สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 110 ต้นแบบแคปริคอร์น

            ตอนแรกซุนเฟยกังวลว่าพวกช่างตีเหล็กกำยำล่ำสันพวกนี้จะไม่ค่อยเป็นมิตรและอาจจะเข้ากับชาร์ซีไม่ได้แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีความชอบเหมือนๆ กันจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างง่ายดายในระยะเวลาสั้นๆ

            ตอนแรกที่ซุนเฟยแนะนำชาร์ซีให้รู้จักกับซามูเอลและคนอื่นๆ พวกช่างตีเหล็กในเมืองแซมบอร์ดต่างไม่เชื่อถือสาวงามตรงหน้าเท่าไรนัก ในสายตาของพวกเขาสาวงามแบบชาร์ซีสมควรที่จะอยู่ที่บ้านนอนให้นมลูกมากกว่าที่จะมาอยู่ตรงหน้าเตาเพื่อเล่นกับค้อนแต่หลังจากที่ชาร์ซียกค้อนยักษ์ที่หนักประมาณสามร้อยกว่าจิน (หนึ่งร้อยห้าสิบกิโลกรัม) สร้างดาบยาวปลายแหลมหนึ่งชิ้นขึ้นมาในเวลาไม่ถึงสิบนาที ทำให้ทุกคนรวมไปถึง ‘ก้อนหิน’ อย่างซามูเอลพากันมองตาค้างจนแทบจะเผลอกลืนลิ้นของตัวเอง พวกเขาต่างก็เป็นช่างตีเหล็ก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะมองออกว่า วิธีการตีเหล็กที่น่าทึ่งและทักษะอันช่ำชองของชาร์ซีที่ใช้ในการสร้างดาบเมื่อครู่มันสุดยอดมากแค่ไหน จากนั้นพวกเขาต่างพากันล้อมหน้าล้อมหลัง เต็มใจที่จะเป็นลูกศิษย์ของชาร์ซี

            ไม่นาน NPC จากโลก Diablo และชาวบ้านธรรมดาของแผ่นดินอาเซรอทก็กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันทักษะการตีเหล็กเข้ารูปของชาร์ซีสูงมาก สามารถเอาชนะทุกคนได้

            เมื่อมีชาร์ซีเข้ามาร่วมด้วยความเร็วในการปรับปรุงเขาวงกตใต้ดินก็เพิ่มมากขึ้น ตามการคำนวณของพัศดีโอเลเกร์แล้วใช้เวลาแค่ครึ่งเดือนก็สามารถการปรับปรุงเขาวงกตใต้ดินในเบื้องต้นเสร็จสมบูรณ์

            “หลังจากนี้อีกสี่ชั่วโมง ให้เพียร์ซและดร็อกบากับทุกคนไปรอข้าที่ห้องโถง”

            ซุนเฟยกำชับเรื่องสำคัญบางอย่างกับพัศดีโอเลเกร์ จากนั้นก็อัญเชิญทหารรับจ้างสาวเอเลน่าและเหล่าพี่น้องของนางออกมาจากโลก Diablo ให้พวกนางรักษาการณ์ในเขาวงกตใต้ดินป้องกันผู้บุกรุกเมื่อวานไม่ให้กลับมาก่อกวนอีก จากนั้นก็ขี่ ‘ลมกรดทมิฬ’ ออกมาจากเขาวงกตใต้ดิน

            สุนัขยักษ์สีดำวิ่งอย่างรวดเร็วในถนนบนภูเขามันเคลื่อนไหวอย่างว่องไวแต่ซุนเฟยที่อยู่บนหลังมันกลับไม่ได้รู้สึกถึงความโคลงเคลงใดๆไม่ถึงสิบนาทีทั้งสองก็มาถึงคฤหาสน์รับรองของเมืองแซมบอร์ด

            เหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์รับรองของคณะทูตอาณาจักรเธรซข้อมูลยังไม่เปิดเผยชั่วคราวองค์ชายมอดริชแห่งอาณาจักรเล็กซัสได้ให้นักเวทผู้ติดตามสร้างบาเรียเล็กๆ ล้อมรอบคฤหาสน์นี้ไว้เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกทำให้กลิ่นคาวเลือดไม่ได้กระจายออกไป เมื่อซุนเฟยมาถึง เขาก็เห็นทหารองครักษ์ของเมืองแซมบอร์ดยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

            “ฝ่าบาท!”

            เมื่อเห็นซุนเฟยมาถึงหัวหน้าทหารองครักษ์อีวานอวิชก็รีบทำความเคารพ

            ชายคนนี้เป็นคนที่เงียบขรึมก่อนหน้าที่เขาจะเข้าร่วมกับซุนเฟยเพื่อต่อสู้กับพวกทหารเกราะดำบนสะพานหินเขาเคยเป็นช่างก่ออิฐมาก่อน เขาเป็นคนที่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่เกิดตอนนี้เขาได้กลายเป็นหนึ่งในทหารองครักษ์ของซุนเฟยและเป็นคนที่ซุนเฟยไว้ใจดังนั้นเขาจึงถูกเลือกให้มาปิดกั้นคฤหาสน์รับรองของคณะทูตอาณาจักรเธรซ

            “ท่านหัวหน้าทหารองครักษ์ ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ!”

            ซุนเฟยตบไหล่อีวานอวิช ก่อนจะปล่อยให้เขาไปรักษาการเฝ้าคฤหาสน์ต่อซุนเฟยไม่ต้องการให้ใครเข้าไปด้านในดังนั้นซุนเฟยจึงให้สุนัขยักษ์สีดำกระโดดข้ามกำแพงที่สูงกว่าสี่เมตรเข้าไปในนั้น

            ด้านในคฤหาสน์ ทุกที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดเลือดส่วนใหญ่แข็งตัวอยู่บนพื้นกลายเป็นก้อนแข็งๆ สีดำเมื่อคืนแพทย์ก็เข้ามาตรวจสอบที่นี่อย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเบาะแสใหม่อะไรซุนเฟยมาที่นี่ ไม่ใช่ว่าเขาจะมาหาความจริงในการสังหารหมู่แต่มาเพราะ...หาอะไรบางอย่างในตัวศพ

            ในสายตาของซุนเฟยไอ้พวกลูกหมาอาณาจักรเธรซถึงตายไปก็ยังไม่สาสมกับความผิดแต่ศพของพวกมันกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดสำหรับซุนเฟยในปัจจุบัน เขาสามารถใช้ทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ ของคนเถื่อนกับศพของพวกมันได้

            ในช่วงสิบวันก่อนหน้านี้ เพราะเมืองแซมบอร์ดไม่ค่อยมีศพดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่ซุนเฟยจะได้ใช้ทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ ทำให้ ‘น้ำยาฮัลค์’ ที่เขาได้รับมามีจำกัดเหลือเกิน แต่ตอนนี้เขามีศพตั้งสองร้อยกว่าศพ ทั้งยังเป็นศพของอาณาจักรศัตรูดังนั้นซุนเฟยจึงรู้สึกดีที่ได้ประโยชน์จากศพพวกนี้

            เขาคุกเข่าบนพื้น ก่อนจะยื่นมือขวาไปที่หน้าอกของศพ เกิดประกายแสงเวทมนตร์ขึ้นบนฝ่ามือทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ ทำงาน

            ปัง!

            ศพพลันระเบิด เลือดสาดกระเด็นไปทั่วแต่กลับไม่มีน้ำยา

            แต่ซุนเฟยก็ไม่ได้กังวล ที่นี่ยังมีศพอีกจำนวนมากรอให้ใช้งานอยู่ซุนเฟยจึงสามารถแบกรับความสูญเสียของอัตราความผิดพลาดนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนของเขาก็มีเลเวล 21 แล้วอัตราความสำเร็จในการค้นหาน้ำยาก็น่าจะเพิ่มขึ้นมาก

            สองชั่วโมงต่อมา ซุนเฟยกระทำเหมือนเดิมซ้ำไปซ้ำมาตลอดสองชั่วโมงซุนเฟยต้องเสียค่ามานาของคนเถื่อนไปจำนวนไม่น้อยโชคดีที่ก่อนหน้านี้เขาได้ทำการแลกเปลี่ยน ‘น้ำยาฟื้นฟูมานา’ มามากพอ จึงสามารถดื่มได้ทันเวลาดังนั้นจึงใช้ทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ ได้อย่างต่อเนื่อง

            ในขณะที่ค้นหา สุนัขยักษ์สีดำก็คอยวิ่งวุ่นดมกลิ่นไปทั่วคฤหาสน์ลองหาเบาะแส แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ราบรื่นเท่าไรนัก

            “ไปกันเถอะ เจ้าลมกรด ที่นี่ไม่มีค่าอะไรให้พวกเราอาลัยอาวรณ์แล้ว”

            ซุนเฟยเปิดใช้งานทักษะ ‘ค้นหาน้ำยา’ หนึ่งร้อยสามสิบครั้ง เสีย ‘น้ำยาฟื้นฟูมานา’ ไปสิบหกขวด มีอัตราความสำเร็จประมาณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เขาได้รับ ‘น้ำยาฮัลค์’ ทั้งหมดยี่สิบหกขวด แม้ว่าจะไม่มาก แต่มันก็มากพอสำหรับแผนการขั้นต่อไปของซุนเฟย

            หนึ่งคนหนึ่งสุนัขก็พากันเดินออกจากคฤหาสน์รับรองของคณะทูตอาณาจักรเธรซ

            สิบนาทีต่อมา เขาไปหานักบวชแมซโซลาในโบสถ์

            “ทั้งหมดหนึ่งหมื่นหนึ่งพันก้อนอัศวินศักดิ์สิทธิ์ลูเซียโนไปยังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยตัวเอง เพื่อทำการแลกเปลี่ยนแล้วรีบกลับมา...” อัศวินข้าราชบริพารพากันยกหีบเหล็กสีดำขนาดยักษ์มาวางไว้ตรงหน้าซุนเฟยแมซโซลาชี้ไปยังบรรดาหีบที่มีลวดลายนูนเป็นรูปไม้กางเขน พลางอธิบายอย่างระมัดระวังว่า“หีบศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ต่างเป็นหีบที่ทางโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรักษาของล้ำค่าต้องใส่พลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไปที่รูปไม้กางเขน ไม่อย่างนั้นจะเปิดไม่ได้ หากใช้พลังรุนแรงเกินไป มันจะทำลายสิ่งของที่อยู่ในกล่องโดยตรง”

            ก่อนหน้าที่ซุนเฟยจะมาที่โบสถ์เขาได้เปลี่ยนเป็น ‘โหมดพาลาดิน’ เขายิงพลังพาลาดินสีทองจากนิ้วมือเข้าไปยังรูปไม้กางเขนด้านบนกล่องหูได้ยินเสียงสปริงขยับดังขึ้นเล็กๆ มีวงแหวนศักดิ์สิทธิ์เล็กๆ ผุดขึ้นมาก่อนจะมีเสียงแกร๊ก หีบก็เปิดออกเอง

            แสงสีแดงปกคลุมไปทั่วห้องโถงของโบสถ์

            ในหีบศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยก้อนหินเวทมนตร์ธาตุไฟสว่างสดใสนับพันก้อนหากเรียกชื่อตามโลก Diablo ควรจะเรียกมันว่า ‘เกล็ดอัญมณี’ แสงสว่างสีแดงกระพริบวิบวับชวนให้ปวดตาไอความร้อนพวยพุ่งออกมาในอากาศ ก้อนหินเล็กๆ พวกนี้ทั้งสวยงามและล้ำค่าชวนให้ผู้คนหลงใหล

            “ในหีบศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็จะแบ่งตามประเภทธาตุของก้อนหินเวทมนตร์ น้ำ ดิน ทอง...” ใบหน้าของแมซโซลาเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนในขณะที่อธิบายให้ซุนเฟยฟังตอนนี้เขาคิดว่าซุนเฟยเป็น ‘บุตรคนโปรดของพระเจ้า’ ของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานไม่มีแม้แต่ความสงสัยสักนิด ในหัวของเขาครุ่นคิดหาวิธีกอดขาทองคำของซุนเฟยไว้ให้แน่นเพื่ออนาคตที่รุ่งโรจน์

            “อืม ทำได้ไม่เลว!” ซุนเฟยพยักหน้าอย่างพอใจ “ก้อนหินเวทมนตร์พวกนี้ เก็บไว้ในโบสถ์ชั่วคราว หากข้าต้องการจะส่งคนมาเอาไป”

            ซุนเฟยหยิบก้อนหินเวทมนตร์ทุกธาตุออกมาจากทุกหีบศักดิ์สิทธิ์ใส่ลงในถุงเหลือทิ้งไว้ในโบสถ์อีกหนึ่งหมื่นก้อน นี่เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบดีแล้วเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำอีกทั้งเขาวงกตใต้ดินก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอีกแล้ว บางทีทุกความเคลื่อนไหวของตัวเองอาจจะถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิดด้วยซ้ำ ดังนั้นซุนเฟยจึงไม่อาจเคลื่อนย้ายก้อนหินเวทมนตร์นี้ได้ชั่วคราวได้แต่ฝากไว้ในโบสถ์ซึงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่น่าเกรงขามในแผ่นดินอาเซรอทคงไม่มียอดฝีมือคนไหนกล้ามาหาเรื่องในโบสถ์

            “การที่ได้รับใช้นายท่าน! ถือเป็นเกียรติของข้า!”

            ได้ยินว่าซุนเฟยจะฝากก้อนหินเวทมนตร์พวกนี้ไว้ในโบสถ์ให้พวกเขาดูแลแมซโซลาก็ปลื้มปิติมาก งานที่สำคัญแบบนี้ นายท่านมอบหมายให้พวกเขาดูแล เห็นได้ชัดว่าซุนเฟยเชื่อใจเขาแล้ว คิดว่าเขาเป็นคนของตัวเองแมซโซลารู้สึกว่าความพยายามของเขาในที่สุดก็ได้เห็นผลแล้ว

            ……

            หลังจากออกมาจากโบสถ์ซุนเฟยก็ขี่สุนัขยักษ์สีดำเดินเล่นรอบในเมืองหนึ่งรอบจากนั้นก็วิ่งกลับไปที่ภูเขาด้านหลังและเข้าไปในเขาวงกตใต้ดินคนที่เฝ้าระวังอยู่ด้านนอกของเขตหวงห้ามภูเขาด้านหลัง ถูกแทนที่เป็นเหล่าทหารหนึ่งร้อยกว่านายที่ดื่มน้ำเปล่าที่เจือจาง ‘น้ำยาฮัลค์’ ลงไป พวกเขาต่างถูกคัดเลือกจากแช็คอย่างรอบคอบเพียร์ซและดร็อกบากับคนอื่นๆ กำลังรอเขาอยู่ในห้องโถงของเขาวงกตใต้ดิน

            “ฝ่าบาท!”

            เมื่อเห็นซุนเฟยเดินมา เพียร์ซกับคนอื่นๆ ก็คุกเข่าลง สีหน้าเทิดทูนอย่างไม่ปิดบังสำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่มีกฎป่า ผู้ที่แข็งแกร่งจะได้รับความบูชาจากเหล่านักรบเสมอ

            “ลุกขึ้นเถอะ!”

            ซุนเฟยนั่งลงบนเก้าอี้หินแล้วกวาดสายตามองทีละคน

            ทุกคนพลันรู้สึกได้ถึงบรรยากาศเคร่งขรึม

            ราวกับว่าองค์ราชามีเรื่องสำคัญที่จะประกาศ

            สายตาของซุนเฟยหยุดอยู่ที่ร่างของชายผมขาวเพียร์ซ คนคนนี้เป็นนักรบที่กล้าหาญ ครั้งแรกที่ได้พบกันเขาก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกประทับใจ บนกำแพงวันนั้นในสนามรบที่ดุเดือดเพื่อทำลายบันไดตีเมืองของทหารเกราะดำชายผมขาวคนนี้ยอมให้ดาบของเงาดำแทงเข้ามาที่ร่างของตัวเองเพื่อตรึงดาบไว้...จากนั้นนักรบผู้กล้าหาญคนนี้ก็ยังทำตามแผนการเริ่มบุกโจมตีก่อนของตัวเอง ยอมที่จะเผชิญหน้าต่อสู้กับทหารเกราะดำนับพัน ทั้งยังจงรักภักดีต่อตัวเองและยินดีที่จะสละชีพเพื่อตนด้วย

            เพียร์ซได้สร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งให้แก่ซุนเฟยเงาของเขาค่อยๆ ทับเข้ามาในหัวของซุนเฟย

            ทันใดนั้นประกายแสงสีทองก็สว่างไสวขึ้นก่อนที่จะปรากฏดาบสองมือที่มีรูปร่างเรียบง่ายบนมือของซุนเฟย “ดาบสีทองนี้มีชื่ออันทรงเกียรติว่าเอ็กซ์คาลิเบอร์ ครั้งหนึ่งมันเคยอยู่ในมือของนักรบที่จงรักภักดีที่สุดในโลก ชื่อของนักรบคนนั้นคือชูร่า เมื่อมันอยู่ในมือของชูร่าดาบเล่มนี้จะมีพลังมหาศาลที่แม้แต่พระเจ้ายังต้องหวาดหวั่นมันสามารถตัดผ่านทุกสรรพสิ่ง สลายความกลัวและความชั่วร้าย เป็นดาบแห่งผู้พิทักษ์ เป็นดาบแห่งความรุ่งโรจน์ เป็นดาบแห่งความจงรักภักดี และเป็นดาบแห่งนักรบวันนี้ ที่นี่ ข้าจะมอบดาบนี้ให้แก่พวกเจ้าคนใดคนหนึ่ง!”

            ซุนเฟยหยิบดาบก่อนลำแสงสีทองจะคลุมร่างของเขา ตอนนี้เขาเหมือนกับพระเจ้าก็ไม่ปาน

            สายตาของเขาเผยรอยยิ้มขึ้นมา ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างของเพียร์ซ

            -------------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน