ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 84 ศิลาวิญญาณดิน

    ตอนที่84 ศิลาวิญญาณดิน

     

    เมื่อกลับมาถึงบ้านของเก่อหงอิงฟู่เยี่ยนไปดูอาการลูกชายของเก่อหงอิง ตอนนี้เส้นสีแดงบนตัวเด็กสองคนนี้หายไปแล้วเหลือแต่อาการตัวร้อนเท่านั้น

     

    ฟู่เยี่ยนคิดจะช่วยแล้วย่อมช่วยอย่างถึงที่สุดเธอเผายันต์ปลุกสมองเป็นขี้เถ้าแล้วนำไปผสมน้ำให้เด็กทั้งสองคนดื่ม ไข้ของเด็กทั้งสองถึงได้ลดจนอุณหภูมิกลับมาปกติแต่ที่บ้านของเก่อหงจวิน ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเพราะเรื่องที่พวกเขาทำกับอาหญิงของเธอยังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

     

    นางถงเป็นคนมีเหตุมีผลฟู่เยี่ยนชื่นชมผู้เฒ่าท่านนี้มาโดยตลอด จึงอธิบายรายละเอียดให้ฟัง

     

    นางถงกล่าวขอบคุณแล้วขอบคุณอีกแต่ถึงอย่างไรในใจของเธอยังรู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อยเพราะสิ่งที่น้องสะใภ้ของเธอทำกับต้านีมันช่างเลวร้ายเหลือเกินนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทั้งสองครอบครัวถึงทะเลาะกันแต่สาวน้อยจากตระกูลฟู่คนนี้ไม่เพียงแต่ไม่โกรธแค้นเท่านั้นแต่ยังช่วยทั้งตระกูลเก่อเอาไว้อีกด้วย เธอไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีแล้ว

     

    “คุณย่าคุณย่าให้ลุงใหญ่ไปถามในครอบครัวของพวกคุณดูว่ามีลูกหลานใครเป็นแบบนี้บ้างตรงหนูมียันต์อยู่สามแผ่น สามารถเผาเป็นขี้เถ้าแล้วแบ่งให้ทุกคนดื่มได้”ฟู่เยี่ยนยังมอบยันต์ให้อีกสามใบอีกด้วย

     

    “สาวน้อยคนมีน้ำใจเช่นหนูหาได้ยากยิ่งเหลือเกิน ! หญิงชราอย่างฉันรู้สึกละอายใจเหลือเกิน !ต้านี ป้าต้องขอโทษเธอด้วย ! ” นางถงรู้สึกละอายใจมาก

     

    เก่อหงอิงออกไปถามบ้านอื่นของตระกูลเก่อแล้วฟู่เยี่ยนยังต้องกลับไปดูอาการน้องสาวทั้งสองคนของเธอ เธอจึงลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป

     

    “สาวน้อยเท่าที่เธอเห็น เธอคิดว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ” นางถงโมโหมากครอบครัวของเธอเป็นเพียงคนธรรมดาได้เคยไปทำให้คนมีวิชาขุ่นเคืองใจตั้งแต่ตอนไหนกันทำไมคนทำถึงต้องลงมือกะเอาถึงตายด้วย !

     

    ฟู่เยี่ยนมองไปยังต้านีเธอเองก็ไม่อยากปิดบังจึงบอกความจริงไปตามตรง

     

    “หนูไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดแต่น่าจะเป็นฝีมือคนที่อดีตแม่สามีของอาหญิงไปสร้างความขุ่นเคืองใจไว้”

     

    นางถงกัดฟันแน่นเธอตัดสินใจว่าจะต้องไปพูดเรื่องนี้กับหัวหน้าตระกูลให้ชัดเจน

     

    ฟู่เยี่ยนขอตัวลาจากบ้านของนางถงแล้วกลับบ้านของตนเอง

     

    กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นช่วงฟ้าสว่างแล้วเมื่อเข้าบ้านมา หวังซู่เหมยที่ตั้งครรภ์ได้สี่เดือนกว่านั่งรอพวกเขาอยู่ในบ้านหญิงวัยกลางคนไม่ได้นอนทั้งคืน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าดวงตาของเธอเป็นสีแดงก่ำเพราะความเพลีย

     

    “กลับมากันแล้วหรือเมื่อครู่นี้สองพี่น้องไม่มีไข้แล้ว ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่ ! ต้านีเธอเข้าไปดูลูก ๆ สิ”

     

    “พี่สะใภ้ทำให้พี่ต้องเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวฉันดูต่อเอง พี่รีบไปนอนหลับพักผ่อนเถอะเดี๋ยวข้าวเช้าเสร็จ จะไปเรียกพี่มากินข้าว”ฟู่ต้านีเห็นหวังซู่เหมยมีสภาพอิดโรยจึงรีบบอกให้พี่สะใภ้ของตัวเองไปนอนพักผ่อน

     

    “อืมเดี๋ยวฉันไปนอนก่อน ฉันเองก็เริ่มใจไม่ดีแล้ว ! ”

     

    ฟู่เยี่ยนเองก็เข้าไปดูอาการป่วยของน้องๆ เช่นกัน ยังดีที่น้องสาวทั้งสองคนของเธออาการไม่รุนแรงเท่าลูก ๆ ของเก่อหงอิงดังนั้นเด็กสองคนนี้จึงนอนหลับสนิท ฟู่เหมี่ยวที่ดูแลน้อง ๆมาทั้งคืนก็ง่วงนอนจนตาแทบลืมไม่ขึ้นแล้ว แต่ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินไม่ยอมให้เธอลาเพราะตอนนี้เธอเรียนอยู่ชั้น ม.5 แล้ว หากขาดเรียนไปหนึ่งวันก็จะเรียนไม่ทันคนอื่น

     

    ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงไปช่วยฟู่ต้านีทำอาหารหลังจากทำเสร็จแล้วก็เตรียมตัวไปโรงเรียน ฟู่เยี่ยนเห็นว่าพี่สาวของเธอรักเรียนเธอจึงแอบหยดน้ำในดินแดนต่างมิติเข้าไปในถ้วยใส่น้ำดื่ม แล้วยกไปให้ทั้งสองดื่ม

     

    ส่วนตัวฟู่เยี่ยนเอวตั้งใจจะลาหยุดเพราะหากเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ วันนี้จะมีคนจากหมู่บ้านเสี่ยวโจวมาหาเธอเธอจะต้องอยู่ที่บ้าน ดังนั้นเธอจึงขอให้พี่สาวช่วยลาหยุดให้

     

    ฟู่เยี่ยนเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูเธอกระโดดเข้าไปในดินแดนต่างมิติ ในตอนที่เธอได้ก้อนหินสีดำก้อนนี้มาเธอมีความรู้สึกว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเธอ เธอจึงต้องศึกษามัน

     

    ฟู่เยี่ยนตั้งใจศึกษามัน

     

    และผู้ที่สร้างค่ายกลทำร้ายตระกูลเก่อเมื่อคืนนี้ก็คือไป๋เฟยระหว่างทาง เขาได้กระอักเลือดออกมาหยูหลงเซิงที่เดินตามหลังมาเห็นลูกศิษย์มีอาการนี้ จึงรีบนำยาเสริมพลังปราณยัดใส่ปากของลูกศิษย์ทันที

     

    “อาจารย์มีคนทำลายค่ายกลของผม ! ” ไป๋เฟยพูดทั้งที่ยังมีเลือดอยู่เต็มปาก เขาไม่ยอมหรอก ! ใครกันที่มันสามารถทำลายค่ายกลของเขาได้!

     

    “เสี่ยวเฟยอย่าเพิ่งสนใจเรื่องพรุ่งนี้เลย เราสองคนเจอยอดฝีมือเข้าแล้วหากเรายังไม่ยอมไปจากที่นี่อีก เราสองคนคงต้องจบชีวิตลงที่นี่แน่นอน ! กลืนยาเสริมพลังปราณนี้เข้าไปแล้วปรับลมหายใจสักพักแล้วเรารีบไปกันเถอะ ! ”

     

    หยูหลงเซิงเห็นว่าใบหน้าของลูกศิษย์เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาหลังจากปรับลมหายใจไปสักพักเขาจึงพยุงลูกศิษย์ของตนเองแล้วพากันเดินหน้าต่อ และกว่าจะได้พบกันอีกครั้งในตอนนั้นหยูหลงเซิงจะได้เป็นปรมาจารย์ด้านหาชีพจรมังกรและการกดจุดรวมชีพจรซึ่งนี่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต

     

    ฟู่เยี่ยนศึกษาก้อนหินสีดำนี้ไปสักพักก็พบว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษเธอจึงโยนมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติ แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อโยนมันเข้าไปแล้วผืนดินแห้งแล้งโดยรอบจะกลายเป็นสีดำ

     

    ที่แท้เจ้าสิ่งนี้มันใช้แบบนี้นี่เองแล้วจะใช้ทำร้ายคนได้อย่างไร ?

     

    เจ้าสิ่งนี้น่าจะเป็นศิลาวิญญาณดินสามารถปรับปรุงคุณภาพดินได้ ไม่รู้ว่ามันมาจากยุคสมัยใดทว่าเมื่อมันมาตกอยู่ในมือของหยูหลงเซิง มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ใช้ทำร้ายผู้คนฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ว่าหยูหลงเซิงได้ฆ่าคนไปถึงสองคนเพื่อให้ได้หินก้อนนี้มา

     

    ฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมาและพบว่าผืนดินเมื่อครู่นี้ไม่ได้กลับมาเป็นสีเหลืองแห้งแล้งอีกแล้วดังนั้นหมายความว่าหากทิ้งของสิ่งนี้ไว้ในดินสักพัก มันก็จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินได้

     

    ฟู่เยี่ยนลองโยนเจ้าสิ่งนั้นขึ้นลงบนพื้นเธอไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนั้นมีขีดจำกัดการใช้งานหรือเปล่าหากใช้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดในอนาคตเธออาจจะพิจารณาซื้อที่สักผืนมาสร้างคฤหาสน์เชิงนิเวศน์สักหลัง

     

    แต่ตอนนี้คงทำได้เพียงเก็บมันไว้ในดินแดนต่างมิติเท่านั้น

     

    เจิ้งหมิงกลับมาแล้วหลังจากที่เขาออกไปทำการค้ามาครั้งนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะมาคุยเรื่องแยกบ้านกับเจิ้งจงเขาจะซื้อบ้านหลังเล็กสักหลังไว้อยู่กันแค่ครอบครัวของเขาสามคนเขายินดีไม่รับสมบัติ เพราะถึงอย่างไรตัวเองก็ไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ อยู่แล้ว

     

    ดังนั้นเขาจึงลางาน3 วัน ตั้งใจว่าหลังจากแยกบ้านแล้ว เขาจะแวะไปขอบคุณฟู่เยี่ยนแล้วค่อยไปทำงานอีกทั้งตอนนี้เขาเริ่มงานวิ่งรถส่งของแล้ว เขาจึงอยากทำอย่างอื่นบ้าง

     

    แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือเจิ้งจงกลับไม่ยอมให้เขาแยกบ้านออกไป

     

    “หมิงจื่อทำไมแกต้องดื้อรั้นจะแยกบ้าน แกเก็บเอกสารไปเถอะฉันจะคิดว่าตัวเองไม่เคยได้ยินเรื่องนี้แล้วกัน”เจิ้งจงถือว่ามีความเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ลูกคนรองของเขาทำไป ไม่รู้ว่าจะมีจุดจบแบบใดส่วนลูกคนเล็กก็เป็นคนสุขุมเย็นชา ไม่แน่ว่าในอนาคตพอเขาแก่ตัวมา เขาอาจต้องพึ่งพาเจิ้งหมิง

     

    นอกจากนี้เขายังชอบเจิ้งหมิงจากใจจริงเขาจึงอยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

     

    แต่เจิ้งหมิงไม่อยากทนอีกต่อไปแล้วหลังจากที่ต้องทนเห็นสีหน้าของอาสะใภ้รองมานานหลายปีเขาก็ไม่อยากให้ลูกชายและภรรยาของเขาต้องทนมองอีกแล้ว

     

    “พ่อผมรู้ว่าเรื่องการแยกบ้านสำหรับพ่ออาจดูเหมือนผมเป็นคนลืมบุญคุณแต่มันมีบางเรื่องที่ไม่เหมือนกับที่พ่อคิด แม่เขาไม่อยากให้ผมอยู่บ้านหลังนี้

     

    ผมเป็นลูกชายของพ่อถึงอย่างไรผมก็สามารถทนได้ แต่ชุนหยูเธอทนไม่ไหวจริง ๆเวลาผมออกวิ่งรถไม่อยู่ที่บ้าน ชุนหยูมักจะถูกรังแกและกลายเป็นที่รองรับอารมณ์อยู่เสมอลูกชายของผมอยู่โดยไม่มีแม่ไม่ได้นะพ่อ ! ”

     

    “แม่ของแกเขาแค่ใจแคบไปหน่อยแต่พ่อว่าเธอก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรต่อลูกสะใภ้ใหญ่นะมีแม่สามีคนไหนบ้างที่สุภาพกับสะใภ้ แกก็ให้สะใภ้ใหญ่อดทนหน่อยเถอะ”เจิ้งจงไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่อะไร เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยมีแม่สามีคนไหนดีกับสะใภ้ของตนเองมาก่อน

     

    “พ่อผมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ผมยินดีไม่รับสมบัติอะไรจากพ่อเลย ขอแค่ผมได้แยกบ้านออกไปพ่อเห็นใจผมเถอะนะ” เจิ้งหมิงจนใจแล้ว

     

    “นี่นี่แกไม่อยากอยู่บ้านนี้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ? ” เจิ้งจงแทบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

     

    “พ่อมีหลายเรื่องที่ผมเก็บไว้ไม่เคยได้พูดมันออกมาก่อน สมัยผมอายุ 6 ขวบตอนนั้นผมตกลงไปในแม่น้ำ แม่กลับอุ้มเจิ้งจื้อยืนมองผมที่กำลังจะจมน้ำอยู่แบบนั้นหากไม่ใช่เพราะย่าวิ่งออกมาได้ทันเวลา ผมคงตายไปนานแล้ว

     

    พอฤดูหนาวตอนผมอายุได้13 ปี ตอนนั้นผมเป็นไข้นอนซม ผ้าห่มที่แม่ห่มให้ผมไม่ได้ทำมาจากปุยฝ้ายแต่มันสานมาจากต้นกก ส่วนยาที่นำมาให้ผมกินก็ผสมน้ำมาเจือจางผมไม่เป็นไข้ตายก็นับว่าผมดวงแข็งมากแล้ว

     

    พ่อผมไม่อยากให้ลูกชายของผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกับผม ! พ่อแม่แท้ ๆของผมไม่เคยรักและดูแลผม เห็นผมเป็นแค่ธนาคารที่พอเงินหมดก็มาทวงบุญคุณว่าคลอดผมมา

     

    พ่อเลี้ยงผมมาจนโตไม่ว่าอย่างไรผมก็ต้องดูแลพ่อ รอให้พ่อเกษียณก่อน แล้วผมจะมาเลี้ยงดูพ่อเองผมไม่มีทางผลักไสพ่อแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ผมจำต้องขอโทษพ่อด้วย ! ” เจิ้งหมิงจำต้องเล่าเรื่องราวเลวร้ายในอดีตของเขาออกมา

     

    เจิ้งจงมองลูกชายคนโตที่นั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเขาเขาไม่คิดเลยว่าแม่ของเจิ้งหมิงจะทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้ จู่ ๆเขาก็จำเหตุการณ์ในอดีตได้ รายละเอียดที่เคยถูกละเลยคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจและการสลับสายตาล้วนพิสูจน์ความจริงของคำพูดลูกชาย

     

    “หมิงจื่อลุกขึ้นเถอะ พ่อต้องขอโทษแกด้วย เป็นเพราะหลายปีมานี้พ่อหูหนวกตาบอดเอง ! หากแกอยากแยกบ้านก็แยกเถอะ! พ่อจะไม่ห้ามแกแล้ว”