คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    รัตติกาลสีเลือด

    ติ๊ง!

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ตอนนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม]

    [ระบบกำลังรีบูต... พลังงานจิตวิญญาณฟื้นฟูที่ 75%]

    [คำเตือน: คลื่นอสูรลำดับที่ 4 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว]

    [แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับภูมิภาค: เรดบอสระดับภัยพิบัติ (S+) ]

    ['อิกไนตัส' ราชามังกรเพลิงอัคคี ได้ปรากฏตัวขึ้น]

     

    สติของอคินถูกกระชากขึ้นจากความว่างเปล่า มันไม่ใช่การตื่นจากการนอนหลับ 

    แต่เหมือนการที่ฟันเฟืองเครื่องจักรเริ่มหมุนวนอีกครั้ง 

    ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามกระดูกก่อนที่มวลกล้ามเนื้อจะก่อตัวเป็นรูปร่าง 

    เขาหอบหายใจเฮือกใหญ่ ปอดขยายตัวรับอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันและเขม่าควัน

    'พยายามจะไม่หักโหมก็แล้วกัน... พลังงานยังไม่เต็มดี'

    เสียงใสของระบบดังขึ้นในหัว มันช่างนุ่มนวลและเจือด้วยความกังวลจนอคินรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่ได้มาจากอุณหภูมิร่างกาย

    “โฮกกกกกกกกกกกกกกก!!!”

    เสียงคำรามนั้นไม่ได้ผ่านมาทางหู แต่มันสั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ 

    แรงอัดอากาศมหาศาลทำให้เต็นท์ผ้าใบฉีกขาด อาคารคอนกรีตโดยรอบสั่นสะเทือนจนกระจกแตกละเอียดเป็นผุยผง 

    อคินดีดตัวขึ้นจากพื้น คว้าดาบเล่มเขื่องที่วางอยู่ข้างกาย 

    ความรู้สึกหนักอึ้งของโลหะในมือนั้นดูสมจริงจนเขาไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมร่างกายที่เพิ่งตื่นถึงได้ทรงพลังเพียงนี้

    เขาพุ่งตัวออกไปสู่ความโกลาหล ท้องฟ้าทิศตะวันออกไม่ใช่สีดำ 

    แต่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับเลือดที่ถูกสาดไปทั่วเมฆา 

    ลมร้อนพัดพากลิ่นไหม้ของ 'เมืองหัวใจพฤกษา' มาถึงที่นี่... ที่มั่นสุดท้ายบนกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา

    บนแนวกำแพง แสงสปอตไลต์สาดส่องตัดความมืดไปมา 

    ทหารนับพันในชุดเกราะมีตราสัญลักษณ์แคลนต่างลนลาน 

    สัตยา ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของหอคอย แสงจากหน้าต่างระบบสีแดงเลือดหมูสะท้อนในดวงตาสีฟ้าครามของเขา

    “แย่แล้ว พี่เป้!” 

    เสียงของสัตยาสั่นเครือ มือที่ถือทาวเวอร์ชิลด์อันหนักอึ้งสั่นระริก 

    “อิกไนตัส... กองกำลังหลักเราไม่อยู่ที่นั่น!”

    อคินวิ่งขึ้นไปถึงแนวกำแพง เห็นภาพที่สัตยากำลังเสียขวัญ 

    แม่ทัพผู้แข็งแกร่งดั่งภูเขาน้ำแข็งบัดนี้กำลังจะถล่มลงมาด้วยความภักดีที่ล้นปรี่

    “หนูนา! เตรียมยกพล!” 

    สัตยาหันไปตะคอกใส่สุวรรณา 

    “เราต้องกลับไปที่เมืองหลวง! หน้าที่องครักษ์คือปกป้องราชา ไม่ใช่มาเฝ้ากำแพงชายขอบแบบนี้!”

    “ตั้งสติหน่อยเจมส์!” 

    สุวรรณาตวาดกลับ ร่างในชุดเวทสีมรกตของเธอสั่นเทาด้วยความโกรธและกังวลพอๆ กัน 

    “ถ้านายถอนกำลังตอนนี้ ทุกอย่างที่นี่จะกลายเป็นนรก! อสูรจะหลุดไปตลบหลังเมืองหลวง นายอยากให้ท่านเพทายถูกล้อมงั้นเหรอ!”

    บรรยากาศตึงเครียดจนแทบระเบิด ทหารรอบข้างต่างลดอาวุธลง 

    แววตาแห่งความหวังเริ่มมอดดับเมื่อเห็นผู้นำทะเลาะกัน 

    อคินก้าวเท้าออกไป หมายจะเอ่ยเตือนสติ แต่ทว่า... พสุธากลับเป็นผู้ให้คำตอบแทนเขา

    ตึง... ตึง... ตึง...

    แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเสียงมังกรคำรามดังมาจากผืนป่าเบื้องหน้า 

    ต้นไม้โบราณหักโค่นราวกับยอดหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำ เงาดำมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากม่านหมอก

     

    [แจ้งเตือนพื้นที่: ตรวจพบ 'เรดบอส' ระดับ A - ราชาวานรคลั่ง]

     

    ร่างนั้นสูงท่วมหัวใจของคนบนกำแพง ขนสีขาวโพลนของมันสะท้อนแสงไฟจนดูเหมือนภูตผี 

    ดวงตาสีเลือดคู่นั้นแสยะมองมนุษย์ราวกับมองมดปลวก ในมือมันถือกระบองเหล็กดำที่หนาเท่าลำต้นไม้ใหญ่

    “เข้าใจแล้ว...” 

    สัตยาแค่นเสียงลอดไรฟัน ความสับสนหายไป แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิมเขากระแทกโล่ลงพื้นจนกำแพงร้าว 

    “ถ้าข้ากลับไปในฐานะผู้แพ้ ข้าก็เป็นเพียงสุนัขที่ทิ้งหน้าที่... แต่ถ้าข้าบดขยี้ไอ้ลิงนี่แล้วกรีธาทัพกลับไป... นั่นถึงจะสมเกียรติ!”

    เขาสลัดความกลัวทิ้ง ชูเกราะแขนขึ้นฟ้า 

    “ทุกคน! ประจำสถานี! เราจะฆ่ามันที่นี่ ภายในสามชั่วโมง!”

    “เฮ้!!!!” 

    เสียงโห่ร้องปลุกขวัญดังกระหึ่ม 

    อคินกระชับดาบในมือ แอบยิ้มมุมปาก 

    ‘เปลี่ยนอารมณ์ไวสมเป็นแม่ทัพจริงๆ’

    สงครามเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระเบิดของปืนใหญ่เวทมนตร์ 

    ลูกไฟและแสงสีฟ้าพุ่งผ่านหัวอคินไปปะทะกับร่างของราชาวานร 

    แต่มันกลับใช้กระบองยักษ์ควงสว่านปัดป้องการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

    “ผู้เผยแผ่ศาสนา! ร่ายอวยพร!” 

    สัตยาตะโกนสั่ง

    กลุ่มนักบวชในชุดขาวที่อยู่แนวหลังเริ่มสวดมนต์ แสงสีทองละมุนละไมแผ่กระจายออกมาคลุมร่างทหารทุกคน 

    อคินรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น... แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความ ‘ขัดแย้ง’ ในร่างกาย 

    แสงศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้ผิวหนังของเขารู้สึกยิบๆ เหมือนโดนเข็มเล็กๆ ทิ่มแทง

    ‘ทำไมกัน... พลังรักษาของระบบทำไมถึงทำให้เราเจ็บ?’ 

    เขาคิดในใจ แต่ไม่มีเวลาหาคำตอบ

    ราชาวานรคำรามลั่น มันไม่ได้สั่งลูกน้องให้บุกธรรมดา 

    แต่มันคว้าคอลิงยักษ์ตัวเล็กกว่าแล้วเหวี่ยงพวกมันข้ามแนวกำแพงเข้ามาเหมือนลูกระเบิดมีชีวิต!

    การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ราชาวานรไม่ได้สนใจกลยุทธ์ใดๆ 

    มันใช้กำลังดิบๆ กวาดกระบองใส่ฝูงลูกน้องตัวเองจนกระเด็นข้ามกำแพงเข้ามาเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่

    ผัวะ! ผัวะ!

    "อ๊ากกก!" 

    เสียงร้องโหยหวนของทหารที่โดนลิงยักษ์ทับดังระงม เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกำแพง

    ฟรุบ ฟรุบ 

    ลิงจำนวนมากพุ่งข้ามกำแพงเข้ามายังแนวหลัง

    “มันโยนพวกเดียวกันมา! แนวหน้าตั้งรับ!”

    สัตยาพุ่งเข้าปะทะ กระแทกโล่ใส่ลิงที่ตกลงมาจนกระดูกป่น

    “อคิน! ฝั่งซ้าย!”

    เสียงสุวรรณาดังขึ้น เธอประนมมือแน่น พลังเวทสีน้ำตาลไหลเวียนรอบตัว

    “ [พันธนาการปฐพี] !”

    รากไม้และเสาหินพุ่งขึ้นมาล็อกขาของราชาวานรที่พยายามจะกระโดดขึ้นกำแพง

    "แนวหน้าตั้งรับ! อย่าให้พวกมันเข้ามาถึงตัวจอมเวท!" 

    อคินตะโกนสั่งการ เขาวิ่งนำหน้าเข้าปะทะพร้อมกับ เจ้าโบ้ และ ทองดี

    เจ้าโบ้ หมาป่าในชุดเกราะ พุ่งชนศัตรูอย่างไม่กลัวตาย 

    คมเขี้ยวของมันฉีกกระชากเนื้อลิงยักษ์จนเหวอะหวะ ส่วนทองดีควงดาบใหญ่ฟันกวาดจนหัวลิงขาดกระเด็น

    แต่ฝันร้ายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มขึ้น

    ราชาวานรย่อตัวลง ก่อนจะดีดตัวข้ามคูเมือง ลอยละลิ่วลงมาจอดบนสันกำแพงเสียงดังสนั่น

    ตูม!

    สัตยาไม่รอช้า พุ่งสวนเข้าไปด้วยสกิล [ยั่วยุ] แสงสีแดงวาบจากเกราะดึงดูดความสนใจของบอสได้ชะงัด

    “ทางนี้ไอ้จ๋อ! แน่จริงก็ทุบข้าให้แบนสิ!”

    ราชาวานรโกรธจัด มันทุบกระบองลงมาสุดแรง 

    " [โล่พิทักษ์] ! "

    เปรี้ยงงงง! 

    แสงสีทองสว่างวาบเป็นโดมป้องกัน สัตยายกโล่รับ แรงกดดันมหาศาลทำเอาเข่าของสัตยาทรุดลงกระแทกพื้น 

    กำแพงใต้เท้าแตกเป็นเสี่ยงๆ เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของอัศวินหนุ่ม แต่แววตาของเขายังคงลุกโชน

    สัตยาทรุดเข่าลง เลือดไหลซึมจากมุมปากแต่แววตายังคงบ้าคลั่ง

    “หนูนา! ตอนนี้!”

    สุวรรณาร่ายมหาเวทพายุทราย พุ่งเข้าเฉือนร่างสีขาวจนเลือดสีดำพุ่งกระฉูด 

    ทหารอาสาและนักผจญภัยต่างระดมยิงธนูและเวทมนตร์สนับสนุน แสงสีตระการตาพุ่งเข้าหาบอสตัวเดียวราวกับห่าฝน

    แต่ราชาวานรระดับ 85 ไม่ใช่สิ่งที่จะล้มได้ง่ายๆ มันเบ่งกล้ามเนื้อจนพันธนาการหินระเบิดออก 

    กระบองยักษ์เหวี่ยงเป็นวงกลมกวาดเหล่านักรบที่รุมล้อมจนกระเด็นหายไปในความมืด 

    อัคคีที่พยายามจะพุ่งเข้าไปเฉือนเส้นเอ็น ถูกปลายกระบองกระแทกเข้าที่ซี่โครงจนร่างลอยละลิ่วไปกระแทกป้อมปืน

    “อัคคี!” 

    อคินตะโกนลั่น ความโกรธเริ่มพลุ่งพล่านในอก เขาพยายามจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ฝูงลิงยักษ์นับสิบตัวรุมล้อมเขาไว้

    เวลาล่วงเลยไปจนถึงเกือบตีสอง สถานการณ์เริ่มเข้าขั้นวิกฤต 

    นักรบส่วนใหญ่บาดเจ็บสาหัส ผู้เผยแผ่ศาสนาพลังเวทย์หมดสิ้นจนทรุดลงไปกองกับพื้น

    สัตยายืนหอบกระเส่า เกราะสีเงินเต็มไปด้วยรอยบุบและคราบเลือด สุวรรณาเองก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่

    ราชาวานรเองก็บาดเจ็บหนัก แต่มันยิ่งบ้าคลั่งกว่าเดิม 

    มันง้างกระบองขึ้นเหนือหัว เตรียมจะปิดบัญชีสัตยาและสุวรรณาในทีเดียว

     

    [แจ้งเตือน: สกิล 'หยิบยืมพลัง' พร้อมใช้งาน]

    [คำเตือนจากระบบ: ไม่แนะนำให้ใช้! พลังงานวิญญาณฟื้นฟูเพียง 75%] 

    [หากฝืนใช้นายอาจจะหายไป... เอ่อ สลบไปนานกว่าปกติ!]

    [แนะนำ: ถอยเถอะ! ฉันจะเปิดทางหนีให้!] 

     

    “ถ้าไม่ใช้ตอนนี้... ทุกคนได้ตายกันหมดแน่! เอามาเลย! ยืมพลังมาเดี๋ยวนี้! ระบบ!!"

    อคินตะโกนก้องในใจ สวนกลับเสียงเตือนนั้น 

     

    [...]

     

    หน้าต่างระบบนิ่งค้างไปชั่วเสี้ยววินาที เหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นข้อความสั้นๆ ที่ดูเหมือนการถอนหายใจ

     

    [รับทราบ]

    [ทำการบังคับเปิดใช้งาน 'ผสานวิญญาณ'] 

    [ผสานวิญญาณ] 

    [ขอให้รอดนะ... ไอ้บ้าเอ๊ย]

    [เงื่อนไขครบถ้วน: สกิล 'เข้าทรง' ทำงานประสานกับ 'หยิบบืมพลัง']

    [กำลังทำการอัญเชิญ: จิตวิญญาณแห่งท้าวเวสสุวรรณ (ระดับ: เสี้ยวพลัง) ]

    [คำเตือน: ร่างกายผู้ใช้จะรับภาระหนัก... เวลาคงเหลือจะลดลงอย่างรวดเร็ว!]

     

    " [เข้าทรง] [หยิบยืมพลัง] !"

    วูบ!

     

    [เข้าทรงสำเร็จ]

    [หยิบยืมพลังสำเร็จ]

    [ได้รับบัฟพิเศษ : พลังแห่งยักษ์ 120 วินาที เนื่องจากพลังงานวิญญาณไม่เพียงพอ]

     

    อคินพึมพำกับความว่างเปล่า เขาไม่สนคำเตือนที่ดู 'เหมือนคน' ผิดปกติของระบบ

    เขาวิ่งตัดหน้าสัตยาที่กำลังจะถูกทุบ ความรู้สึกร้อนรุ่มที่กลางหลังแล่นพล่าน 

    ราวกับมีใครบางคนกำลังสลักอักขระลงบนดวงวิญญาณ 

    ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นธูปและศาลเจ้าเก่าๆ ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยไปที่นั่นเมื่อไหร่

    วูบ!

    โลกทั้งใบหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แสงสีเขียวปนทองสว่างวาบจนดวงตาของทุกคนบนกำแพงต้องหลับลง 

    เงาร่างมหึมาสีนิลสวมเกราะทองปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างของอคิน 'ท้าวเวสสุวรรณ' ผู้คุมกฎแห่งขุมนรกปรากฏกาย

    ดาบของอคินขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นกระบองวิเศษที่มีไฟสีฟ้าลุกโชน 

    ความรู้สึกตอนนั้นสำหรับอคินมันช่างแปลกประหลาด เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้น 

    แต่รู้สึกว่า 'โลกมันเล็กลง' และร่างกายเขาก็เบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก

    ราชาวานรที่เคยคลั่งจนหยุดไม่อยู่ ชะงักกึก สัญชาตญาณสัตว์ร้ายบอกมันว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ 'เหยื่อ' แต่เป็น 'ผู้พิพากษา'

    “เข้ามา!” 

    อคินคำราม เสียงของเขาซ้อนทับกับเสียงก้องกังวานของเทพเจ้า

    ตูมมมมมมมมมมม!!

    กระบองเหล็กปะทะกับกระบองเทพ แรงกระแทกเป่าเอาฝูงลิงรอบข้างกระเด็นหายไปในพริบตา 

    อคินในร่างทรงไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่ทุกท่วงท่าคือความเยือกเย็นที่ทรงพลัง 

    เขาเบี่ยงหลบกระบองยักษ์ด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน ก่อนจะฟาดกลับเข้าที่ชายโครงของบอสจนเสียงกระดูกหักดังก้องไปทั่วสมรภูมิ

    ราชาวานรกระอักเลือด มันพยายามจะสวนกลับ แต่อคินไม่ให้โอกาส

    “จบกันที... [ทัณฑ์สวรรค์] !”

    เขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างทรงเทพส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวันกลางฤดูร้อน 

    เขากระแทกกระบองเพลิงลงมากลางแสกหน้าของราชาวานร

    เปรี้ยงงงงงงงงงง!!

    แสงสว่างกลืนกินทุกอย่างไปครู่หนึ่ง เมื่อแสงจางลง 

    ร่างมหึมาของราชาวานรคลั่งก็นอนแน่นิ่งอยู่กลางกำแพงที่พังทลาย 

    กระบองเหล็กดำของมันหักสะบั้น ดวงตาสีเลือดดับแสงลงตลอดกาล

     

    [ระบบ: สังหาร เรดบอส ราชาวานรคลั่ง สำเร็จ!]

    [สกิล 'ผสานวิญญาณ' สิ้นสุดลง] 

    [เข้าสู่สภาวะ: อ่อนล้า 180 วินาที] 

    [ค่าความเหนื่อยล้า (Stamina) ลดลงอย่างรวดเร็ว] 

    [เงื่อนไขเวลาสิ้นสุด: สกิล 'เข้าทรง' ปลดการใช้งาน]

    [เงื่อนไขเวลาสิ้นสุด: สกิล 'หยิบยืมพลัง' คูลดาวน์ 72 ชั่วโมง]

    [แจ้งเตือน: พลังงานระบบเข้าขั้นวิกฤต... ปิดการทำงานฟังก์ชันเสริมทั้งหมด]

    [แจ้งเตือนวิกฤต: พลังงานระบบต่ำกว่า 5%... ปิดระบบสื่อสาร... ปิดฟังก์ชันพยุงร่าง...]

     

    ร่างทรงเทพสลายไปทิ้งไว้เพียงอคินในชุดพนักงานออฟฟิศที่ขาดรุ่งริ่ง 

    เขาทรุดลงกระแทกพื้น ความเจ็บปวดที่แท้จริงเริ่มถาโถมเข้ามา 

    แต่มันเป็นความเจ็บที่ 'โปร่งแสง' เขาเห็นมือตัวเองเริ่มสั่นและดูเหมือนจะจางลงเล็กน้อยในความมืด

    สัตยาและสุวรรณาวิ่งเข้ามาหา แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความทึ่ง 

    แต่ลึกๆ ในนั้นอคินเห็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ... มันคือความเศร้าสร้อยและการไว้อาลัย

    “นาย... ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้...”

     สัตยาพึมพำขณะประคองไหล่ที่เย็นเฉียบของอคิน เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าร่างของอคินนั้นไม่มีไออุ่นของสิ่งมีชีวิตเลย

    ...

    [02:42 น.]

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:17:59]

     

    เสียงประกาศชัยชนะจากเมืองหลวงดังขึ้นผ่านลำโพงที่ยังเหลืออยู่ 

    อิกไนตัสถูกกำจัดแล้ว... แต่ความสูญเสียนั้นมหาศาล 

    อคินพยายามจะลุกขึ้นเพื่อไปช่วยกู้ภัย แต่ขาของเขาไม่เชื่อฟังอีกต่อไป มันเริ่มกลายเป็นละอองแสงสีจางๆ

    “อคิน... พอแล้ว” 

    อัศวินมามาเลดในร่างแมวส้มใส่เกราะกระโดดลงมาข้างตัวเขา 

    แววตาของแมวนั้นดูแก่กล้าและเศร้าหมอง 

    “เจ้าทำเพื่อพวกเรามามากพอแล้ว... พักผ่อนเถอะ”

    มามาเลดหันไปสั่งการหน่วยอะนีมาเนียที่ยังเหลืออยู่ให้เข้าเมืองไปช่วยกู้ภัย 

    โดยสั่งให้โบ้และบัวลอยคุ้มกันอคินกลับไปที่เต็นท์อย่างเคร่งครัด ‘ห้ามใครแตะตัวเขาทั้งนั้น’ คือคำสั่งสุดท้ายที่อคินได้ยิน

    โบ้ หมาป่าเหล็กไหลคาบคอเสื้อของอคินลากกลับไปยังที่พักอย่างระมัดระวัง บัวลอยเดินตามหลังด้วยท่าทางที่ดูสงบนิ่งผิดปกติ

    เมื่อหัวถึงหมอนที่คุ้นเคย อคินมองขึ้นไปบนเพดานเต็นท์ สติของเขาเริ่มพร่าเลือน

    “ขอบใจนะ... ที่ปกป้องฉัน... นายเก่งที่สุดเลย อคิน” 

    เสียงของระบบดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่วันนี้มันไม่ได้ดูเหมือนเสียงสังเคราะห์ 

    แต่มันเหมือนเสียงกระซิบของคนที่เขารักและคิดถึงที่สุด

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

    ร่างของอคินสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าจางๆ ซึมลงไปในอากาศ 

    ทิ้งไว้เพียงตำนานบทใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นบนกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา 

    และความวุ่นวายของวันใหม่ที่กำลังรอเขาอยู่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน