Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 579 สมบัติเทพ

สมบัติเทพ

 

            เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหัวใจของกัสก็เต็มไปด้วยความขมขื่น เขานึกอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา อยากจะร้องขอความยุติธรรม แต่ก็ทราบดีว่าคงเป็นไปไม่ได้

            ไม่ว่าจะร้องขอจากศัตรูหรือมิตรที่อยู่ข้างกาย ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น กัสจึงทำได้เพียงกัดฟันข่มกลั้นความรู้สึกทั้งหมดแล้วระเบิดพลังออกมาอย่างสุดความสามารถ

            “บัดซบ!!! เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้างั้นหรือ!!! แน่จริงก็เข้ามา!!!”

            ด้วยความรู้สึกอึดอัดจนสุดจะกลั้น กัสจึงตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาล เขาเปลี่ยนความรู้สึกทั้งหมดให้กลายเป็นความโกรธเกรี้ยวแล้วระบายมันออกไปยังศัตรูของเขา ผ่านทางเสียงคำรามที่ดังกึกก้อง เสียงสบถที่หยาบคายและคำท้าทายที่หยิ่งยโส

            การแสดงออกของกัสกลายเป็นแรงกระตุ้นชั้นเลิศที่ทำให้ศัตรูโกรธแค้นจนแทบคลั่ง พวกมันจึงพร้อมใจกันระเบิดเสียงคำรามออกมาพร้อมกับลาวาที่ร้อนระอุ จากนั้นจู่โจมใส่เขาด้วยความรุนแรงที่มากยิ่งกว่าเดิม

            กัสเห็นแบบนั้นก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา แต่เขาก็เปลี่ยนความรู้สึกทั้งหมดให้กลายเป็นความโกรธเกรี้ยวแล้วขู่คำรามกลับไปพร้อมกับคิดหาวิธีแก้ปัญหาไปพร้อมกัน

            แม้ว่าตอนนี้เขาจะแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งด้วยการส่งพลังทั้งสองสายเข้าไปปะทะหักล้างกันเพื่อชำระพลังของศัตรูให้บริสุทธิ์

            แต่วิธีนี้ก็เป็นเพียงวิธีแก้ที่ไร้ประสิทธิภาพ มันทำได้เพียงประวิงเวลาที่จะถึงขีดจำกัดให้ยืดยาวออกไปเท่านั้น มันยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

            นอกจากนั้นเมื่อศัตรูเพิ่มความถี่และความรุนแรงในการโจมตีขึ้น ‘ภาระ’ ที่กัสต้องแบกรับก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จนถึงจุดหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าเริ่มที่จะรับไม่ไหว

            จุดที่สร้างปัญหาให้กัสมากที่สุดไม่ใช่ปริมาณพลังที่ไหลทะลักเข้ามา แต่เป็นความเสียหายสะสมที่เกิดจากการแบกรับการโจมตีของศัตรู

            แม้ว่ากัสจะสามารถกลืนกินการโจมตีทั้งหมดได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลืนกินพลังทั้งหมดได้โดยไม่ต้องรับผลกระทบใดๆ ทุกครั้งที่เขากลืนกินพลังของศัตรูเข้าไป เขาจะต้องแบกรับความเสียหายส่วนหนึ่งเสมอ

            แต่ปกติแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรงนัก เขาจึงสามารถแบกรับได้โดยไม่รู้สึกอะไร

            ทว่าการโจมตีของภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 6 ลูกนั้น ไม่ใช่การโจมตีที่อ่อนแอเลย ระดับพลังของพวกมันนั้นต่ำสุดอยู่ที่ 8 ดาวขั้นสูงสุด ส่วนที่สูงสุดนั้นน่ากลัวว่ามันจะแตะระดับ 9 ดาวไปเป็นที่เรียบร้อย

            เมื่อภูเขาไฟ 6 ลูกที่มีระดับเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 9 ดาวโจมตีใส่เขาเต็มกำลัง มันก็เป็นธรรมดาที่กัสจะรับไม่ไหว ต่อให้ลดทอนความเสียหายจนถึงจุดที่ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ส่วนที่ต้องแบกรับก็ยังมากจนเกินกว่าจะรับได้อยู่ดี

            ขณะที่คิดถึงวิธีแก้ปัญหาอยู่นั้น ความคิดบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในใจ กัสมองดูวงแหวนวิญญาณที่บรรจุเพลิงต้นกำเนิดของเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันกลับมามองหัวสิงโตยักษ์ที่บรรจุพลังชำระล้างเหลวเอาไว้เกือบครึ่งของความจุ

            พริบตานั้นดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งจากนั้นก็สะบัดมือออกไป วงแหวนวิญญาณขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าหัวสิงโตยักษ์ของเขา

            วงแหวนวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่วงนี้แตกต่างจากวงแหวนวิญญาณที่กัสใช้มาก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่วงแหวนที่มีรูตรงกลาง แต่เป็นวงแหวนที่ดูราวกับกระจกกลม เนื่องจากตัวของวงแหวนนั้นมีขนาดที่เล็กมากซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนขอบกระจก

            ส่วนตัวกระจกนั้นสร้างขึ้นมาจากพลังมิติของโกลเด้นเลคมันจึงมีผิวหน้าที่สะท้อนแสงราวกับแผ่นกระจก

            เมื่อการโจมตีทั้งหมดปะทะเข้ากับแผ่นกระจก มันก็จมเข้าไปราวกับถูกดูด ก่อนจะปะทะเข้ากับพลังชำระล้างปริมาณมหาศาลที่กัสบรรจุอยู่ภายในมิติของวงแหวนวิญญาณ

            สุดท้ายเมื่อพลังโจมตีทั้งหมดทะลุออกมา มันก็ถูกพลังชำระล้างลดทอนความรุนแรงไปมากกว่าครึ่ง ถึงตอนนั้นกัสก็สามารถใช้วงแหวนวิญญาณห่วงโซ่รองรับไว้ได้อย่างง่ายดาย

            “ยอดเยี่ยม!!”

            กัสคำรามออกมาด้วยความพึงพอใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ผ่อนคลายลมหายใจ การโจมตีของศัตรูก็เปลี่ยนแปลงไป พวกมันไม่ยอมโจมตีเข้าใส่เขาตรงๆ อีกต่อไป หากแต่ระเบิดออกไปทางด้านข้าง จู่โจมใส่จากรอบทิศทาง ทั้งบนฟ้า พื้นดิน หรือแม้แต่ใต้ดิน

            การโจมตีทั้งหมดระเบิดมาจากรอบทิศทาง ทำให้กัสถึงกับหน้าเปลี่ยนสี จากนั้นเพียงอึดใจเขาก็สร้างหัวสิงโตยักษ์ขึ้นมาอีกหัวแล้วครอบหัวสิงโตอันเดิมเอาไว้ ทำให้มันกลายเป็นหัวสิงโตสองชั้นเพื่อดึงเอา ‘แท่นบูชา’ ขึ้นมาพร้อมกับตัวเขา

            จากนั้นจึงสร้างวงแหวนวิญญาณห่วงโซ่ขึ้นอีกชั้นโดยใช้วงแหวนวิญญาณรูปแบบใหม่ที่ดูเหมือนกระจกเงา การโจมตีทั้งหมดที่ทะลุผ่านเข้ามาจึงถูกลดทอนลงจนแทบไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆ ให้กัสได้อีก

            เมื่อตระกูลไอรอนบลัดเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สีหน้าของพวกมันก็เปลี่ยนไป การโจมตีของภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ก็หยุดชะงักไปชั่วขณะ

            กัสเห็นแบบนั้นก็แปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดมากทั้งนี้ก็เพราะท่านหญิงไอโกะยังไม่ยอมหยุดปักเสาเพิ่มเสียที ทำให้เขาไม่มีแม้กระทั่งโอกาสจะคิดว่าศัตรูคิดทำอะไรเพราะเขาต้องรีบจัดการกับกระแสพลังชำระล้างที่ไหลทะลักเข้ามาราวกับไร้จุดสิ้นสุดนี้ก่อน

            แต่เมื่อศัตรูหยุดโจมตี กัสก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาทันทีเพราะเขาก็ไม่สามารถหาแหล่งพลังจากภายนอกมาช่วยหักล้างพลังชำระล้างปริมาณมหาศาลได้อีก

            ส่งผลให้ปริมาณพลังชำระล้างเหลวเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างน่ากลัวจนทำให้กัสหน้าเปลี่ยนสี เขาถึงกับหันไปหาท่านหญิงไอโกะเพื่อขอร้องให้เธอหยุด

            แต่เมื่อหันไปหาท่านหญิงไอโกะ น้ำตาของกัสก็แทบจะไหลออกมาเมื่อเขาพบว่าสีหน้าของท่านหญิงเปลี่ยนไป ท่าทางของเธอดูเคร่งขรึมไม่ซุกซนเหมือนเดิม สายตาของเธอยังมองไปยังภูเขาไฟลูกที่สูงที่สุดไม่วางตา ทำเอาเขาถึงกับไม่กล้าส่งเสียงเรียก จึงทำได้เพียงหลั่งน้ำตาอยู่ในใจแล้วพยายามคิดหาวิธีจัดการกับพลังที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ยอมหยุดนี้

            ‘บัดซบ!!! ทำไมพลังมันถึงได้มีเยอะนักนะ!! ถ้ามีพลังมากขนาดนี้ช่วยกลั่นมันก่อนส่งมาไม่ได้หรือยังไงกัน!!! บ้าเอ๋ย!! พลังเยอะเกินไปแล้ว!!’

            กัสไม่รู้ว่าเขาสบถออกไปกี่ครั้งแล้วในวันนี้ แต่ที่แน่ๆ คือเขาทราบว่ามันไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อยไม่ว่าเขาจะสบถออกมามากขนาดไหน

            ทั้งนี้ก็เพราะกัสรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่มีหัวคิดสักเท่าไหร่นัก เขามักจะใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจเสมอ แม้ว่าบ่อยครั้งที่สัญชาตญาณของเขาจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอยู่บ่อยๆ ก็ตามที

            ขณะที่กัสสบถออกมานั้น ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่พยายามคิดหาวิธีแก้ให้กับเขาอยู่ก็ได้รับความคิดที่น่าสนใจจากการสบถของเขา

            ‘จริงด้วยสินะ ทำไมไม่กลั่นก่อน’

            คำพูดลอยๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความหมายของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำให้กัสหยุดชะงักไปชั่วขณะเพราะมันไม่บ่อยนักที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์จะทำอะไรแบบนี้

            แต่อีกชั่วอึดใจต่อมา ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจกับเขา

            ‘ในเมื่อท่านหญิงไม่ได้กลั่นพลังมาก่อน เช่นนั้นเจ้าก็แค่กลั่นมันด้วยตัวของเจ้าเองก็พอแล้ว เพียงแค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วไม่ใช่หรือกัส’

            กัสนิ่งอึ้งไป เขาเลิกคิ้วด้วยความรู้สึกเหนือคาด แต่เมื่อคิดดูอีกทีเขาก็ต้องขมวดคิ้วเพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าทำ

            หากพูดถึงการกลั่นพลังชำระล้าง เขายังไม่มีความสามารถพอ คนที่สามารถกลั่นพลังชำระล้างให้บริสุทธิ์ขึ้น ทรงพลังขึ้นได้ มีเพียงนักบวชอาวุโสที่มีความชำนาญในเวทมนตร์ชำระล้างถึงระดับสูงเท่านั้น

            ส่วนตัวเขานั้นไม่แม้กระทั่งสัมผัสถึงขอบเขตของระดับกลางด้วยซ้ำเพราะต่อให้เขาจะฝึกฝนและพัฒนาเวทมนตร์ชำระล้างอยู่เสมอ แต่เขาก็ยังอยู่ห่างจากคำว่า ‘ฝึกฝนอย่างตั้งใจ’ อีกมากนัก

            “ข้า..ข้ากลัวว่าข้าจะกลั่นมันไม่ได้ นอกจากนั้นการกลั่นด้วยความชำนาญที่ไม่เพียงพอก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากไปกว่าการฝืนรับพลังเอาไว้หรอกนะ”

            เหตุผลของกัสนั้นไม่ผิดเลย การฝืนกลั่นพลังชำระล้างด้วยความชำนาญที่อ่อนด้อยนั้น ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก มันย่อมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้

            ‘เรื่องนั้นข้าไม่ปฏิเสธ แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้ามีพรศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสามารถในการ ‘กลั่น’ อยู่’

            “พรศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสามารถในการกลั่น!! จริงด้วย! แต่ว่าพลังของมัน..”

            ‘ใช่ พลังของมันต่ำมาก แต่ถึงจะต่ำยังไงพลังก็ยังเป็นพลัง นอกจากนั้นเจ้าคงไม่ลืมสินะว่าพลังทั้งหมดที่เจ้ามีนั้นล้วนแล้วแต่หลอมรวมกับพรศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า’

            คำอธิบายนี้ทำให้กัสหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

            “ไม่ผิด..แม้ว่าพลังของมันจะอ่อนแอเพราะได้มาจากโกลเด้นเทลที่ยังอ่อนแอ แต่เมื่อพลังนี้กลายเป็นของข้า มันก็ย่อมแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกับตัวข้า”

            แม้ว่าความสามารถในการกลืนกินพลังของพรศักดิ์สิทธิ์จะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาพลังที่กลืนกินมาได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพลังที่ได้มานั้นจะอ่อนแอและไร้พลังไปตลอด

            พลังทั้งหมดจะพัฒนาไปตามพลังของเขา แม้ว่าความสามารถของมันจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้น แต่พลังโดยรวมก็ยังสามารถพัฒนาไปพร้อมกับพลังของเขา

            เช่นเดียวกับที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์พูด แม้ว่าพลังในการกลั่นที่ได้มาจะอ่อนแอมาก แต่มันก็ยังแข็งแกร่งกว่าสมัยที่กัสได้มาหลายเท่า เนื่องจากพลังของเขาพัฒนาขึ้น

            ทันทีที่ตระหนักถึงเรื่องนี้กัสก็หันกลับไปมองพลังชำระล้างเหลวในหัวสิงโตยักษ์ของเขา จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาแล้วสร้างหัวสิงโตขนาดเท่าฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นภายในหัวสิงโต

            หัวสิงโตขนาดเล็กเคลื่อนตัวไปเป็นกลุ่มราวกับฝูงแมลง จากนั้นพวกมันก็กลืนพลังชำระล้างเข้าไปแล้วส่งผ่านมิติไปยังหัวสิงโตที่อยู่ด้านหลัง

            ทุกครั้งที่พวกมันกลืนพลังชำระล้างเข้าไป พลังที่ไหลผ่านพวกมันไปก็จะเปลี่ยนแปลงไป คุณภาพของพวกมันจะเพิ่มสูงขึ้น แม้จะเพียงเล็กน้อยจนแทบสัมผัสไม่ได้ก็ตาม

            แต่เมื่อพวกมันทำซ้ำแบบเดิมติดต่อกันแบบไม่มีหยุด ความเปลี่ยนแปลงที่น้อยนิดก็สะสมต่อเนื่องไปจนสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในที่สุด

            ไม่นานนักพลังชำระล้างเหลวภายในหัวสิงโตยักษ์ก็ลดปริมาณลงด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ มันทำให้ท่านหญิงไอโกะสังเกตเห็นความผิดปกติ สีหน้าที่เคร่งขรึมของเธอก็เปลี่ยนไป เธอมองกัสด้วยความประหลาดใจเล็กๆ ก่อนที่รอยยิ้มที่ซุกซนจะกลับคืนมา

            “ยอดมาก!! ข้านึกแล้วว่าเจ้าต้องทำได้!! เช่นนั้นก็เอาไปเพิ่มอีกซะ!!”

            กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยตอนที่ได้รับคำชม แต่รอยยิ้มของเขาก็แข็งค้างไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของท่านหญิงไอโกะ

            โดยไม่รอให้กัสตอบรับหรือปฏิเสธ ท่านหญิงไอโกะก็สะบัดมือส่งเสาอีก 12 ต้นลงมาอึดใจ ทำเอากัสถึงกับเบิกตากว้าง มองดูระดับน้ำของพลังชำระล้างเหลวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            เห็นแบบนั้นกัสก็ได้แต่กัดฟันสร้างหัวสิงโตขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอีก เขาเพิ่มมันอย่างต่อเนื่องจนมีมากกว่า 5 แสนหัวอัดแน่นอยู่ภายในหัวสิงโตยักษ์จนดูราวกับสระน้ำที่เต็มไปด้วยลูกอ๊อดสีดำสนิท

            เมื่อเห็นภาพนี้สีหน้าของกัสก็บิดเบี้ยวไป เขารู้สึกว่ามันน่าเกลียดเกินกว่าจะรับไหว เขาจึงตัดสินใจลดขนาดของหัวสิงโตลงให้เหลือเพียงปลายนิ้ว จากนั้นควบคุมมันเพื่อสร้างขบวนจนเกิดเป็นภาพที่ดูคล้ายกับ ‘โถปั่น’ ที่เอาไว้ปั่นน้ำผลไม้แทน

            หลังจากปรับปรุงเล็กน้อย ไม่เพียงมันจะดูดีขึ้น ประสิทธิภาพของมันยังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ทำให้กัสพึงพอใจมาก แต่เขาก็ต้องพยายามอย่างหนักที่จะกลั่นพลังซ้ำๆ ด้วยหัวสิงโตกว่า 5 แสนหัว

            จำนวน 5 แสนไม่ใช่จำนวนสูงสุดที่กัสสามารถเรียกได้ในตอนนี้ แต่เป็นจำนวนที่เขาสามารถใช้ได้โดยไม่สร้างภาระและไม่ทำให้ความสูญเสียความสามารถในการต่อสู้

            กัสยังไม่ลืมว่าเขายังอยู่ในสนามรบ ต่อให้สิ่งที่เขากำลังเผชิญจะไม่เกี่ยวกับการต่อสู้เท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาอาจจะถูกลากเข้าไปในการต่อสู้ได้ทุกเมื่อ

            ด้วยเหตุนี้แม้จะต้องทำตาม ‘หน้าที่’ ที่ท่านหญิงไอโกะมอบหมาย กัสก็ยังไม่ลืมที่จะระวังป้องกันตัว

            เมื่อแก้ปัญหาที่ยากจะแก้ที่สุดได้แล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็ไร้ซึ่งความหมาย กัสใช้หัวสิงโตกว่า 5 แสนหัวกลั่นพลังอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังชำระล้างเปลี่ยนไปไม่มีหยุด พลังที่มีคุณภาพดีจะตกลงไปยังส่วนก้น ส่วนพลังที่คุณภาพแย่จะลอยขึ้นสู่ด้านบนทำให้กัสสามารถเลือกระดับพลังที่จะส่งไปยังช่องว่างวิญญาณได้ตามใจ

            กัสส่งพลังชำระล้างที่มีคุณภาพดีที่สุดไปยังสิ่งที่เป็นเหมือน ‘เตาหลอม’ ซึ่งร่างญาณศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้น ด้วยพลังเทวะของเขา สร้างเป็นเตาทรงกลมที่มีรูปร่างคล้ายกับเตาปฏิกรณ์มนตราและอาศัยการอัดฉีดพลังชำระล้างเหลวเข้าไปด้านในเพื่อเผาด้วยเพลิงต้นกำเนิด

            พลังที่ถูกฉีดเข้าไปนั้น ถูกฉีดผ่าน ‘หัวฉีด’ ที่สร้างจากพลังเทวะเพื่อกระจายพลังให้ออกมาในรูปแบบของละอองฝอยทำให้เพลิงต้นกำเนิดสามารถเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว

            ต่อจากนั้นก็เชื่อมต่อเตาหลอมเข้ากับท่อขนาดใหญ่เล็กที่แตกต่างกัน ส่งต่อเปลวไฟที่ลุกโหมอย่างรุนแรงไปยังท่อขนาดใหญ่ที่หดเล็กลงทุกขณะ ไปจนถึงส่วนปลายที่ดูคล้ายกับกระดูกงูที่สร้างขึ้นจากท่อและกระบี่

            โครงสร้างของกลุ่มก้อนพลังเทวะเหล่านี้เป็นอะไรที่ซับซ้อนอยู่บ้าง มันให้ความรู้สึกราวกับโครงสร้างภายในโรงงานจักรกลสักแห่ง

            กัสจึงตัดสินใจมองข้ามรายละเอียดทั้งหมดไปยังส่วนปลายที่ดูคล้ายกับกระดูกงูที่ขดเป็นวงกลมและมองดูสิ่งที่ดูคล้ายกระบี่ที่มีหยดพลังต้นกำเนิดไหลออกมาจากส่วนปลายทีละหยดๆ อย่างต่อเนื่อง จนสะสมเป็นทะเลสาบพลังต้นกำเนิดขนาดย่อม

            เมื่อได้เห็นปริมาณพลังที่สะสมได้กัสก็ยิ้มกว้าง จากนั้นคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว ประเมินความเร็วในการกลั่น ปริมาณพลังที่ส่งเข้าเพื่อดูว่าเขาสามารถนำพลังต้นกำเนิดเหล่านี้กลับออกไปได้มากขนาดไหน

            กัสใช้ความพยายามเล็กน้อยในการคำนวณเพื่อให้ปริมาณพลังที่ไหลเข้าออกอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพราะเขาไม่อยากเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็ตาม

            หลังจากใช้เวลาชั่วอึดใจกัสก็คำนวณหาจุดที่เหมาะสมได้ พลังชำระล้างที่ถูกกลั่นก็ถูกส่งเข้ามาเพิ่ม ขณะที่พลังต้นกำเนิดเหลวถูกส่งออกไป

            ถึงตอนนั้นกัสก็แค่ดูดกลืนพลังต้นกำเนิดและหลอมรวมมันเข้ากับพลังของเขาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พลังของเขาเพิ่มสูงขึ้นด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว

            ทันทีที่ท่านหญิงไอโกะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รอยยิ้มซุกซนของเธอก็อ่อนลง กลายเป็นรอยยิ้มยินดีที่แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจและความชื่นชม

            จากนั้นเพียงอึดใจสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยือก ดวงตาที่แสนงดงามทอประกายดุร้ายอำมหิตขณะมองไปยังภูเขาไฟที่สูงที่สุดซึ่งบรรพชนของตระกูลไอรอนบลัดซ่อนตัวอยู่

            “เจ้ากล้างั้นหรือ..”

            น้ำเสียงที่เย็นเยียบถูกส่งไปอย่างเงียบงันจนมีเพียงเป้าหมายที่เธอต้องการสื่อเท่านั้นที่ได้ยิน แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบรับใดๆ มีเพียงสีหน้าที่เย็นชาไม่ต่างของบุรุษชราในชุดนักบวชสีแดงเพลิงที่เป็นคำตอบ

            คนทั้งสองจ้องมองกันผ่านระยะห่างและอุปสรรคที่ขวางกั้นราวกับกำลังเผชิญหน้ากันอย่างใกล้ชิด

            บรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครสัมผัสได้ จนกระทั่งมันบรรลุถึงจุดที่สามารถแปรเปลี่ยนสภาพแวดล้อม การต่อสู้ทั้งหมดจึงยุติลงชั่วขณะ

            วินาทีนั้นท่านหญิงไอโกะก็เคลื่อนไหว เธอสะบัดมือออกไปอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง ชุดเกราะกลที่ถูกถอดออกก็กลับมาสวมทับลงบนร่างกายของเธอ เปลี่ยนเธอให้กลายเป็นอัศวินเกราะกลที่สง่างาม

            พร้อมกันนั้นภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าก็ส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมกัน มันระเบิดลาวาปริมาณมหาศาลขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงนับพันเมตรจนเกิดเป็นภาพของ ‘เสา’ ลาวา 9 ต้นที่ทะลวงขึ้นสู่ท้องฟ้า

            มวลลาวาที่ร้อนระอุเปล่งแสงสีทองแดงออกมาตลอดเวลา มันปลดปล่อยพลังธาตุไฟออกมาแผดเผาพลังธรรมชาติในรัศมี 1 พันกิโลเมตรจนลุกเป็นไฟในอึดใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นดวงตะวันขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในที่สุด

            วินาทีเดียวกันท่านหญิงไอโกะก็เคลื่อนไหว เธอสะบัดฝ่ามือแรงๆ อีกครั้ง เกราะกลส่วนแขนก็แยกออกแล้วประกอบกันใหม่ กลายสภาพเป็นปืนติดเกราะที่มีขนาดราวฝ่ามือกระบอกหนึ่ง ก่อนจะเล็งไปยังเป้าหมายด้วยสีหน้าที่เยือกเย็นอำมหิต

            บุรุษชราในชุดนักบวชสีแดงเพลิงก็ปรากฏตัวขึ้นเหนือท้องฟ้า มันลอยตัวอยู่ใต้ดวงตะวันที่ร้อนแรงราวกับไม่รู้สึกถึงความร้อนใดๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้น ยื่นไปทางดวงตะวันขนาดใหญ่

            วินาทีนั้นดวงตะวันที่เกิดจากมวลลาวาปริมาณมหาศาลก็ไหลมารวมกันที่ฝ่ามือของมันและบีบอัดจนกลายเป็นผลึกแก้วที่มีขนาดเท่าปลายนิ้วบนฝ่ามือที่แห้งเหี่ยวของบุรุษชรา

            พริบตานั้นบรรยากาศรอบตัวของทั้งสองก็เปลี่ยนไป ฝ่ายหนึ่งร้อนระอุราวกับดวงตะวัน อีกฝ่ายบริสุทธิ์ราวกับแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ปราศจากมลทิน

            บรรยากาศที่แตกต่างของทั้งสองก่อให้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่แตกต่างกัน มันแบ่งดินแดนออกเป็นสองส่วน ด้านหนึ่งคือนรกแห่งไฟที่กำลังแผดเผาทุกสรรพสิ่ง ส่วนอีกด้านกลายเป็นดินแดนพิสุทธิ์ที่ปราศจากความมัวหมองใดๆ ในโลก

            ในเสี้ยววินาทีของการโจมตี บรรยากาศและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติก็หายสาบสูญไป

            เปลวเพลิงทั้งหมด ความพิสุทธิ์ทั้งหมด ถูกบุคคลทั้งสองดึงดูดกลับไปหลอมรวมกันในเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกส่งออกไปในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน

            ด้านหนึ่งคือ ‘ดวงตะวันแรกกำเนิด’ ที่สามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า

            อีกด้านหนึ่งคือ ‘ลำแสงพิสุทธิ์’ ที่สามารถชำระล้างทุกสรรพสิ่งให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า

            การโจมตีของทั้งสองบรรลุถึงเป้าหมายในเสี้ยววินาทีที่แสนสั้น ราวกับประกายแสงที่สว่างวูบแล้วดับไป จากนั้นเพียงเสี้ยววินาที หนึ่งในภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกเจาะทะลุเป็นรู

            ส่วนทางด้านของท่านหญิงไอโกะนั้นกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ มีเพียงมวลแสงของพลังธาตุไฟที่ถูกชำระล้างซึ่งกำลังสลายหายไปราวกับหมอกควัน

            เมื่อได้เห็นผลลัพธ์ของการโจมตี สีหน้าของบุรุษชราก็กลายเป็นดำมืด ดวงตาของมันอัดแน่นไปด้วยความแค้นที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟ ขณะที่มันมองผ่านชุดเกราะกลไปยังใบหน้าของท่านหญิงไอโกะ สุดท้ายจึงหยุดลงที่มงกุฎสีเงินขาวที่เธอสวมอยู่

            “นี่นะหรือ ‘สมบัติเทพ’ ที่บิดาของท่านมอบให้”

            “ไม่ผิด! สิ่งนี้เรียกว่า ‘มงกุฎจักรพรรดินีวิญญาณ’ สมบัติเทพที่บิดาผู้เป็น ‘เทพเจ้าที่แท้จริง’ ของข้ามอบให้!!”

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน