เงาคนบนหลังคาบ้านเยี่ยซิงเหอยกมือขึ้นช้า ๆ
ในมือนั้นไม่มีอาวุธ
มีเพียงลูกคิดไม้เก่าซึ่งร้อยเม็ดสีดำสลับแดง
“อย่ายิง!” ชายผู้นั้นร้อง “ข้าเป็นพ่อค้า!”
นายพรานเถียนหัวเราะหอบ ๆ ทั้งที่เลือดยังซึมจากน่อง“พ่อค้าของเจ้าปีนหลังคาและหยดเลือดใส่หน้าคนหรือ?”
ชายแปลกหน้าก้มมองชายเสื้อรอยเลือดบนผ้ามาจากแขนซ้ายซึ่งพันไว้ลวก ๆ “ข้าหนีสัตว์อสูรขึ้นมา หากไม่เชื่อดูบาดแผลได้”
เยี่ยซิงเหอไม่ละสายตาจากเท้าของเขา
รองเท้าผ้าคู่นั้นสะอาดเกินไป ไม่มีคราบดำเหมือนรอยบนหิมะและไม่มีหิมะเกาะขอบพื้น ราวกับเพิ่งเปลี่ยนก่อนขึ้นหลังคา
“ลงมา” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“วางกระบี่ก่อน”
“เจ้าต่อรองผิดที่”
เสียงฝีเท้าชาวบ้านดังจากปลายตรอกหญิงผู้ถือคันธนูนำคนสี่คนเข้ามา ปลายลูกธนูทุกดอกเล็งชายบนหลังคา
ชายแปลกหน้ามองทางหนีรอบหนึ่งก่อนหย่อนลูกคิดลงในกระเป๋าแล้วกระโดดลงลานเขาลงพื้นเบากว่าพ่อค้าผู้แบกของเดินทางไกลแต่หนักกว่าผู้ฝึกตนซึ่งชำนาญวิชาตัวเบา
จงใจให้ดูธรรมดา
เยี่ยซิงเหอสังเกตการลงน้ำหนักนั้นไว้
“ชื่อ” เขาถาม
“เฉียนซุ่น พ่อค้าผ้า”
“เข้าหมู่บ้านเมื่อใด?”
“เมื่อวานก่อนประตูปิด ข้ากับพวกหลบอยู่เรือนเก็บของพอการโจมตีเริ่ม สัตว์ดำตัวหนึ่งมุดเข้ามา พวกเราจึงแยกกันหนี”
“พวกเจ้ามีกี่คน?”
“สี่”
นายพรานเถียนชี้รอยดำหน้าธรณี “เหตุใดมันหยุดหน้าบ้านนี้?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร? ข้าเพียงวิ่งตามหลังคา”
คำตอบเร็วเกินคำถาม
ชายผู้นี้รู้ว่าบ้านเป็นของใครหรือไม่ เยี่ยซิงเหอยังแยกไม่ได้แต่การที่เขารีบปฏิเสธความเกี่ยวข้องย่อมหมายความว่าเขาเข้าใจว่ารอยนั้นสำคัญ
“พาข้าไปหาพวกของเจ้า” เยี่ยซิงเหอกล่าว
เฉียนซุ่นยิ้มเจื่อน “ยามนี้กองทัพล้อมหมู่บ้านพวกเราล้วนเป็นผู้หนีภัย เหตุใดต้องสอบสวนเหมือนโจร?”
“เพราะโจรบางคนแต่งเป็นผู้หนีภัย” หญิงผู้ถือคันธนูตอบ
ชายแปลกหน้ามองนาง แล้วมองจำนวนลูกธนูในกระบอกเขานับด้วยสายตาเร็วเพียงครั้งเดียว
“ได้ ข้าจะพาไป”
นายพรานเถียนพยายามเดินตาม แต่ขาอ่อนจนต้องยันผนังเยี่ยซิงเหอสั่งคนพาเขาไปรักษา
“รอยยังไม่จบ” นายพรานค้าน
“เจ้าตามมันมาถึงคนแล้ว”
“ยังไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน”
“จึงต้องให้เจ้ารักษาขาไว้ตามต่อ”
นายพรานสบถเบา ๆ แต่ยอมให้คนช่วยเขายื่นแผ่นหนังรูปเท้าคนซึ่งตัดจากสัตว์อสูรให้เยี่ยซิงเหอ “เทียบกับรองเท้ามันอย่าเทียบขนาด เทียบปมเชือก”
เยี่ยซิงเหอซ่อนแผ่นหนังไว้ในแขนเสื้อ
เฉียนซุ่นนำทางไปยังโรงชั่งเก่าข้างคลังพังประตูถูกกองกระสอบบังไว้ ถ้าไม่รู้ว่ามีคนอยู่ภายใน ย่อมเห็นเป็นเพียงเรือนร้าง
เขาเคาะสองครั้ง หยุด แล้วเคาะอีกหนึ่งครั้ง
คนข้างในไม่เปิดทันที
เฉียนซุ่นจึงกล่าว “ข้ากลับมาแล้ว มีชาวบ้านมาด้วย”
กลอนขยับ
ชายอีกสามคนปรากฏหลังบานประตู ทุกคนสวมเสื้อหนาหยาบ มีห่อผ้าตะกร้า และคานหาบวางอยู่รอบเรือน สิ่งของดูเหมือนสินค้าสำหรับเดินทาง ทว่าม้า ลาหรือเกวียนสักคันกลับไม่มี
หญิงชาวบ้านสองคนอยู่ด้านในด้วย คนหนึ่งถือห่อยาอีกคนกำลังชั่งเกลือบนตาชั่งไม้ สีหน้าทั้งคู่ตกใจเมื่อเห็นธนูและกระบี่
“พวกเขาให้ยาเรา” หญิงคนแรกรีบบอก “ไม่คิดเงินบอกให้แบ่งแก่คนเจ็บ”
เฉียนซุ่นผายมือ “เห็นหรือไม่ เราไม่ได้ซ่อนตัวเพียงช่วยเท่าที่ช่วยได้”
เยี่ยซิงเหอมองห่อยา สมุนไพรข้างในเป็นของรักษาแผลทั่วไปมีกลิ่นจริง ไม่มีผงโลหิตปนให้เห็น แต่เชือกที่มัดห่อผูกปมต่างกันตามจำนวน
ห่อของหญิงคนแรกมีสามปม ห่อข้างตาชั่งมีห้าปมตรงกับจำนวนคนในเรือนทั้งสอง
เฉียนซุ่นอ้างว่าใช้แยกชนิดยาแต่หญิงชาวบ้านยืนยันว่าของข้างในเหมือนกันพวกเขาใช้วิธีเดียวกับที่โม่เหอผูกปมจำสัญญาณประตู นับคนโดยทำให้ดูเหมือนแบ่งยา
หญิงคนหนึ่งกำห่อยาแน่น “ยานี้ใช้ได้หรือไม่?”
ผู้เฒ่าโม่ยังมาไม่ถึง ไม่มีผู้ใดยืนยันได้เยี่ยซิงเหอไม่อาจสั่งทิ้งทันทีเพราะสมุนไพรในหมู่บ้านเหลือน้อยแต่ก็ไม่ยอมให้คนเจ็บกินของจากคนแปลกหน้า
“วางไว้แยกต่างหาก” เขากล่าว “อย่าเผา อย่าใช้ จนตรวจเสร็จ”
“ถ้าคนเจ็บรอไม่ได้?”
“ให้ใช้ยาของเราก่อน”
“ยาของเราเหลือไม่มาก”
“ข้ารู้”
การป้องกันผู้สอดแนมไม่ได้เสียเพียงเวลามันทำให้ของซึ่งอาจช่วยคนกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะ
เฉียนซุ่นมองความลังเลนั้นแล้วกล่าวนุ่มนวล “หากสงสัยให้ข้ากินต่อหน้าก็ได้ ยารักษาแผลมิใช่ของกิน แต่พิสูจน์ได้ว่าปลอดภัย”
เขาเสนอวิธีพิสูจน์ซึ่งไม่พิสูจน์สิ่งสำคัญต่อให้สมุนไพรไม่มีพิษ ปมบนเชือกก็ยังส่งจำนวนคนออกไปได้
“เจ้าไม่ต้องกิน” เยี่ยซิงเหอตอบ “เพียงตอบคำถาม”
“สัตว์บรรทุกของอยู่ที่ใด?” เยี่ยซิงเหอถาม
ชายร่างท้วมตอบ “ตายระหว่างลงเขา”
“ซากอยู่ทางใด?”
“นอกประตูตะวันตก”
หญิงผู้ถือคันธนูหัวเราะเย็น“ประตูตะวันตกปิดมาตั้งแต่ก่อนหิมะตกหนัก ไม่มีผู้ใดเข้าทางนั้นเมื่อวาน”
ชายร่างท้วมชะงักเพียงครู่ ก่อนแก้ “ข้าจำทิศผิด เป็นตะวันออก”
เฉียนซุ่นพูดแทรก “พวกเราตกใจจนสับสน ขอท่านทั้งหลายอย่าถือสาเรามาเพียงค้าขาย”
“ค้าสิ่งใด?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ผ้า เกลือ เข็ม และยา”
เขาเปิดห่อผ้าให้ดู ภายในมีผ้าป่านสามพับ ถุงเกลือเล็กเข็มเหล็ก และสมุนไพรแห้ง ทุกอย่างเป็นสินค้าจริงแต่มีน้อยเกินกว่าจะต้องใช้คนสี่คนหาบ
เยี่ยซิงเหอหยิบพับผ้าขึ้น น้ำหนักตะกร้าด้านล่างยังมากผิดปกติ
ชายร่างท้วมก้าวเข้ามา “ของชื้นง่าย โปรดอย่ารื้อ”
หญิงผู้ถือคันธนูยกสายธนูขึ้น “ถอย”
เยี่ยซิงเหอไม่เปิดตะกร้าทันที เขามองพื้นแทนหิมะละลายจากรองเท้าคนทั้งสี่ แต่ใต้ตะกร้ากลับมีน้ำหยดเป็นวงทั้งที่หลังคาไม่รั่ว
ของข้างในเย็นกว่าสภาพอากาศ
อาจเป็นดินจากใต้หิมะ
อาจเป็นเลือดซึ่งถูกเก็บไม่ให้แข็ง
เขาวางพับผ้ากลับ “พวกเจ้าพักที่นี่มาตั้งแต่เมื่อวานเหตุใดไม่มีผู้ใดแจ้งผู้ใหญ่บ้าน?”
เฉียนซุ่นตอบ “คนในหมู่บ้านกำลังวุ่น พวกเราไม่อยากเพิ่มภาระ”
“แต่พวกเจ้ากลับถามเด็กที่ผ่านตรอกทุกคนว่าบ้านใดมีคนอายุสิบหก”
คำถามนี้มิได้มาจากหลักฐานตรงหน้า
เยี่ยซิงเหอเลือกโยนมันออกไปเพื่อดูปฏิกิริยา
ชายร่างผอมที่สุดขยับนิ้วเข้าหาเอวทันที
เฉียนซุ่นยังยิ้ม “ท่านเข้าใจผิดเราเพียงถามจำนวนคนเพื่อแบ่งยา”
“ยาเท่านี้แบ่งได้กี่คน?”
“ผู้บาดเจ็บก่อน”
“มีผู้บาดเจ็บกี่คน?”
“สามสิบ...หรือสี่สิบ”
“ใครบอก?”
“เราเห็นด้วยตา”
โรงชั่งอยู่หลังคลังพัง มองไม่เห็นเรือนคนเจ็บ ไม่เห็นลานและไม่เห็นคนใต้ดิน ทว่าตัวเลขใกล้กับจำนวนซึ่งโม่เหอเพิ่งนับเมื่อรุ่งสาง
พวกมันสอบถามประชากรจริง
ไม่ใช่เพื่อแบ่งยา
เพื่อคำนวณสิ่งที่พิธีต้องใช้
หญิงทั้งสองถอยเมื่อชายร่างท้วมจะเก็บห่อคืนคนหนึ่งเผยว่าพวกเขาถามถึงคนใต้ดิน เพศ และอายุของเด็กเฉียนซุ่นอ้างว่าเด็กใช้ยาต่างจากผู้ใหญ่แต่ไม่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดยาทาแผลชนิดเดียวกันต้องนับเช่นนั้น
คำโกหกแต่ละชั้นกำลังชนกันเอง
ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเพิ่งมาถึงสั่งให้รวบรวมห่อยาจากทุกเรือนและจดจำนวนปมเฉียนซุ่นเรียกความตรงกันนั้นว่าบัญชีลูกค้า แต่ยามกองทัพล้อมไม่มีพ่อค้าใดหวังกลับมาเก็บเงินจากทั้งหมู่บ้าน
เยี่ยซิงเหอมองลูกคิดในกระเป๋าเฉียนซุ่นเม็ดสีดำสลับแดงไม่ใช่เพียงของพ่อค้า แต่เป็นวิธีจดจำนวนโดยไม่ใช้แผ่นไม้
“เอาลูกคิดออกมา” เขากล่าว
“เหตุใด?”
“หากเป็นบัญชีการค้า เจ้าคงไม่หวง”
เฉียนซุ่นถอนหายใจ “เด็กหนุ่ม ยามศัตรูล้อมหมู่บ้านคนข้างในควรร่วมมือกัน ไม่ควรสงสัยทุกคน”
“ยิ่งถูกล้อม ยิ่งต้องรู้ว่าใครอยู่ข้างใน”
ชายร่างท้วมก้าวขวางระหว่างพวกเขา“พวกเรามีตราผ่านทางจากเมืองใกล้ หากท่านทำลายการค้า—”
“เมืองใด?” เสียงผู้เฒ่าโม่ดังจากประตู
ทุกคนหันพร้อมกัน
คนแก่ยืนพิงไม้เท้า สีหน้าซีดแต่ดวงตาคม เขามิได้พาคนมามากมีเพียงผู้ใหญ่บ้านกับชายถือหอกสองคน
เฉียนซุ่นประสานมือ “ผู้อาวุโส พวกเรามาจากตลาดชายแดนทางใต้มีตราผ่านทางครบ”
“ตลาดชายแดนปิดทางเกวียนหลังหิมะแรก” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“พ่อค้าเกลือออกทางใต้ พ่อค้าผ้าออกทางตะวันตกไม่มีผู้ใดข้ามสันเขาโม่เหอในฤดูนี้”
เฉียนซุ่นตอบทันที “ปีนี้เปิดช้ากว่าปกติ”
“เช่นนั้นตราของเจ้าต้องเป็นสีคราม”
ชายร่างท้วมล้วงแผ่นไม้จากอก ยื่นออกมา ตราประทับเป็นสีแดง
ความเงียบในโรงชั่งหนักขึ้น
ผู้เฒ่าโม่ยิ้มบาง “ตราสีแดงใช้ก่อนหิมะแรกเจ้าซื้อของปลอมจากคนที่ไม่รู้ฤดูกาล”
เฉียนซุ่นเลิกยิ้ม
ชายร่างผอมชักมีดจากเอว แต่หญิงผู้ถือคันธนูปล่อยสายก่อนลูกธนูปักพื้นตรงหน้าเท้าเขา บังคับให้หยุด
“วางอาวุธ” ผู้ใหญ่บ้านสั่ง
ชายทั้งสี่มองกัน
เพียงชั่วลมหายใจเดียว เยี่ยซิงเหอเห็นสิ่งที่นายพรานเตือนปมเชือกรองเท้าของเฉียนซุ่นผูกย้อนด้านเดียวกับแผ่นหนังบนเท้าสัตว์อสูร
คนเป็นผู้ผูกให้มัน
เขาดึงแผ่นหนังออก โยนลงพื้น“รอยหน้าบ้านข้ามาจากสัตว์ของพวกเจ้า”
เฉียนซุ่นมองหลักฐาน สีหน้าไม่เปลี่ยนแต่ปลายนิ้วกดเม็ดลูกคิดหนึ่งเม็ดลง
กึก
เสียงเล็กนั้นทำให้ตะกร้าทั้งสี่ใบเปิดพร้อมกัน
มิใช่ฝาเปิดขึ้น
พื้นตะกร้าแตกลง
ผงเลือดสีดำกระจายทั่วโรงชั่งอักขระซึ่งเขียนใต้เสื่อสว่างเป็นวง ชายร่างผอมพุ่งใส่เยี่ยซิงเหอขณะที่อีกสองคนโจมตีประตูเพื่อเปิดทางหนี
“ออกจากวง!” ผู้เฒ่าโม่ตวาด
เยี่ยซิงเหอก้าวถอย แต่พื้นไม้ลื่นด้วยผงโลหิตชายร่างผอมใช้มีดสั้นแทงต่ำ ไม่หวังฆ่า เพียงต้องการเลือดจากขาเขาหยดลงกลางอักขระ
กระบี่เงาดาราชักออกจากฝัก
เยี่ยซิงเหอใช้คมกระบี่ปัดมีดแล้วหมุนด้ามกระแทกข้อมือคู่ต่อสู้ เขาไม่ส่งปราณแต่แรงจากแกนทองคำยังซึมออกเพียงเล็กน้อย
อักขระบนพื้นหันมาหาเขาทันที
เฉียนซุ่นหัวเราะ “พบแล้ว”
“ยังไม่พบ!” ชายร่างท้วมร้องสวน “พลังไม่พอเทียบตรา!”
พวกมันไม่ได้รู้ใบหน้าเป้าหมาย
กำลังทดสอบเด็กทุกคนด้วยการตอบสนองของค่ายกล
เยี่ยซิงเหอดึงปราณกลับ แม้เส้นลมปราณเจ็บเหมือนถูกลวดรัดเขาใช้แรงกายล้วนเตะเข่าชายร่างผอมจนทรุด แล้วกดสันกระบี่บนต้นคอ
อีกด้าน ชายสองคนพุ่งถึงประตู
ผู้เฒ่าโม่ก้าวขวาง
“ท่านบาดเจ็บ!” เยี่ยซิงเหอร้อง
คนแก่ไม่ตอบ เขายกไม้เท้ารับดาบสองเล่มเสียงไม้กับเหล็กกระทบกันกลับดังคล้ายกระบี่ชนกระบี่ปราณหม่นบางเส้นไหลจากปลายไม้เท้า ตัดแรงข้อมือคู่ต่อสู้จนดาบเบนเข้าหากัน
ชายคนหนึ่งถอย อีกคนกลับโยนเข็มโลหิตใส่ผู้ใหญ่บ้าน
ผู้เฒ่าโม่เปลี่ยนทิศไม้เท้าเร็วเกินร่างบาดเจ็บจะรับไหวเขาปัดเข็มพ้นใบหน้าผู้ใหญ่บ้านได้ แต่บาดแผลใต้ชายโครงเปิดทันที
เลือดไหลผ่านเสื้อ
ผงโลหิตบนพื้นตอบสนอง แสงสีแดงพุ่งเข้าหาเขา
เฉียนซุ่นตะโกน “เซียนตกสวรรค์อยู่ที่นี่!”
คำเรียกนั้นดังต่อหน้าชาวบ้านทุกคนในโรงชั่ง
ผู้เฒ่าโม่กระแทกไม้เท้าลงพื้น วงอักขระแตกหนึ่งด้านเขาใช้ช่วงว่างผลักผู้ใหญ่บ้านกับหญิงผู้ถือคันธนูออกจากประตู แต่ตนเองทรุดเข่าลง
ความไว้ใจในสายตาชาวบ้านสั่นไหวพร้อมพื้นไม้
คนแก่ขี้เมาซึ่งรักษาเด็กและด่าคนทั้งหมู่บ้านเป็นคนเดียวกับผู้ที่กองทัพระดับนี้ตามหา
เฉียนซุ่นฉวยจังหวะเหยียบขอบหน้าต่าง เขาโยนลูกคิดขึ้นหลังคาเม็ดไม้แตกกระจาย ปล่อยควันแดงเป็นสาย
เยี่ยซิงเหอผลักชายใต้กระบี่ให้หญิงผู้ถือธนู แล้วพุ่งตาม
เฉียนซุ่นเตะฝาไม้แตก ออกสู่ตรอกแต่ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้าขวางข้อเท้าเขาจากด้านหลัง
ชายแปลกหน้าล้มกลิ้งทว่ายังกัดปลายลิ้นพ่นเลือดใส่ควันเหนือศีรษะ
ควันแดงรวมเป็นอักษรสั้น ๆ
เยี่ยซิงเหอมองไม่ทันอ่านทั้งหมด ผู้เฒ่าโม่กลับเห็นชัด
สีหน้าคนแก่เปลี่ยน
เขาใช้ฝ่ามือตบพื้น ส่งลมปราณหม่นขึ้นสลายควันแต่ส่วนแรกพ้นหลังคาไปแล้ว
จากบนเขา เสียงนกหวีดตอบกลับ
เฉียนซุ่นถูกกดลงกับหิมะ เขายังหัวเราะ “สายไปแล้ว”
“เจ้าส่งสิ่งใด?” เยี่ยซิงเหอถาม
“สิ่งที่นายข้าต้องรู้”
“พวกเจ้าหาเด็กคนใด?”
“ในหมู่บ้านนี้มีเด็กมากหรือ?”
เยี่ยซิงเหอวางคมกระบี่ชิดลำคอ แต่ไม่กดให้เลือดออก “ชื่อ”
เฉียนซุ่นมองตรอก มองบ้านของซิงเหอ แล้วมองผู้เฒ่าโม่“ชื่ออาจปลอม อายุอาจผิด ใบหน้าอาจถูกซ่อน แต่สิ่งหนึ่งซ่อนไม่ได้”
“อะไร?”
“ผู้เฝ้าจะยอมเลือดไหลเพื่อใคร”
ผู้เฒ่าโม่ยันตัวลุกช้า ๆ เลือดหยดลงหิมะผู้ใหญ่บ้านมองหยดนั้นแล้วถอยครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เฉียนซุ่นเห็นจึงยิ้มกว้าง“พวกเจ้าคิดว่ากองทัพมาฆ่าหมู่บ้านหรือ? หมู่บ้านเป็นเพียงตาชั่งเราต้องการดูว่าคนแก่จะยอมวางชีวิตข้างใด”
เยี่ยซิงเหอถาม “เหตุใดต้องถามจำนวนคน?”
“เพราะตาชั่งต้องมีน้ำหนักพอ”
คำตอบยืนยันว่าชาวบ้านทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีแต่ยังไม่บอกว่าเป้าหมายคือใคร
ผู้เฒ่าโม่เดินเข้ามา แม้สีหน้าซีดกว่าเดิม“เจ้าพลาดสามเรื่อง”
เฉียนซุ่นเลิกคิ้ว
“เส้นทางตลาด ตราผ่านทาง และคิดว่าคนในโม่เหอเป็นเพียงน้ำหนัก”
“แต่ข้าส่งข่าวออกไปได้”
“ข่าวของเจ้าบอกเพียงว่าข้ายังมีชีวิต”
“เท่านั้นก็พอ”
ผู้ใหญ่บ้านมองคนแก่ “เหตุใดการรู้ว่าท่านมีชีวิตจึงพอ?”
เฉียนซุ่นตอบแทน“เพราะคนที่ควรตายไปสิบหกปีกลับยืนเฝ้าบ้านหลังหนึ่งอยู่”
ผู้เฒ่าโม่ก้าวเข้าใกล้ “ผู้ใดบอกว่าข้าควรตาย?”
“ชื่อของท่านถูกขีดออกจากบัญชีนานแล้ว”
“บัญชีใด?”
ชายแปลกหน้าหุบปาก เขาเผยมากเกินไปและรู้ตัว
เยี่ยซิงเหอสังเกตว่าคำว่า ‘สิบหกปี’ทำให้มือผู้เฒ่าโม่บนไม้เท้ากระชับขึ้นช่วงเวลาเดียวกับอายุของเขาไม่อาจเป็นเรื่องบังเอิญ ทว่าคนแก่ยังไม่อธิบาย
ความสงสัยซึ่งศัตรูตั้งใจหว่านลงกลางคนในหมู่บ้านเริ่มงอกแล้ว
ชายแปลกหน้ากัดฟัน เส้นเลือดสีดำพุ่งขึ้นรอบลำคอผู้เฒ่าโม่ใช้สองนิ้วกดจุดใต้คางทันที ทำให้เขาหมดสติก่อนกัดสิ่งใดแตกในปาก
“มัดทุกคน แยกเรือน ค้นปากกับแขนเสื้อ” ผู้เฒ่าโม่สั่ง“อย่าให้เลือดของพวกมันแตะพื้นเดียวกัน”
ผู้ใหญ่บ้านยังไม่ขยับ
คนแก่หันมอง “มีสิ่งใดจะถาม?”
“มีมาก” ผู้ใหญ่บ้านตอบ “แต่ข้าจะถามหลังเรามัดคนร้าย”
น้ำเสียงมิใช่ความเชื่อฟังเหมือนก่อนเป็นการเลือกทำสิ่งจำเป็นชั่วคราว
ผู้เฒ่าโม่รับความเปลี่ยนแปลงนั้นโดยไม่โต้เถียง
ชาวบ้านแยกคนปลอมทั้งสี่ไปขัง คนหนึ่งบาดเจ็บที่ข้อมือคนหนึ่งถูกลูกธนูเฉี่ยว อีกคนหมดสติจากไม้เท้า ส่วนเฉียนซุ่นถูกมัดแน่นที่สุด
เยี่ยซิงเหอก้มเก็บเม็ดลูกคิดจากพื้น แต่ละเม็ดมีรอยขีดเล็กบางเม็ดแทนบ้าน บางเม็ดแทนคนเจ็บ และเม็ดสีแดงหลายเม็ดมีอักษรคำว่า ‘เด็ก’สลักอยู่
ไม่มีชื่อเขา
ไม่มีภาพ
ศัตรูยังไม่แน่ใจว่าเด็กที่ตามหาอยู่ที่ใด
ทว่ามันรู้แล้วว่าผู้เฒ่าโม่อยู่ที่นี่และเห็นว่าเขายอมเปิดบาดแผลเพื่อปกป้องคนรอบข้าง
เยี่ยซิงเหอหันไปหาคนแก่ “ข้อความในควันว่าอย่างไร?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบช้ากว่าปกติ “รายงานผลการค้นหา”
“ว่า?”
คนแก่สบตาเขา
ก่อนจะตอบ เสียงจากนอกกำแพงก็ดังลอยมาตามหุบเขา
มิใช่เสียงเฉียนซุ่น หากเป็นเสียงคนอื่นซึ่งใช้ถ้อยคำเดียวกัน
“พบผู้เฝ้าแล้ว”
เสียงหยุดครู่หนึ่ง
จากนั้นประโยคสุดท้ายจึงลอยเหนือหลังคาโม่เหอ
“ยังไม่พบเด็ก”