(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 169 ร้านกระทะทองถูกจับ

    ตอนที่ 169 ร้านกระทะทองถูกจับ



    หัวหน้าหมู่บ้านเองก็เคยมีโอกาสได้กินอาหารที่ไลท์เป็นคนมาหลายครั้งแล้ว แน่นอนว่ารสชาติของอาหารที่ครบเครื่องเช่นนี้ มีหรือที่หัวหน้าหมู่บ้านจะไม่ติดใจ เพราะจนถึงทุกวันนี้ ในทุกๆ วันหัวหน้าหมู่บ้านยังต้องจ้างวานคนของตัวเอง ให้เดินทางไปยังร้านอาหารสามเวลา เพื่อซื้ออาหารมาให้กับตนอยู่เลย



    โดยวันนี้ที่ไลท์ได้เข้ามาพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านถึงที่นี่ นอกจากเขาจะนำอาหารมาฝากให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน เขายังมีธุระที่ต้องจัดแจงกับหัวหน้าหมู่บ้านอยู่อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงร้านอาหารให้กว้างขวางมากขึ้น ที่อาจจะต้องขยับขยายพื้นที่ออกมาจากร้านเดิมในบางส่วน

    หรือจะนำส่งทะเบียนรถม้าที่ได้รับเป็นของขวัญจากท่านไวทเคานต์ เพื่อยืนยันว่าตนเองนั้นเป็นเจ้าของ

    และธุระสำคัญประการสุดท้าย ก็คือ การแสดงโฉนดที่ดินของหมู่บ้านสายหมอกที่ไลท์ได้ยึดมาจากการให้ยืมเงิน แต่อีกฝ่ายไม่สามารถใช้หนี้และแจ้งความจำนง ยินยอมให้ไลท์ยึดที่ดินได้ตามสัญญานั่นเอง



    ทั้งนี้โฉนดที่ดินของหมู่บ้านสายหมอก ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหัวหน้าหมู่บ้านดาราฉาย เพียงแต่พ่อของแมทขันอาสาดำเนินเรื่องให้กับไลท์แทน เพราะหัวหน้าหมู่บ้านสายหมอกกับพ่อของแมท นั้นนับว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน

    ฉะนั้นการยื่นเรื่องและดำเนินการคงจะง่ายมากกว่า หากให้ไลท์ต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านสายหมอกที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมด้วยตัวเอง



    “ขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านด้วยนะครับ ที่ช่วยเหลือเรื่องยากๆ ให้แบบนี้” หลังจากพูดคุยกันอยู่นานหลายชั่วโมง เพื่อสะสางธุระต่างๆ

    ไม่นานไลท์ก็ได้ออกมาจากสำนักงาน ก่อนจะเตรียมร่ำลาหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยัง ฟาร์มของไรอันและจีน่าที่มีเหล่าพนักงานร้านอาหารสามเวลา ยกเว้นสองตายายและคาห์น ไปรออยู่ที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว


    “ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณไลท์ ที่ช่วยให้ลูกชายของฉันกลายเป็นผู้เป็นคน เหมือนกับคนอื่นๆ สักที” หัวหน้าหมู่บ้านมองไปยังแมท ที่กำลังไปจัดเตรียมรถม้าให้กับไลท์ด้วยความภูมิใจ


    “แมทขยันทำงานมากๆ ครับ อีกทั้งตอนนี้ก็เข้ากับทุกๆ คนได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นหัวหน้าหมู่บ้านไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะช่วยดูแลแมทให้เองครับ แม้ผมจะอายุน้อยกว่าเขาอยู่เล็กน้อยก็เถอะ” ไลท์ไม่ได้ชมแมท แค่เพียงเพราะต้องการเอาใจหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้น



    ในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่แมทได้เข้ามาทำงานเป็นคนเฝ้าประตูและจัดลำดับลูกค้าที่ร้านอาหารสามเวลาของเขา แม้ในช่วงแรกๆ แมทจะยังมีความทะนงตนหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความทะนงตนก็ไม่ได้มีเหลือให้เห็นอีก


    แมทดูอ่อนน้อมมากขึ้น หยอกล้อพูดคุยกับลูกค้าที่นั่งรอลำดับคิวอยู่ด้านนอกเพื่อฆ่าเวลาอย่างเป็นมิตร รวมไปถึงสามารถจัดการกับลูกค้าต่างถิ่นที่ไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของทางร้าน จนอาละวาดโวยวาย


    แมทก็จัดการ ใช้ความแข็งแกร่งที่ตนเองมี ข่มขวัญลูกค้าหัวรุนแรงเหล่านั้นได้อย่างอยู่หมัด โดยไม่ต้องถึงมือ คาห์น โทมัสและจิมเลยทีเดียว


    “ได้ยินไลท์พูดแบบนี้ก็สบายใจขึ้นหน่อย…เอาไว้เจอกันใหม่นะ ไอ้ลูกชาย” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวลาไลท์ พลางตบไหล่แมทเบาๆ

    แต่ทว่าในระหว่างที่ไลท์กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าที่มีแมทเป็นคนขับอยู่นั่นเอง จู่ๆ บนถนนก็มีรถม้าคันหนึ่งแล่นสวนเข้ามาในหมู่บ้าน



    รถม้าคันนั้นประดับไปด้วยตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรลูนาเทีย ที่ดูหรูหรากว่ารถม้าธรรมดาของไลท์อยู่มากโข


    อย่างไรก็ตามรถม้าคันดังกล่าว ไม่ได้หยุดหรือจอดลงที่หน้าสำนักงานของหัวหน้าหมู่บ้านแต่อย่างใด


    ซึ่งอันที่จริงแล้ว หากมีขุนนางหรือทหารที่มาจากเมืองหลวงและใช้รถม้าประจำอาณาจักรลูนาเทียเช่นนี้ สิ่งแรกที่พวกเขาจะมาก็มักจะเป็น สำนักงานหรือจวนหัวหน้าหมู่บ้านเป็นอันดับแรก

    เพื่ออย่างน้อยๆ เป็นการทักทายต่อหัวหน้าหมู่บ้านหรือคนดูแล เขตบริเวณนี้ในฐานะเจ้าบ้านเสียก่อน



    “นั้นขบวนรถของใครเหรอพ่อ? ทำไมขุนนางพวกนั้น ไม่จอดแวะทักทายพ่อเลยล่ะ?” แมทได้หันไปตามรถม้าที่วิ่งสวนไป

    ก่อนจะเอ่ยถามกับผู้เป็นพ่อถึงรถม้าคันดังกล่าวที่ขับผ่านพ่อของเขาไป โดยไม่สนใจที่จะเข้ามาทักทาย

    “คงจะเป็นขบวนของ ‘ท่านมาควิสแอชตัน’ ล่ะมั้ง ก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะไม่เห็นหัวของหัวหน้าหมู่บ้านอันห่างไกลแบบนี้” พ่อของแมทไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกมองข้ามจากบรรดาขุนนางผู้สูงศักดิ์อยู่แล้ว


    เพราะรู้ดีว่าในแวดวงขุนนางนั้นมีตั้งแต่ ขุนนางที่โกงกินบ้านเมือง ขุนนางที่หลงใหลในอำนาจ พูดให้เข้าใจก็คือมีทั้งขุนนางน้ำดีและเนื้อร้ายอยู่เต็มไปหมดทั่วทั้งอาณาจักร


    ส่วน มาควิสแอชตัน นี้ก็จัดเป็นหนึ่งในขุนนางที่หัวหน้าหมู่บ้าน มองว่าเป็นขุนนางที่หลงใหลในอำนาจ ด้วยความที่มาควิสแอชตันนั้น เป็นขุนนางที่ทำงานภายใต้คำสั่งของพระราชาโจเซฟโดยตรง

    ก็ยิ่งทำให้ อำนาจของ มาควิสแอชตัน นั้นสูงเสียดฟ้าจนดยุก ที่มีศักดิ์ฐานะทางแวดวงขุนนางสูงกว่าก็ยังไม่กล้าที่จะมีปัญหากับมาควิสแอชตันคนนี้ด้วยเลย


    ‘มาควิสแอชตัน? ทำงานภายใต้คำสั่งของพระราชาโจเซฟ?’ ไลท์ที่ได้ยินถึงตัวตนของอีกฝ่ายจากปากของหัวหน้าหมู่บ้านก็พลันเกิดความสงสัยขึ้นมา


    ด้วยความที่ว่าตลอดที่ผ่านมา ไลท์ได้ลอบแอบฟังการสื่อสารของไวทเคานต์นิคกับหมู่ขุนนางในสภาอยู่แทบจะตลอด เพื่อตั้งใจที่จะเรียนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของอาณาจักรลูนาเทียให้มากกนี้


    ทว่าเขาไม่เคยได้ยินเรื่องที่ทางการจะส่ง มาควิสแอชตัน มายังป่าดาราฉายเลยสักครั้งเดียว อีกทั้งไลท์ก็มั่นใจว่า ทางด้านของไวทเคานต์นิคเองก็ไม่ทราบถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะตัวของขุนนางวัยกลางคนผู้นี้ ยังมักจะเล่าเรื่องที่ตนเองได้รับการแต่งตั้งในเขตเมืองดาราฉายกับไลท์อยู่เลย


    ฉะนั้นไม่มีทางเลย ที่ไวทเคานต์นิคจะไม่รู้เรื่องการมายังเขตป่าดาราฉายของขุนนางระดับสูง ‘ชั้นมาควิส’ และคลาดกันตอนที่กลับเมืองหลวงกันเช่นนี้


    ไวทเคานต์นิคเป็นคนทำงานโดยไม่ข้ามหัวใคร มีหรือที่จะกล้าไม่อยู่ต้อนรับ มาควิสแอชตัน?


    แต่ที่น่าแปลกมากกว่านั้น นอกเหนือจากการมาของมาควิสแอชตันแล้ว ทางด้านหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้เสริมเพิ่มเติมขึ้นมาว่า “แต่แปลกนะ เหตุใดมาควิสแอชตันถึงมากับเซอร์เลโอนาร์ด ที่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเฝ้าระวัง จากฐานที่มั่นสุดท้าย?”


    หัวหน้าหมู่บ้านมองตามรถม้าที่ขับผ่านไปด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรไปมากกว่านั้น ก่อนจะโบกมือลาไลท์และแมทที่เดินทางไปยังฟาร์มของโทมัสและจีน่า ซึ่งเป็นจุดหมายต่อไป


    โดยระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่นั่นเอง ทางด้านไลท์ที่ยังมีความสงสัยกับ การมาถึงของมาควิสแอชตันและเซอร์เลโอนาร์ด ก็ได้เอ่ยถามคำถามบางอย่างกับแมทที่อยู่ข้างๆ


    “แมท ฐานที่มั่นสุดท้ายนี้อยู่ตรงไหนเหรอ? ทำไมพ่อนายถึงได้ดูแปลกใจที่ได้เห็น เซอร์เลโอนาร์ดเสียยิ่งกว่ามาควิสแอชตันขนาดนั้น”

    “ไม่ใช่แค่พ่อของผมนะครับที่แปลกใจ ตัวผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม เซอร์เลโอนาร์ดถึงได้มาอยู่ที่นี่” แมทไม่ใช่คนที่ไม่รู้ความ แมทนั้นรู้ว่าบุคคลในรถม้าที่พ่อของเขาพูดนั้นเป็นใครและมาจากไหน ดังนั้นตัวของแมทจึงสงสัยเรื่องนี้ไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อและไลท์

    พลางบอกเล่าถึง เซอร์เลโอนาร์ดและตำแหน่งรักษาการฐานที่มั่นสุดท้ายให้กับไลท์ได้ฟัง โดยมีใจความดังนี้


    ฐานที่มั่นสุดท้ายของอาณาจักรลูนาเทีย คือฐานป้องกันของทหารที่อยู่ติดกับชายแดนตอนใต้ของอาณาจักร ซึ่งฐานที่มั่นนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันจากอสูรหรือปีศาจตนใด หากแต่ตั้งตระหง่านประจันหน้ากับ จักรวรรดิมังกรทมิฬ ที่เป็นศัตรูกันต่างหาก


    โดยก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีการตั้งฐานที่มั่นสุดท้าย ดินแดนทางตะวันตกของทางใต้อาณาจักรนั้นเคยเป็นของ คนแคระ หากแต่คนแคระได้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม ช่วงชิงดินแดน เนื่องจากถูก ‘ลอร์ดแฮร์ริสัน’ กษัตริย์แห่งจักรวรรดิมังกรทมิฬและอัศวินผู้ไม่เคยพ่ายอย่าง ‘ไทเลอร์’ บุกแย่งชิงดินแดนด้วยมังกรทมิฬ จนลอร์ดแฮร์ริสันได้สมญานามว่า กษัตริย์ผู้ขี่มังกร ฆ่าล้างเมืองของคนแคระ



    แต่เพราะด้วยความรุนแรงจากภัยสงครามที่เกิดขึ้น มันรุงแรงมากจนพื้นดินและสิ่งแวดล้อมนั้นไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีก ทำให้เมืองของเหล่าคนแคระ ได้กลายเป็นดินแดนที่สาบสูญจนถึงปัจจุบัน

    และเมื่อไม่มีดินแดนของคนแคระช่วยขวางกั้นเอาไว้อีก ทางด้านอาณาจักรลูนาเทียจึงจำเป็นต้องสร้างฐานที่มั่นสุดท้ายนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันการรุกรานของจักรวรรดิมังกรทมิฬนั่นเอง


    “ถ้าเป็นอย่างที่นายเล่า มันก็น่าแปลกจริงๆ ในเมื่อฐานที่มั่นสุดท้ายมีความสำคัญมากขนาดนี้ การที่ผู้บัญชาการอย่างเซอร์เลโอนาร์ด เดินทางมายังป่าดาราฉายที่อยู่ห่างกันไปเป็นวันขนาดนี้ ดูยังไงมันก็แปลกจริงๆ” ไลท์เมื่อได้ฟังเรื่องของฐานที่มั่นสุดท้าย ถึงแม้จะไม่เข้าใจเรื่องสงครามและการสู้รบมาก่อน แต่ขนาดเขาที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็ยังพอจะรู้ได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ คือจุดยุทธศาสตร์ของอาณาจักรลูนาเทีย ที่ไม่อาจสูญเสียไปได้


    แต่การที่ผู้บังคับบัญชาฐานที่มั่นสุดท้าย เดินทางมายังป่าดาราฉาย เฉกเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ตีลังกากลับไปมา เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี...ว่าขุนนางและทหารอันสูงศักดิ์จะมาทำอะไรกันที่หมู่บ้านดาราฉาย?


    “สงสัยจะได้ยินข่าวว่าร้านอาหารสามเวลาของพวกเราทำอาหารอร่อยเลยอยากจะมารับประทานมั้งครับ ท่านไลท์อย่าได้คิดมากเลย” แมทพูดออกมาเพื่อที่จะเปลี่ยนเรื่อง โดยอีกไม่นานพวกเขาทั้งสองก็จะถึงฟาร์มของไรอันและจีน่ากันแล้ว

    “ถ้าอย่างนั้นก็ รีบจัดการธุระที่นี่ให้เสร็จก็แล้วกัน เผื่อว่าพวกเราจะตกปลาใหญ่แบบท่านไวทเคานต์นิคได้อีกสักคนสองคน”

    ไลท์พยายามมองในแง่ดี แต่ทว่า...ความจริงกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดเอาไว้เลย


    ‘เจ้าโปริ่งไปตามดูให้กับฉันหน่อยว่าคนพวกนี้มาทำอะไร...แล้วก็ระวังอย่าให้ถูกใครจับได้ ไว้ฉันจะมารับแกในตอนเย็น’


    ปุ้ง! เจ้าโปริ่งที่เกาะอยู่บนไหล่ของไลท์ ได้ทำการแยกร่างออกมาหนึ่งร่าง ก่อนจะกระโดดปีนป่ายขึ้นไปตามหลังคาบ้านเรือน ทำหน้าที่กล้องวงจรปิดอีกครั้ง



    ปัง ปัง...!


    ในหมู่บ้านดาราฉาย ที่บ้านหลังหนึ่งที่เคยเป็นรังโจร บัดนี้มีทหารจำนวนหนึ่งได้เคาะประตูบ้านของพวกเขาอย่างแรง

    แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบรับจากผู้ที่อยู่ด้านใน...ทุกอย่างเงียบสนิท ราวกับไม่มีคนอาศัยอยู่ ตามที่ชาวบ้านและนักผจญภัยต่างก็มักจะมองข้ามบ้านหลังนี้ไปเสียทุกครั้งที่ออกตามจับ เจ้าของร้านกระทะทอง


    “ถ้ายังมุดหัวอยู่อีก ฉันจะทำลายบ้านหลังนี้ให้สิ้นซาก!” ครานี้เป็นเสียงของชายรูปร่างสูงใหญ่และเต็มไปด้วยหมัดกล้าม เขาเดินก้าวอาดๆ โดยมีชุดเกราะสีทองประกายสลักทั้งตัว พร้อมกับชักดาบที่ดู ทรงพลังออกมาจากฝัก


    “นั้นเซอร์เลโอนาร์ดไม่ใช่เหรอ? อย่าบอกนะว่า เขามาตามจับ เจ้าของร้านกระทะทอง?!” เหล่าชาวบ้านต่างยืนมุงดูด้วยความตื่นตะลึง เมื่อได้พบเจอกับหัวหน้าผู้บัญชาการจากฐานที่มั่นสุดท้ายอย่างเซอร์เลโอนาร์ด ตัวเป็นๆ เช่นนี้


    ฟ้าว~!

    เซอร์เลโอนาร์ดได้ฟาดฟันประตูบ้านที่เคยเป็นรังโจรของร็อคและแหล่งกบดานของ เจ้าของร้านกระทะทอง ด้วยความรุนแรง

    ประกายดาบที่ฟาดผ่านประตู มันแสดงให้เห็นเลยว่า ดาบเล่มนี้ของเซอร์เลโอนาร์ดนั้นแข็งกล้ามากขนาดไหน

    เพราะเพียงแค่ดาบเดียว ประตูบ้านที่ทำจากเหล็ก ก็ขาดออกจากกัน ราวกับเป็นก้อนเนย อะไรทำนองนั้น



    “ยอมแล้ว! อย่าฆ่าฉันเลย ฉันยินดีรับโทษ!” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คนที่หลบซ่อนอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว

    คือเจ้าของร้านกระทะทอง ที่ทุกคนในเขตเมืองดาราฉายกำลังตามตัวอยู่นั่นเอง


    มันยืนสั่นเทา เอามือปิดหน้าปิดตาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถูกทหารภายใต้สังกัดของเซอร์เลโอนาร์ดนั้นจับกุมตัวไปในที่สุด



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy



    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน