้ว

     

    "ทนกลิ่นของตัวเองไม่ไหวแล้วจะมาโทษข้าได้ยังไง ข้าบอกแล้วว่ากลิ่นตัวของเจ้ามันเหม็นยิ่งกว่าสุนัขตายซะอีก ช่างอ่อนหัดนั.......อ้วก~~~" ในระหว่างที่หยางเฉินกำลังพูดเสียดสีกู่หวง ในที่สุดลำไส้ของเขาก็เกิดพยศขึ้นมา ของทั้งหมดที่กินเข้าไปเมื่อคืนถูกขย้อนกลับออกมาทางเดิม หยางเฉินสีหน้าซีดเซียวและรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก

     

    "อ้วก~~~" กู่หวงเองก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาขย้อนของเก่าออกมาทั้งหมดสีหน้าของเขาซีดขาวราวกับไก่ต้ม ตอนนี้ไม่สามารถเก๊กหรือทำเป็นเท่ได้อีกแล้ว

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นที่เดินใกล้เข้ามามีสีหน้าเคร่งขรึม ดูเหมือนว่าระยะเวลาสิบแปดปีที่ผ่านมาภายในร่างกายของพวกเขาจะสะสมของเสียไว้มากเลยทีเดียว และกลิ่นนี่ก็ช่างเหม็นจนขมคอ ให้ตายเถอะต่อให้เป็นกลิ่นของสุนัขตายจริงๆก็คงไม่เหม็นขนาดนี้หรอกมั้ง นี่เหม็นยิ่งกว่ากลิ่นตดที่ดองเค็มไว้ซะอีก

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นสะบัดมือขวาออกไป "กลิ่นเหม็นเน่าทั้งหมดจงสลายไปซะ"

     

    คลืน

     

    อากาศรอบด้านสันสะเทือนกฎเกณฑ์ตื่นตัวขึ้น จากนั้นคลื่นลมลูกใหญ่ก็โหมซัดเข้ามา มันพัดพาเอากลิ่นเหม็นเน่าและคลื่นเหียนออกไป ทำให้อากาศรอบด้านกลับมาบริสุทธิ์และหอมชื่นใจอีกครั้ง

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินในตอนนี้สีหน้าของพวกเขาดูไม่ดีเป็นอย่างมาก พวกเขาแต่ละคนสีหน้าซีดเซียวจนแทบจะไม่มีสีเลือด พวกเขาแต่ละคนรู้สึกเหมือนจะเป็นลม พวกเขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอดอาการถึงได้พอทุเลาขึ้นมาบ้าง

     

    "พวกเจ้าพอจะมีเสื้อผ้าตัวใหม่ไหม ถ้ามีก็ไปเปลี่ยนให้เรียบร้อย เพราะเสื้อผ้าชุดนี้ของพวกเจ้ามันเปื่อยยุ่ยจากจากกลิ่นเหม็นจนมีสภาพไม่น่ามองแล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นตะโกนพูดจากที่ไกลๆ ถึงแม้ว่ากลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศจะหายไปแล้ว โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ ด้วยสภาพของพวกมันในตอนนี้ มันก็ไม่น่ามองเลยจริงๆ

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินทั้งสามเดินกลับไปที่รถม้า พวกเขาใช้น้ำที่เหลืออยู่ไม่มากช่วยชำระล้างร่างกาย จากนั้นก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยอาภรณ์ชุดใหม่ เมื่อได้ล้างเนื้อล้างตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ตัวใหม่พวกเขาก็ดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผิวพรรณของพวกเขาแต่ละคนเปล่งปลั่งและเรียบเนียนเหมือนกับหยกชั้นดี

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นมองพวกเขาด้วยสีหน้าพอใจ เขาเดินเข้ามาใกล้ๆจากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า "ร่างกายรู้สึกเป็นยังไงบ้าง"

     

    กู่หวงมองสำรวจร่างกายของตนเอง เขากระโดดขึ้นๆลงๆจากนั้นก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขามันเบาขึ้น แต่ถึงยังไงเขาก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าที่สงสัยว่า

     

    "ว่าแต่วิชาที่เจ้าให้พวกข้าฝึกไม่ใช่ว่ามันมีปัญหาหรอกใช่ไหม"

     

    "ทำไมถึงถามอย่างนั้น"

     

    "เอ่อ..เรื่องเมื่อครู่นี้ไง กลิ่นเหม็นพวกนั้นมันอะไรกัน ให้ตายเถอะมันเหม็นมากจนข้าทนไม่ไหว เหม็นยิ่งกว่าสุนัขตายซะอีกนะ"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นมองใบหน้าสหายของเขาไปทีละคน จากนั้นก็ส่ายศีรษะ "เคล็ดวิชาไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แต่ทับทิมโลหิตที่ข้าให้พวกเจ้ากินเมื่อวาน มันมีสรรพคุณช่วยชำระล้างไขกระดูกและสิ่งสกปรกทั้งหมดในร่างกาย กลิ่นเหม็นเน่าที่พวกเจ้าได้กลิ่นเมื่อสักครู่นี้ คือของเสียที่อยู่ในร่างกายของพวกเจ้าทั้งหมดตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา"

     

    "ที่แท้เจ้าก็เอาของล้ำค่าให้พวกข้าอีกแล้ว หากเอาไปขายคงได้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเกรงใจ หากรู้ว่าทับทิมสีแดงลูกนั้นมีค่ามากขนาดนี้เขาคงปฏิเสธที่จะกินมัน

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นกวาดสายตามองสหายของเขาด้วยแววตาคมกริบ เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมและเด็ดขาดว่า "หากยังเกรงใจกันอีกก็ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าสหาย พวกเจ้าอย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่มีของล้ำค่าไหนที่ข้าให้พวกเจ้าไม่ได้ และไม่มีของล้ำค่าชิ้นไหนที่จะมีค่ามากไปกว่าพวกเจ้าทุกคน ทับทิมโลหิตที่ข้าให้พวกเจ้าไปเมื่อคืน มองผิวเผินแล้วเหมือนทับทิมโลหิตธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้วมันได้ดูดซับไอ้พลังแห่งชีวิตที่เข้มข้นเอาไว้ในนั้น ในอนาคตหากพวกได้รับเจ้าบาดเจ็บ บาดแผลของพวกเจ้าก็จะหายได้เองแบบข้า ที่ไหล่ซ้ายของข้าก่อนหน้านี้พวกเจ้าก็ได้เห็นเองกับตาไปแล้ว จากนี้ไปข้ามอบอะไรให้ต้องห้ามเกรงใจข้าอีก เพราะไม่มีสมบัติชิ้นไหนมีค่ามากกว่าพวกเจ้าอีกแล้ว"

     

    กู่หวง มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินฟังไป๋ชิงอวิ๋นบ่นอย่างยืดยาว แต่พวกเขาทั้งสามคนกลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำบ่นของเขาเลย ในทางกลับกันพวกเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น สุภาษิตโบราณว่าไว้ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล สำหรับพวกเขาแล้วไป๋ชิงอวิ๋นคือบัณฑิตที่ที่พาพวกเขาไปหาผลสำเร็จอย่างแท้จริง

     

    "ได้ ข้ารับปากว่าจะไม่เกรงใจอีก แต่หลังจากนี้เจ้าจะบอกว่าข้าหน้าด้านไม่ได้นะ ฮ่าฮ่าฮ่า" หยางเฉินพูดติดตลก พอพูดไปได้ไม่เท่าไหร่ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง

     

    "ใช่เลย ฮ่าฮ่าฮ่า" มู่ปิงเฟิงกล่าวเสริมพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ตอนนี้สีหน้าของเขาไม่เหลือเค้าลางความอ่อนแอขี้โรคอยู่อีกต่อไปแล้ว

     

    "ว่าแต่ยังเหลืออีกลูกหรือเปล่าล่ะ พอดีข้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย อีกทั้งของที่กินเข้าไปเมื่อคืนก็สำรอกออกมาหมดแล้ว ตอนนี้รู้สึกหิวไส้จะขาด" กู่หวงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง เขายื่นมือออกไปทำทีว่าจะขอทับทิมโลหิตเพิ่มอีก

     

    หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงก็ยื่นมือออกมาเช่นเดียวกัน ไป๋ชิงอวิ๋นหนังตากระตุกบ่นอุบอิบในใจ 'เจ้าพวกนี้รู้จักแต่เล่น ให้ตายเถอะ' เขาสายศีรษะแล้วเดินตรงไปที่รถม้า

     

    "ให้พวกเจ้ากินไปหมดแล้ว ไม่เหลือแล้วล่ะ ตอนนี้ข้าก็หิวเหมือนกันไปหาของกินเอาข้างหน้าเถอะ"

     

    กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงทั้งสามคนมองแผ่นหลังของไป๋ชิงอวิ๋น จากนั้นทั้งสามก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ