ไป๋เซียงจู๋นั่งยองลงตรงหน้าฮูหยินเฒ่าไป๋ เอื้อมมือไปพลิกดูข้อเท้าของนาง หลังเพ่งอยู่สักพัก ดวงหน้าเคร่งเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เมื่อเห็นท่าทีของนาง ฮูหยินเฒ่าไป๋โพล่งถามโดยพลัน “เป็นอย่างไร”
“อาการของท่านยายดีขึ้นมาก แต่ยังต้องใช้ยาต่อไปเจ้าค่ะ” ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มอย่างสดชื่นแจ่มใส “นี่คือถุงหอมกับยาขี้ผึ้ง และยังมียาคลายเครียดเจ้าค่ะ ใช้สามอย่างนี้ร่วมกันจะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ท่านยายอย่าลืมกิน อย่าลืมใช้นะเจ้าคะ”
“คุณหนูวางใจเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะกำกับนายหญิงให้กินยาแน่นอน” เสียงของแม่เฒ่าจางดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งสองคนหันไปมอง แม่เฒ่าจางกำลังยกขนมดอกสนร้อนๆ สองที่มาจริงๆ
“มิน่าล่ะถึงไม่เห็นตัวเลย ไปทำขนมดอกสนอยู่นี่เอง” ฮูหยินเฒ่าไป๋แกล้งมองค้อนและตำหนิแม่เฒ่าจาง
แม่เฒ่าจางยิ้มแย้มรับ “ทุกครั้งได้รู้ว่าคุณหนูใหญ่ชอบกินขนมดอกสนของบ่าว วันนี้ไม่รอให้นายหญิงสั่ง บ่าวไปทำมาเองเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นขนมดอกสนส่งกลิ่นหอมร้อนๆ ไป๋เซียงจู๋ก็ไม่เกรงใจ นั่งลงข้างโต๊ะแล้วหยิบขนมเข้าปากทันที
“โอ๊ย ร้อนจัง...”
“คุณหนู...”
“เจ้าเด็กคนนี้ รีบดื่มน้ำเร็ว ดื่มน้ำเสียหน่อย” ฮูหยินเฒ่าไป๋ตกใจทีเดียว รีบสั่งให้คนส่งน้ำไป
ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ พูดทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆ “ต้องกินแบบนี้ถึงจะอร่อยเจ้าค่ะ”
“เด็กโง่เอ๊ย ทำยายตกอกตกใจหมด” ฮูหยินเฒ่าไป๋โกรธฮึดฮัด ทว่าดุไม่ลงแม้แต่นิดเดียว
ขณะอวี๋ซื่อพาไป๋ชิงโหรวมาพบฮูหยินเฒ่าไป๋ พวกนางได้ยินเสียงไป๋เซียงจู๋กระเซ้าฮูหยินเฒ่าจนหัวเราะร่าจากไกลๆ ตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าเรือนด้วยซ้ำ
อวี๋ซื่อหน้าถมึงทึงฉับพลัน ส่วนไป๋ชิงโหรวนั้นถึงกับถ่มน้ำลายออกมา
“ถุย นางคนชั้นต่ำ อยู่นี่จริงด้วย จู่ๆ ก็มาประจบสอพลอ คิดไม่ซื่อแน่!”
“เด็กโง่ เบาๆ หน่อย กลัวคนไม่ได้ยินหรือ” อวี๋ซื่อเอื้อมมือไปตีไป๋ชิงโหรว
พอไป๋ชิงโหรวโดนตี ทั้งอารมณ์เจ็บใจและโมโหประดังประเดทันที ดิ้นพราดไปมา ใบหน้าบูดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลงเสียจนมีขนาดโตกว่าเม็ดไข่มุก “ท่านแม่ก็เอาแต่ตีข้า นางคนทรามไป๋เซียงจู๋นี่มันขี่หัวข้าแล้ว ตอนนี้ไปไหนมาไหนก็ถูกคนครหาลับหลัง พูดถึงเรื่องปิ่นเมื่อคราวก่อนบ้าง พูดว่าไป๋เซียงจู๋สวยกว่าข้าบ้าง ข้าจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ข้าไม่ต้องการแบบนี้!”
“หุบปาก!” อวี๋ซื่อกัดฟันขู่ในลำคอ สีหน้าน่าเกลียดน่ากลัวเหลือแสน “ถ้าไม่ต้องการแบบนี้ก็ทนไว้! เจ้าเอะอะโวยวายเช่นนี้ ปกติข้าสอนเจ้าอย่างไรกัน? ปัญญาหมูจริงๆ ทำไมข้าถึงคลอดลูกสาวโง่เง่าอย่างเจ้าออกมาได้นะ อยากขัดขานางเด็กนั่นไม่ใช่หรือไร แม่บอกเจ้าแล้วว่าให้สานสัมพันธ์กับลูกสาวตระกูลมู่ ให้นางไปจัดการไป๋เซียงจู๋แทน ลูกดันไม่เชื่อฟัง หุนหันพลันแล่นไปเสียทุกเรื่อง สมแล้วที่เดือดร้อน!”
ยิ่งพูดยิ่งโกรธ อวี๋ซื่อถลึงตาใส่ไป๋ชิงโหรวด้วยความไม่ได้ดั่งใจ
ไป๋ชิงโหรวทั้งเจ็บใจทั้งโมโหอยู่เป็นทุนเดิม นางกล้ำกลืนจนแทบฝืนทนไม่ไหว มารดากลับบอกนางให้ทนแล้วทนอีก มันทำให้นางโกรธจัดจริงๆ
“เช่นนั้นข้าต้องทำอย่างไรเล่า! หรือต้องทนมองนางอยู่เหนือข้าเฉยๆ ? ใครเป็นลูกสาวท่านกันแน่?” ไป๋ชิงโหรวเริ่มสะอึกสะอื้น น้ำตาคลอเบ้าจวนไหลริน
เพลิงโทสะโหมกระหน่ำอยู่กลางใจของอวี๋ซื่อ ทุกข์ทรมานยิ่งนัก เมื่อเห็นไป๋ชิงโหรวเป็นแบบนี้ นางใช้มือฟาดที่ตัวคนเป็นลูกด้วยความโกรธ “ลูกงี่เง่า ร้องห่มร้องไห้ให้ได้อะไร ขอบอกเลยนะ ไม่ว่าเรื่องใดก็ยุให้มู่จื่อรั่วลงมือแทน รอพวกนางสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งก็เป็นของเจ้าแล้วมิใช่หรือ”
พอได้ยินว่าตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งจะตกเป็นของตน ไป๋ชิงโหรวหยุดร้องไห้ทันควัน แววตามีประกายแห่งความหวัง พลั้งปากถามโดยพลัน “จริงหรือ”
“เด็กโง่เอ๋ย ต่อให้ลูกโง่เง่าเพียงใดก็ยังเป็นลูกแม่อยู่ดี แม่หวังพึ่งเจ้าดูแลยามแก่เฒ่านะ มีหรือจะคิดร้ายต่อเจ้า” อวี๋ซื่อคว้าตัวไป๋ชิงโหรวเข้ามาใกล้ กระซิบกระซาบข้างหูนางครู่หนึ่ง
ไป๋ชิงโหรวได้ฟังแล้วพลันถอดใจ ใบหน้าเผยอาการอึดอัด หว่างคิ้วผูกกันแน่น “ท่านแม่ แบบนี้คงไม่ดีกระมังเจ้าคะ จวนมู่เชิญแค่ข้า...”
“ลูกยังอยากได้ชื่อเสียงเกียรติยศหรือไม่” อวี๋ซื่อจิ้มศีรษะของไป๋ชิงโหรว ข่มเสียงให้เบาที่สุด
ไป๋ชิงโหรวพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว ครอบครัวนางใกล้สิ้นไร้ไม้ตอก ทุกวันนี้เหลือเงินทองอยู่ไม่เท่าไร หากตนยังเป็นคนนอกสายตาเช่นนี้ต่อไป ใครๆ ก็เยาะเย้ย ยังหวังจะสมรสกับองค์ชาย... เพื่อใช้ชีวิตมั่งคั่งฟู่ฟ่า ฐานะสูงส่งได้อย่างไร
----------------------------------------
บรรยากาศครึกครื้นสลายสิ้นทันทีที่อวี๋ซื่อกับบุตรสาวก้าวเข้ามาในเรือน
“ท่านแม่เจ้าคะ”
“โหรวเอ๋อร์คารวะท่านยายเจ้าค่ะ” ไป๋ชิงโหรวค่อยๆ ก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฮูหยินเฒ่าไป๋ เงยหน้าขึ้นเหลือบมองไป๋เซียงจู๋ที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ขนมดอกสนที่เหลือไม่กี่ชิ้นก็ยังวางอยู่บนโต๊ะ
ตอนเด็กนางชอบกินขนมดอกสนมาก โดยเฉพาะขนมดอกสนฝีมือแม่เฒ่าจาง และท่านย่าจะส่งให้นางทุกครั้งที่ทำ ทว่าในตอนนี้ นางไม่ได้กินขนมดอกสนมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะทำให้คนชั้นต่ำอย่างไป๋เซียงจู๋กิน ซ้ำยังทำเยอะเสียขนาดนั้น
“ขนมดอกสนนี่หอมเหลือเกิน” ไป๋ชิงโหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มละไม แต่สายตากลับทอดมองไปยังขนมดอกสนที่เหลืออยู่ไม่มากในจานตรงหน้าไป๋เซียงจู๋อย่างมีเลศนัย
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มน้อยตอบ “หอมจริงจ้ะ ฝีมือแม่เฒ่าจางยอดเยี่ยมขึ้นทุกที”
ไม่ทันขาดคำก็ยื่นขนมดอกสนอันเหลืออยู่น้อยนิดให้ตู้เจวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมา หยอกระคนเสียงหัวเราะ “ตู้เจวียน ขนมดอกสนนี่อร่อยมาก อย่าปล่อยให้เสียของเชียว”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ตู้เจวียนไม่เกรงใจแล้วเช่นกัน รีบหยิบเข้าปากโดยไม่รีรอ ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไป๋เซียงจู๋แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ และกระทั่งฮูหยินเฒ่าไป๋กับแม่เฒ่าจางก็มิได้ว่าอะไร ไม่เรียกไป๋ชิงโหรวมาชิมด้วยซ้ำ
ไป๋ชิงโหรวหน้าดำหน้าแดง ดูไม่ได้เอาเสียเลย
อวี๋ซื่อจ้องไป๋เซียงจู๋เขม็ง ยากเย็นเหลือเกินกว่าจะข่มอารมณ์โกรธในใจได้ จากนั้นจึงเปิดประเด็นสนทนากับฮูหยินเฒ่าไป๋ “ท่านแม่ ท่านพ่อส่งจดหมายมาว่าไปทางเหนือแล้ว? มิใช่ว่าจะกลับมาหรอกหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินเฒ่าไป๋พยักหน้า “สองสามวันก่อนส่งจดหมายมาบอกว่าไปรับซื้อหนังแกะทางเหนือน่ะ อากาศหนาวแล้ว จะได้เตรียมรองเท้าหนังแกะให้ทุกคนด้วย”
อวี๋ซื่อพยักหน้าเออออตาม พวกเขาเดินทางต่อไปทางเหนือเพื่อรับซื้อสินค้าก็ถือเป็นเรื่องดี รองเท้าที่ทำจากหนังแกะพวกนั้นอุ่นกว่ารองเท้าผ้านี้โข
หลังจากทำท่าลังเลอยู่สักพัก ในที่สุดอวี๋ซื่อก็เอ่ยปากขอบางอย่าง “ท่านแม่ ช่วงนี้ที่ร้านกิจการไม่ค่อยดีน่ะเจ้าค่ะ จวนมู่ส่งจดหมายมาเชิญให้โหรวเอ๋อร์ไปร่วมงานชมดอกบ๊วยเดือนหน้า เสื้อคลุมกับเสื้อกันหนาวของปีก่อนเชยหมดแล้ว... ดูสิเจ้าคะ...”
“ของปีก่อน มันใส่ไม่ได้อีกแล้วหรือ ถ้าคิดว่าใส่ออกไปไหนไม่ได้ ก็อย่าออกไปมันเสียเลย จะได้ไม่อับอายใครเขา” ฮูหยินเฒ่าไป๋กลอกตาปะหลับปะเหลือก วางถ้วยชาในมือลง กวาดตามองด้วยความเย็นชา
ไป๋ชิงโหรวผงะไปเล็กน้อย ขยี้ผ้าเช็ดหน้าที่กำอยู่ในมือแทบขาด ส่วนอวี๋ซื่อนั้นหน้าถอดสีหนัก ครั้งก่อนฮูหยินเฒ่ามอบเงินให้ไป๋เซียงจู๋พันตำลึงทองโดยไม่ปริปากสักคำ และครั้งนี้ก็แค่ขอเงินสำหรับเสื้อผ้าฤดูหนาวเท่านั้น ไฉนจึงตระหนี่ปานนี้เสียได้
“ร้านหกที่น่ะ ขาดทุนมันเสียทุกร้าน สะใภ้รอง เจ้าบริหารไม่ดีพอนะ พ่อเจ้าเขากลับมาเมื่อไร ยกให้เจ้าสามดูแลแทนเถอะ หากเจ้าสามไม่มีเวลาก็ให้เขาจ้างคนมาดูแล” ประโยคถัดมาของฮูหยินเฒ่าไป๋กลับไม่ต่างอะไรจากค้อนหนักทุบศีรษะของอวี๋ซื่อเลยทีเดียว