บทที่ 20
เมืองไป๋จี้
ลู่เฟิ่งเดินออกมาจากหุบเขาอสูรสายหมอกเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ฝึกตนอยู่ภายในหุบเขาแห่งนั้นเป็เวลา 1 เดือนกว่า
นี่เวลาก็ผ่านไปรวดเร็วเช่นเดียวกัน เขาออกมาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป พลังที่ห่อหุ้มร่างกายเองก็ดูแข็งแกร่งมากขึ้น
ลู่เฟิ่งมุ่งตรงไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ๆสถานที่แห่งนี้ เมืองไป๋จี้ เมืองแห่งนี้จำเป็จะต้องเดินทางออกไปจากหุบเขาแห่งนี้
อยู่ห่างไปประมาณสี่สิบลี้ เรียกได้ว่าเป็เมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดกลับหุบเขาอสูรสายหมอกแห่งนี้แล้ว
ลู่เฟิ่งใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนัก หลังจากที่ระดับของเขาพัฒนาขึ้นร่างกายเองก็เปลี่ยนไป
ฝึกฝนร่างกายอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
การเคลื่อนไหวก็เปลี่ยนไปราวกับว่าเป็คนละคน เขาวิ่งอย่างเต็มกำลังใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันก็เดินทางไปถึงสถานที่แห่งนั้นได้แล้ว
ลู่เฟิ่งเดินทางมาถึงเมืองไป๋จี้ สถานที่แห่งนี้เป็เมืองขนาดใหญ่ที่รอบๆล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่ทั้ง 4 ทิศ
เมืองไป๋จี้เป็อีกเมืองหนึ่งที่ถือได้ว่ามีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด เมืองของผู้ฝึกฝนวรยุทธที่มีผู้ฝึกฝนรวมตัวกันอยู่มากมาย
แต่ว่าเมืองแห่งนี้ก็เป็การรวมตัวของผู้ฝึกฝนวรยุทธในระดับเริ่มต้นจนถึงระดับกลางเท่านั้น พวกเขามักจะเดินทางมาพักที่เมืองแห่งนี้
เพราะว่าเมืองไป๋จี้มันอยู่ใกล้กับสถานที่ฝึกตนต่างๆมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็หุบเขาอันโซนสายหมอก แม้กระทั่งยอดูเาัเขียว
สถานที่แห่งนี้มันเลยกลายเป็สถานที่ที่มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามา มันเป็เหมือนกับจุดพักของผู้ฝึกฝนวรยุทธ
ลู่เฟิ่งเดินทางมาถึงเมืองด้วยสภาพที่มอมแมม ลู่เฟิ่งแม้ว่าจะล้างตัวอย่างสะอาดสะอ้าน แต่ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ขาดและก็สกปรกจากการฝึกฝนตลอดหลายเดือน
เลยทำให้ในตอนนี้เขามีสภาพไม่ได้แตกต่างจากขอทานที่ดูดีขึ้นมาหน่อย ลู่เฟิ่งเข้าไปทางประตูด้านหน้า
“ นี่เ้าขอทานน้อยเ้าจะผ่านเข้าไปภายในเมืองอย่างนั้นหรือ ” ทหารดูแลประตูเมืองถาม
“ ขอทานข้าอย่างนั้นหรือขอรับ.. ” ลู่เฟิ่งมองกลับไปอย่างฉงน
“ ใช่แล้วตัวของเ้านั่นแหละเสื้อผ้าแบบนั้นถ้าจะให้พูดว่าไม่เป็ขอทานแล้วจะให้พูดว่าเป็อะไร ”
“ ดูเหมือนว่าเ้าเองก็จะโดนรังแกมาหนักไม่น้อยทั้งตัวมีแต่รอยขาด ”
ลู่เฟิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ เฮ้อ… ”
“ ขอรับเข้าใจเดินทางเข้าไปภายในเมือง ” ลู่เฟิ่งไม่คิดจะแก้ตัวหรอก เพราะของเขาในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากขอทานจริงๆ
ถึงแม้ว่าจะแก้ตัวอันใดไปอีกฝ่ายก็คงจะไม่เชื่อ ลู่เฟิ่งเลยคิดว่าการแก้ตัวด้วยสภาพเช่นนี้มันจะทำให้ตัวของเขานั้นเสียแรงเปล่า
ได้แต่ยอมรับแล้วก็จะเดินทางเข้าไปภายในเมือง
“ เข้าใจแล้วถ้าแบบนั้นเข้าไปภายในเมืองก็อย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนภายในเมืองด้วยละ ”
“ แล้วก็ดูแลตัวเองดีๆ.. ”
“ ถ้าการจะไปขอเงินใครเ้าเองก็จำเป็จะต้องดูด้วย เกิดว่าโดนทำร้ายมาทหารในเมืองไม่สามารถช่วยเ้าได้นะ ” ทหารผู้นั้นกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
“ เข้าใจแล้วขอรับ.. ” ลู่เฟิ่งได้แต่ยกมือประสานกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย
ลู่เฟิ่งเดินทางผ่านเข้ามาภายในเมืองไป๋จี้ ผู้คนมากมายเดินพลุ่งพล่านอยู่ทั้งถนน ลู่เฟิ่งกวาดสายตามองรอบร่างกายของตนเอง
เด็กหนุ่มพลันยกยิ้มขึ้นพลางนึกถึงเื่เก่าๆ “ ฮ่าๆๆ ”
“ ไม่ได้เดินทางมานานเลย.. ”
“ การเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ทำให้นึกถึงวันเก่าๆจริงๆ ”
“ หลังจากที่โดนขับไล่ออกมาจากวัง ก็ใช้เวลาอยู่สักพักในการเดินทางสุดท้ายแล้วก็มาเริ่มต้นที่เมืองแห่งนี้ ”
“ เพราะแบบนั้นก็เลยนึกถึงวันเก่าๆจริงๆ ” ลู่เฟิ่งได้แต่พึมพำกับตนเอง
นึกถึงวันเก่าๆที่ตนเองนั้นเคยผ่านมา แต่ชะตากรรมในตอนนี้ตั้งแตกต่างกันออกไป เขาเดินทางมาในสถานที่แห่งนี้ด้วยฐานะที่ไม่เหมือนเดิม
ตอนนั้นเป็เพียงแค่คนเร่ร่อนที่เดินทางเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้หวังจะตั้งตัวเท่านั้น
ลู่เฟิ่งหลังจากนึกถึงวันเก่าๆเสร็จ เขาก็เดินมุ่งตรงไปด้านหน้าบนถนน เมืองแห่งนี้ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
ลู่เฟิ่งมองรอบๆร่างกายในขณะที่เดิน อยู่ๆก็มีบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกเขา “ ตู้บ!!! ”
ร่างกายของลู่เฟิ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับแม้เพียงนิด ในทางกลับกันสิ่งที่พุ่งเข้ามาชนเขากลับถอยหลังไปหลายก้าว
“ นี่เ้าขอทานกระทำอะไรของเ้าเนี่ย ” เสียงนั้นดังขึ้นมาเป็เสียงของบุรุษวัยกลางคน
ลู่เฟิ่งหันไปมองด้านหน้า เห็นชายวัยประมาณเลขสี่ผู้หนึ่งที่มีร่างกายใหญ่โตยืนอยู่ด้านหน้าของเขาในตอนนี้
คนผู้นี้ร่างกายแข็งแรงไม่เบาระดับของมันเองก็ดูแตกต่างจากคนธรรมดา สังเกตได้จากร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม
“ ก่อพลังขั้น3.. ” ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธ
แค่มองเห็นแว๊บแรกลู่เฟิ่งก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับไหน ลู่เฟิ่งผ่านโลกนี้มามากมาย
พวกของเขาอยู่ในระดับที่สามารถประเมินอีกฝ่ายได้จากออร่าพลังเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าในตอนนี้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าแสดงใบหน้าที่ไม่เป็มิตรเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของมันกำลังจ้องมองตรงมา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธใบหน้าที่แดงก่ำ
“ เ้าไม่มีปากอย่างนั้นหรือ ”
“ เ้ามายืนขวางทางข้าแล้วยังแสดงใบหน้าเรียบเฉยเช่นนั้นเอง หรือว่าตัวของเ้าอยากจะโดนฉีกร่างกาย ” อีกฝ่ายพูดขึ้นอย่างข่มขู่
ลู่เฟิ่งที่กำลังยืนอยู่จ้องมองตรงไป ดวงตาของเขามองไปที่อีกฝ่าย ‘ ท่าทีนั่นมันอะไรกันมันพยายามจะหาเื่ข้างั้นเหรอ? ’
‘ ว่าแต่คนผู้นี้เองก็โง่เขลาไม่เบาเื่ชนข้า ที่รู้ว่าตัวเองเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธถ้าเกิดว่าชนกับข้าแล้วมันกระเด็นถอยแบบนั้นแสดงว่าข้าแข็งแกร่งกว่ามัน แต่ว่ามันเองก็ไม่สังเกตเกี่ยวกับเื่นี้เลยสักนิด โง่เขลา ’
ชายผู้ที่อยู่ด้านหน้ายกยิ้มขึ้นดิมุมปาก มันใช้สายตาของตนเองต้องขอทานที่อยู่ด้านหน้า และก็มองไปเห็นกระบี่ล้ำค่าเล่มหนึ่งที่ขอทานผู้นี้ถือเอาไว้
“ ดูเหมือนจะมีของดีอยู่นิ ”
“ ผู้ใดเป็คนให้เ้ามาเล่าเอาเช่นนี้ละกันส่งกระบี่นั่นมาให้ข้าแล้วข้าจะปล่อยเ้าไป ” มันยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
คิดว่ากระบี่ล้ำค่าเล่มนั้นคงจะมาเป็ของมันอย่างแน่นอน แต่ทันทีที่มันพูดจบประโยคบรรยากาศรอบกายของมันก็พลันเย็นเฉียบขึ้น
ผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ผู้นั้นััได้ถึงไอเย็นที่อยู่ๆก็แทรกแซงเข้ามาถึงกระดูก มันไม่ใช่ไอเย็นจากวรยุทธแต่มันคือจิตสังหารที่ปล่อยตรงไปที่ตัวมัน
ร่างกายของมันไม่ขยับแม้แต่น้อย รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของมันก็ค่อยๆจางหาย มีเม็ดเหงื่อปลากดออกมาแทนที่
ดวงตามองไปที่ขอทานผู้นั้นอีกครั้งนึง พบเห็นดวงตาอาฆาตคู่หนึ่งที่จ้องมองตรงนั้นที่มัน
เพียงแค่ได้พบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ร่างกายของมันก็ไม่สามารถขยับได้ ลู่เฟิ่งพูดเพียงแค่ประโยคสั้นๆ “ ข้ากำลังยุ่งอยู่ไสหัวไปซะ.. ”
ชายผู้นั้นรีบลุกลี้ลุกลนแล้วก็วิ่งออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว ลู่เฟิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่หนึ่งครั้งก่อนที่จะเดินทางต่อ
สุดท้ายแล้วเขาก็เดินทางมาถึงเป้าหมายของตนเอง “ สถานที่แห่งนี้นี่.. ”
หอสุราไป๋จี้
จบบท