ติ๊ง!
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ตอนนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม]
[ระบบกำลังรีบูต... พลังงานจิตวิญญาณฟื้นฟูที่ 75%]
[คำเตือน: คลื่นอสูรลำดับที่ 4 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว]
[แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับภูมิภาค: เรดบอสระดับภัยพิบัติ (S+) ]
['อิกไนตัส' ราชามังกรเพลิงอัคคี ได้ปรากฏตัวขึ้น]
สติของอคินถูกกระชากขึ้นจากความว่างเปล่า มันไม่ใช่การตื่นจากการนอนหลับ
แต่เหมือนการที่ฟันเฟืองเครื่องจักรเริ่มหมุนวนอีกครั้ง
ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามกระดูกก่อนที่มวลกล้ามเนื้อจะก่อตัวเป็นรูปร่าง
เขาหอบหายใจเฮือกใหญ่ ปอดขยายตัวรับอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นกำมะถันและเขม่าควัน
'พยายามจะไม่หักโหมก็แล้วกัน... พลังงานยังไม่เต็มดี'
เสียงใสของระบบดังขึ้นในหัว มันช่างนุ่มนวลและเจือด้วยความกังวลจนอคินรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่ได้มาจากอุณหภูมิร่างกาย
“โฮกกกกกกกกกกกกกกก!!!”
เสียงคำรามนั้นไม่ได้ผ่านมาทางหู แต่มันสั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ
แรงอัดอากาศมหาศาลทำให้เต็นท์ผ้าใบฉีกขาด อาคารคอนกรีตโดยรอบสั่นสะเทือนจนกระจกแตกละเอียดเป็นผุยผง
อคินดีดตัวขึ้นจากพื้น คว้าดาบเล่มเขื่องที่วางอยู่ข้างกาย
ความรู้สึกหนักอึ้งของโลหะในมือนั้นดูสมจริงจนเขาไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมร่างกายที่เพิ่งตื่นถึงได้ทรงพลังเพียงนี้
เขาพุ่งตัวออกไปสู่ความโกลาหล ท้องฟ้าทิศตะวันออกไม่ใช่สีดำ
แต่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานราวกับเลือดที่ถูกสาดไปทั่วเมฆา
ลมร้อนพัดพากลิ่นไหม้ของ 'เมืองหัวใจพฤกษา' มาถึงที่นี่... ที่มั่นสุดท้ายบนกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา
บนแนวกำแพง แสงสปอตไลต์สาดส่องตัดความมืดไปมา
ทหารนับพันในชุดเกราะมีตราสัญลักษณ์แคลนต่างลนลาน
สัตยา ยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของหอคอย แสงจากหน้าต่างระบบสีแดงเลือดหมูสะท้อนในดวงตาสีฟ้าครามของเขา
“แย่แล้ว พี่เป้!”
เสียงของสัตยาสั่นเครือ มือที่ถือทาวเวอร์ชิลด์อันหนักอึ้งสั่นระริก
“อิกไนตัส... กองกำลังหลักเราไม่อยู่ที่นั่น!”
อคินวิ่งขึ้นไปถึงแนวกำแพง เห็นภาพที่สัตยากำลังเสียขวัญ
แม่ทัพผู้แข็งแกร่งดั่งภูเขาน้ำแข็งบัดนี้กำลังจะถล่มลงมาด้วยความภักดีที่ล้นปรี่
“หนูนา! เตรียมยกพล!”
สัตยาหันไปตะคอกใส่สุวรรณา
“เราต้องกลับไปที่เมืองหลวง! หน้าที่องครักษ์คือปกป้องราชา ไม่ใช่มาเฝ้ากำแพงชายขอบแบบนี้!”
“ตั้งสติหน่อยเจมส์!”
สุวรรณาตวาดกลับ ร่างในชุดเวทสีมรกตของเธอสั่นเทาด้วยความโกรธและกังวลพอๆ กัน
“ถ้านายถอนกำลังตอนนี้ ทุกอย่างที่นี่จะกลายเป็นนรก! อสูรจะหลุดไปตลบหลังเมืองหลวง นายอยากให้ท่านเพทายถูกล้อมงั้นเหรอ!”
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบระเบิด ทหารรอบข้างต่างลดอาวุธลง
แววตาแห่งความหวังเริ่มมอดดับเมื่อเห็นผู้นำทะเลาะกัน
อคินก้าวเท้าออกไป หมายจะเอ่ยเตือนสติ แต่ทว่า... พสุธากลับเป็นผู้ให้คำตอบแทนเขา
ตึง... ตึง... ตึง...
แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงกว่าเสียงมังกรคำรามดังมาจากผืนป่าเบื้องหน้า
ต้นไม้โบราณหักโค่นราวกับยอดหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำ เงาดำมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากม่านหมอก
[แจ้งเตือนพื้นที่: ตรวจพบ 'เรดบอส' ระดับ A - ราชาวานรคลั่ง]
ร่างนั้นสูงท่วมหัวใจของคนบนกำแพง ขนสีขาวโพลนของมันสะท้อนแสงไฟจนดูเหมือนภูตผี
ดวงตาสีเลือดคู่นั้นแสยะมองมนุษย์ราวกับมองมดปลวก ในมือมันถือกระบองเหล็กดำที่หนาเท่าลำต้นไม้ใหญ่
“เข้าใจแล้ว...”
สัตยาแค่นเสียงลอดไรฟัน ความสับสนหายไป แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิมเขากระแทกโล่ลงพื้นจนกำแพงร้าว
“ถ้าข้ากลับไปในฐานะผู้แพ้ ข้าก็เป็นเพียงสุนัขที่ทิ้งหน้าที่... แต่ถ้าข้าบดขยี้ไอ้ลิงนี่แล้วกรีธาทัพกลับไป... นั่นถึงจะสมเกียรติ!”
เขาสลัดความกลัวทิ้ง ชูเกราะแขนขึ้นฟ้า
“ทุกคน! ประจำสถานี! เราจะฆ่ามันที่นี่ ภายในสามชั่วโมง!”
“เฮ้!!!!”
เสียงโห่ร้องปลุกขวัญดังกระหึ่ม
อคินกระชับดาบในมือ แอบยิ้มมุมปาก
‘เปลี่ยนอารมณ์ไวสมเป็นแม่ทัพจริงๆ’
สงครามเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระเบิดของปืนใหญ่เวทมนตร์
ลูกไฟและแสงสีฟ้าพุ่งผ่านหัวอคินไปปะทะกับร่างของราชาวานร
แต่มันกลับใช้กระบองยักษ์ควงสว่านปัดป้องการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
“ผู้เผยแผ่ศาสนา! ร่ายอวยพร!”
สัตยาตะโกนสั่ง
กลุ่มนักบวชในชุดขาวที่อยู่แนวหลังเริ่มสวดมนต์ แสงสีทองละมุนละไมแผ่กระจายออกมาคลุมร่างทหารทุกคน
อคินรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้น... แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความ ‘ขัดแย้ง’ ในร่างกาย
แสงศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้ผิวหนังของเขารู้สึกยิบๆ เหมือนโดนเข็มเล็กๆ ทิ่มแทง
‘ทำไมกัน... พลังรักษาของระบบทำไมถึงทำให้เราเจ็บ?’
เขาคิดในใจ แต่ไม่มีเวลาหาคำตอบ
ราชาวานรคำรามลั่น มันไม่ได้สั่งลูกน้องให้บุกธรรมดา
แต่มันคว้าคอลิงยักษ์ตัวเล็กกว่าแล้วเหวี่ยงพวกมันข้ามแนวกำแพงเข้ามาเหมือนลูกระเบิดมีชีวิต!
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ราชาวานรไม่ได้สนใจกลยุทธ์ใดๆ
มันใช้กำลังดิบๆ กวาดกระบองใส่ฝูงลูกน้องตัวเองจนกระเด็นข้ามกำแพงเข้ามาเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่
ผัวะ! ผัวะ!
"อ๊ากกก!"
เสียงร้องโหยหวนของทหารที่โดนลิงยักษ์ทับดังระงม เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกำแพง
ฟรุบ ฟรุบ
ลิงจำนวนมากพุ่งข้ามกำแพงเข้ามายังแนวหลัง
“มันโยนพวกเดียวกันมา! แนวหน้าตั้งรับ!”
สัตยาพุ่งเข้าปะทะ กระแทกโล่ใส่ลิงที่ตกลงมาจนกระดูกป่น
“อคิน! ฝั่งซ้าย!”
เสียงสุวรรณาดังขึ้น เธอประนมมือแน่น พลังเวทสีน้ำตาลไหลเวียนรอบตัว
“ [พันธนาการปฐพี] !”
รากไม้และเสาหินพุ่งขึ้นมาล็อกขาของราชาวานรที่พยายามจะกระโดดขึ้นกำแพง
"แนวหน้าตั้งรับ! อย่าให้พวกมันเข้ามาถึงตัวจอมเวท!"
อคินตะโกนสั่งการ เขาวิ่งนำหน้าเข้าปะทะพร้อมกับ เจ้าโบ้ และ ทองดี
เจ้าโบ้ หมาป่าในชุดเกราะ พุ่งชนศัตรูอย่างไม่กลัวตาย
คมเขี้ยวของมันฉีกกระชากเนื้อลิงยักษ์จนเหวอะหวะ ส่วนทองดีควงดาบใหญ่ฟันกวาดจนหัวลิงขาดกระเด็น
แต่ฝันร้ายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มขึ้น
ราชาวานรย่อตัวลง ก่อนจะดีดตัวข้ามคูเมือง ลอยละลิ่วลงมาจอดบนสันกำแพงเสียงดังสนั่น
ตูม!
สัตยาไม่รอช้า พุ่งสวนเข้าไปด้วยสกิล [ยั่วยุ] แสงสีแดงวาบจากเกราะดึงดูดความสนใจของบอสได้ชะงัด
“ทางนี้ไอ้จ๋อ! แน่จริงก็ทุบข้าให้แบนสิ!”
ราชาวานรโกรธจัด มันทุบกระบองลงมาสุดแรง
" [โล่พิทักษ์] ! "
เปรี้ยงงงง!
แสงสีทองสว่างวาบเป็นโดมป้องกัน สัตยายกโล่รับ แรงกดดันมหาศาลทำเอาเข่าของสัตยาทรุดลงกระแทกพื้น
กำแพงใต้เท้าแตกเป็นเสี่ยงๆ เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของอัศวินหนุ่ม แต่แววตาของเขายังคงลุกโชน
สัตยาทรุดเข่าลง เลือดไหลซึมจากมุมปากแต่แววตายังคงบ้าคลั่ง
“หนูนา! ตอนนี้!”
สุวรรณาร่ายมหาเวทพายุทราย พุ่งเข้าเฉือนร่างสีขาวจนเลือดสีดำพุ่งกระฉูด
ทหารอาสาและนักผจญภัยต่างระดมยิงธนูและเวทมนตร์สนับสนุน แสงสีตระการตาพุ่งเข้าหาบอสตัวเดียวราวกับห่าฝน
แต่ราชาวานรระดับ 85 ไม่ใช่สิ่งที่จะล้มได้ง่ายๆ มันเบ่งกล้ามเนื้อจนพันธนาการหินระเบิดออก
กระบองยักษ์เหวี่ยงเป็นวงกลมกวาดเหล่านักรบที่รุมล้อมจนกระเด็นหายไปในความมืด
อัคคีที่พยายามจะพุ่งเข้าไปเฉือนเส้นเอ็น ถูกปลายกระบองกระแทกเข้าที่ซี่โครงจนร่างลอยละลิ่วไปกระแทกป้อมปืน
“อัคคี!”
อคินตะโกนลั่น ความโกรธเริ่มพลุ่งพล่านในอก เขาพยายามจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ฝูงลิงยักษ์นับสิบตัวรุมล้อมเขาไว้
เวลาล่วงเลยไปจนถึงเกือบตีสอง สถานการณ์เริ่มเข้าขั้นวิกฤต
นักรบส่วนใหญ่บาดเจ็บสาหัส ผู้เผยแผ่ศาสนาพลังเวทย์หมดสิ้นจนทรุดลงไปกองกับพื้น
สัตยายืนหอบกระเส่า เกราะสีเงินเต็มไปด้วยรอยบุบและคราบเลือด สุวรรณาเองก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่
ราชาวานรเองก็บาดเจ็บหนัก แต่มันยิ่งบ้าคลั่งกว่าเดิม
มันง้างกระบองขึ้นเหนือหัว เตรียมจะปิดบัญชีสัตยาและสุวรรณาในทีเดียว
[แจ้งเตือน: สกิล 'หยิบยืมพลัง' พร้อมใช้งาน]
[คำเตือนจากระบบ: ไม่แนะนำให้ใช้! พลังงานวิญญาณฟื้นฟูเพียง 75%]
[หากฝืนใช้นายอาจจะหายไป... เอ่อ สลบไปนานกว่าปกติ!]
[แนะนำ: ถอยเถอะ! ฉันจะเปิดทางหนีให้!]
“ถ้าไม่ใช้ตอนนี้... ทุกคนได้ตายกันหมดแน่! เอามาเลย! ยืมพลังมาเดี๋ยวนี้! ระบบ!!"
อคินตะโกนก้องในใจ สวนกลับเสียงเตือนนั้น
[...]
หน้าต่างระบบนิ่งค้างไปชั่วเสี้ยววินาที เหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นข้อความสั้นๆ ที่ดูเหมือนการถอนหายใจ
[รับทราบ]
[ทำการบังคับเปิดใช้งาน 'ผสานวิญญาณ']
[ผสานวิญญาณ]
[ขอให้รอดนะ... ไอ้บ้าเอ๊ย]
[เงื่อนไขครบถ้วน: สกิล 'เข้าทรง' ทำงานประสานกับ 'หยิบบืมพลัง']
[กำลังทำการอัญเชิญ: จิตวิญญาณแห่งท้าวเวสสุวรรณ (ระดับ: เสี้ยวพลัง) ]
[คำเตือน: ร่างกายผู้ใช้จะรับภาระหนัก... เวลาคงเหลือจะลดลงอย่างรวดเร็ว!]
" [เข้าทรง] [หยิบยืมพลัง] !"
วูบ!
[เข้าทรงสำเร็จ]
[หยิบยืมพลังสำเร็จ]
[ได้รับบัฟพิเศษ : พลังแห่งยักษ์ 120 วินาที เนื่องจากพลังงานวิญญาณไม่เพียงพอ]
อคินพึมพำกับความว่างเปล่า เขาไม่สนคำเตือนที่ดู 'เหมือนคน' ผิดปกติของระบบ
เขาวิ่งตัดหน้าสัตยาที่กำลังจะถูกทุบ ความรู้สึกร้อนรุ่มที่กลางหลังแล่นพล่าน
ราวกับมีใครบางคนกำลังสลักอักขระลงบนดวงวิญญาณ
ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นธูปและศาลเจ้าเก่าๆ ผุดขึ้นมาในหัว ทั้งที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยไปที่นั่นเมื่อไหร่
วูบ!
โลกทั้งใบหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แสงสีเขียวปนทองสว่างวาบจนดวงตาของทุกคนบนกำแพงต้องหลับลง
เงาร่างมหึมาสีนิลสวมเกราะทองปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างของอคิน 'ท้าวเวสสุวรรณ' ผู้คุมกฎแห่งขุมนรกปรากฏกาย
ดาบของอคินขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นกระบองวิเศษที่มีไฟสีฟ้าลุกโชน
ความรู้สึกตอนนั้นสำหรับอคินมันช่างแปลกประหลาด เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้น
แต่รู้สึกว่า 'โลกมันเล็กลง' และร่างกายเขาก็เบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก
ราชาวานรที่เคยคลั่งจนหยุดไม่อยู่ ชะงักกึก สัญชาตญาณสัตว์ร้ายบอกมันว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ 'เหยื่อ' แต่เป็น 'ผู้พิพากษา'
“เข้ามา!”
อคินคำราม เสียงของเขาซ้อนทับกับเสียงก้องกังวานของเทพเจ้า
ตูมมมมมมมมมมม!!
กระบองเหล็กปะทะกับกระบองเทพ แรงกระแทกเป่าเอาฝูงลิงรอบข้างกระเด็นหายไปในพริบตา
อคินในร่างทรงไม่ได้ใช้เพียงแรงกาย แต่ทุกท่วงท่าคือความเยือกเย็นที่ทรงพลัง
เขาเบี่ยงหลบกระบองยักษ์ด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน ก่อนจะฟาดกลับเข้าที่ชายโครงของบอสจนเสียงกระดูกหักดังก้องไปทั่วสมรภูมิ
ราชาวานรกระอักเลือด มันพยายามจะสวนกลับ แต่อคินไม่ให้โอกาส
“จบกันที... [ทัณฑ์สวรรค์] !”
เขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างทรงเทพส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวันกลางฤดูร้อน
เขากระแทกกระบองเพลิงลงมากลางแสกหน้าของราชาวานร
เปรี้ยงงงงงงงงงง!!
แสงสว่างกลืนกินทุกอย่างไปครู่หนึ่ง เมื่อแสงจางลง
ร่างมหึมาของราชาวานรคลั่งก็นอนแน่นิ่งอยู่กลางกำแพงที่พังทลาย
กระบองเหล็กดำของมันหักสะบั้น ดวงตาสีเลือดดับแสงลงตลอดกาล
[ระบบ: สังหาร เรดบอส ราชาวานรคลั่ง สำเร็จ!]
[สกิล 'ผสานวิญญาณ' สิ้นสุดลง]
[เข้าสู่สภาวะ: อ่อนล้า 180 วินาที]
[ค่าความเหนื่อยล้า (Stamina) ลดลงอย่างรวดเร็ว]
[เงื่อนไขเวลาสิ้นสุด: สกิล 'เข้าทรง' ปลดการใช้งาน]
[เงื่อนไขเวลาสิ้นสุด: สกิล 'หยิบยืมพลัง' คูลดาวน์ 72 ชั่วโมง]
[แจ้งเตือน: พลังงานระบบเข้าขั้นวิกฤต... ปิดการทำงานฟังก์ชันเสริมทั้งหมด]
[แจ้งเตือนวิกฤต: พลังงานระบบต่ำกว่า 5%... ปิดระบบสื่อสาร... ปิดฟังก์ชันพยุงร่าง...]
ร่างทรงเทพสลายไปทิ้งไว้เพียงอคินในชุดพนักงานออฟฟิศที่ขาดรุ่งริ่ง
เขาทรุดลงกระแทกพื้น ความเจ็บปวดที่แท้จริงเริ่มถาโถมเข้ามา
แต่มันเป็นความเจ็บที่ 'โปร่งแสง' เขาเห็นมือตัวเองเริ่มสั่นและดูเหมือนจะจางลงเล็กน้อยในความมืด
สัตยาและสุวรรณาวิ่งเข้ามาหา แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความทึ่ง
แต่ลึกๆ ในนั้นอคินเห็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ... มันคือความเศร้าสร้อยและการไว้อาลัย
“นาย... ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้...”
สัตยาพึมพำขณะประคองไหล่ที่เย็นเฉียบของอคิน เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าร่างของอคินนั้นไม่มีไออุ่นของสิ่งมีชีวิตเลย
...
[02:42 น.]
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:17:59]
เสียงประกาศชัยชนะจากเมืองหลวงดังขึ้นผ่านลำโพงที่ยังเหลืออยู่
อิกไนตัสถูกกำจัดแล้ว... แต่ความสูญเสียนั้นมหาศาล
อคินพยายามจะลุกขึ้นเพื่อไปช่วยกู้ภัย แต่ขาของเขาไม่เชื่อฟังอีกต่อไป มันเริ่มกลายเป็นละอองแสงสีจางๆ
“อคิน... พอแล้ว”
อัศวินมามาเลดในร่างแมวส้มใส่เกราะกระโดดลงมาข้างตัวเขา
แววตาของแมวนั้นดูแก่กล้าและเศร้าหมอง
“เจ้าทำเพื่อพวกเรามามากพอแล้ว... พักผ่อนเถอะ”
มามาเลดหันไปสั่งการหน่วยอะนีมาเนียที่ยังเหลืออยู่ให้เข้าเมืองไปช่วยกู้ภัย
โดยสั่งให้โบ้และบัวลอยคุ้มกันอคินกลับไปที่เต็นท์อย่างเคร่งครัด ‘ห้ามใครแตะตัวเขาทั้งนั้น’ คือคำสั่งสุดท้ายที่อคินได้ยิน
โบ้ หมาป่าเหล็กไหลคาบคอเสื้อของอคินลากกลับไปยังที่พักอย่างระมัดระวัง บัวลอยเดินตามหลังด้วยท่าทางที่ดูสงบนิ่งผิดปกติ
เมื่อหัวถึงหมอนที่คุ้นเคย อคินมองขึ้นไปบนเพดานเต็นท์ สติของเขาเริ่มพร่าเลือน
“ขอบใจนะ... ที่ปกป้องฉัน... นายเก่งที่สุดเลย อคิน”
เสียงของระบบดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่วันนี้มันไม่ได้ดูเหมือนเสียงสังเคราะห์
แต่มันเหมือนเสียงกระซิบของคนที่เขารักและคิดถึงที่สุด
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]
ร่างของอคินสลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าจางๆ ซึมลงไปในอากาศ
ทิ้งไว้เพียงตำนานบทใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นบนกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา
และความวุ่นวายของวันใหม่ที่กำลังรอเขาอยู่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง