Pioneer Era

    ตอนที่ 45 สไปเดอร์-อาร์บอก

    ***น้องเล็ก [ทัวร์มาลีน-เอท]

    ข้าน้อยยังอ่อนหัดนัก

    ถูกตัวประกันทำให้อ่อนระทวยแถมยังถูกเล่นงานที่ขา

    ยังดีที่ [ระเบิดแสง] ซึ่งได้รับมาจากพวกชนเผ่าหนูนั้นใช้งานได้จริง ไม่อย่างงั้นคงถูกเล่นงานไปพร้อมกับพวกพี่ใหญ่ไปแล้ว

    “พวกพี่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่านะ…”

    เนื่องจากข้าน้อยรีบร้อนหนีออกมาพร้อมกับตัวประกัน เลยไม่มีเวลามากพอจะตรวจเช็คสภาพของพวกพี่ใหญ่

    ภาพสุดท้ายที่เห็นคือร่างของพวกพี่ใหญ่ที่นอนล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นเท่านั้น

    ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ไม่เห็นบาดแผลร้ายแรง เพราะนั่นสามารถตีความได้สองอย่าง

    หนึ่งคือโดนเล่นงานด้วยพิษจนตายไปแล้ว กับโดนเล่นงานด้วยพิษในระดับแค่หมดสภาพต่อสู้

    เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง ข้าน้อยจึงหิ้วตัวประกันหนีออกมาพร้อมกัน เพราะยังมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปต่อรองแลกเอาตัวพวกพี่ใหญ่กลับมาได้อยู่

    ใช่แล้ว ข้าน้อยคิดอย่างจริงจังว่ายัยตัวจิ๋วคนนี้มีค่ามากพอจะเป็นสิ้นค้าแลกเปลี่ยนกับชีวิตของพวกพี่ใหญ่

    “Zzz….ดอง~ เงียม ๆ จับ ๆ ”

    หรือว่าจะไม่มีคุณค่าในฐาะตัวประกันเลยแม้แต่น้อยนิดหรือเปล่านะ…?

    ยัยตัวประกันน่ารักผมสีเขียวมัดแกะสองข้างกำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่ในอ้อมแขนของข้าน้อย

    ใบหน้าของมันดูไร้เดียงสา ไร้ความกังวล และไร้ความทุกข์หวั่นวิตก ราวกับว่านี่เป็นเพียงแค่การมาเที่ยวพักร้อนเท่านั้น

    หน่อย… ทำตัวให้สมกับเป็นตัวประกันหน่อยสิยะ!

    “ตื่น! ”

    “ดอง!? ... อ่าว? ทำไมถึงมาอยู่กลางป่าได้ละดอง? นึกว่าจบเรื่องแล้วเสียอีกดอง? ”

    ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่แอบไปเรียนภาษาของพวกเผ่าอสูรมา เลยทำให้ข้าน้อยต้องมาทนฟังคำพล่ามเรื่องไร้สาระของยัยบ้องคนนี้

    คำก็ดองสองคำก็ดอง เป็นอะไรของมันมากไหมเนี่ย?

    “ยัยดอง ไม่อยากตายก็หุบปากซะ! ”

    “ดอง!?! อย่าฆ่าเค้าเลยนะดอง! ”

    “....พูดภาษาของพวกข้าน้อยได้ด้วยหรือเจ้าค่ะ? ”

    “พอได้บ้างนะดอง”

    ถึงสำเนียงจะเพี้ยนไปอยู่บ้าง แต่ถือว่าพูดคล่องได้ไม่เลว

    “แบบนี้ค่อยสื่อสารง่ายหน่อย”

    ข้าน้อยกลับมาใช้ภาษาของตัวเอง เพราะไม่อยากใช้ภาษาของพวกเผ่าอสูรกายเท่าไหรนัก

    “จำเอาไว้ ชีวิตของเจ้าอยู่ในกำมือของข้าน้อย ถ้าไม่อยากตายเป็นอาหารของพวก [สไปเดอร์-อาร์บอก] ในป่านี้ จงอย่าคิดทำอะไรบ้า ๆ อย่างการหนีเด็ดขาด”

    “ฟังไม่ทันดอง”

    “...จำ-เอา-ไว้-ชีวิต-ของ-เจ้า-อยู่-ใน-กำ-มือ-ของ-ข้า-น้อย-ถ้า-ไม่-อยาก-ตาย-เป็น-อาหาร-ของ-พวก-สไปเดอร์-อาร์-บอก-ใน-ป่า-นี้-จง-อย่า-”

    “พูดช้าจังดอง แต่เมื่อกี้บอกว่า [อาหาร] ใช่ไหมดอง? จะเลี้ยงข้าวฉันหรือดอง? ”

    ไหงเข้าใจไปเป็นแบบนั้นได้กันยะ!

    “กินข้าว~ กินข้าว~ กินข้าว~”

    ยังจะมาพูดอย่างร่าเริงอีกนะยัยนี่… นี่ตั้งใจจะกวนประสาทข้าน้อย? ใช่ไหม? ใช่ไหม!?

    *งับ*

    อยู่ ๆ ยัยนี่ก็พุ่งเข้ามางับใบหูซะอย่างงั้น

    “อย่ามางับหูกระต่ายข้าน้อยนะ! ”

    “ดอง!? ”

    “แกคิดจะกวนประสาทข้า— เออ… ช่างเถอะ...”

    รู้สึกหมดแรงกับยัยดองนี่จริง ๆ

    ข้าจับเชือกที่มัดยัยดองมามัดผูกติดกับเอวของตัวเอง

    แน่นอนว่าคราวนี้ไม่ลืมที่จะหาผ้ามามัดอุดปากมันด้วย เพราะไม่อยากถูกมันเป่าหูเป็นรอบที่สอง

    เอาละ ตอนนี้ลากสังขารกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อวางแผนการทั้งหมดใหม่ก่อนดีกว่า



    [ป่าเส้นด้ายดำ] คือรังของสัตว์ร้ายที่มีชื่อว่า [สไปเดอร์-อาร์บอก]

    มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานรูปร่างคล้ายงูที่มีขาแปดขา มีเกล็ดสีดำ และสามารถพ่นใยกับพิษใส่เหยื่อได้

    พวกมันมักจะกางใยเหนี่ยวสีดำกลมกลืนไปกับพืชธรรมชาติที่เรียกว่า [เส้นด้ายดำ] เพื่อดักจับเหยื่อ

    เนื่องด้วยเหตุผลบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ เลยทำให้สภาพแวดล้อมของป่าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหมาะสมกับการเติบโตของต้น [เส้นด้ายดำ] เป็นอย่างมาก

    ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ทั่วทั้งป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเต็มไปด้วยสีดำของต้น [เส้นด้ายดำ]

    ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นเช่นนี้ จึงทำให้ [สไปเดอร์-อาร์บอก] เป็นเจ้าผู้ปกครอง [ป่าเส้นด้ายดำ] ไป

    “หลีกไป! ”

    ดาบสั้นสีขาวอันคมกริบวาดออกไปในอากาศด้วยมือทั้งสองของข้าน้อย

    ใบมีดทั้งสองถูกวาดที่ช่วงบนและล่างอย่างต่อเนื่องเพื่อตัดตาข่ายสีดำตรงหน้าจนขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    พริบตาที่ตาข่ายกับดักถูกทำลาย พวกสัตว์รูปร่างงูที่มีขาแมงมุมแปดขาจำนวนสิบตัวก็ร่วงหล่นลงมากองกับพื้นพร้อมกัน

    พวกมันดูโกรธมากที่ข้าน้อยไปทำลายผลงานสร้างสรรค์ของมันเข้าให้

    มันชูคอขึ้นสูงพร้อมกับกางขาของแมงมุมออกกว้างเพื่อเป็นการข่มขู่ข้าน้อย ก่อนพวกมันจะกระโจนเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว

    “ฮึบ”

    ข้าน้อยสูดลมหายใจจนเต็มปอด แล้ววาดมีดพร้าสวนโจมตีกลับไป

    กะจังหวะที่ขากรรไกรของมันเปิดออกกว้าง แล้วตั้งคมพร้ากับมีดสั้นตัดร่างของมันจนขาดออกเป็นสองส่วนกลางอากาศโดยระวังไม่ให้ไปโดนถุงพิษของมัน

    กระดูกและเนื้อของสัตว์ร้ายถูกแยกออกจากกันราวกับถูกพ่อครัวมือหนึ่งจับแล่อยู่บนเขียง

    แต่การโจมตียังไม่จบ

    ข้าน้อยกัดฟันทนความเจ็บปวดของแผลมีดบาดที่ขาขวาแล้วย่ำเท้าออกไปข้างหน้า

    ยกแขนขวาที่ถือมีดพร้าขึ้นสูงและจับมีดซ้ายหันลงพื้น แล้วใช้ประโยชน์จากแรงพุ่งตัวของศัตรูที่พุ่งเข้าใจในการแยกร่างของมันเอง

    สัตว์ร้ายอีกสองตัวไม่คาดคิดว่าข้าน้อยจะเคลื่อนไหวตั้งคมดาบดักรอเอาไว้ เลยกลายเป็นว่ามันพุ่งเข้ามารนหาที่ตายเอง

    ส่วนหัวของสัตว์ร้ายรูปร่างงูอีกสองตัวอยู่ในสภาพดั่งวัวกระทิงบ้าที่วิ่งเข้าใส่หอกแหลมคมซึ่งตั้งรอเอาไว้

    “อุวออดไอเอยออง! (สุดยอดไปเลยดอง!) ”

    ดูเหมือนว่ายัยดองจะประทับใจฝีมือของข้าน้อยแฮะ

    “อย่าร่วงลงไปละยัยดอง ไม่งั้นได้กลายเป็นอาหารของพวกมันแน่! ”

    “อูวอี้! ”

    ยัยดองส่งเสียงลอดผ่านผ้าที่ยัดปาก ก่อนจะเริ่มทำตัวอย่างที่ตัวประกันสมควรจะทำอยู่ตรงแผ่นหลังเล็ก ๆ ของข้าน้อย

    “ฮึบ! ”

    ข้าน้อยกระโดดหลบคมเขี้ยวที่เปิดออกกว้างของพวกมันด้วยการกระโดดขึ้นสูง

    “อึ๊ก…”

    แต่ดูเหมือนว่าแผลที่ถูกมีดถากตรงขาขวาจะเริ่มเปิดกว้างขึ้นเพราะการเคลื่อนไหวเมื่อกี้

    ข้าน้อยกัดฟันทนเจ็บแผล ใช้แขนขวาจับต้นหญ้าด้ายดำที่โยงใยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นไม้ด้านบน แล้วห้อยโหนตัวเองข้ามฝูงของสไปเดอร์-อาร์บอกที่อยู่ตรงพื้น

    รีบเลี่ยงการปะทะน่าจะเป็นการฉลาดกว่า เพราะไม่อย่างงั้นบาดแผลตรงขาจะยิ่งเปิดออกกว้างมากขึ้น



    “อืออูอี้! ”

    อยู่ ๆ ยัยดองก็ส่งเสียงดังออกมา

    คิดจะป่วนอะไร—

    “อั๊ก! ”

    ร่างของข้าน้อยถูกอะไรบางอย่างจับเหวี่ยงทุ่มลงมาที่พื้นดินอันแข็งกร้าว

    ใบหน้าและร่างกายกระแทกเข้ากับแผ่นหินบนพื้นเต็มแรงจนสติแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง

    แรงกระแทกที่เกิดจากการปะทะกับแผ่นหินนั้น ทำให้เชือกที่มัดตัวประกันขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    แย่ละสิ ตัวประกันแสนสำคัญหลุดกระเด็นหายไปในป่าแล้ว

    นี่เป็นฝีมือของใครกัน…

    ข้าน้อยกัดฟันทนความเจ็บปวด แล้วใช้แขนทั้งสองข้างที่หักไปแล้วดันพลิกตัวเองไปมองดูคนที่ทำร้ายข้าน้อย

    ที่เรียวขาของข้าน้อยมีเส้นใยสีดำเกาะติดยึดเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมาก

    เส้นใยเหล่านั้นถูกพ่นออกมาจากลิ้นของ [สไปเดอร์-อาร์บอก]

    มันเป็นเส้นใยที่ทนทาน และมีเมือกเหนี่ยวชุบเอาไว้คอยดักจับเหยื่อ

    ปกติพวกมันจะพ่นใยได้ไกลเป็นห้าเท่าของความยาวลำตัว และเจ้าพวกนี้มีจนาดตัวไม่ถึงหนึ่งเมตร ดังนั้นจึงไม่น่าจะพ่นใยถึงฉันที่กระโดดสูงกว่าหกเมตรได้

    ไม่สิ… บางทีอาจจะเป็นเพราะบาดแผลที่ต้นขา เลยทำให้ข้าน้อยกระโดดได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า?

    เอาเถอะ จะมาเสียใจกับความอ่อนหัดของตัวเองตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว

    “หย่าหวังว่าจะจัดการข้าน้อยได้ง่าย ๆ เชี่ยวไอพวกสัตว์เลื้อยคลาน! ”

    มีดสั้นที่ซ่อนเอาไว้ใต้รองเท้าส้นสูงข้างซ้ายนั้น กำลังถูกเหวี่ยงออกไปตัดเส้นใยสีดำที่เกาะยึดขาขวาจนขาดสะบั้น

    แน่นอนว่าพวกศัตรูของข้าน้อยไม่นั่งรอดุเหยื่อที่จับมาหนีไปง่าย ๆ หรอก

    พวกมันจำนวนสิบห้าตัวกำลังพุ่งมาทางนี้แล้ว

    ชิ… ไปเรียกพวกมาเพิ่มอีกหรือนี่?

    ข้าน้อยใช้แขนที่หักทั้งสองข้างเป็นจุดหมุนยันพื้นให้กับร่างกาย เหวี่ยงหมุนตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วใช้มีดสั้นตรงรองเท้าแทงลงไปในหัวของอสรพิษแปดขาตรงหน้า

    ใบมีดสีขาวอันคมกริบจมลึกลงไปในเกล็ดแข็งสีดำ พร้อมกับมีเสียงกัดกร่อนและควันเหม็นเปรี๊ยวลอยออกมา

    ให้ตายเถอะ ดันพลาดไปโดนต่อมพิษตรงลำคอของมันเสียได้

    “ตัวที่สอง”

    ข้าน้อยรีบปลดใบมีดที่ซ่อนในรองเท้าข้างขวาออกมา แล้วใช้มันฟันใส่เจ้าสัตว์ร้ายตัวที่สองที่กำลังบุกเข้ามาใกล้จากทางขวา

    เจ้าสัตว์ร้ายตัวที่สองถูกมีดสั้นสีขาวเฉือนขาทิ้งออกไปสองข้างจนหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ

    แต่แค่นี้หยุดมันไม่ได้หรอก

    ต่อให้ตัดลำตัวหรือตัดหางทิ้งมันก็ยังมีชีวิตได้อยู่ ถ้าจะหยุดมัน มีแต่ต้องฆ่ามันให้ตายสนิทด้วยการแทงตรงลงไปที่สมองเท่านั้น



    ฝูงอสรพิษแมงมุมกำลังเดินเข้ามาล้อมกรอบข้าน้อยจากทุกทิศทาง

    ขากรรไกรของพวกมันเปิดออกกว้างประมาณหนึ่งฟุต พร้อมกับโอ้อวดลิ้นที่มีรูปร่างคล้ายท่อ กับเขี้ยวมีพิษสีเขียวให้เห็น

    พวกมันใช้ลิ้นทรงกลมเหล่านั้นพ่นเส้นใยสีดำออกมาพร้อมกัน

    ใยสีดำที่ถูกปล่อยออกเหล่านั้น ได้แผ่ออกกว้างในลักษณะคล้ายแหอวนดักปลา

    แหอวนขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาจากทั้งด้านบน ล่าง ซ้าย ขวา เรียกได้ว่าถูกปิดเส้นทางหนีอย่างสมบูรณ์แบบ

    ข้าน้อยเค้นพลังใส่แขนที่หักทั้งสองข้างอีกครั้ง เพื่อดิ้นรนหนีออกไปจากพื้นที่ตรงนี้



    แต่ข้าหนีไม่ทัน

    “อึ๊ก…”

    ข้าน้อยถูกเส้นใยเหล่านั้นจับมัดร่างเอาไว้จนแน่น

    ถ้าหากว่าแขนไม่หัก ถ้าหากว่าขาขวาไม่ได้รับบาดแผล ข้าน้อยคงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมากกว่านี้

    หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับข้าน้อยคงไม่ต้องถาม

    สไปเดอร์-อาร์บอก จะไม่กินเหยื่อในทันที แต่จะฝังเขี้ยวใส่เหยื่อเพื่อฉีดพิษเข้าสู่ร่าง

    ประสาทสัมผัสทั้งห้ากับความสามารถในการเคลื่อนไหวจะถูกแย่งชิงไปตลอดกาลด้วยพิษร้ายของมัน

    หลังจากที่เหยื่อสูญสิ้นซึ่งอิสรภาพ พวกมันจะพาเหยื่อเหล่านั้นกลับไปที่รังในส่วนลึกของป่า ในสถานที่ซึ่งไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป

    จากที่เล่าสืบต่อกันมาจนเป็นตำนาน เห็นว่ากันว่าถ้าไม่ถูกทิ้งให้แห้งตาย ก็จะถูกฝังไข่ลงไปในร่างเพื่อให่ตัวอ่อนของพวกมันกัดกินทั้งเป็นจากภายในออกมา

    ใครจะคิดกันว่าวาระสุดท้ายของชีวิตของข้าน้อยจะต้องมาจบลงด้วยฝีมือของสัตว์สวะชั้นต่ำแบบนี้

    ทั้งหมดเกิดจากความผิดพลาดของข้าน้อยเอง

    แต่ข้าน้อยจะไม่ขอจบชีวิตอย่างน่าอนาจแบบนั้น

    อย่างน้อยชีวิตของตัวเองก็ขอจักจบด้วยน้ำมือของตัวเองดีกว่า

    หากขบฟันกรามขวาเต็มแรง มันจะทำให้ยาพิษที่ซ่อนเอาไว้แตกออกมาจากร่องฟัน และสิ่งนั้นจะทำให้ตัวข้าจบชีวิตลงในทันที

    “พี่ใหญ่ค่ะ ข้าน้อย… ขอลาไปพบกับท่านผู้กล้า [ควอร์ตไซต์] ก่อนนะคะ…”

    ไปพบกับผู้กล้า [ควอร์ตไซต์] หรือก็คือ [ท่านแม่] ของพวกเรา...



    *พรึบ*

    มีลูกบอลสีแดงวิ่งตัดผ่านใบหน้าของข้าน้อยก่อนที่ข้าน้อยจะได้ทันลงมือฆ่าตัวตาย

    ลูกบอนนั้นดูคล้ายลูกไฟ แต่ไม่ใช่ลูกไฟ

    มันดูเหมือนกับก้อนพลังงานที่ร้อนแรง เป็นก้อนสีแดงที่คล้ายกับพระอาทิตย์

    ก้อนพลังงานสีแดงพุ่งปะทะใส่ร่างของ [สไปเดอร์-อาร์บอก] อย่างรุนแรง

    มันแผดเผาร่างของพวกมันจนลุกไหม้ และกลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาต่อมา

    “...ฝีมือของเจ้าหรือ? ”

    มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นหลังสิ้นแสงของเปลวไฟที่ลุกไหม้

    ร่างนั้นคือตัวประกันที่ชอบพูดลงท้ายอย่างน่ารำคาญว่า [ดอง] คนนั้น

    “อย่าพึ่งขยับนะดอง”

    ยัยดองทำสีหน้าจริงจังผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ

    เธอวิ่งเข้ามาใกล้พร้อมกับมีดสั้นสีดำ แล้วเริ่มลงมือตัดใยที่พันธนาการร่างของข้าน้อยเอาไว้

    "แผลเต็มตัวเลยดอง เดียวรักษาให้นะดอง"

    ยัยดองนำมือสองข้างมานาบบนลำตัวของข้าน้อย

    แล้วปฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

    ปีกคู่โปร่งใสที่อยู่บนหลังของยัยดองเริ่มเปล่งประกายแสงสว่างจนดวงตาพร่ามัว

    แสงสีฟ้าอ่อน ๆ วิ่งไหลออกจากโคนปีก ผ่านหัวไหลของยัยดอง แล้วมาจบลงที่ผ่ามือของมัน

    ข้าน้อยรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังแผ่ออกมาจากฝ่ามือที่ขาวพ่องของเธอนั้น

    มันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเจ็บปวดเหมือนมีมีดมากรีดแทงลงไปบนผิวหนัง

    แต่มันเป็นความเจ็บปวดที่ทำให้รู้สึกสบายใจได้อย่างน่าประหลาด

    ข้าน้อยไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ?



    ปาฏิหาริย์ราวกับเทพเจ้านั้นเกิดขึ้นนานต่อเนื่องราวสิบห้านาที

    "นี่มัน!? "

    เมื่อรู้ตัวอีกที บาดแผลตรงขากับแขนที่หักก็หายกลับมาเป็นปกติแล้ว

    "ฉันใช้พลังภูติสร้างเป็นคลื่นกระตุ้นเซลล์เพื่อเร่งอัตราฟื้นฟู กับใช้รังสีผ่าตัดต่อกระดูกให้แล้วนะดอง แต่ไม่แน่ใจในฝีมือเท่าไหรนัก ยังไงก็อย่าฝืนตัวเองนะดอง"

    ยัยดองพูดอะไรบางอย่างที่ฟังดูเป็นวิชาการและเข้าใจได้ยากออกมา

    ข้าน้อยลองขยับตัว แขนและขาดู

    หายเจ็บสมบูรณ์แบบเลยแฮะ

    "ทำไมถึงช่วย…? "

    "เออ...แบบว่า...อยากช่วยนะดอง"

    ดวงตาเลิ่กลั่ก น้ำเสียงขาดช่วง ท่าทางมีพิรุธชัดเจน

    "อย่าโกหก"

    "เค้าเปล่าโกหกนะ! "

    *จ้อง~*

    "... ก็ได้ แบบว่าเหตุผลมันน่าอายนะดอง"

    ยัยนี่ซื่อกว่าที่คิดแฮะ

    "เหตุผลคือ"

    "คือ? "

    "ไม่อยากเสียหูกระต่ายนุ่มนิ่มน่านวยคู่นั้นไปนะดอง"

    *โครม! *

    เหตุผลเชี่ยไรเนี่ย ทำเอาหมดแรงจะยืนเลยวุ้ย

    "บ้าจริง ๆ! ข้าน้อยคือคนที่จับเธอมาเป็นตัวประกันนะ! "

    "อ๊ะ! "

    ยัยดองทำหน้าประมาณว่า "ฉันลืมไปเลยดอง" แล้วเริ่มวิ่งพล่านไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก

    “กรี๊ดดดด!? ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! ใครก็ได้ ช่วยหนูจากโจรลักพาตัวด้วยค่ะ! ดอง~”

    นั่น… พึ่งจะตระหนักหรืออย่างไรว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานะของตัวประกันนะ...

    "จริงสิดอง ถ้าฉันจับเธอไปส่งอาจารย์ จะต้องได้รับชื่อเสียงมากแน่ดอง! "

    ว่าแล้วยัยดองก็หันมาตั้งท่าต่อสู้กับข้าน้อย

    ตามอารมณ์คุณเธอไม่ทันแล้วว้อย!

    ยัยดองหันหน้ามาประจันกับข้าน้อยด้วยใบหน้าตึงเครียดอีกครั้ง

    ในมือของเธอมีอาวุธสีดำขนาดเล็กที่ดูคล้าย [ปืน] ถืออยู่กระบอกหนึ่ง

    มันเป็นปืนที่ต่างจากพวกชนเผ่าหนูเอามาให้พวกเรา คือมันมีขนาดเล็ก และไม่มีส่วนที่เรียกว่า [รังเพลิง]

    "นี่คือตำรวจ จงยอมแพ้และมอบตัวซะดี ๆ ดอง! "

    ตกลงยัยดองคิดที่จะสู้กับข้าน้อยจริง ๆ ใช่ไหม? แล้วบทพูดมันจะแหม่ง ๆ หน่อยหรือเปล่านะนั่น?



    … มีคนกำลังมาทางนี้

    ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่ได้มีแค่พวกเราอยู่กันเพียงสองคน

    "ตรงนั้นใครนะ! "

    ข้าน้อยปามีดเล่มหนึ่งไปในเงาของต้นไม้ใหญ่

    "มาช่วยแล้วค่ะลี่! "

    "กิ้ว! "

    "มาช่วยแล้วค่ะ"

    สิ่งที่ปรากฏตัวออกมาจากเงาไม้ คือผู้หญิงสองคนกับสิ่งมีชีวิตคล้ายงูที่มีเกล็ดสีฟ้าตัวหนึ่ง

    หนึ่งในผู้หญิงสองคนนั้นสวมชุดเมดสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูยังไงก็ไม่เหมาะกับการเดินป่าแม้แต่น้อย

    "ดิวซ์ จาวิส เจ้ามังกรขี้เรื้อน! "

    ยัยดองตะโกนเรียกชื่อของพวกที่มาช่วย

    เป็นเพื่อนของยัยดองหรอกหรือเนี่ย?

    "ฮะ ฮะ ฮะ! สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว! จงยอมแพ้ซะกระต่ายน้อย! จงยอมแพ้แล้วมาให้ฉันนวยหูทั้งวันซะดี ๆ ดอง! "

    พอได้ทีเอาใหญ่เลยนะคุณเธอ...

    สงสัยว่าพวกนี้จะตามรอยเลือดของข้าน้อยมา

    ให้ตายเถอะ ทำไมวันนี้เราถึงก่อความผิดพลาดติดต่อขนาดนี้กันได้นะ?

    สถานการณ์เลยกลายเป็นสี่ต่อหนึ่งไปเสียแล้วสิ

    แต่… พูดตามตรงว่าไม่รู้สึกถึงความตึงเครียดเลยแม้แต่น้อย

    ข้าน้อยกลับรู้สึกสนุกมากกว่าเสียอีก

    "เอาไงก็เอา งั้นบุกเข้ามาได้เลยยัยดอง! "

    ตอนนี้จะแพ้หรือชนะก็ช่างเถอะ

    เพราะข้าน้อยรู้สึกว่ากับยัยดองนี้แล้ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ สุดท้ายผลลัพธ์จะต้องออกมาดีอย่างแน่นอน

    ข้าน้อยรู้สึกเช่นนั้น