บทที่ 6 อดีตของไฉหรงฉ่าง
“ท่านลุงขอรับ! คนทั้งสองทำอะไรผิดงั้นหรือ? ไยต้องโดนบุรุษพวกนั้นรังแก”
“ไอ้หย๊า จะว่าไปก็น่าเห็นใจ คนทั้งคู่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สามีของนางเป็ผีพนัน หนี้สินท่วมหัว ถูกขู่จะเอาชีวิต สุดท้ายก็ต้องส่งลูกเมียมาทำงานใช้หนี้ พอทำงานครบถ้วนตามเงื่อนไข คนพวกนั้นดันไม่ยอมปล่อยให้สองแม่ลูกเป็อิสระ ส่วนสามีตัวปัญหาไม่รู้หายหัวไปไหน ข้าเองก็สุดสงสาร แต่ช่วยอะไรไม่ได้”
เถ้าแก่ยกบะหมี่มาให้ พร้อมเอ่ยปากไขข้อสงสัยให้กับลูกค้าสองรายซึ่งเป็แค่เด็กชายวัยสี่ขวบ ก่อนจะเหลือบไปมองสองแม่ลูกอย่างนึกสงสาร แล้วเดินกลับไปทำบะหมี่ชามต่อไปให้ลูกค้าคนอื่นตามลำดับ
“หลิงเยี่ย! ข้าอยากช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้น”
ไฉหรงฉ่างพูดมาคำหนึ่ง ทำเอาคนตรงข้ามเผลอสำลักบะหมี่จนไอโครกออกมากระทั่งหน้าแดงฉ่า
“นึกจะท่องยุทธภพ ก็ต้องหนักแน่นให้พอ ไม่ใช่อ่อนไหวต่อทุกสิ่ง เราพึ่งออกเดินทางหนึ่งวัน ยังเหลืออีกหกวันกว่าจะไปถึงเมืองกัวฉู่ ใต้หล้ากว้างใหญ่นัก ยังมีเื่พรรค์นี้ให้เ้าต้องประสบพบเจออีกมาก ลำพังเ้าและข้าเป็เพียงผู้เยาว์ขาจร หาใช่นักพรตผู้โปรดสัตว์ที่ต้องเดินทางไปชมพูทวีป ทางที่ดีข้าขอเตือนเ้า อย่าได้หาเื่ใส่ตัวเด็ดขาด”
ไป๋หลิงเยี่ยทำหน้าหงิกใส่สหาย ที่พูดไปทั้งหมดอาจฟังดูแล้งน้ำใจ แต่เชื่อเถอะว่านี่เป็สัจธรรมที่หรงฉ่างสมควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ลำพังตัวเองยังฝึกวิชาได้ไม่เท่าไหร่ ยังไม่เจียมตัวจะแส่เข้าไปหาเื่ มันใช้ได้เสียที่ไหน
“หน้าที่ของสหายคือเกื้อกูลหนุนนำ ไม่ใช่คอยขัดขวางไปเสียทุกเื่ หึ!”
ไฉหรงฉ่างหงิกหน้ากลับ ทำตัวกระพัดกระพือคุ้มดีคุ้มร้ายได้น่าชังยิ่งนัก
“สหายที่แท้จริงล้วนเป็อย่างข้า คอยขัดขวาง ตักเตือน ห้ามปราม มิให้คนอย่างเ้าหลงผิด มีข้าอยู่ใกล้ตัวถือเป็พรอันประเสริฐที่์มอบให้เ้า รู้อย่างนี้ก็กินไปเถอะ เส้นทางยังอีกยาวไกล ต้องรีบออกเดินทาง”
ทั้งที่อายุเท่ากันแต่ไป๋หลิงเยี่ยเริ่มทำตัวเป็ผู้ปกครองของไฉหรงฉ่างเข้าไปทุกที
ย๊าาาา โครม!!!
สองผู้เยาว์กินบะหมี่ได้ครึ่งชาม ราวโต๊ะริมทางก็ถูกแรงเหวี่ยงของชายร่างสูงซัดผู้คุมสารเลวรายนั้นกระแทกเข้ากับหน้าไม้จนปรักหักพัง ไฉหรงฉ่างเพิ่งสังเกตว่าชายผู้นั้นคือลูกค้าที่สั่งบะหมี่ต่อจากหลิงเยี่ย เขาเป็ใครไม่สำคัญ แต่การกระทำของเขาน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
“สุนัขกระจอก แส่ไม่เข้าเื่” ผู้คุมประตูหอเสี่ยงโชคหยัดตัวขึ้นจากซากโต๊ะ พลันชี้นิ้วิ่เหม่คนตรงหน้าอย่างเดือดดาล ผิดไปจากเ้าตัวที่โต้ตอบด้วยการแสยะยิ้มมุมปาก ต่อด้วยเอ่ยน้ำเสียงเรียบ ๆ ท้าทายคู่ต่อสู้
“ก่อนว่าข้าเป็สุนัขกระจอก ช่วยดูเงาหัวตัวเองก่อนเถอะ” คำพูดที่ไร้ซึ่งคำหยาบโลน แต่กัดกร่อนศักดิ์ศรีของผู้คุมประตูหอเสี่ยงโชคได้เป็อย่างดี
“เ้าเป็ใคร!!”
“จงเรียกข้าว่า! บิดาบังเกิดเกล้าของเ้า!”
สิ้นสุดประโยคนี้ผู้คุมประตูทั้งสี่พุ่งเข้าหาวีรบุรุษผู้นั้นอยู่ท่าเดียว วินาทีนี้ไม่มีใครสนใจจะรั้งตัวสองแม่ลูกไว้ในควบคุม สบโอกาสให้เหยื่อสองรายหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จ เจตนารมณ์ของเขาก็มีเพียงเท่านี้ พอเห็นว่าสองแม่ลูกเอาตัวรอดได้สำเร็จ เขาก็หาวิธีเอาตัวรอดในแบบฉบับของเขา ใครบ้างจะโง่ไปเปลืองแรงสู้กับชายฉกรรจ์ตั้งสี่คนในคราวเดียวกัน
ทั้งไฉหรงฉ่างและไป๋หลิงเยี่ยรีบจ่ายเงินแล้ววิ่งตามออกไปติด ๆ หวังอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับจอมยุทธที่คุณธรรมสูงส่งผู้นั้น ต่อให้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่สง่าราศีของคนผู้นั้นชี้นำว่าเขาไม่ใช่จอมยุทธทั่วไป
“นี่เ้าหนู! ช้าก่อน! ทำของสิ่งนี้ตกไว้ใช่หรือไม่”
“ใช่! นี่เป็ของข้า ขอบคุณท่านมาก”
เถ้าแก่ร้านบะหมี่วิ่งเอื่อยเฉื่อยตามเด็กทั้งสองมาติด ๆ เพราะจำเสียงของเถ้าแก่ได้ จึงวิ่งย้อนกลับมาหา ทำให้ทั้งคู่เสียโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับจอมยุทธท่านนั้น สุดท้ายก็ต้องออกเดินทางไกล มุ่งหน้าไปยังเมืองกัวฉู่แทน
“นั่นกล่องอะไร?” ขณะเดินทางไปพลาง หลิงเยี่ยอดถามไม่ได้
“ไม่รู้สิ ท่านอาจารย์มอบมันให้ข้า บอกแค่ว่าจงเก็บรักษาให้ดี อย่าให้ห่างตัว” หรงฉ่างตอบเสียงยืด ก่อนจะคว้ากล่องสลักไม้สีน้ำตาลอ่อนออกจากสาบเสื้อ แล้วตัดสินใจเปิดดู
“หืม? ก็แค่พู่หยกธรรมดาหนึ่งชิ้น เหตุใดท่านอาจารย์ต้องกำชับให้เก็บไว้กับตัวตลอดด้วยเล่า?” หรงฉ่างพาดพู่หยกไว้บนฝ่ามือ พลางเดิน พลางมอง พลางขบคิดแต่ออกเสียงทางปาก
“สิ่งที่ท่านอาจารย์มอบให้ ย่อมไม่ใช่พู่หยกธรรมดาแน่นอน เชื่อเถอะ ทุกอย่างที่ท่านอาจารย์ฝากฝังย่อมมีกุศโลบายซ่อนอยู่ ขึ้นกับว่าพวกเราจะเข้าใจความหมายของมันตอนไหนก็เท่านั้นเอง”
หลิงเยี่ยแนะนำให้หรงฉ่างเลิกจ้องมองมันเสียที ในเมื่อต้องเก็บไว้ข้างตัว ก็ควรแขวนไว้บนเอวตลอดเวลา หากเก็บไว้ในกล่องเหมือนเคย มันเสี่ยงเหลือเกินที่จะหล่นหายอีก
.
หกวันห้าคืนที่เดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อย ล่วงเลยหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าก็ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางเสียที คืนนี้หรงฉ่างกับหลิงเยี่ยอาศัยหลับนอนอยู่ในอารามร้างหลังหนึ่ง คนทั้งสองแบ่งแผ่นแป้งกินคนละสองชิ้น ไม่นานหลิงเยี่ยก็หลับเอาแรง เหลือแค่หรงฉ่างที่นอนหลับไม่ลง
ไม่ทราบว่าอะไรดลใจ ท่ามกลางคืนเดือนดับ หรงฉ่างจึงเดินออกมารับแสงจันทร์ที่ทอสว่างอย่างริบหรี่บนน่านนภาอันกว้างใหญ่ตามลำพัง ชั่วครู่หนึ่งที่ยืนแหงนหน้ามองฟากฟ้าอย่างเหม่อลอย เ้าตัวก็ตัดสินใจปีนป่ายขึ้นไปเอนหลังอยู่บนต้นหยาเจียวซึ่งเติบโตอยู่ในอาณาบริเวณ ดวงตาที่เคยสดสว่างเพ่งพินิจขึ้นไปถามฟ้า ‘เหตุใดวิถี์จึงชอบกลั่นแกล้งคนนัก’
ไฉหรงฉ่างมีความในใจนับจำนวนไม่ถ้วนซึ่งถูกฝังกลบไว้เป็เวลานาน...
ถูกต้องแล้วที่ชาตินี้ไม่รู้จักที่ไปที่มาของตัวเอง ทว่าไฉหรงฉ่างในกายหยาบของมนุษย์ กลับรู้ดีว่าชาติก่อนตนเองมีจุดกำเนิดมาจากอะไร จะโทษว่า์ลำเอียงก็ไม่เชิง อุตส่าห์ส่งมาเกิดใหม่ทั้งทีแต่ไม่ลิดรอนความทรงจำในอดีตชาติกลับไปด้วย ดังนั้นเด็กชายวัยสี่ขวบที่ทุกคนเห็น จึงแฝงไปด้วยความทรงจำบางอย่างที่ไม่เคยบอกเล่าให้ใครรับรู้มาก่อน แม้แต่ท่านอาจารย์เทียนเฉิงก็ไม่เคยรู้เื่นี้
หวนคำนึงไปในห้วงอดีตกาล เมื่อร้อยปีก่อน
ปฐมภูมิเซียนคือดินแดนอันไกลโพ้น มนุษย์ในแดนนอกเขต เรียกสถานที่แห่งนั้นว่าสรวง์ อันที่จริงปฐมภูมิเซียนแบ่งออกเป็สามเขตแดนเก้าชั้นฟ้า ดินแดนที่อยู่สูงสุดในภูมิทัศน์ คือวิมานเซียนและจะจำแนกแบ่งย่อยเป็เก้าชั้นฟ้า ส่วนอีกสองเขตแดนที่ลดหลั่นลงมา จะเป็เขตแดนรัตติกาลสนธยา ปกครองโดยเผ่าปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง และเขตแดนสุดท้ายมีชื่อว่า ไพศาล เป็อาณาเขตเดียวที่ไร้การปกครอง ทว่ามีสนธิสัญญาให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
นั่นเป็เพราะเขตแดนไพศาล เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่าแก่การทำนุบำรุง ั้แ่ยุคาล่ำลือกันว่าในเขตแดนไพศาล มีแม่น้ำตี้ฟงซีเหอซึ่งมีหยกิญญาเป็แกนกลาง ที่คอยให้กำเนิดปัจเจกเซียนและสัตว์วิเศษ ในตำนานเล่าว่า สามร้อยปีครบหนึ่งหนถึงจะมีสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นจากแม่น้ำตี้ฟงซีเหอ
นี่ถือเป็จุดกำเนิดของเผ่าพันธุ์เซียน ปีศาจ และสัตว์วิเศษทุกชนชั้น
แน่นอนว่าต้นกำเนิดของไฉหรงฉ่างไม่ธรรมดา…
เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ไฉหรงฉ่างหลอมกระดูกสร้างเนื้อขึ้นมาจากแม่น้ำตี้ฟงซีเหอ ที่สามร้อยปีจึงจะจุติหนึ่งชีวิตขึ้นมา แต่การมาของไฉหรงฉ่างเหนือชั้นกว่าที่ถูกคาดการณ์ไว้ อิงจากคำทำนายของมหาปุโรหิต นั่นคือ...แม่น้ำตี้ฟงซีเหอควรให้กำเนิดวิหคอัคคีซึ่งเป็สัตว์วิเศษ ที่องค์ประมุขของวิมานเซียนจ้องจะเอาไปชุบเลี้ยงไว้เป็สัตว์พาหนะเพื่อเสริมบารมี
แต่นอกจากไม่ให้กำเนิดสัตว์วิเศษในตำนาน แม่น้ำตี้ฟงซีเหอดันให้กำเนิดยุวเทพ ที่มีอิทธิฤทธิ์น่ายำเกรง ภายในกายเนื้อมีพลังสองสายไหลเวียนอย่างน่าอัศจรรย์ พลังเ่าั้แตกต่างกันสุดขั้ว แต่สามารถแหวกว่ายเวียนวนอยู่ในร่างเดียวกัน หากเป็เซียนทั่วไปหลังถือกำเนิดคงมีอายุได้ไม่เกินสามวัน
พลังสายหนึ่งคือกัมปนาทร้อนแรงสามารถแผดเผาได้ทุกอย่าง ส่วนพลังอีกสายหนึ่งคือวารีหนาวเหน็บสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ดั่งใจนึก ด้วยเหตุนี้ไฉหรงฉ่างที่ถือกำเนิดขึ้นในวิมานเซียนเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน จึงถูกขนานนามว่า เทพกัมปนาทผันวารี